สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

อุดหนุนรถบรรทุก-รถรับจ้างผ่านพร้อมเพย์ 16-19 เม.ย.

ในช่วงที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ โดยมีมาตรการอุดหนุนภาคขนส่ง จ่ายเงินตรงกลุ่มรถบรรทุก-รถรับจ้าง ผ่านพร้อมเพย์ เปิดลงทะเบียน 16 – 19 เม.ย.นี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรถบรรทุก รถโดยสาร และรถรับจ้างสาธารณะ ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่ต้องขึ้นราคาค่าโดยสารหรือค่าขนส่งที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

อุดหนุนภาคขนส่ง จ่ายเงินตรงกลุ่มรถบรรทุก-รถรับจ้าง ผ่านพร้อมเพย์ เปิดลงทะเบียน 16 – 19 เม.ย.นี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ว่า กระทรวงคมนาคมโดยกรมการขนส่งทางบก เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถขนส่งสินค้าและรถโดยสาร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น โดยเฉพาะรถบรรทุกที่เป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้นส่งผลต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ครม.อนุมัติงบกลางจำนวน 1,353 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนภาคขนส่ง โดยขยายฐานผู้ได้รับสิทธิ์จากเดิม 100,000 กว่าราย ในเดือนมีนาคม เป็น 287,000 รายสำหรับรถขนส่งสินค้า ตรวจสอบจากข้อมูลทะเบียนรถและระยะทางวิ่งจริง จ่ายเงินจริงตามที่ลงทะเบียน มาตรการนี้มีผลถึง 31 พฤษภาคม 2569 ช่วยลดภาระผู้ประกอบการและประชาชนทางอ้อม

รายละเอียดการอุดหนุนภาคขนส่งสำหรับรถโดยสารและรถรับจ้าง

นอกจากรถบรรทุกแล้ว ยังใช้เงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กองทุนเลขสวย) เพื่อตรึงราคาค่าโดยสารช่วงสงกรานต์ ผู้โดยสารเดินทางกลับภูมิลำเนาจากสถานีอย่างหมอชิต สายใต้ใหม่ ยังจ่ายราคาเดิมได้ถึง 19 เมษายน 2569 ก่อนปรับขึ้น

มาตรการครอบคลุมกลุ่มรถดังนี้:

  • รถประจำทาง และรถโดยสารผู้โดยสาร
  • รถตู้และมินิบัส โดยสารสาธารณะระหว่างจังหวัด
  • รถตู้ มินิบัส และรถสองแถว ในเขตกรุงเทพฯ
  • รถโดยสารไม่ประจำทาง
  • มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทั้งวินจัดตั้งและแอปพลิเคชัน
  • รถแท็กซี่ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมค่าโดยสาร รัฐจึงต้องอุดหนุนภาคขนส่ง เพื่อป้องกันการขึ้นราคากับประชาชน สรุปครอบคลุมรถบรรทุก 287,175 คัน และรถโดยสารรับจ้างสาธารณะ 183,302 คัน รวมกว่า 460,000 คัน

วิธีลงทะเบียนและรับเงินอุดหนุนภาคขนส่ง

ผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนรถกับกรมการขนส่งทางบก สามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ได้ในวันที่16 – 19 เมษายน 2569 ผ่านช่องทางที่กระทรวงคมนาคมกำหนด เงินจะโอนตรงเข้าบัญชีพร้อมเพย์ทันที ไม่ต้องรอ รายละเอียดอัตราสนับสนุนแต่ละประเภทรถจะมีอินโฟกราฟิกชัดเจนจากกระทรวง ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเงินได้ดีขึ้น

มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยผู้ประกอบการ แต่ยังรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่คนเดินทางหนาแน่น หากไม่ช่วย อาจนำไปสู่การขึ้นราคาค่าโดยสารและค่าขนส่ง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับภาคขนส่ง ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง รักษาจ้างงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง

หากคุณเป็นผู้ประกอบการรถบรรทุกหรือรถรับจ้าง รีบตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนก่อนหมดเขต 16-19 เม.ย.นี้ เพื่อรับเงินช่วยเหลือทันที อย่าพลาดโอกาสบรรเทาภาระจากราคาน้ำมันแพง!

ที่มา – อุดหนุนภาคขนส่ง จ่ายเงินตรงกลุ่มรถบรรทุก-รถรับจ้าง ผ่านพร้อมเพย์ เปิดลงทะเบียน 16 – 19 เม.ย.นี้

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าการเมืองร้อนๆ ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส นั่นคือ “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงที่คนไทยทุกคนกำลังปวดหัวกันถ้วนหน้า แล้วนักการเมืองสองท่านนี้ปะทะกันหนักแค่ไหน มาฟังกันเลยครับ

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

วันที่ 29 มีนาคม 2567 (ในเนื้อหา original เขียน 2569 คงพิมพ์ผิด) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาโต้กลับแบบแซ่บๆ ใส่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่วิจารณ์ว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังละเว้นหน้าที่ เพราะไม่เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน

นายสิริพงศ์บอกชัดเจนเลยครับ ว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายจะไปกำหนดหรือแทรกแซงราคาน้ำมันได้ ถ้าทำไปจะผิดกฎหมายซะเอง! อ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครองชัดๆ คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 ศาลยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ ไม่มีอำนาจ กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

ทำไมกระทรวงพาณิชย์ถึงแทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้?

ย้อนประวัติศาสตร์หน่อยนะครับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 รัฐบาลไทยยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี มีกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมธุรกิจพลังงาน คณะกรรมการกำกับดูแลพลังงาน (กกพ.) และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคอยดูแลโดยตรง ส่วนคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่แค่ตรวจสอบการแสดงราคาและป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดราคาน้ำมัน

นอกจากศาลปกครองแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินก็วินิจฉัยชัดว่าอำนาจกำกับดูแลราคาน้ำมันอยู่ที่ กระทรวงพลังงาน 100% ศาลปกครองสูงสุดยังยืนยันคำพิพากษาศาลปกครองกลางด้วย ดังนั้นถ้านายพีระพันธุ์แนะนำให้รัฐมนตรีพาณิชย์ทำตามนั้น ก็เท่ากับวางกับดักให้ผิดกฎหมายเลยครับ นายสิริพงศ์แซวด้วยว่านายพีระพันธุ์เป็นนักกฎหมาย จะไม่รู้ได้ไง หรือแค่อยากหาแสงสปอตไลต์แบบ 2-in-1?

  • คำพิพากษาศาลปกครองหลักๆ: คดีดำ 1872/2556 และคดีแดง 1937/2561 ยืนยันไม่มีอำนาจ
  • ผู้ตรวจการแผ่นดิน: อำนาจอยู่กระทรวงพลังงาน พาณิชย์แค่ตรวจราคา
  • โครงสร้างราคาน้ำมัน: ขึ้นกับราคานานาชาติ + ภาษี + กองทุนน้ำมัน

นายพีระพันธุ์เคยมีอำนาจเต็ม ทำไมไม่ทำ?

จุดแซ่บสุดที่นายสิริพงศ์ชี้ คือตอนนายพีระพันธุ์เคยเป็นรัฐมนตรี มีอำนาจดูแลโครงสร้างพลังงานมานาน เห็นราคาน้ำมันถูกแพงหมดแล้ว ทำไมไม่จัดการให้เสร็จสักที? มาวิจารณ์รัฐบาลรักษาการที่ยังไม่มีอำนาจเต็ม ครม.ใหม่ยังไม่มาเลย จะเก่งอะไรตอนนี้ล่ะ?

จริงๆ แล้วโครงสร้างราคาน้ำมันไทยซับซ้อนมากนะครับ ประกอบด้วยต้นทุนนำเข้า ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ค่า refinery และกองทุนน้ำมันที่ช่วยอุดหนุน ประชาชนเห็นแค่ราคาปั๊ม แต่เบื้องหลังมีปัจจัยโลกอย่างสงครามยูเครน OPEC ลดผลิต ปรับตัวยากจริงๆ รัฐบาลปัจจุบันก็พยายามลดภาษี ปล่อยกองทุน แต่ก็มีขีดจำกัด

จากประเด็น “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้ ทำให้เห็นชัดว่าการเมืองไทยชอบจับผิดกัน แต่ขาดการเสนอทางออกจริงจัง ถ้าทุกพรรคช่วยกันผลักดันนโยบายพลังงานยั่งยืน เช่น ส่งเสริม EV ลดนำเข้าน้ำมัน คงดีกว่านี้

ส่วนตัวผมคิดว่าปัญหาคือระบบมากกว่านักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ควรโฟกัสที่การปฏิรูประบบกองทุนน้ำมันและภาษีให้โปร่งใสมากขึ้น คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ราคาน้ำมันแพงแบบนี้ รัฐควรทำอะไรเพิ่ม? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ จะได้เข้าใจประเด็นชัดเจนขึ้น!

ที่มา – “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ถึงมือ 8 หน่วยตรวจแล้ว

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ เกี่ยวกับ รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลคึกคักมาก เมื่อทีมงานของว่าที่รัฐมนตรีหลายคนตบเท้าส่งเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะวันที่ 23 มี.ค. 2567 ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) มีผู้คนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน

รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ถึงมือ 8 หน่วยตรวจคุณสมบัติแล้ว

รายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมดของ ครม.อนุทิน 2 ได้ถูกส่งไปยัง 8 หน่วยงานสำคัญเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่ามีชื่อของน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยรวมอยู่ด้วย นี่ถือเป็นก้าวสำคัญก่อนที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ทุกคนต่างรอคอยผลการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสและรวดเร็ว โดยสลค.ตั้งเป้าจะเสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์

ความคืบหน้าการยื่นเอกสารของพรรคต่างๆ

ฝั่งพรรคเพื่อไทยส่งเอกสารครบทีมแล้ว รวมถึงน.ส.สุดาวรรณ ที่คาดว่าจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีน.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย ในโผรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ส.ส.กาญจนบุรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ไม่น้อยหน้า นายวัชระพล ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี ส่งเอกสารเพื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เวลา 13.15 น. ตามด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เวลาต่อมา นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ยังมีรายชื่ออื่นๆ ที่ส่งทีมงานมาแล้ว เช่น นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

8 หน่วยงานหลักที่ตรวจสอบคุณสมบัติ

เพื่อให้มั่นใจในคุณสมบัติของรัฐมนตรีทุกคน สลค.ได้ส่ง รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ไปยังหน่วยงานตรวจสอบทั้ง 8 แห่ง ดังนี้

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) – ตรวจประวัติอาชญากรรม
  • สำนักงานศาลยุติธรรม – ตรวจคดีความในศาล
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) – ตรวจทุจริต
  • สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ – ตรวจด้านรัฐธรรมนูญ
  • กรมบังคับคดี – ตรวจหนี้สิน
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) – ตรวจคุณสมบัติการเลือกตั้ง
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) – ตรวจผลประโยชน์ทับซ้อน
  • สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) – ตรวจคดีอาญา

หากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น สลค.จะสอบถามความเห็นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทันที นี่เป็นกระบวนการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ทำให้ประชาชนมั่นใจในรัฐบาลชุดใหม่

ครม.อนุทิน 2 นี้มาจากการเจรจาของพรรคการเมืองหลักอย่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การจัดสรรโควตารัฐมนตรีสะท้อนถึงพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ช่วยให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการแก้ปัญหาสังคม

ในมุมมองของผม การตรวจสอบคุณสมบัติที่รวดเร็วแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำงานโปร่งใส หวังว่ารัฐมนตรีทุกท่านจะผ่านฉลุยและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที คุณคิดอย่างไรกับโผครม.ชุดนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ถึงมือ 8 หน่วยตรวจคุณสมบัติแล้ว ยันมีชื่อ “สุดาวรรณ” ด้วย

โต้ง-ลูกแบด-แชมป์ เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส.

วันพรุ่งนี้ (26 ก.พ. 2569) ถือเป็นวันสำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทย เมื่อ โต้ง-ลูกแบด-แชมป์ เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอาคารรัฐสภา เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนที่ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด

โต้ง-ลูกแบด-แชมป์ เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส.

หลังจากที่ กกต. ได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 396 เขต เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ทำให้ว่าที่ สส. หลายคนเริ่มเตรียมตัวเข้ารายงานตัวเพื่อรับรองสถานะอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะ 3 แกนนำจากพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับฉายาว่า “โต้ง-ลูกแบด-แชมป์” ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่แฟนการเมืองตั้งให้จากบุคลิกและผลงานของแต่ละคน

การเข้ารายงานตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีรูปแบบ แต่เป็นก้าวแรกสู่การปฏิบัติหน้าที่ สส. ในสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายต่างๆ ของประเทศ พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง คาดว่าจะมี สส. เขตรวมหลายสิบคน และกำลังรอรับรอง สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มเติมในวันที่ 6 มี.ค. 2569

เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส. ที่ กกต.-รัฐสภา

สถานที่รายงานตัวหลักอยู่ที่สำนักงาน กกต. สำหรับการรับรองผลเลือกตั้ง และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่อาคารรัฐสภาแห่งชาติ เพื่อลงทะเบียนและรับเอกสารต่างๆ หลังจากนั้น ว่าที่ สส. จะต้องรอพิธีสาบานตนต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัว

  • นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หรือ “โต้ง” ว่าที่ สส.ศรีสะเกษ เขต 1 ชื่อนี้เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีฐานเสียงแข็งแกร่งในพื้นที่อีสานใต้ เขาได้รับคะแนนนำขาดลอยจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล หรือ “ลูกแบด” ว่าที่ สส.อ่างทอง เขต 1 ลูกชายของนักการเมืองอาวุโส เคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันแบดมินตันระดับเยาวชน ก่อนผันตัวสู่การเมืองเต็มตัว
  • นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล หรือ “แชมป์” ว่าที่ สส.อ่างทอง เขต 2 พี่น้องกับลูกแบด มีชื่อเสียงจากความสามารถด้านกีฬาและการบริหารจัดการ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากชาวอ่างทอง

ทั้งสามคนนี้เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนเสียงสูงในเขตของตน และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการอภิปรายและตั้งคำถามในสภา โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ สาธารณสุข และการเกษตรที่เป็นนโยบายหลักของพรรค

นอกจากนี้ สส. ที่เหลือของพรรคภูมิใจไทยกว่า 30 คน คาดว่าจะเข้ารายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 6 มี.ค. 2569 เพื่อรอการรับรอง สส.บัญชีรายชื่อจาก กกต. ซึ่งจะทำให้พรรคมี สส. เพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้พรรคมีน้ำหนักในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

กระบวนการรับรอง สส. นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา โดย กกต. ต้องตรวจสอบผลคะแนนและอุทธรณ์ต่างๆ ให้แล้วเสร็จก่อนประกาศรับรอง การที่ สส. เขตรายงานตัวก่อน เป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยกำลังเดินหน้าสู่สภาชุดใหม่ที่สมบูรณ์แบบ

สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถติดตามการถ่ายทอดสดหรือข่าวอัปเดตได้ทางช่องข่าวต่างๆ หรือเว็บไซต์ข่าวการเมืองชั้นนำ เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ในมุมมองของผู้เขียน การเข้ารายงานตัวของ โต้ง-ลูกแบด-แชมป์ เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส. ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพรรคภูมิใจไทยในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างศรีสะเกษและอ่างทอง คาดว่าพรรคจะมีบทบาทเด่นในการตรวจสอบและเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังโควิด

หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบข่าวการเมือง อย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด และแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังอะไรจาก สส. ชุดใหม่เหล่านี้!

ที่มา – “โต้ง-ลูกแบด-แชมป์” เตรียมเข้ารายงานตัวรับรอง สส. ที่ กกต.-รัฐสภา 9 โมงเช้า พรุ่งนี้

Scroll to top