สินค้าเกษตร

ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่ง! ทะลุ 13,500 บาท/ตัน

รัฐบาลเผยข่าวดี! ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตันแล้ว และกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าผลักดันให้แตะ 15,000 บาทต่อตัน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือถึงสถานการณ์ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งไปอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตัน จากนโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และการขับเคลื่อนมาตรการชะลอการขายข้าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งช่วยลดปริมาณข้าวในตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น

รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งสูงขึ้นไปแตะ 15,000 บาทต่อตัน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรไทยทุกคน สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวนา เนื่องจากราคาข้าวมีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ประกาศรับซื้อข้าวหอมมะลิในราคา 13.80 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 13,800 บาทต่อตันแล้ว

ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่ง

รัฐบาลเน้นย้ำว่า สถานการณ์ราคาข้าวขาขึ้นในขณะนี้เป็นสัญญาณที่ดี และคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาข้าวยังคงมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีโอกาสที่ราคาข้าวจะขยับขึ้นไปแตะระดับ 15,000 บาทต่อตันได้ในอนาคตอันใกล้นี้

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติม

เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพข้าว รวมถึงแนวทางการสนับสนุนเครื่องบรรจุและผลิตพันธุ์ข้าวสำหรับโรงสีข้าวขนาดเล็ก นำร่อง 200 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว นำร่อง 1 ล้านไร่ เพื่อให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวโพดและพืชตระกูลถั่ว ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

โครงการเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นอีกด้วย

จากสถานการณ์และมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น มีความหวังว่าเกษตรกรไทยจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งตันละ 13,500 บาท ก.เกษตรฯ หวังแตะตันละ 15,000 บาท

ศุภจี จับมือสิงคโปร์ เร่งขยายการค้า ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ (นายกาน คิม ยอง) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เพื่อเดินหน้าขยายความร่วมมือการค้าการลงทุนไทย-สิงคโปร์ ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทย เร่งสรุปข้อตกลงการค้าข้าว และผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อเสริมบทบาทภูมิภาคในเศรษฐกิจดิจิทัล

การผลักดันการ“ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนโดยรวม การร่วมมือกับสิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินและเทคโนโลยีที่สำคัญ จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นางศุภจี เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้ได้เน้นย้ำความพร้อมของไทยในการขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการค้าระหว่างกัน ซึ่งไทยมีศักยภาพในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ไม่เพียงตอบโจทย์รองรับความต้องการของตลาดสิงคโปร์ แต่ยังเป็นช่องทางขยายสู่ตลาดประเทศอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมจัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการค้าข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการค้าข้าวของไทยและความมั่นคงทางอาหารของสองประเทศ โดยคาดว่าข้อตกลงค้าข้าวจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ความคืบหน้าในเรื่องนี้เป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรไทย และผู้บริโภคในทั้งสองประเทศ

นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ได้หารือร่วมกับสิงคโปร์ในการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลง DEFA เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนพัฒนาสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจาความตกลง DEFA ได้ขอให้สิงคโปร์ร่วมสนับสนุนการเจรจาให้มีความคืบหน้ามากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในประเด็นเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนในปีนี้ ความตกลง DEFA จะเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางดิจิทัลในอาเซียน สนับสนุนการค้าข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ ผลักดันการค้าไร้กระดาษ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยและอาเซียน พร้อมเป็นเครื่องมือสำคัญสนับสนุนภาคธุรกิจในการค้าดิจิทัล

การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน ความตกลง DEFA จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงตลาดดิจิทัลในอาเซียนได้ง่ายขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม

ทั้งนี้ ภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในปี 2567 มีมูลค่า 17,758.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 10,363.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,395.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,968.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 8 เดือนของปี 2568 (มกราคม-สิงหาคม) มีมูลค่ารวม 12,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 6.25% ไทยส่งออก 7,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 12.57% ขณะที่การนำเข้าจากสิงคโปร์มูลค่า 4,923 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.81% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสิงคโปร์ในฐานะคู่ค้าที่สำคัญของไทย และศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางการค้าให้มากยิ่งขึ้น

“ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้

ความสำคัญของการเร่งขยายการค้าและลงทุนระหว่างไทย-สิงคโปร์

การเร่งขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสิงคโปร์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์เพื่อผลักดันประเด็นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

  • การค้า: การขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปยังสิงคโปร์จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย
  • การลงทุน: การดึงดูดการลงทุนจากสิงคโปร์จะช่วยสร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย
  • เศรษฐกิจดิจิทัล: การร่วมมือในกรอบ DEFA จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศ

การที่นางศุภจีเน้นย้ำถึงความพร้อมของไทยในการขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

การเจรจาความตกลง DEFA และการผลักดันข้อตกลงการค้าข้าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทั้งสองประเทศจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

การที่ “ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของผู้บริหารประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การมีนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายและคว้าโอกาสใหม่ๆ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

การปิดดีลค้าข้าวภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่าย ก็มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้สำเร็จ

การเร่งขยายการค้าการลงทุนระหว่างไทยและสิงคโปร์เป็นเรื่องที่น่ายินดี และคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในระยะยาว การติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

ที่มา – “ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้

Scroll to top