สาวไทย

รวบตัวแอร์สาวไทย ลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ยึดของกลางได้กว่า 1 กก.

รวบตัวแอร์สาวไทย ลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ยึดของกลางได้กว่า 1 กก.

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตกใจให้กับวงการสายการบินไม่น้อย เมื่อสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลียได้รายงานเกี่ยวกับการ รวบตัวแอร์สาวไทย ลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ยึดของกลางได้กว่า 1 กก. โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สนามบินเมลเบิร์น ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์อุกอาจที่เครือข่ายยาเสพติดพยายามใช้ช่องทางของพนักงานสายการบินในการกระทำความผิด

รายละเอียดการจับกุมและการตรวจพบของกลาง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อหญิงสาวชาวไทยวัย 26 ปี ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกเรือบนเที่ยวบินระหว่างประเทศ ได้เดินทางมาถึงสนามบินเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ความพยายามในการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายเข้าประเทศต้องจบลง เมื่อเจ้าหน้าที่กองกำลังป้องกันชายแดนออสเตรเลีย (ABF) ได้ทำการสุ่มตรวจสัมภาระด้วยเครื่องเอกซเรย์ จนกระทั่งพบความผิดปกติในกระเป๋าผ้า 12 ใบ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดจึงพบผงสีขาวซุกซ่อนอยู่ในซับในกระเป๋า ซึ่งผลทดสอบยืนยันว่าเป็นเฮโรอีนบริสุทธิ์น้ำหนักรวมกว่า 1 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าในตลาดมืดสูงถึง 10 ล้านบาท หากการจับกุมครั้งนี้ไม่สำเร็จ ผลกระทบต่อสังคมจะรุนแรงมหาศาลอย่างแน่นอน

สำหรับบทลงโทษทางกฎหมายที่ผู้ต้องหาต้องเผชิญนั้นถือว่าหนักหนาสาหัสมาก โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้ง 2 ข้อหาใหญ่ ได้แก่:

  • การนำเข้ายาเสพติดควบคุมบริเวณชายแดนเพื่อการค้า
  • การครอบครองยาเสพติดควบคุมบริเวณชายแดนเพื่อการค้า

ซึ่งทั้งสองข้อหานี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 25 ปีต่อกระทงเลยทีเดียว ปัจจุบันศาลออสเตรเลียมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวและผู้ต้องหาจะต้องรอการพิจารณาคดีในวันที่ 14 กันยายนที่จะถึงนี้

เหตุการณ์ รวบตัวแอร์สาวไทย ลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ยึดของกลางได้กว่า 1 กก. ครั้งนี้ สอดคล้องกับความเห็นที่ว่าขบวนการอาชญากรรมมักพยายามมองหาช่องว่างในการแทรกซึมผ่านบุคคลที่มีตำแหน่งน่าเชื่อถือ แต่หน่วยงานความมั่นคงของออสเตรเลียยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ตำแหน่งหน้าที่มาเป็นเกราะกำบังในการทำผิดกฎหมายอย่างแน่นอน การใช้เทคโนโลยีข่าวกรองและระบบตรวจจับที่เข้มงวดจึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องพรมแดนจากภัยร้ายนี้ นับเป็นอุทาหรณ์ที่เตือนสติว่าไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงผลกรรมจากการทำผิดกฎหมายร้ายแรงในระดับสากลได้

ที่มา – รวบตัวแอร์สาวไทย ลอบขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย ยึดของกลางได้กว่า 1 กก.

สาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวการตาย ขอเลี้ยงลูก

ข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้คือกรณีสาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวข้องการตาย เรียกร้องขอสิทธิเลี้ยงดูลูก หลังจากมหาเศรษฐีชาวอังกฤษผู้ร่วมก่อตั้ง ASOS เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าที่พัทยา อดีตภรรยาชาวไทยออกมาแถลงข่าวอย่างชัดเจนเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์และทวงสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรทั้ง 3 คนที่หายตัวไปแบบไร้ร่องรอย

สาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวข้องการตาย เรียกร้องขอสิทธิเลี้ยงดูลูก

นายเควนติน จอห์น กริฟฟิธส์ วัย 58 ปี มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่ออนไลน์ ASOS พลัดตกจากระเบียงคอนโดหรูในพัทยาเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่พบห้องล็อกจากด้านใน ไม่มีร่องรอยบุคคลอื่นหรือการต่อสู้ สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นการฆ่าตัวตาย รอผลชันสูตรยืนยัน ล่าสุด สาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวข้องการตาย เรียกร้องขอสิทธิเลี้ยงดูลูก โดยน.ส.พลอยนภัส หรือ “พลอย” ได้ไปแถลงที่สภาทนายความจังหวัดพัทยา ร่วมกับนายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภา

ประวัติความสัมพันธ์และข้อพิพาทเดิม

พลอยและเควนตินคบหาตั้งแต่ปี 2548 แยกทางกันเมื่อ 5 ปีก่อนเพราะเควนตินมีครอบครัวใหม่ ทั้งคู่เคยมีข้อพิพาทเรื่องอำนาจปกครองบุตร ศาลสั่งให้บิดาได้สิทธิ์ แต่เด็กอยู่กับภรรยาใหม่และพี่เลี้ยง พลอยเคารพคำสั่งศาลแต่ถูกกีดกันไม่ให้เจอลูก หลังเควนตินตาย พลอยช็อกหนักถึงเข่าทรุด ไปบวชชีพราหมณ์เพื่อระบายความเศร้า แต่กลับถูกสื่อต่างประเทศพาดพิงว่าอาจเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน เธอยืนยันว่าไม่ได้อยู่ด้วยกันมานาน ไม่รู้เรื่องธุรกิจ และอาศัยในกรุงเทพฯ

สถานการณ์บุตรทั้ง 3 ที่หายไป

ตอนนี้บุตรทั้ง 3 ถูกพาไปไม่ทราบที่อยู่ พลอยแจ้งความ สภ.ห้วยใหญ่ แล้ว รายชื่อดังนี้:

  • นางสาวแตงโม อายุ 19 ปี (บุตรจากสามีเก่า เควนตินรับเป็นบุตรบุญธรรม)
  • ด.ช.เจมส์ อายุ 12 ปี (บุตรกับเควนติน)
  • ด.ญ.ลิลลี่ อายุ 11 ปี (บุตรกับเควนติน)

พลอยร้องไห้ทั้งน้ำตาขอให้หน่วยงานช่วยตามหาลูก ตามกฎหมาย เมื่อบิดาตาย สิทธิ์ปกครองควรกลับมาที่แม่ นอกจากนี้ยังถูกบุคคลที่ 3 ข่มขู่ทางโทรศัพท์ห้ามเจอลูก ทำให้เธอหวาดกลัวและขอความช่วยเหลือจากสภาทนาย

สภาทนายยืนยันว่าพลอยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เควนตินมาประเทศไทยเฉพาะไฮซีซัน ไม่เคยแบ่งปันธุรกิจให้เธอรู้ จุดประสงค์แถลงเพื่อปกป้องชื่อเสียงและตามหาบุตรเท่านั้น ครอบครัวจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ขอให้สังคมรับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมด

กรณีนี้สะท้อนปัญหาสิทธิเด็กและครอบครัวต่างชาติในไทยที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน มารดาควรได้รับการปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมายทันที หากคุณเป็นพยานหรือมีข้อมูลบุตรทั้ง 3 โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที หรือติดตามอัปเดตข่าวสารจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – สาวไทย อดีตภรรยา “เควนติน” ยันไม่เกี่ยวข้องการตาย เรียกร้องขอสิทธิเลี้ยงดูลูก

ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

“ปวีณา” พาลูกสาวรับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น ไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลตามศาสนา ยังรอผลชันสูตรชิ้นส่วนสมองและหัวใจ หวังคลี่ปมการเสียชีวิต

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 12 ธ.ค. 68 ที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร B ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นำ น.ส.กัญญาวีร์ หรือ น้องมิ้นท์ อายุ 20 ปี นักศึกษาคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่ร้องทุกข์กับมูลนิธิปวีณาฯ ว่า น.ส.นงนภัทร์ อายุ 47 ปี มารดา เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น พบเป็นศพนอนเปลือย บนเตียงนวดในร้านสปาแห่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น ที่มี “นานา” สาวไทย ชาว จ.มหาสารคาม เป็นเจ้าของร้าน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ไปรับอัฐิแม่หลังมีการชันสูตรและทำพิธีฌาปนกิจศพที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนส่งกลับมาไทย

จากนั้นเวลา 14.00 น. นางปวีณาพา น.ส.กัญญาวีร์ นำอัฐิแม่ไปทำบุญสวดมาติกาบังสุกุล ที่ศาลา 3 วัดเกาะสุวรรณาราม สายไหม กทม. โดยมี พระครูปลัดสุวัฒนกวีคุณ (พระครูรุ่งแสง) เจ้าอาวาสวัดเกาะสุวรรณาราม รองเจ้าคณะแขวงสายไหม กรุงเทพมหานคร เมตตาทำพิธีบำเพ็ญกุศลให้วิญญาณไปสู่สุคติ โดย น.ส.กัญญาวีร์ เสียใจ ร้องไห้ตลอดเวลา

นางปวีณา กล่าวว่า ขณะนี้น้องมิ้นท์ยังอยู่ระหว่างรอผลชันสูตรศพของแม่อย่างละเอียด โดยมีการนำชิ้นส่วนสมองและหัวใจของแม่ไปตรวจตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ประเทศญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ วันที่ 18 ต.ค. 68 นายอำนาจ พละพลีวัลย์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้ส่งสำเนาผลการชันสูตรและคำแปลอย่างไม่เป็นทางการมาให้มูลนิธิปวีณาฯ ส่งถึงน้องมิ้นท์ ระบุผลชันสูตรเบื้องต้นไม่มีร่องรอยบาดแผลตามร่างกายที่บ่งชี้ว่าเป็นการถูกฆาตกรรม อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจเสียชีวิตเนื่องจากอาการป่วย ในชั้นนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด อาจใช้เวลาถึง 1-2 เดือน

นางปวีณา กล่าวอีกว่า น้องมิ้นท์ได้ขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของแม่ น้องมิ้นท์เชื่อว่ามีเงื่อนงำผิดปกติ สภาพแม่นอนเปลือยกายในร้านนวด เนื่องจากก่อนเสียชีวิตแม่เคยเล่าว่า ถูกชายชาวญี่ปุ่นคลุ้มคลั่งบีบคอ และแม่ยังเป็นเสาหลักที่ทำงานหาเงินส่งเสียตนเองเรียนแพทย์ทุกวัน

หลังรับเรื่องได้ประสาน นายอำนาจ พละพลีวัลย์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และ พล.ต.ต.จตุรภัทร์ ภิรมย์แก้ว ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ตำรวจสากลไทย) ทันที เพื่อเร่งรัดการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง พร้อมติดตามขั้นตอนการส่งศพกลับไทย และได้ประชาสัมพันธ์ขอน้ำใจคนไทยช่วยบริจาคเงินเป็น ค่าใช้จ่ายในการส่งกลับไทย ระหว่างนั้นมูลนิธิปวีณาฯ ได้ช่วยเหลือให้น้องมิ้นท์ได้ทำงานช่วงปิดเทอมเพื่อมีรายได้เป็นค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษา และมูลนิธิ “เพจอีจัน” รวบรวมเงินบริจาคจากสังคมอีจันมอบให้น้องมิ้นท์ จำนวน 157,765.47 บาท เป็นค่าใช้จ่ายและเป็นทุนการศึกษา และมูลนิธิปวีณาฯ ยังได้ประสาน นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ เจ้าของเพจอีจัน/มูลนิธิเพจอีจันรับน้องมิ้นท์เข้าทำงานพาร์ทไทม์ หารายได้เพื่อเรียนต่อ

ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

คดีการเสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่นนี้ ยังคงต้องรอผลการชันสูตรอย่างละเอียดเพื่อคลายปมสงสัย และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุดคดีเสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น

ความคืบหน้าของคดีนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลชันสูตรจะออกมาเป็นเช่นไร และจะสามารถคลี่คลายปมการเสียชีวิตของ คุณนงนภัทร์ ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการให้กำลังใจและช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การมีหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ลูกสาวเศร้า รับอัฐิแม่ เสียชีวิตปริศนาในร้านนวดที่ญี่ปุ่น รอผลชันสูตรคลี่ปม

สลด! สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต กัมพูชาส่งชันสูตร

ข่าวเศร้า! พบศพสาวไทยวัย 28 ปี เสียชีวิตที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา ทางการกัมพูชาได้ส่งร่างไปชันสูตรที่พนมเปญ ยังไม่สามารถระบุวันที่จะส่งร่างกลับประเทศไทยได้

ความคืบหน้าล่าสุดของกรณี สาวไทย อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเดินทางไปทำงานในเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียนเมียนเจย ประเทศกัมพูชา และพบว่าเสียชีวิตที่ปอยเปตอย่างปริศนาในที่พัก หลังเพื่อนและผู้พบเห็นศพได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เบื้องต้น ยังไม่ทราบสาเหตุของการเสียชีวิต ญาติของผู้เสียชีวิตได้ติดต่อประสานขอความช่วยเหลือไปยังศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน หรือ IMF เพื่อให้ช่วยตรวจสอบและดำเนินการขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ประเทศไทย แต่ทางการกัมพูชากลับส่งศพไปชันสูตรที่กรุงพนมเปญ โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งแตกต่างจากกรณีหญิงไทยพลัดตกตึกชั้น 3 ก่อนหน้านี้ ที่ไม่มีการส่งศพไปตรวจชันสูตรที่พนมเปญ

สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต กัมพูชาส่งร่างไปชันสูตร

ผู้ประสานงานศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) เปิดเผยว่า กรณีหญิงไทย อายุ 28 ปี ที่เสียชีวิตที่ปอยเปต มีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีพลัดตกตึกก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทางกัมพูชาพิจารณาว่า การเสียชีวิตจากการผูกคอดังกล่าว อาจมีเงื่อนงำหรือเป็นการตายที่ผิดปกติ จึงส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชของประเทศกัมพูชาในกรุงพนมเปญ ตามขั้นตอนของกฎหมาย

หลังจากนั้น จะมีการนำศพกลับมาที่ปอยเปต และประสานงานกับทางการไทย และ สน.ปทก.ฝั่งไทย เพื่อรับศพกลับไปมอบให้ญาติ นำกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนา คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในการส่งศพและเก็บศพอาจสูงถึงหลักแสนบาท ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับญาติผู้เสียชีวิต ยังไม่มีกำหนดการว่าจะมีการนำศพจากพนมเปญกลับมาส่งให้เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม ญาติของผู้เสียชีวิตแจ้งว่า มีการส่งข้อความและโทรศัพท์พูดคุยกับแฟนในทำนองสั่งเสียไว้ด้วย

ความคืบหน้าล่าสุดคดี สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต

สถานการณ์การเสียชีวิตของคนไทยในต่างแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง การเสียชีวิตของหญิงสาวรายนี้ที่ปอยเปตสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก การดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อคลายข้อสงสัยและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตในการดำเนินการด้านเอกสาร การจัดการศพ และการเดินทางกลับประเทศไทยก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวผู้สูญเสีย

การเดินทางไปทำงานในต่างประเทศมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมาย วัฒนธรรม และสภาพความเป็นอยู่ของประเทศนั้นๆ อย่างละเอียด รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านการเงินและสุขภาพ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การมีสติและความรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การทำงานในต่างแดนเป็นไปอย่างราบรื่น

เราหวังว่าการสอบสวนจะคลี่คลายข้อสงสัยและนำความจริงมาสู่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกครั้งที่เกิดขึ้นกับคนไทยในต่างแดน การดูแลช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนจึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ที่มา – สลด สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปตอีกราย กัมพูชาส่งร่างไปชันสูตรที่ “พนมเปญ”

รวบยกแก๊งหนุ่มรัสเซียเซ็กซ์ท้ายกระบะ

เหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่วันก่อน ได้สร้างความฮือฮาและความไม่พอใจให้กับประชาชนจำนวนมาก หลังจากที่มีคลิปวิดีโอแพร่กระจายภาพชายชาวต่างชาติและหญิงชาวไทยกำลังมีเพศสัมพันธ์อย่างโจ่งแจ้งท้ายรถกระบะสีดำ บนถนนสายหลักในจังหวัดภูเก็ต โดยไม่สนใจสายตาของผู้คนรอบข้าง ล่าสุด ตำรวจสามารถ รวบยกแก๊ง หนุ่มรัสเซียสร้างคอนเทนต์ “เซ็กซ์ท้ายกระบะ” พร้อมยึดรถสีดำของกลาง ได้แล้ว ทำให้ชาวเน็ตหลายคนโล่งใจที่เจ้าหน้าที่ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบง่ายๆ

รวบยกแก๊ง หนุ่มรัสเซียสร้างคอนเทนต์ “เซ็กซ์ท้ายกระบะ” พร้อมยึดรถสีดำของกลาง

จากรายงานของสื่อท้องถิ่น เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 คลิปดังกล่าวถูกแชร์อย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย แสดงภาพชายชาวรัสเซียวัย 23 ปี และหญิงไทยวัย 42 ปี ที่กำลังเปลือยกายและมีเพศสัมพันธ์กันท้ายรถกระบะฟอร์ดสีดำ บนถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 (บายพาส) ขาออกนอกเมือง ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรที่พลุกพล่าน ผู้คนจำนวนมากที่ขับขี่ผ่านไปมาต่างตกตะลึงกับพฤติกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่ควรเป็นเวลาพักผ่อน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูเก็ต ร่วมกับนักท่องเที่ยวและตรวจคนเข้าเมืองภูเก็ต ได้เข้าตรวจสอบและสืบสวนทันที หลังจากได้รับแจ้งจากพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ พวกเขาติดตามเบาะแสจนพบว่าชายคนดังกล่าวคือพลเมืองรัสเซียชื่ออายุ 23 ปี ที่กำลังพยายามหลบหนีออกนอกประเทศ โดยมีแผนจะบินไปยังเวียนนามผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ตำรวจจึงควบคุมตัวเขากลับมาที่ภูเก็ตทันที และดำเนินคดีในข้อหากระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าข้อมูลลามกอนาจาร ส่วนหญิงชาวไทยถูกดำเนินคดีในข้อหาเดียวกันตามกฎหมายไทย

ความคืบหน้าของการจับกุมและยึดทรัพย์

ความคืบหน้าที่น่าติดตามยิ่งขึ้นเกิดขึ้นในวันที่ 26 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 13.40 น. ณ บริเวณหน้าสถานีตำรวจภูเก็ต พ.ต.ต.กันต์ อักษรทอง รองสารวัตรสืบสวน ได้รับการมอบตัวจากนายอเล็กซ์ ชาวรัสเซียวัย 25 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในแก๊งที่เกี่ยวข้อง โดยนายอเล็กซ์นำรถกระบะฟอร์ดสีดำคันที่ใช้ในการก่อเหตุมาร่วมด้วย นายอเล็กซ์ให้การว่าตนรู้จักกับหนุ่มรัสเซียวัย 23 ปี เพียง 4 วันเท่านั้น และถูกชักชวนให้เอารถมาร่วมถ่ายคอนเทนต์ดังกล่าว โดยอ้างว่าไม่ได้ค่าจ้าง แต่สัญญาว่าจะมาช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่เชื่อคำให้การดังกล่าว และแจ้งข้อกล่าวหานายอเล็กซ์ในหลายกระทง ได้แก่ สนับสนุนการกระทำอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล โดยการเปลือยกายหรือกระทำลามก ขับขี่ยานพาหนะโดยประมาทหวาดเสียวไม่คำนึงถึงความปลอดปลอดของผู้อื่น และสนับสนุนการนำเข้าข้อมูลลามกอนาจารตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รถกระบะสีดำคันดังกล่าวถูกยึดเป็นของกลางทันที เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสอบสวนต่อไป

  • ชายรัสเซียวัย 23 ปี: กระทำอนาจารและนำเข้าข้อมูลลามก
  • หญิงไทยวัย 42 ปี: กระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล
  • นายอเล็กซ์วัย 25 ปี: สนับสนุนการกระทำและขับรถประมาท

การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในการรับมือกับอาชญากรรมที่กระทบต่อศีลธรรม จริยธรรม และภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างภูเก็ตที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของโลก พฤติกรรมดังกล่าวไม่เพียงทำให้ผู้เห็นรู้สึกอึดอัด แต่ยังอาจนำไปสู่อันตรายต่อสาธารณะ เช่น อุบัติเหตุจากการขับขี่ที่ถูกรบกวน

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเรียนรู้ได้ว่าการสร้างคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ โดยเฉพาะการใช้เพศสัมพันธ์เป็นจุดขาย สามารถนำไปสู่ผลทางกฎหมายที่รุนแรง นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียคิดให้รอบคอบก่อนแชร์เนื้อหาที่อาจละเมิดกฎหมาย หากคุณพบเห็นพฤติกรรมคล้ายคลึงนี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

ในมุมมองของผู้เขียน การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำลายภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลกระทบต่อเยาวชนที่อาจเลียนแบบ หากเราร่วมมือกันในการเฝ้าระวังและรายงาน จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยได้

ที่มา – รวบยกแก๊ง หนุ่มรัสเซียสร้างคอนเทนต์ “เซ็กซ์ท้ายกระบะ” พร้อมยึดรถสีดำของกลาง

Scroll to top