สินค้าสวมสิทธิ

กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ Made in Thailand ปลอม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการจับกุมสินค้าลักลอบนำเข้า แต่ล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาแถลงผลงานที่น่าตกใจ โดยกรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม ซึ่งถือเป็นการทำลายชื่อเสียงและมาตรฐานสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างรุนแรง ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาพบมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1,377.8 ล้านบาทเลยทีเดียว

กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งสำคัญ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการยกระดับมาตรการตรวจสอบให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อสกัดกั้นการหลบเลี่ยงอากรและป้องกันการสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าที่เป็นเท็จ

ผลกระทบมหาศาลจากการสวมสิทธิสินค้า

เมื่อเราวิเคราะห์ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น พบว่ากรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม ครั้งนี้มีรายละเอียดสินค้าที่ถูกตรวจยึดจำนวนมาก โดยสถิติที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้:

  • สินค้าสำแดงถิ่นกำเนิดเท็จ: เช่น บุหรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์พลาสติก รวม 41 รายการ มูลค่ากว่า 442.64 ล้านบาท
  • สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา: สินค้าแบรนด์เนม รองเท้า และกระเป๋ากว่า 3 แสนชิ้น
  • ขยะอันตราย: ตามอนุสัญญาบาเซิล รวมมูลค่ากว่า 204.56 ล้านบาท
  • ช่อดอกกัญชา: มูลค่าสินค้ากว่า 148.40 ล้านบาท

มาตรการที่ทางหน่วยงานภาครัฐนำมาใช้นั้น ไม่ใช่แค่การตรวจสอบตามปกติ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกฎหมายให้มีบทลงโทษที่หนักขึ้น รวมถึงการระงับสิทธิประโยชน์ทางการค้าสำหรับผู้กระทำความผิด เพื่อตัดวงจรการสวมสิทธิที่สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าไทย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การที่ภาครัฐออกมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังถือเป็นเรื่องที่ดีและทันท่วงที เพราะถ้าปล่อยให้มีการสวมสิทธิ “Made in Thailand” ต่อไป อาจทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกถูกมาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้าได้ง่ายขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการควรตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าให้ชัดเจนและดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพื่อรักษาโอกาสในการเติบโตในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และหากใครต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วน 1385 หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศได้ทันที

ที่มา – กรมศุลกากร-กรมการค้าต่างประเทศ เปิดโปงขบวนการสินค้าสวมสิทธิ “Made in Thailand” ปลอม

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายจากสงครามการค้าทั่วโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภาษีทรัมป์” ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ต้องเผชิญปัญหาหนักหน่วง “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือด่วนเพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

วันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นถึงโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือสงครามการค้าที่กำลังรุกรานไทยจากหลายด้าน โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กระทบโดยตรงต่อ SME และเกษตรกรไทย

ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ว่า SME กว่า 3 ล้านกิจการเสี่ยงได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจ้างงานกว่า 12 ล้านคน นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบที่อาจสะดุด หากไม่มีการเตรียมรับมือ SME ไทยกำลังเผชิญวิกฤตหนัก จากเศรษฐกิจชะลอตัว ค้าขายลำบาก รายได้ลดลง จนต้องกู้ยืมเงินเพิ่ม ส่งผลให้หนี้เสียของ SME สูงกว่าช่วงโควิด-19 และหลายรายต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งยิ่งสร้างปัญหาระยะยาว

ปัญหาหลัก 3 ประการที่ SME ต้องเผชิญจากสงครามการค้า

นายสิทธิพล ชี้ว่าปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขในระยะสั้นอย่างน้อย 3 เรื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบจาก “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน ดังนี้

  1. ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment): สหรัฐฯ วางแผนเก็บภาษีสองอัตราสำหรับสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยสินค้าที่ไม่สวมสิทธิจะถูกเก็บภาษีต่ำ แต่สินค้าที่สวมสิทธิจะถูกเก็บสูง ตัวอย่างเช่น แผงโซลาร์เซลล์จากไทยถูกขึ้นภาษี CVD (ภาษีตอบโต้การอุดหนุน) สูงถึง 300-900% แม้ไทยไม่ได้อุดหนุน แต่ถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลจีนอุดหนุน ส่งผลกระทบทุกบริษัท

  2. หนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (C/O) ปลอม: กรมการค้าต่างประเทศออก C/O กว่า 338,000 ฉบับต่อปี (ข้อมูลปี 2567) แต่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพียง 10 คน รวมจากหอการค้าอื่นๆ แล้วกว่า 5-6 แสนฉบับ การปลอมแปลง C/O สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงสินค้าไทยในเวทีโลก

  3. สินค้าจีนทะลักเข้าตลาดไทย: คาดว่าหลังภาษีทรัมป์ จีนจะระบายสินค้ามูลค่าเกือบ 90,000 ล้านบาทเข้าประเทศ เดือนสิงหาคม 2568 การนำเข้าจากจีนเพิ่ม 15.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่ม 16.9% ซึ่งจะแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสินค้าไทย ในไตรมาส 2 ปีนี้ นำเข้าจากจีนพุ่ง 38.3% เทียบกับปีก่อนที่เพิ่มเพียง 13%

นอกจากนี้ มาตรการเยียวยาที่ผ่านมา เช่น ซอฟท์โลน 2 แสนล้านบาท และสินเชื่อพยุงการจ้างงาน 30,000 ล้านบาท จากสำนักงานประกันสังคม ยังล่าช้า SME ไม่สามารถเข้าถึงได้แม้ผ่านไป 2 เดือน

ข้อเสนอแนะ 3 มาตรการเร่งด่วน

เพื่อแก้ไขสถานการณ์ “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน นายสิทธิพลเสนอมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน

  • แก้ปัญหา Transshipment: ปรับปรุงกระบวนการออกและตรวจสอบ C/O เพิ่มบุคลากร ระบบเทคโนโลยี และสร้าง Dashboard ติดตามการร้องเรียนอย่างโปร่งใส
  • ป้องกันสินค้าทะลัก: เปิดเผยข้อมูลการเจรจาการค้า ออกมาตรฐานสินค้าใหม่ และตรวจสอบเข้มงวด เพื่อปกป้องตลาดในประเทศ
  • เร่งเยียวยา SME: กำหนดตัวชี้วัดการเข้าถึงซอฟท์โลน ลดระยะเวลาอนุมัติ และติดตามผลกระทบต่อการจ้างงาน เพื่อให้ SME รอดพ้นวิกฤต

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบ SME แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ อาจนำไปสู่การล้มละลายจำนวนมากและการว่างงานเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามการค้าครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืนมากขึ้น โดยส่งเสริม SME ให้แข่งขันได้ด้วยนวัตกรรมและมาตรฐานสูง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเราลงมือตอนนี้ เศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งแค่ไหน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารเศรษฐกิจเพื่อเตรียมตัวรับมือวิกฤต

ที่มา – “สส.สิทธิพล” จี้เร่งช่วย SME ชี้สงครามการค้ารุกไทยหนักรอบด้าน

Scroll to top