สิทธิมนุษยชน

รัฐบาลยัน! ไม่จริงข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

โฆษกรัฐบาลและกองทัพไทยยืนยันชัดเจนว่าไทยไม่มีนโยบายปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา หากกัมพูชายังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) และข้อตกลงอื่นๆ ที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ย้ำว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าแทรกแซงกระบวนการเจรจา และกำลังเร่งรัดการประชุม JBC

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา ว่า ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ถึงแม้ว่าท่านรัฐมนตรีจะติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ เนื่องจากมีความกังวลในหลายประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ท่านโฆษกฯ ยืนยันว่าข่าวที่กัมพูชานำเสนอว่าไทยจะทำการปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 คนนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากการประชุมร่วมกับทางกัมพูชาครั้งก่อน ได้มีการพูดคุยและต่อรองให้ไทยปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 เชลยศึกกัมพูชา เหล่านั้น แต่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องมีการดำเนินการตามข้อตกลง 4 ข้อที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุม GBC ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งประกอบไปด้วย การถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการผลักดันชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ดินแดนไทยให้ออกจากพื้นที่ หากไม่มีการดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อดังกล่าว ก็จะไม่มีการเจรจาเรื่องการปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 คน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรีของไทยได้มีการเร่งรัดให้มีการประชุม JBC นั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการแทรกแซงในเรื่องนี้ และได้เน้นย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามปฏิทินที่ได้มีการตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นต่างๆ

เมื่อถูกถามว่าหากมีการประชุม JBC จะถือว่าเป็นการสละสิทธิ์หรือยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าได้รับคำตอบจากกระทรวงการต่างประเทศแล้วว่า การประชุม JBC เป็นเพียงการพูดคุยกันถึงแนวทางที่จะดำเนินการ เช่น การใช้ระบบไลดาร์ในการระบุพิกัด ซึ่งไม่มีพันธะผูกพันตามสัญญาใดๆ แต่เป็นเพียงการพูดคุยเพื่อหาแนวทางร่วมกันเท่านั้น

รัฐบาลยัน! ไม่จริงข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

กองทัพไทยย้ำ! ข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา ไม่จริง

ด้านพลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง และขอยืนยันว่าไม่มีการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชาทั้ง 18 เชลยศึกกัมพูชา แต่อย่างใด

การควบคุมตัวเชลยศึกนั้นเป็นไปตามหลักปฏิบัติสากล ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธ โดยกองทัพไทยได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามหลักมนุษยธรรมและอนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกควบคุมตัวทุกนาย ขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนและประชาชนใช้วิจารณญาณและความระมัดระวังในการรับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการเท่านั้น

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนการเผยแพร่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รัฐบาล-กองทัพไทย ย้ำไม่จริง ข่าวปล่อยตัว 18 เชลยศึกกัมพูชา

ไทยไม่หวั่น! กัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 หรือ?

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกมาตอบโต้กรณีที่กัมพูชาบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการของกองทัพไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องเครื่องบินขับไล่ F-16 โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้กังวลในเรื่องข้อเท็จจริง แต่ห่วงใยมากกว่าในเรื่องของเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ของกัมพูชา และเรียกร้องให้กลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ว่า ปฏิบัติการของ F-16 ในช่วงที่มีการปะทะบริเวณชายแดนนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและพลเรือนผู้บริสุทธิ์ โดยมุ่งเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไทยมิใช่ฝ่ายที่เริ่มก่อน แต่มีความจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนและเหมาะสมแก่สถานการณ์

ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้กังวลในเรื่องข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และพร้อมที่จะอธิบายและชี้แจงโดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ เจตนารมณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงออกมาผ่านทางการบิดเบือนข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ประเทศไทยยังคงต้องการให้กัมพูชากลับมาเจรจาร่วมกันบนพื้นฐานของความจริงใจและสุจริตใจ เพื่อร่วมกันแสวงหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น

ประเด็น MOU ปี 2543 และการประชุม JBC

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก MOU ปี 2543 (MOU43) ว่า การที่ประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ระหว่างไทยและกัมพูชาในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ จะไม่ทำให้ไทยเสียสิทธิในการยกเลิก MOU ดังกล่าวแต่ประการใด การประชุม JBC เป็นกลไกทวิภาคีที่จำเป็นต้องมีเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน

ขณะนี้ประเทศไทยได้มีหนังสือเชิญไปยังกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมา อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเดินหน้าสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางเกี่ยวกับ MOU-43 ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลอย่างครบถ้วน หากต้องตัดสินใจลงประชามติในปลายปีนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับ F-16 หรือประเด็นอื่น ๆ สร้างความเข้าใจผิด และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้ การสื่อสารด้วยความจริงใจและเปิดเผยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ประเทศไทยควรเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในข้อมูลของตนเอง แต่การที่ยังคงห่วงใยในเจตนาของอีกฝ่าย ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความระมัดระวังและความปรารถนาดีที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ การรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการมีเพื่อนบ้านที่ดี ย่อมดีกว่าการมีเพื่อนบ้านที่ไม่เข้าใจกัน

ที่มา – ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 แต่ห่วงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์มากกว่า

กองทัพบกแจง เสียงลำโพงชายแดน ไม่มีเจตนารุนแรง

กองทัพบกชี้แจงกรณี “เสียงลำโพงชายแดน” สะท้อนความไม่พอใจของคนไทยต่อการบุกรุกพื้นที่ ยืนยันว่า ไม่มีเจตนารุนแรง พร้อมแนะกัมพูชาควรแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน แทนที่จะมุ่งแต่ฟ้องร้อง

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีที่ พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เข้าตรวจสอบพื้นที่หมู่บ้านซุกค์ และหมู่บ้านเปรยจัน ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว สืบเนื่องจากมีรายงานว่ามีการเปิด เสียงลำโพงชายแดน จากฝั่งไทย ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกและรบกวนการพักผ่อนของประชาชนกัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรม

พลตรี วินธัย ชี้แจงว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจบริบทของพื้นที่ก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชาบุกรุกเข้ามาในเขตไทย ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง และยังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ที่ผ่านมายังพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการจัดตั้งมวลชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทางการ เพื่อขัดขวางและยั่วยุฝ่ายไทย ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยจำนวนมาก ทำให้เกิดความไม่พอใจและออกมาแสดงออกด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อกดดันชาวกัมพูชาและเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐเร่งจัดการปัญหา หนึ่งในวิธีการเหล่านั้นคือการใช้เครื่องเสียงเปิดเสียงดัง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนกัมพูชาเกิดความไม่สบายใจ

เสียงลำโพงชายแดน: กองทัพบกย้ำไม่มีเจตนารุนแรง

การแสดงออกที่ไม่รุนแรง

โฆษกกองทัพบกกล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงออกของชาวไทยด้วยการเปิดเครื่องเสียงดังนั้น เป็นการแสดงออกด้วยวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อแสดงความไม่พอใจที่ฝ่ายกัมพูชาบุกรุกแผ่นดินไทย และบิดเบือนสร้างเรื่องราวโดยไม่พยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อพิจารณาการกระทำของฝ่ายกัมพูชา จะพบว่าเมื่อมีการชุมนุมมักใช้วิธีก้าวร้าวและใช้สิ่งเทียมอาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทยจนได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น ฝ่ายกัมพูชาควรพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน แทนที่จะออกมาเรียกร้องต่อการกระทำของฝ่ายไทยในกรณีนี้

มาตรการแก้ปัญหาและหลักสิทธิมนุษยชน

พลตรี วินธัย ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ฝ่ายไทยนำมาใช้ในการแก้ปัญหาต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เข้าทางของกัมพูชา ในทุกวิธีการที่อาจถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบสนับสนุนในการแก้ปัญหาในพื้นที่ของจังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่ได้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายยังคงเลือกวิธีที่จะก่อให้เกิดอันตรายน้อยที่สุดก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน การใช้ เสียงลำโพงชายแดน อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความอัดอั้นตันใจของประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุต่างหากที่จะนำไปสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่กองทัพบกออกมาให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – กองทัพบกแจง “เสียงลำโพงชายแดน” สะท้อนความไม่พอใจของคนไทยต่อการบุกรุกพื้นที่ ไม่มีเจตนารุนแรง

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

กระทรวงการต่างประเทศประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ กระทรวงการต่างประเทศทำหนังสือประณามกัมพูชาที่ใช้เด็ก สตรี และคนชราเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ยืนยันว่าเป็นเขตอธิปไตยของไทย และเร่งส่งหนังสือประท้วงไปยังสถานทูตทั่วโลก

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเหตุการณ์ที่มวลชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนามบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พลเรือน สตรี เด็ก และผู้สูงอายุในการรื้อลวดหนาม และก่อความวุ่นวายในพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยยืนยันว่าบ้านหนองจานนั้นตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งเดิมเคยใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวของชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามในอดีต แต่หลังจากสงครามสิ้นสุดลง ชาวกัมพูชาได้ขยายชุมชนออกไป ซึ่งถือเป็นการละเมิด MOU2543 โดยไทยได้คัดค้านและประท้วงการล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทยโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชาเพิกเฉยและไม่ได้ตอบสนองใดๆ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวอีกว่า ฝ่ายไทยได้หยิบยกประเด็นการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนร่วมกัน รวมถึงพื้นที่ชายแดนบ้านหนองจาน ขึ้นหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบรับ พร้อมย้ำว่าการวางลวดหนามในเขตอธิปไตยของไทยนั้นไม่ขัดต่อข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา โดยเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย ไม่ให้มีการรุกล้ำเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการป้องกันการวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มีคลิปวิดีโอยืนยันอย่างชัดเจนว่าทหารกัมพูชาปล่อยให้ประชาชนชาวกัมพูชารื้อลวดหนาม สร้างสถานการณ์ที่เป็นการยั่วยุอย่างต่อเนื่อง เช่น การตะโกนไล่ทหารไทย และแสดงท่าทีพร้อมที่จะก่อความรุนแรง มีภาพสตรีอุ้มทารกเข้าไปเผชิญหน้ากับทหารไทย ซึ่งทหารไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุดต่อการยั่วยุดังกล่าว แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงปล่อยให้ประชาชนของตนเองเป็นผู้ออกหน้าแทน ทั้งที่ในทางกลับกัน ฝ่ายทหารควรจะอยู่แนวหน้าเพื่อปกป้องประชาชน

กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน

ประเทศไทยขอประณามฝ่ายกัมพูชาที่ใช้ประชาชน โดยเฉพาะสตรีและเด็กบังหน้าเสมือนโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ไม่สอดคล้องต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งการจัดฉากโดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือด้วย และเรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศกำลังมีหนังสือตอบโต้ฝ่ายกัมพูชาอย่างเป็นทางการ และดำเนินกรอบในคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา ด้วย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังจะเดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม โดยมีภารกิจสำคัญในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่กัมพูชาลอบวางระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย จนเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดหลายครั้ง ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังจะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ OHCHR และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดของไทยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และจะใช้โอกาสนี้แสดงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงการกระทำของกัมพูชาที่ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และขัดต่อหลักกติกาสากลอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กระทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีเป้าหมายพลเรือน การนำเด็กมาใช้ในคลิปวิดีโอ การใช้ทุ่นระเบิด การใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร หรือการผลักดันเด็ก สตรี และผู้สูงอายุให้ออกมาเป็นหน้าด่าน รวมถึงพฤติกรรมล่าสุดในการยั่วยุเพื่อนำประชาชนมาเป็นโล่มนุษย์

ทำไมกัมพูชาถึงใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน?

การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาอาจมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความกดดันต่อประเทศไทยในประเด็นพื้นที่ชายแดน และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไทย พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่เป็นการยั่วยุ และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจานเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและควรได้รับการประนาม

การที่กระทรวงการต่างประเทศออกมาประณามอย่างชัดเจนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้นเราในฐานะประชาชนคนไทยก็ควรติดตามข่าวสารและให้กำลังใจรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่อไป

ที่มา – กต. ประณามกัมพูชา ใช้โล่มนุษย์ป่วนบ้านหนองจาน ทั้งที่เป็นเขตแดนไทย

Scroll to top