สืบภาค 4

พ่อค้าบะหมี่ สารภาพปัญหาหนี้สินรุมเร้าผันตัวเป็นโจร

วันนี้เราจะมาพูดถึงกรณีสุดสะเทือนใจของ พ่อค้าบะหมี่ สารภาพปัญหาหนี้สินรุมเร้าผันตัวเป็นโจร ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ในพื้นที่ขอนแก่น ชายผู้เคยมีชีวิตปกติ กลับต้องหันไปชิงทองเพราะหนี้สินกดดันหนักหน่วง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรมธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาสังคมที่หลายคนอาจกำลังเผชิญ เรามาดูรายละเอียดกันเลย

พ่อค้าบะหมี่ สารภาพปัญหาหนี้สินรุมเร้าผันตัวเป็นโจร จับกุมโดยตำรวจ

พ่อค้าบะหมี่ สารภาพปัญหาหนี้สินรุมเร้าผันตัวเป็นโจร

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้างทองกรุงเทพเยาวราช ในหมู่ 12 ต.บ้านทุ่ม อ.เมืองขอนแก่น คนร้ายชาย 1 คนบุกเดี่ยวชิงทองรูปพรรณ 11 เส้น น้ำหนักรวม 26 บาท มูลค่าประมาณ 1.9 ล้านบาท ก่อนหลบหนีไปอย่างลอยนวล ตำรวจชุดสืบสวนภาค 4 สืบสวนภ.จว.ขอนแก่น และสภ.บ้านเป็ด ร่วมกันไล่ล่าอย่างไม่ลดละ โดยประกาศรางวัลนำจับ 100,000 บาท

จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบเบาะแสจากรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีเทา ไม่ติดแผ่นป้าย ทิ้งไว้ในซอยใกล้ห้างทอง 20 เมตร และภาพจากกล้องวงจรปิดที่ปั๊มน้ำมันริมถนนเหล่านาดี ซึ่งรถคันนี้มีสติกเกอร์ VIP สีเหลืองที่ท้าย ชุดสืบสวนจึงกระจายกำลังตรวจพื้นที่ชุมชน จนเจอรถคันนี้เข้าออกพื้นที่บ้านป่าสังข์ ต.ดอนช้าง ชาวบ้านแจ้งว่ารถเป็นของนายชลธิป หรือเก๋ สาระคำ อายุ 47 ปี พ่อค้าขายบะหมี่ริมถนนเหล่านาดี

ภาพจับกุมพ่อค้าบะหมี่ สารภาพปัญหาหนี้สินรุมเร้าผันตัวเป็นโจร

แผนการชิงทองที่คิดมาอย่างละเอียดของพ่อค้าบะหมี่

เมื่อตำรวจบุกไปแสดงภาพวงจรปิดให้นายเก๋ดู หน้าถอดสีทันทีและ สารภาพปัญหาหนี้สินรุมเร้า ที่ทำให้ต้องผันตัวเป็นโจร จากการสอบสวน นายเก๋เล่าว่าเคยเป็นนายหน้าที่ดิน ร่ำรวยแต่มีหนี้ ภรรยาหนีไปหลังมีคดี ทิ้งลูกให้เลี้ยงคนเดียว หนี้สินท่วมหัว รายได้จากขายบะหมี่ไม่พอป้อน จึงวางแผนชิงทองเพื่อขายใช้หนี้

  • ซื้อรถเวฟมือสอง 5,000 บาท พ่นสีเทา ไม่ติดทะเบียน
  • ทำเหล็กกล่องเป็น “ปากฉลาม” สอยทอง
  • ใช้ไม้หน้าสามยาว 1 เมตร ขวางประตูอัตโนมัติไม่ให้ล็อก
  • ศึกษาข่าวชิงทองเก่า หลบหนีทางสายรอง ซ่อนตัวในสวนยาง

วันที่ 14 ก.พ. ลองดูร้านแต่ไม่ลงมือ วันถัดไปลงมือสำเร็จ เอาทองใส่กระเป๋าขาว วนสวนยางจนมืด กลับบ้านร้อยทองหย่อนเสาเหล็กกล่องที่ระเบียง ทิ้งรถในหนองน้ำบ้านหนองเต่า เผาเสื้อผ้าหมวกในสวนป่าสังข์ แล้วนอนบ้าน ติดตามข่าวตำรวจนาน กดดันจนไม่กล้าขายทอง

ของกลางทองจากคดีพ่อค้าบะหมี่ สารภาพปัญหาหนี้สินรุมเร้าผันตัวเป็นโจร

ทองของกลางหายไป 5 บาท ตำรวจเร่งตามหา

ตำรวจยึดทองได้ 9 เส้น 21 บาท จากเสาเหล็กกล่อง เจ้าของร้านยืนยันถูกต้องเพราะมีตราปั๊ม แต่หายไป 5 บาท (เส้นละ 3 และ 2 บาท) สภ.บ้านเป็ดกำลังขยายผล นายเก๋ถูกแจ้งข้อหาชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ของกลางไม้หน้าสาม เหล็กกล่องปากแฉก

พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 แถลงที่ศูนย์ปฏิบัติการกก.สส.ภ.4 เมื่อ 21 ก.พ. 2569 ชื่นชุดสืบสวนที่ทำงานหนัก ไม่มีอาวุธจริง แค่ขู่

กรณี พ่อค้าบะหมี่ สารภาพปัญหาหนี้สินรุมเร้าผันตัวเป็นโจร นี้เป็นอุทาหรณ์ชัดเจน ปัญหาหนี้สินสามารถทำลายชีวิตได้ หากปล่อยไว้ รัฐบาลและหน่วยงานควรมีมาตรการช่วยเหลือคนติดหนี้ เช่น โครงการรีไฟแนนซ์หรือปรึกษานักบัญชี อย่าปล่อยให้ถึงทางตันแบบนี้ คุณล่ะ เผชิญปัญหาคล้ายๆ กันไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์เพื่อเตือนใจเพื่อนๆ กันเถอะ!

ที่มา – พ่อค้าบะหมี่ สารภาพปัญหาหนี้สินรุมเร้าผันตัวเป็นโจร เผยทองของกลางหายไป 5 บาท

สืบภาค 4 รวบ 2 อดีตนักโทษ ขนยาไอซ์ 146 กิโล

ตำรวจสืบสวนภาค 4 รวบตัว 2 อดีตนักโทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ได้พร้อมของกลางยาไอซ์จำนวน 146 กิโลกรัม ผู้ต้องหารับสารภาพรับงานจากชาวลาวเพื่อขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่นี้

สืบภาค 4 รวบ 2 อดีตนักโทษ ขนยาไอซ์ 146 กิโล

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สส.ภ.4 แถลงข่าวการจับกุม นายพนมพร เข็มมา อายุ 40 ปี และ นายเอกพล สียางนอก อายุ 36 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์ 146 กิโลกรัม ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน อ.บ้านแพง จ.นครพนม

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.ภ.4 ได้สืบสวนหาข่าวกลุ่มผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากชายแดนแม่น้ำโขง จนทราบว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศไทย

รายละเอียดการจับกุมยาไอซ์ 146 กิโล

จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาจะใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ Chevrolet รุ่น Captiva สีขาว ในการขนส่งยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ จนกระทั่งพบ นายเอกพล สียางนอก ซึ่งเพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติด ขับรถยนต์กระบะไปรับ นายพนมพร เข็มมา ซึ่งเคยต้องโทษในคดียาเสพติดเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งสองคน จนพบว่ารถยนต์กระบะคันดังกล่าวไปจอดอยู่ท้ายรถเก๋งยี่ห้อ TOYOTA รุ่น COROLLA สีเทา ที่จอดไว้ริมถนนชยางกูร พื้นที่บ้านโนนสา ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ แล้ว นายเอกพล สียางนอก ก็ขึ้นไปขับขี่รถยนต์เก๋ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น พบยาไอซ์จำนวนมากบรรจุอยู่ในกระสอบปุ๋ยซุกซ่อนอยู่ในรถเก๋ง

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจาก นายโจ นักค้ายาเสพติดชาว สปป.ลาว เป็นเงิน 20,000 บาท เพื่อขนยาไอซ์จากริมแม่น้ำโขงไปยังรีสอร์ตใน อ.บ้านแพง จ.นครพนม โดยจะมี “นักบิน” มารับช่วงต่อเพื่อลำเลียงไปยังจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ตอนในของประเทศไทย

ผู้ต้องหายังให้การอีกว่า ยาไอซ์ทั้งหมดถูกลำเลียงข้ามแม่น้ำโขงมาจากประเทศลาว มาขึ้นฝั่งที่ท่าเหล่าบักผาง ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ จากนั้นเครือข่ายจะนำยาไอซ์ใส่ไว้ในรถยนต์เก๋ง ทะเบียน กธ 9541 สกลนคร ไปจอดไว้ที่ริมถนนชยางกูร บริเวณบ้านโนนสา ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ จากนั้นให้ทั้ง 2 คนไปขับเอารถเก๋งที่บรรทุกยาไอซ์ ขับไปส่งที่รีสอร์ต ใน อ.บ้านแพง จ.นครพนม เพื่อรอนักบิน มารับไปขับส่งต่ออีกทอดหนึ่ง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา ผู้ต้องหาทั้งสองในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาไอซ์) เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จในการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปกป้องสังคมจากภัยร้ายของยาเสพติด การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าชื่นชมของตำรวจสืบสวนภาค 4 ในการกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ยังคงมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการจับกุมอย่างเข้มงวด แต่ขบวนการค้ายายังคงพยายามหาวิธีการใหม่ๆ ในการหลีกเลี่ยงการจับกุม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

ที่มา – สืบภาค 4 รวบ 2 อดีตนักโทษ แก๊งค้ายาข้ามชาติ รับงานชาวลาว 2 หมื่น ขนยาไอซ์ 146 กิโล

Scroll to top