สินค้า Otop

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025 หนุนสินค้าไทย

นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” หนุนสินค้าไทย สร้างรายได้ชุมชน – 7 จังหวัดได้รับผลกระทบชายแดน ย้ำ OTOP เปรียบดั่งแบรนด์สินค้าไทยแสดงศักยภาพให้ทั่วโลกประจักษ์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น. ณ เวทีกลาง อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP CITY 2025” โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะทูตานุทูต คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน เข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นได้รับชมการแสดงชุดพิเศษ “OTOP.…Happiness Festival” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเทศกาลแห่งการให้และการแบ่งปันในช่วงปีใหม่ ผ่านสีสัน เสียงดนตรี และการแสดงร่วมสมัย ผสานการแสดงจากวงโยธวาทิตจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สร้างความประทับใจและปลุกพลังแห่งความสุข

นายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่า เป็นเวลาหลายปีติดต่อกันที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมกับงาน OTOP ทั้งในฐานะผู้เปิดงาน หรือแม้แต่ในฐานะลูกค้า โดยของประดับที่บ้านถือเป็นที่เชิดหน้าชูตา เมื่อผู้มาเยือนต่างถามว่าได้มาจากที่ใด ซึ่งของต่างๆ ล้วนมาจากงาน OTOP ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มามีส่วนร่วมในงาน “OTOP CITY 2025” ในวันนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์มาตลอด เนื่องจากสินค้า OTOP ในปัจจุบันได้ก้าวขึ้นมาเป็นเสมือนแบรนด์หลักแบรนด์หนึ่งของประเทศไทยแล้ว แค่เพียงเอ่ยคำว่า “OTOP” ผู้คนจะนึกถึงความเป็นไทย คุณภาพ ความประณีต และรายละเอียดที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต จนก่อให้เกิดความประทับใจ ซึ่งคุณค่าดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเครื่องประดับ เสื้อผ้า หรือชิ้นงานเชิงศิลปะเท่านั้น หากแต่สะท้อนอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ที่คนไทยสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แบรนด์ OTOP

เมื่อแบรนด์ได้รับการยอมรับและติดตลาดแล้ว ความท้าทายที่สำคัญต่อไปคือการรักษาคุณภาพ การคงไว้ซึ่งความประทับใจของผู้บริโภค และท้ายที่สุดคือการสร้างความแปลกใหม่ ความน่าสนใจ หรือเรื่องราวใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นเต้นและติดตามผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์สำคัญของการเป็น “แชมเปียน” และเป็นความท้าทายของการรักษาความเป็นผู้นำ ซึ่งเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้า OTOP คือ การสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนสมาชิกในชุมชน อันจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงศักยภาพให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ ถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไทย ทั้งนี้ ขอให้กรมการพัฒนาชุมชน และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตระหนักถึงความท้าทายของการรักษาแชมป์ไว้ เราจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คิดโจทย์ใหม่อยู่ตลอดเวลา และไม่ย่ำอยู่กับที่ จึงจะสามารถรักษาความเป็นแชมป์ของสินค้า OTOP ไทยไว้ได้อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางความเหน็ดเหนื่อยและความตึงเครียดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ หรือสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน เรายังมีงาน OTOP City ซึ่งถือเป็นพื้นที่แห่งการผ่อนคลาย เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้ออกมาร่วมกิจกรรมดีๆ ร่วมกัน

“การซื้อสินค้า OTOP ไม่ได้เป็นเพียงการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง เป็นการช่วยอุดหนุนสินค้าของประชาชนจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และสระแก้ว โดยทั้ง 7 จังหวัดนี้ ล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ดังนั้น การจัดงาน OTOP City ในวันนี้ จึงไม่เพียงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดพื้นที่พิเศษให้กับผู้ผลิตจากจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ดังนั้น ขอเชิญชวนทุกคนใช้โอกาสนี้ ร่วมกันแสดงพลังน้ำใจ ช่วยเหลือประชาชนของเราด้วยกัน เพราะแทบไม่มีโอกาสใดที่จะสามารถรวบรวมสินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศมาให้ทุกคนได้เลือกชม เลือกซื้อ และนำไปใช้ประโยชน์

เนื่องจากสัปดาห์นี้ถือเป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี จึงขอใช้โอกาสอันเป็นมงคลนี้ อวยพรปีใหม่ล่วงหน้าให้ปีพุทธศักราช 2569 ที่กำลังจะมาถึง เป็นปีที่ดีที่สุดของคนไทยทุกคน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย และมีความผาสุกโดยทั่วหน้ากัน

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด นายกรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และคณะผู้บริหาร ได้เดินเยี่ยมชมบูธส่วนจัดแสดงของหน่วยงานภาคี พร้อมพูดคุยกับผู้ผลิตผู้ประกอบการที่นำสินค้ามาแสดงและจำหน่าย ก่อนจะเดินทางกลับ

นายกฯ เปิดงาน OTOP City 2025

งาน OTOP City 2025 เป็นงานที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะถือเป็นโอกาสในการสนับสนุนสินค้าไทย และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ การจัดงาน OTOP City 2025 ไม่ได้เป็นเพียงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์ต่างๆ อีกด้วย

ทำไมต้องสนับสนุนงาน OTOP City 2025?

  • เป็นการสนับสนุนสินค้าไทย คุณภาพดี มีเอกลักษณ์
  • เป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนต่างๆ
  • เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย
  • เป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาไทย
  • เป็นการให้กำลังใจเพื่อนร่วมชาติ

งาน OTOP City 2025 จึงเป็นงานที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการสนับสนุนสินค้าไทย และช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ที่มีคุณค่าและความหมายอีกด้วย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสินค้าไทย ในงาน OTOP City 2025 กันนะคะ

ที่มา – นายกฯ เปิดงาน “OTOP City 2025” ชวนคนไทยรวมพลังอุดหนุนสินค้าช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติ

นายกฯ เปิด เซ็นทรัล กระบี่ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม

นายกฯ อนุทิน เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ ชื่นชมแนวคิด “Made by Krabi” ผนวก “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ของกระบี่ และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวลา 18.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ อย่างเป็นทางการในวันนี้ การเปิดศูนย์การค้าแห่งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มีต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดกระบี่

“จังหวัดกระบี่เป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองแห่งการลงทุน เมืองแห่งโอกาส และเป็นประตูสู่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน การมีศูนย์การค้าครบวงจรระดับประเทศย่อมเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวกระบี่ และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”

นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมแนวคิดในการพัฒนาศูนย์การค้า “Made by Krabi” ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเป็นแหล่งช้อปปิ้ง แต่ยังให้ความสำคัญกับการผนวกเอา “อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ของกระบี่ เข้าไว้ในการออกแบบ และการดำเนินงาน พร้อมกล่าวขอเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารเซ็นทรัล กระบี่ ในการดำเนินบทบาทในการเป็นคู่ค้าที่ดี และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน โดยเฉพาะในการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในท้องถิ่น และเป็นเวทีให้สินค้า และผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) รวมถึงสินค้าทางการเกษตรของกระบี่ ได้มีโอกาสเข้ามาจำหน่าย ขยายช่องทางการตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

พร้อมขอให้เซ็นทรัล กระบี่ เป็นอีกจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาใช้จ่าย และใช้เวลาในกระบี่ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของจังหวัด

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวอวยพรให้ศูนย์การค้าประสบความสำเร็จ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งของจังหวัดกระบี่ และประเทศไทยต่อไป

นายกฯ เปิด เซ็นทรัล กระบี่ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม

การเปิดตัวศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ ภายใต้แนวคิดที่ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ได้รับคำชื่นชมจากนายกรัฐมนตรี สะท้อนถึงความสำคัญของการผสมผสานวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างลงตัว ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความแตกต่างให้กับศูนย์การค้าแห่งนี้ แต่ยังเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมของกระบี่ไปพร้อมๆ กัน

อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มีพื้นที่ในการนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานราก และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

เซ็นทรัล กระบี่ กับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่สำหรับการจับจ่ายใช้สอย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และความเป็นกระบี่อย่างแท้จริง ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงการจัดกิจกรรมและเทศกาลต่างๆ ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีของกระบี่ การผสมผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้าไปในทุกรายละเอียด ทำให้เซ็นทรัล กระบี่ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่แตกต่างและน่าจดจำ

การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเปิดตัว เซ็นทรัล กระบี่ และชื่นชมแนวคิดในการชู อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวัฒนธรรมและความเป็นท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การที่ศูนย์การค้าแห่งนี้สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น ยังเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

การพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความแตกต่างและความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์และบริการ แต่ยังเป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยให้คงอยู่ต่อไป

การที่ นายกฯ เปิด เซ็นทรัล กระบี่ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม จึงเป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาประเทศที่ให้ความสำคัญกับทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างสมดุล

ที่มา – นายกฯ เปิด เซ็นทรัล กระบี่ ชื่นชมชู อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

OTOP บินได้! ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน

“มนพร” สนับสนุนสนามบินในสังกัด ทย. ร่วมมือกับจังหวัด ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน นำร่องใน 6 แห่ง หวังสร้างรายได้ให้ชุมชน คนในท้องถิ่น ตามนโยบาย “สนามบินมีชีวิต”

ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ใช้พื้นที่ภายในอาคารผู้โดยสารของสนามบินทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่น โดยให้สนามบินเป็นศูนย์กลางชุมชนและส่งเสริมเศรษฐกิจ เปิดโอกาสให้ร้านค้า OTOP สินค้าท้องถิ่น ตลาดเกษตรอินทรีย์ และศิลปะเพื่อนบ้าน มีพื้นที่ขายสินค้าภายใต้นโยบาย “สนามบินมีชีวิต”

แนวคิดนี้มุ่งเน้นให้สนามบินไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ชุมชน และเป็นแลนด์มาร์กของจังหวัด ช่วยให้ชุมชนมีช่องทางขายสินค้าและมีรายได้ ผู้โดยสารได้สัมผัสอัตลักษณ์ท้องถิ่น และส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

นำร่อง 6 สนามบินแล้วกับการผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน

ขณะนี้ ทย. ได้เปิดร้านขายสินค้า OTOP นำร่องแล้วใน 6 สนามบิน ได้แก่ นครพนม สกลนคร พิษณุโลก อุบลราชธานี อุดรธานี และนครศรีธรรมราช ได้รับผลตอบรับดีจากผู้ประกอบการที่ขยายตลาดสู่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้โดยสารก็ได้เข้าถึงสินค้าท้องถิ่นคุณภาพโดยไม่ต้องไปถึงแหล่งผลิต สินค้าที่นำมาจำหน่ายยังผ่านการคัดเลือกให้เหมาะสมกับการนำขึ้นเครื่องบิน เช่น ขนาดเล็ก พกพาง่าย และมีบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม

นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวว่า ทย. มุ่งมั่นดำเนินการตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยจะหมุนเวียนประเภทสินค้าและร้านค้าภายในสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อกระจายรายได้ นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 สนามบินที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ ชุมพร ลำปาง และขอนแก่น ซึ่งได้ประสานงานกับพัฒนาชุมชนจังหวัดแล้ว ส่วนสนามบินอื่น ๆ จะเร่งดำเนินการต่อไป

การประสานความร่วมมือนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้มีคณะกรรมการพัฒนาการให้บริการท่าอากาศยานทุกแห่งในสังกัด ทย. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธาน ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเป็นรองประธาน และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการให้บริการในท่าอากาศยาน ทั้งด้านความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี

การผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน การที่สินค้า OTOP ได้ไปวางจำหน่ายในสนามบิน ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกด้วย เราหวังว่าโครงการนี้จะขยายผลไปยังสนามบินอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้สินค้า OTOP ไทยได้เติบโตและสร้างชื่อเสียงในระดับสากล

ที่มา – ผลักดันสินค้า OTOP ขายในสนามบิน หวังสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น นำร่องแล้ว 6 แห่ง

Scroll to top