สีกา

“บิ๊กเต่า” เร่งตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง

“บิ๊กเต่า” เผยกองปราบ เร่งตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลังในหลายประเด็น พบเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท ขณะที่วัดยังไม่มีการประสานเข้ามาให้ข้อมูล

วันที่ 19 ก.ย. 68 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว เปิดเผยภายหลังพูดคุยกับ ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมคณะ ซึ่งนำหลักฐานเส้นทางการเงิน เพื่อเอาผิดพระวัดดัง มามอบให้ว่า จากกรณีสีกาจากประเทศเยอรมนีส่งทีมทนายความเข้ามาร้องเรียนกับทาง บก.ปปป. ให้ตรวจสอบพระวัดย่านปทุมธานีในฐานความผิดเกี่ยวกับการเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ตามมาตรา 157 และ 147 เรื่องนี้พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีไปที่ ป.ป.ช. แต่ตำรวจยังมีอำนาจในการสืบสวนอยู่

ส่วนกรณีของกองบังคับการปราบปรามที่ได้รับข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลังตั้งแต่ปี 2556-2559 มีการตรวจสอบในหลายประเด็น แต่ขอสงวนไว้ก่อน ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิงและเงิน จากการตรวจสอบพบว่ามีเงินหมุนเวียนประมาณ 500 ล้านบาท

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า หลักฐานของทนายอนันต์ชัย ที่นำมามอบให้ ยังมีบางส่วนที่โต้แย้งกันไปมา แต่มีข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ทนายของสีกาเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ เป็นเรื่องบัญชีรายรับรายจ่ายของวัด และหลักฐานการคืนเงินของผู้เสียหาย เบื้องต้นวัดยังไม่มีการประสานเข้ามาให้ข้อมูล ส่วนข้อมูลที่ทีมทนายความของวัดออกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ เป็นการชี้แจงเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องเงินตั้งมูลนิธิในประเทศเยอรมนี เป็นคนละส่วนกับการตรวจสอบ

“บิ๊กเต่า” เร่งตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง

คดีเส้นเงินวัดดังย้อนหลังกำลังเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลถึง 500 ล้านบาท การตรวจสอบที่โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความกระจ่างให้แก่ประชาชน

ประเด็นสำคัญในการตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง

  • ที่มาของเงิน: เงินจำนวน 500 ล้านบาทนี้มาจากแหล่งใด มีการบริจาคจากผู้ใดบ้าง และมีวัตถุประสงค์ในการบริจาคอย่างไร
  • การใช้จ่ายเงิน: เงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้จ่ายในด้านใดบ้าง มีการใช้จ่ายที่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่
  • ความเชื่อมโยงกับบุคคล: มีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินนี้ และมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร

การเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดจะช่วยให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลจะยิ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในที่สุด

การตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นตัวอย่างและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้

การที่วัดยังไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม อาจทำให้การสืบสวนเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจก็ยังคงดำเนินการตรวจสอบต่อไป โดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ และพยานบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความจริงปรากฏออกมา

คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกวัด และทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ควรมีการตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมีระบบบัญชีที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

การตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง ไม่ได้เป็นเพียงแค่การค้นหาความจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของศาสนาอีกด้วย

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เร่งตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง พบเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท

ทนายอนันต์ชัย ยื่นหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พระวัดดัง-สีกา

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ยื่นหลักฐานเส้นทางการเงินของพระวัดดังและสีกา พร้อมร้องเรียนให้ตรวจสอบทรัพย์สินของวัด โดยอ้างว่ามีข้อมูลบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่วัดยื่นต่อสำนักพุทธจังหวัด แต่ไม่มีเงินจำนวน 12.2 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ บก.ปปป. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมคณะ ได้นำหลักฐานเส้นทางการเงินมามอบให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว เพื่อเอาผิดพระวัดดัง โดยมูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะเข้ามาช่วยเหลือในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อกฎหมายคณะสงฆ์

นายอนันต์ชัยกล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือเรื่องเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาท ซึ่งเอกสารที่นำมามอบนั้นเป็นหลักฐานการโอนเงินจ่ายอย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็นการโอนเงิน 4 ครั้ง ได้แก่ 6,000,000 บาท, 270,000 บาท, 200,000 บาท และ 1,500,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าว สีกาได้โอนคืนให้วัดหมดแล้ว

ส่วนคดีที่มีการฟ้องร้องกันในประเทศเยอรมนีนั้น เริ่มจากการที่พระวัดดังแจ้งความสีกาในข้อหาฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ โดยทนายความของวัดชี้แจงว่า สีกาได้รับเงินของวัดไปแล้ว แต่ไม่ยอมโอนเข้ามูลนิธิในประเทศเยอรมนี ซึ่งนายอนันต์ชัยได้พูดคุยกับสีกาแล้วว่า ช่วงที่เปิดบัญชีมูลนิธิในประเทศเยอรมนี สีกาได้โอนเงินเข้าบัญชีหลายครั้ง โดยจำนวนเงิน 10,000 ยูโร ทำให้ธนาคารสงสัยและแจ้งตำรวจ พร้อมระงับบัญชีไว้ชั่วคราว จนกระทั่งสีกาสามารถชี้แจงกับอัยการในประเทศเยอรมนีได้ อัยการจึงสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งในช่วงที่บัญชีถูกระงับนั้น สีกาได้เปลี่ยนวิธีการโอนเงินจากปกติที่จะโอนเข้าบัญชีธนาคารของมูลนิธิ ไปโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของพระวัดดังแทน

ทนายอนันต์ชัย ยื่นหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พระวัดดัง-สีกา

เอกสารและข้อมูลที่นำมามอบให้กับพนักงานสอบสวนนั้น เพื่อต้องการตรวจสอบว่า วัดดังกล่าวนำเงินบริจาคไปใช้จ่ายในเรื่องใด มีการใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งบัญชีรายรับรายจ่ายที่ทางวัดยื่นต่อสำนักพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานีในช่วงเดือนตุลาคม ปี 2550 ถึง 30 มิถุนายน 2561 ไม่มีจำนวนเงิน 12.2 ล้านบาทในบัญชีรายรับรายจ่าย รวมทั้งให้ตรวจสอบย้อนหลังถึงที่มาที่ไปของทรัพย์สินต่างๆ ภายในวัด

สำหรับสีกาคู่กรณี หากจะต้องดำเนินคดี สีกาก็ยินดีและพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนว่าจะกันสีกาเป็นพยานหรือไม่

สำหรับคดีอื่นๆ ที่มีการฟ้องร้องกันในต่างประเทศ อัยการก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องทั้งหมด ส่วนคดีที่สีกามีการฟ้องร้องพระวัดดังในเรื่องของการฟอกเงินนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะคดีดังกล่าวเกิดขึ้นที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากขณะนั้น สีกามีการพาพระวัดดังไปเทศนาธรรมในหลายๆ ประเทศในทวีปยุโรป

ประเด็นสำคัญ: การตรวจสอบเส้นทางการเงิน พระวัดดัง-สีกา

ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ มหาหมี รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ให้ข้อมูลว่า โดยปกติแล้ว การใช้จ่ายเงินวัดจะต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ บัญชีส่วนตัว และบัญชีที่ได้มาจากเงินบริจาค ซึ่งบัญชีที่ได้มาจากงานบริจาคนั้นจำเป็นต้องใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ที่มีการประกาศไว้ โดยอ้างอิงตามกฎของ พ.ร.บ.สงฆ์

การตรวจสอบเส้นทางการเงินของพระวัดดังและสีกาครั้งนี้ เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินบริจาคของวัด ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนศรัทธาและตั้งใจมอบให้เพื่อทำนุบำรุงศาสนา หากพบว่ามีการใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์ หรือมีการทุจริตจริง ก็จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาความศรัทธาของประชาชน และสร้างความโปร่งใสในวงการศาสนา

การที่ทนายอนันต์ชัยออกมาเปิดเผยข้อมูลและยื่นหลักฐานในครั้งนี้ ถือเป็นการทำหน้าที่พลเมืองดีที่ช่วยตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังเป็นการกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของวัดต่างๆ ว่าเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใสหรือไม่

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า ความโปร่งใสและความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในวงการใดก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศาสนาที่ต้องเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน

สรุปแล้ว การที่ทนายอนันต์ชัยยื่นหลักฐานเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน พระวัดดัง-สีกา เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อความกระจ่างและเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ที่มา – ทนายอนันต์ชัย ยื่นหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน พระวัดดัง-สีกา

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ยักยอกเงิน ทนายแจง!

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง หลัง พระอาจารย์คึกฤทธิ์ ถูกกล่าวหายักยอกและฟอกเงิน 12.2 ล้านบาท ทีมทนายออกมาแจงอีกมุม ยืนยันเงินยังอยู่ครบ เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงข่าว พระวัดดังจังหวัดปทุมธานี ที่เกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวนมากถึง 12.2 ล้านบาท ซึ่งถูกโอนเข้าบัญชีของสีกา และทนายความชื่อดังได้นำข้อมูลบางส่วนมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าพระรูปนี้ทำการยักยอกเงินวัดและฟอกเงินหรือไม่ โดยมีหลักฐานเป็นสลิปการโอนเงินที่ได้มาจากสีกาท่านหนึ่งในประเทศเยอรมนี

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ถูกกล่าวหายักยอก-ฟอกเงิน ทีมทนายแจงอีกมุม

  • ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือทนายกระดูกเหล็ก เปิดข้อมูลพระวัดดังในปทุมธานี ยักยอกเงินวัด ฟอกเงิน?
  • ทนายได้รับหนังสือร้องเรียนจากสีกาท่านหนึ่งในเยอรมนีว่า พระดังระดับเจ้าอาวาสในปทุมธานี มีพฤติกรรมยักยอกเงินวัดและฟอกเงิน
  • มูลนิธิทนายกองทัพธรรมตรวจสอบแล้ว พบว่ามีการโอนเงินของวัดไปให้สีกาผ่านธนาคาร 4 ครั้ง รวม 12,200,000 บาท
  • สีกาในเยอรมนีโอนเงินจากธนาคารกรุงไทยไปยังธนาคารในเยอรมนี 27 ครั้ง และโอนในเยอรมนีอีก 2 ครั้ง รวม 29 ครั้ง จากนั้นโอนเงินเข้าบัญชีองค์กรของพระที่เปิดในเยอรมนี
  • กลุ่มพระบีบบังคับให้สีกาโอนเงินจากองค์กรเข้าบัญชีส่วนตัวของพระที่เปิดในเยอรมนี
  • พระใช้องค์กรในเยอรมนีเป็นศูนย์กลางฟอกเงินที่ยักยอกมาจากวัด ทำให้สีกาถูกทางการเยอรมนีกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยฟอกเงิน
  • สีกาเริ่มระแคะระคายและไม่ต้องการทำงานให้พระรูปดังกล่าวอีก ทำให้พระฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญาในเยอรมนี
  • พบหลักฐานว่าพระรูปดังได้รับเงินบริจาคจากทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมากที่ไม่เข้าบัญชีวัด
  • พระรูปดังมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับสีกาท่านหนึ่งอย่างออกหน้าออกตา
  • มีการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิดไปยัง บก.ปปป., ปปช., ปปง. แล้ว

วัดนาป่าพง ตั้งโต๊ะแจงดราม่า

  • ทีมทนาย 4 คนเป็นตัวแทนแถลงข่าว โดยพระอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้ร่วมแถลง
  • นันทน อินทนนท์ ตัวแทนทีมทนายแถลงเกี่ยวกับกระแสการยักยอกเงินและการฟอกเงิน
  • ประเด็นพระอาจารย์กับสีกาในทำนองชู้สาวเป็นเรื่องของพระธรรมวินัย ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงอยู่นอกกรอบอำนาจของทนายความที่จะชี้แจง
  • ประเด็นพระธรรมวินัยได้เข้าสู่กระบวนการทางสงฆ์แล้ว พระอาจารย์ยินดีชี้แจง

สีกาที่เป็นโยมอุปฐากมีตัวตนและชื่อเสียง

  • สีกาที่มาเป็นโยมอุปฐากคอยปรนนิบัติพระอาจารย์ มีตัวตนชัดเจน มีฐานะ มีชื่อเสียงทางสังคม และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะโยมอุปฐากมานาน
  • สีกาคนนี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดทำคำสอนของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ผ่านสื่อโซเชียล โดยเฉพาะเพจ Facebook และ YouTube ที่ใช้ชื่อว่า “พุทธวจนะเรียล”
  • ข้อมูลและวิดีโอตัดต่อต่างๆ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของโยมอุปฐากกับพระอาจารย์ในลักษณะพิเศษ
  • ทนายความเชิญชวนให้ดูข้อมูลเหล่านั้นในโซเชียลและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเองว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

แจงปมยักยอกทรัพย์และฟอกเงิน

  • ปี 2561 พระอาจารย์คึกฤทธิ์ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิพุทธวจนเยอรมนีเพื่อเป็นองค์กรการกุศลในเยอรมนี
  • ตามกฎหมายเยอรมนีต้องมีแหล่งเงินทุนเบื้องต้น จึงแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจในเยอรมนีเพื่อดำเนินการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์
  • การโอนเงินดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อจัดตั้งมูลนิธิฯโดยเฉพาะ
  • เดิมพระอาจารย์คึกฤทธิ์แต่งตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ โดยมีอำนาจเบิกถอนเงินด้วย ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2561
  • มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนในเยอรมนี พระอาจารย์คึกฤทธิ์จึงเพิกถอนการมอบอำนาจดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2564
  • ฟ้องร้องบุคคลดังกล่าวต่อศาลภูมิภาคเดกเกนดอร์ฟ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล
  • จัดตั้งมูลนิธิฯ แล้วเสร็จในชื่อ Stiftung Buddhawaiana Germany ซึ่งได้รับการรับรองและอนุญาตจัดตั้งโดยประธานาธิบดี รัฐบาวาเรียตอนล่าง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562
  • ปัจจุบันมีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเลขที่ 132/110/9000 จากสำนักงานสรรพากรจังหวัดลันทช์ฮูท (Landshut)
  • โอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิพุทธวจนเยอรมนีที่ธนาคาร SozialBank ตั้งแต่จัดตั้งมูลนิธิเรียบร้อยแล้ว และเงินจำนวนดังกล่าวยังคงอยู่ในบัญชีธนาคารดังกล่าวต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
  • กรณีนี้จึงไม่มีการยักยอกทรัพย์สินหรือการฟอกเงินตามที่เป็นข่าว

“อาจารย์เบียร์” ยันไม่ปกป้องพระ หากทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสีย

  • อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม เผยว่าไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
  • ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะปกป้องพระที่กระทำความผิดจนทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย
  • ที่ออกมาพูดวันนี้ ในฐานะลูกศิษย์, เพราะก่อนหน้านี้ ทุกคนรับรู้เพียงมุมของคู่กรณีของพระอาจารย์คึกฤทธิ์เท่านั้น
  • หลังฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์ มีบางประเด็นที่สงสัยและซักถามไปแล้ว แต่พระอาจารย์สามารถตอบได้ทุกประเด็นจนสิ้นสงสัย
  • ขณะที่ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับสีกาคู่กรณี
  • เรื่องที่เกิดขึ้น อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญาณและใช้ดุลยพินิจในการตัดสิน
  • ไม่ว่าผลสุดท้าย พระอาจารย์คึกฤทธิ์ หรือสีกาคู่กรณี กระทำผิดจริง ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
  • ดังนั้นอยากให้คนที่มีพยานหลักฐานจริงๆ นำข้อมูลดังกล่าวไปให้กับพนักงานสอบสวน

ลูกศิษย์ไม่เชื่อ ยังศรัทธาพระอาจารย์คึกฤทธิ์

  • ลูกศิษย์ที่มาร่วมฟังการแถลงข่าวยังไม่เชื่อในข่าวที่ออกมาก่อนหน้า
  • บอกยังเชื่อมั่นพร้อมทั้งศรัทธาในตัวของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ และไม่เชื่อว่าอาจารย์จะเป็นพระเช่นนั้น

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ใช้วิจารณญาณในการตัดสิน และรอผลการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับดราม่า วัดนาป่าพง นี้

ที่มา – สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ถูกกล่าวหายักยอก-ฟอกเงิน ทีมทนายแจงอีกมุม

Scroll to top