สิทธิประชาชน

สมคิด ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค พร้อมปกป้องสิทธิประชาชน

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักโครงการที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยอย่างโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่วันนี้กลายเป็นจุดยืนสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน โดยคุณสมคิด เชื้อคง ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาชัดเจนว่า เรื่องการล้มโครงการนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน และเราต้องร่วมกันรักษามาตรฐานให้ประชาชนได้รับสิทธิการรักษาที่เท่าเทียมตลอดไป

สมคิด ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค เดินหน้าพัฒนาระบบสุขภาพ

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการลดทอนสิทธิหรือการร่วมจ่ายในโครงการนี้ ซึ่งคุณสมคิดได้ออกมาชี้แจงว่า แนวคิดที่จะล้มหรือปรับเปลี่ยนให้แย่ลงนั้นเป็นเรื่องที่สวนทางกับเจตนารมณ์ที่ประเทศเราได้สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ปัจจุบันโครงการนี้ก้าวไกลไปสู่ความทันสมัยในรูปแบบ 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำและทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างไร้รอยต่อ

ทำไมเราต้องปกป้องสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค?

การตั้งคำถามเรื่องการให้ประชาชนร่วมจ่ายนั้น คุณสมคิดมองว่าอาจเป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องตระหนักดังนี้:

  • การลดความเหลื่อมล้ำ: โครงการนี้คือเครื่องมือสำคัญที่ทำลายกำแพงระหว่างคนรวยกับคนจนในการเข้าถึงหมอ
  • หัวใจของระบบสาธารณสุข: หากมีการเปลี่ยนแปลงจนประชาชนแบกรับภาระเพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคที่ทุกคนกลัวการเจ็บป่วยจนไร้หนทางแก้ไข
  • ความมั่นคงทางสุขภาพ: รัฐบาลมีงบประมาณรองรับและพร้อมจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นแทนที่จะตัดลดงบประมาณ

ในมุมมองของคุณสมคิด โครงการนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่คือการยืนยันว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับความดูแลโดยไม่มีคำว่า ‘คนไข้อนาถา’ อีกต่อไป การที่เรามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คอยดูแลค่าใช้จ่ายในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคไต หรือการป้องกันดูแลผู้ป่วย HIV คือหลักฐานชัดเจนว่าประเทศไทยมาไกลมากแล้ว และเราต้องไม่ถอยหลังลงคลองเพียงเพราะข้ออ้างเรื่องงบประมาณที่ขาดแคลน ทั้งที่จริงแล้วมันคือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในชาติ

บทสรุปของเรื่องนี้ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยรวมถึงบุคคลสำคัญอย่างคุณสมคิด จะไม่ยอมให้การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายใดๆ มาพรากเอาสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ไปจากมือประชาชน และเราหวังว่าในอนาคต ระบบนี้จะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเป็นรากฐานความมั่นคงให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนหรือมีฐานะอย่างไรก็ตาม

ที่มา – “สมคิด” ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค ลั่นมาไกลแล้ว เพื่อไทยพร้อมปกป้องสิทธิประชาชนรักษาอย่างเท่าเทียม

สว.พันธุ์ใหม่ ค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันบ้าง ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ โดยย้ำว่ามันไม่คุ้มค่ากับการลงทุนมหาศาล และยังมีการปกปิดข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพประชาชนอีกด้วย โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น ‘เรือธง’ ของรัฐบาล แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้จริงๆ มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

สว.พันธุ์ใหม่ แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์

สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร พร้อมกลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ ได้แถลงข่าวคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์อย่างชัดเจน โครงการนี้มีแผนจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านจังหวัดชุมพรและระนอง โดยใช้รถไฟหรือรถบรรทุกขนสินค้าข้ามแผ่นดิน เพื่อย่นเวลาเดินทางแทนการผ่านช่องแคบมะละกา คาดว่าจะประหยัดเวลาได้ 1-2 วัน แต่ สว.พันธุ์ใหม่ ชี้ว่าความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการขนถ่ายสินค้าขึ้นบก-ลงเรือ อาจใช้เวลานานถึง 6-7 วัน สุดท้ายอาจกลายเป็นท่าเรือร้าง เหมือนท่าเรือปากบาราในจังหวัดสตูลที่ไม่มีเรือสินค้ามาใช้

เหตุผลหลักที่ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านโครงการแลนด์บริดจ์

นอกจากปัญหาการขนส่งที่อาจล่าช้าแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญหลายอย่างที่ทำให้กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ดังนี้

  • ไม่คุ้มค่าลงทุน: ผลศึกษาจากสภาพัฒน์ฯ ชี้ชัดว่าโครงการนี้ลงทุนสูงเกิน 1 ล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าไม่เพียงพอ และไม่สะดวกสบายเท่าช่องแคบมะละกาที่มีเรือผ่านวันละ 200-220 ลำ ระบบโลจิสติกส์ครบครันมา 200 ปี
  • ปกปิดข้อมูล EHIA: สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อ้างว่าคุ้มค่า แต่ไม่ยอมเปิดเผยรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งกระทบป่า ชุมน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาชีพประมงของชาวบ้าน
  • ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน: โครงการนี้ไม่เคยถกในรัฐสภา ไม่มีประชาพิจารณ์จริงจัง ไม่ปรากฏในนโยบายหาเสียงหรือคำแถลงรัฐบาล เกิดจากสมัยพล.อ.ประยุทธ์ แต่คล้าย EEC ที่ผ่านมาเกือบ 10 ปียังไม่คืบหน้า
  • ทางเลือกอื่นมากมาย: เรือสินค้ามีเส้นทางผ่านอินโดนีเซียอีก 2-3 เส้น ไม่จำเป็นต้องใช้แลนด์บริดจ์ที่ช้ากว่า
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. พูดถึง EHIA

นายนรเศรษฐ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง วุฒิสภา ระบุว่า กมธ.เคยเชิญ สนข. และสภาพัฒน์ฯ มาชี้แจง แต่ผลศึกษาขัดแย้งกัน รายงาน สนข. มีข้อบกพร่องทั้งกระบวนการและเนื้อหา จ่อนำเสนอข้อเสนอในสภา และจะสอบ EHIA ที่ถูกปิดบัง โดยกำหนดวาระ 21 เม.ย. นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทำ SEA (Strategic Environmental Assessment) และรับฟังชาวบ้านเพิ่มเติมก่อนเดินหน้า

ในภาวะเศรษฐกิจไทยที่เงินเฟ้อ กู้เงินเต็มเพดาน GDP 70% แล้ว รัฐบาลควรใช้เงินอย่างรอบคอบ มุ่งผลประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่พวกพ้อง สว.พันธุ์ใหม่ ย้ำว่าประเทศต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่โครงการนี้ยังเร็วเกินไปและเสี่ยงสูง

ส่วนตัวผมคิดว่า การพัฒนาต้องสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสิทธิประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงคัดค้าน อาจนำไปสู่ปัญหายาวนานแบบ EEC ที่ล้มเหลว คุณล่ะครับคิดอย่างไรกับ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่างนี้เลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ย้ำไม่คุ้มค่าลงทุน-รัฐปกปิดข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อม

พรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน

พรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน ชี้เป็นการละเมิดเสรีภาพและขัดรัฐธรรมนูญโดยตรง ล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หยุดการดำเนินคดีอาญากับประชาชนที่กล้าออกมาแสดงความเห็นและแจ้งเบาะแสการทุจริตในการเลือกตั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกกต. ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนภาคประชาชนรวม 6 ราย ซึ่งทั้งหมดทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของกกต. ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด พ.ต.อ.ทวี เน้นย้ำว่านี่คือสัญญาณอันตรายที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรอิสระกำลังลืมไปว่า อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

พรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน

ในโพสต์ดังกล่าว หัวหน้าพรรคประชาชาติได้แถลงจุดยืนทางรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยยกประเด็นสำคัญ 3 ข้อที่ชี้ให้เห็นว่าการกระทำของกกต. นั้นไม่ถูกต้อง ทั้งขัดรัฐธรรมนูญและหลักสากล นอกจากนี้ยังเข้าข่ายการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้อำนาจรัฐปิดปากผู้ตรวจสอบ

ทำไมการฟ้องปิดปากประชาชนจึงขัดรัฐธรรมนูญ

พรรคประชาชาติชี้แจงว่าการตรวจสอบกกต. ไม่ใช่ความผิด แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 ที่กำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส ดังนั้นประชาชนจึงมีสิทธิ์ติดตาม วิจารณ์ และแจ้งเบาะแสได้เต็มที่

  • มาตรา 63: รัฐต้องสนับสนุนประชาชนป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้แจ้งเบาะแสทั้ง 6 รายจึงสมควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ใช่ถูกฟ้องร้อง
  • มาตรา 34 และ 41: รับรองเสรีภาพในการแสดงออก ร้องเรียน และวิจารณ์รัฐโดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ การฟ้องคดีเช่นนี้ยิ่งทำลายความน่าเชื่อถือของกกต. เอง

นอกจากนี้ พฤติกรรมดังกล่าวยังขัดกติกาสากล โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ที่ไทยเป็นภาคี ซึ่งปกป้องสิทธิแสดงความเห็น การที่กกต. ใช้อำนาจฟ้องประชาชน จึงเป็นการสร้างบรรยากาศหวาดกลัว สร้างความไม่ไว้วางใจในระบบเลือกตั้ง

บริบทของเรื่องนี้เกิดจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อสงสัยเรื่องเทคโนโลยีและความโปร่งใส ผู้ถูกฟ้องทั้ง 6 ราย ได้ออกมาให้ข้อมูล ตั้งข้อสังเกต และช่วยอุดช่องโหว่ให้กกต. แต่กลับถูกตอบแทนด้วยคดีอาญา สิ่งนี้ไม่เพียงละเมิดเสรีภาพ แต่ยังลดทอนศักดิ์ศรีของคะแนนเสียงประชาชนทุกใบ

พรรคประชาชาติยังส่งกำลังใจให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 6 ท่าน ซึ่งเป็นนักสู้เพื่อความถูกต้อง และเรียกร้องให้กกต. หันมาเปิดเผยข้อมูลโปร่งใส ชี้แจงข้อสงสัยเรื่องระบบเทคโนโลยีให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวของพรรคประชาชาติครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปกป้องสิทธิพลเมือง หากปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำๆ จะยิ่งทำให้ประชาชนไม่กล้าแสดงออก สุดท้ายระบบตรวจสอบถ่วงดุลจะพังทลาย สิ่งที่กกต. ควรทำคือรับฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่ปิดปาก

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เชื่อว่ากกต. ควรหยุดฟ้องปิดปากประชาชนหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลาย เพื่อปกป้องเสรีภาพของเราทุกคน

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ จี้ กกต. หยุดฟ้องปิดปากประชาชน ชี้ละเมิดเสรีภาพ ขัดรัฐธรรมนูญ

“เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบ

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือเรื่องการสมัครสมาชิกพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ต้องกรอกเลขหลังบัตรประชาชน หรือ Laser ID หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้ ล่าสุด “เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน เพื่อคลายข้อสงสัยและยืนยันความโปร่งใสของพรรค

“เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายณัฐพงษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสวิจารณ์ที่เกิดขึ้น เขายืนยันว่าการขอเลข Laser ID หลังบัตรประชาชนไม่ใช่การเก็บข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัว แต่เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ดำเนินการผ่านช่องทางของ กรมการปกครอง เพื่อยืนยันตัวตนของประชาชนให้เป็นตัวจริงเท่านั้น นอกจากนี้ ยังเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำหรับการทำธุรกรรมของพรรคการเมืองทุกประการ

เหตุผลที่ต้องขอเลขหลังบัตรประชาชนในการสมัครสมาชิก ปชน.

ทำไมพรรคการเมืองอย่าง ปชน. ถึงต้องขอข้อมูลนี้? เรามาดูเหตุผลหลักๆ กัน

  • ยืนยันตัวตนประชาชนจริง: ป้องกันการสมัครปลอมหรือใช้บัตรประชาชนซ้ำ เพื่อให้สมาชิกเป็นคนไทยแท้ๆ
  • ตามระเบียบกรมการปกครองและ กกต.: เป็นเกณฑ์ที่กำหนดไว้ชัดเจน ไม่ใช่การคิดค้นของพรรคเอง
  • เพิ่มความโปร่งใส: ช่วยให้การบริหารสมาชิกพรรคถูกต้อง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
  • ป้องกันการทุจริต: ในยุคดิจิทัล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันความถูกต้องของกระบวนการ

นายณัฐพงษ์ เน้นย้ำว่า พรรคไม่ได้เก็บข้อมูลไว้เอง แต่ส่งผ่านระบบกรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง

ปัดข้อหา “ไอโอส้ม” และทีมโซเชียลมอนิเตอร์링

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกคือ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต ส.ส. ออกมาวิจารณ์ว่าพรรคมี “ไอโอส้ม” หรือหน่วยงานบิดเบือนข้อมูล หัวหน้า ปชน. ปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าพรรคมีเพียงทีม Social Monitoring เพื่อติดตามความเห็นของประชาชนบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีหน่วยงานเฉพาะที่ไปไล่ตอบคอมเมนต์เพื่อชี้นำหรือบิดเบือนข้อมูลตามที่ถูกกล่าวหา

นอกจากนี้ ยังพูดถึงกระแสข่าวที่พรรคกล้าธรรมอาจเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน “เท้ง” มองว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะฝ่ายค้านคือพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล และในอดีตฝ่ายค้านก็ไม่ได้ต้องทำงานเป็นเอกภาพ 100% แค่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็งก็พอ

ประเด็น กปน. ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งและการเลือกตั้งโมฆะ

หัวหน้าพรรคยังกล่าวถึงกรณี กกต. เรียกสอบกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ที่ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด โดยเตือนอย่าใช้อำนาจปิดปากประชาชนหรือเจ้าหน้าที่สุจริต การถ่ายภาพก่อนลงคะแนนไม่ผิดกฎหมาย พรรคเตรียมดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 และ 172 ต่อ กกต. พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยรายชื่อ กปน. ทั่วประเทศเพื่อโปร่งใส

ส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งจะโมฆะหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ไม่ให้ความเห็น โดยบอกว่าพรรคเป็นคู่แข่ง ไม่เหมาะพูด ปล่อยให้ศาลตัดสิน หน้าที่พรรคคือผลักดันให้ กกต. จัดเลือกตั้งโปร่งใสที่สุด

จากประเด็นทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการยึดหลักโปร่งใสและกฎหมาย ในยุคที่ข่าวลือแพร่กระจายเร็ว การชี้แจงแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกและประชาชนได้ดี คุณคิดว่าการขอเลข Laser ID เป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – “เท้ง” ยันสมัครสมาชิก ปชน. ขอเลขหลังบัตรตามระเบียบกรมการปกครอง

กกต. ยันไม่เปลี่ยนหน่วยเลือกตั้ง คิดมาดีเพื่อประชาชน

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย เตือนพรรคการเมืองและผู้สมัคร สส. อย่าหาเสียงผิดกฎหมาย หลังพบการร้องเรียนใส่ร้ายและข่มขู่จำนวนมาก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีทนายความยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง เรื่องรูปแบบหน่วยเลือกตั้งซ้ำซ้อนว่า ได้ทราบข่าวการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว และประชาชนมายื่นเรื่องที่สำนักงานเช่นกัน การจัดหน่วยออกเสียงประชามติของสำนักงานฯ ได้คำนึงถึงหลักกฎหมายและเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียง หลักการแรกคือการรักษาเจตจำนงของประชาชนในการลงคะแนนให้เป็นไปตามเสียงของประชาชน หลักการที่สองคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และหลักการที่สามคือการบริหารจัดการให้เกิดความเรียบร้อย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราคำนึงถึงในการออกแบบหน่วยเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อคิดเห็นที่ยื่นต่อศาลปกครองหรือที่สำนักงานฯ เราได้พิจารณาในทุกรูปแบบแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเราใช้บังคับกฎหมาย 2 ฉบับพร้อมกัน ทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในหน่วยเดียวกัน จึงคิดว่าการออกแบบเช่นนี้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว และขอยืนยันตามนี้

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

นายณรงค์ ยืนยันว่าการออกแบบหน่วยเลือกตั้งได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ แต่สุดท้ายเราก็เลือกแบบที่เผยแพร่ คือจัดหน่วยในบริเวณเดียวกัน โดยรับบัตรเลือก สส. ก่อน แล้วจึงไปลงประชามติ ซึ่งคิดว่าจะไม่เกิดความสับสน และเป็นการอำนวยความสะดวก และในกรณีที่มีการเลือก สส. ล่วงหน้าไปแล้ว และมารอทำประชามติอย่างเดียว เราจะมีช่องทางให้ทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยแยกไม่ต้องเดินผ่านตรงที่มีการเลือก สส. คิดว่ามีความชัดเจน และป้องกันการสับสน อีกทั้งเราทำแบบจำลองในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติแล้ว และจะเริ่มเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น เชื่อว่าไม่ได้มีข้อยุ่งยากหรือเกิดความสับสนอะไร

กกต. ย้ำ ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง มั่นใจประชาชนไม่สับสน

สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ กกต. และสำนักงาน กกต. จะต้องดูบริบทของสังคม โดยประธาน กกต. กล่าวว่า มองว่ามีการแข่งขันที่สูงขึ้น ดูจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครจำนวนมาก ทาง กกต. ให้นโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยากสื่อสารไปยังพรรคการเมืองว่า ในการหาเสียง ขอให้ท่านหาเสียงโดยนโยบาย หรือในเชิงบริหาร และเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเลือกพรรคของตัวเอง การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษกับท่านเอง เช่น การหาเสียงใส่ร้ายและการข่มขู่ ขณะนี้มีคนมาร้องเรียนแล้ว ซึ่ง กกต. กำลังดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ กกต. ก็ได้ออกระเบียบ ซึ่งกรรมการและอนุกรรมการก็ได้ประชุมกันในเรื่องนโยบายพรรค ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินและงบประมาณ ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ในเรื่องประโยชน์และแหล่งที่มาของเงิน โดยภาพรวมก็ยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่เป็นประเด็น และอยากให้คงการหาเสียงแบบนี้ไว้

เมื่อถามว่ามีการหาเสียงที่ดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า ได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยให้นโยบายว่าต้องทำงานเชิงรุก กฎหมายให้อำนาจ กกต. ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริต ซึ่งคงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว และเบื้องต้นก็ได้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมีทุกจังหวัด จังหวัดละ 6-8 คน โดยทำหน้าที่ติดตามข่าวในเรื่องการหาเสียง ว่ามีการหาเสียงที่รุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่

นอกจากนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ว่า คนไทยในต่างประเทศที่ไปใช้สิทธิที่จะถ่ายภาพการนับคะแนนและบรรยากาศการใช้สิทธิได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ควรที่จะไปถ่ายภาพในลักษณะจ้องถ่ายที่ทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าเหมือนถูกจับผิด นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือในการรณรงค์ออกเสียงประชามติ กฎหมายประชามติให้การคุ้มครองเรื่องของการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่การแสดงความคิดเห็นนั้นจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขณะนี้มีบรรยากาศการรณรงค์ที่เหมือนไปกดดันให้บุคคลตอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าเป็นบุคคลสาธารณะประชาชนก็ให้ความสนใจ แต่การจี้หรือไปบังคับให้เขาตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นหรือไม่

นายแสวง ยังกล่าวถึงการรวมคะแนน การลงคะแนน และการประกาศผลว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่า กกต. อาจไม่โปร่งใสในช่วงของการลงคะแนน โดยหลักการทำงานของ กกต. มี 4 หลัก คือ 1. ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 2. อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 3. หลักการมีประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วม เงินฝากทุกสตางค์ที่มาจ่ายงบประมาณ 4. การมีส่วนร่วม ซึ่งประชาชนอาจไม่เห็นว่าเราทำอะไรแต่เราทำบนหลักนี้ทุกเรื่อง การรายงานผลคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงให้กับผู้สมัคร จะต้องลงให้ตรงกับที่เราไปประกาศผล นี่คือความโปร่งใสซึ่งจะมีขั้นตอนในการตรวจสอบ ในชั้นหน่วย เขต จังหวัด และ กกต. ว่าทุกคะแนนตรงกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ครั้งนี้เราได้ร่วมกับสื่อในการรายงานผล โดยจะรายงานตั้งแต่คะแนนแรกที่ออกมา ทั้ง สส. และประชามติ คาดว่าไม่เกิน 23.00 น. จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ ยืนยันว่าเราทำงานด้วยความโปร่งใส และหน้าหน่วยก็จะมีการติดรายละเอียดการใช้สิทธิของผู้มีสิทธิในหน่วยนั้น และผลคะแนนที่นับได้ในหน่วยนั้นด้วย พร้อมกับจะมีการส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวเข้ามาที่จังหวัดและลงในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ผู้สังเกตการณ์และพรรคการเมืองก็สามารถถ่ายรูปเอกสารดังกล่าว และสามารถตรวจสอบของหน่วยเลือกตั้งอื่นทั่วประเทศได้ในระบบคอมพิวเตอร์

กกต. ยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอน คำนึงถึงสิทธิของประชาชนและความโปร่งใสเป็นสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ที่มา – กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

Scroll to top