สื่อกัมพูชา

อนุทิน ย้อนสื่อ ไม่ให้เช็กแฮนด์แล้วจะให้เช็กอะไร

อนุทิน ย้อนสื่อ ไม่ให้เช็กแฮนด์แล้วจะให้เช็กอะไร

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจในโลกโซเชียลไม่น้อย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังมีภาพหลุดการจับมือทักทายกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยประโยคที่ว่า “อนุทิน ย้อนสื่อ ไม่ให้เช็กแฮนด์แล้วจะให้เช็กอะไร” กลายเป็นคำตอบที่สะท้อนถึงวิถีการทูตที่ควรเป็นในฐานะผู้นำประเทศ

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่สื่อกัมพูชาได้นำเสนอภาพการพบปะกันระหว่างนายอนุทินและนายฮุน มาเนต ในห้องรับรองก่อนขึ้นเวทีประชุม ซึ่งหลายคนอาจตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ท่ามกลางประเด็นที่เปราะบางระหว่างสองประเทศ แต่นายอนุทินได้ย้ำชัดเจนว่า การเช็กแฮนด์นั้นเป็นเรื่องของมารยาทพื้นฐานในฐานะผู้นำที่ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

ทำไม อนุทิน ย้อนสื่อ ไม่ให้เช็กแฮนด์แล้วจะให้เช็กอะไร ถึงกลายเป็นประเด็น?

คำถามนี้ถูกพูดถึงเพราะหลายคนกลัวว่าจะมีการหารือเรื่องการเมืองภายใน แต่ทางรัฐบาลยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยทวิภาคีหรือประเด็นการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจดีว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการเปิดโต๊ะเจรจาเกี่ยวกับประเด็นที่ยังค้างคาอยู่

  • มารยาททางการทูตเป็นสิ่งสำคัญ
  • การแยกแยะระหว่างการทักทายกับการเจรจาการเมือง
  • จุดยืนเรื่องอธิปไตยของไทยที่ไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากประเด็นเรื่องภาพถ่าย ทางนายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยต่อกรณีที่ทางฝั่งกัมพูชาทวงคืนแผ่นดิน โดยยืนยันว่าประเทศไทยยึดถือหลักการที่ไม่รุกล้ำอธิปไตยของใคร และในขณะเดียวกัน ก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามาก้าวล่วงหรือรุกล้ำอธิปไตยของไทยเช่นกัน การปกป้องประเทศเป็นสิ่งที่ชัดเจนและมั่นคงเสมอมา

ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์หากมีการใช้กำลัง นายอนุทินได้ตอบด้วยท่าทีที่เป็นกันเองว่าฝ่ายกัมพูชาคงไม่กล้า ซึ่งเป็นการแสดงออกว่าประเทศไทยพร้อมรับมือทั้งทางการทูตและแนวทางสันติวิธี การให้สัมภาษณ์ว่า อนุทิน ย้อนสื่อ ไม่ให้เช็กแฮนด์แล้วจะให้เช็กอะไร จึงเป็นเพียงการคลายความสงสัยของสื่อในมุมที่เรียบง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่ทำงานการเมืองระดับประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การรักษาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้านท่ามกลางความขัดแย้งเป็นเรื่องที่ยาก แต่การแสดงออกตามมารยาทสากลก็เป็นด่านแรกที่ต้องทำ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” ย้อนสื่อ ไม่ให้เช็กแฮนด์แล้วจะให้เช็กอะไร ยันไม่ได้คุยกับ “ฮุน มาเนต”

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนต้องระวัง รัฐบาลไทยโดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเตือนประชาชนให้เท่าทันข่าวปลอม โดยเฉพาะกรณีที่สื่อกัมพูชาอ้างว่าพระบรมมหาราชวังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปในกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ที่มอนิเตอร์ข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ พบเรื่องต้องตรวจสอบ 1,017 ข้อความ โดยช่องทางหลักคือ Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ มี 20 เรื่องที่ต้อง verify ตรวจสอบแล้ว 9 เรื่อง แบ่งเป็นข่าวจริง 1 ข่าวปลอม 4 และข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง

อันดับข่าวที่ประชาชนสนใจมากที่สุด

  • อันดับ 1: ข่าวปลอม พระบรมมหาราชวังถูกจัดอันดับสถานที่น่าเที่ยวในกัมพูชา กระทรวงดีอีตรวจสอบกับกรมศิลปากร ยืนยันเป็นข่าวปลอม เกิดจากการนำภาพนครวัดผสมกับภาพพระบรมมหาราชวัง สร้างความเข้าใจผิด
  • อันดับ 2: ข่าวบิดเบือน โครงการแลนด์บริดจ์ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 50-99 ปี ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมด
  • อันดับ 3: ข่าวจริง วิธีสังเกตผงชูรสแท้เบื้องต้น
  • อันดับ 4: ข่าวปลอม กระทรวงการคลังเปิดเว็บใหม่ยื่นภาษี
  • อันดับ 5: ข่าวบิดเบือน โรงน้ำดื่มต้องจ่ายค่าตรวจน้ำเพิ่มจาก 6,900 เป็น 50,000 บาทต่อปี
  • อันดับ 6: ข่าวปลอม คนไทย 600 คนกลับประเทศไม่ได้เพราะกัมพูชาไม่เปิดด่าน
  • อันดับ 7: ข่าวปลอม สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพีเปิดบริการ 1 พ.ค.

กรณีพระบรมมหาราชวังที่ถูกบิดเบือนนี้ ใช้ภาพ collage รวมภาพนครวัดกับพระราชวังคล้ายพระบรมมหาราชวัง ทำให้ดูเหมือนเป็นสถานที่ในกัมพูชา แต่จริงๆ พระบรมมหาราชวังเป็นมรดกไทยแท้ๆ รัฐบาลย้ำว่าไม่มีแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้ยืนยัน

ปัญหาข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง ส่งผลกระทบรุนแรง เช่น สร้างความแตกแยก สูญเสียทรัพย์สิน หรือภัยข้อมูลส่วนบุคคล ประชาชนควรตรวจสอบจากแหล่ง官方 เช่น เว็บรัฐบาล หรือโทร 1111 ต่อ 87

เคล็ดลับเท่าทันข่าวปลอม: 1) ตรวจแหล่งข่าว 2) ดูวันที่ 3) คิดก่อนแชร์ 4) ใช้เครื่องมือ fact-check เช่น AFNC สิ่งเหล่านี้ช่วยลดการแพร่กระจายข้อมูลเท็จได้

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ข่าวปลอมมักใช้ AI สร้างภาพและข้อความ ทำให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น ประชาชนต้องฝึกทักษะดิจิทัลเพื่อปกป้องตัวเองและสังคม

สุดท้าย อย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ให้ตื่นตัวกับข่าวปลอม หากสงสัยโทรตรวจสอบทันทีที่ 1111 ต่อ 87 ช่วยกันสร้างสังคมข้อมูลจริง!

ที่มา – ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

กองทัพบกเตือน! อย่าหลงเชื่อ ข่าวทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชา

กองทัพบกเตือน! อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่กุข่าวว่าทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชาพรุ่งนี้ (18 พฤศจิกายน 2568) กองทัพบกชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือว่าทหารไทยกำลังเตรียมโจมตีพื้นที่จังหวัดโพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ รวมถึงข่าวลือเรื่องทหารพรานไทยทำร้ายร่างกาย และข่มขืนแรงงานหญิงชาวกัมพูชาว่าเป็นข่าวปลอมทั้งสิ้น

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าว Fresh News ประเทศกัมพูชา รายงานว่ากองกำลังทหารไทยกำลังเตรียมการโจมตี โดยมีเป้าหมายไปยังพื้นที่ธมอดา และโอพลุกด็อมเร็ย จังหวัดโพธิสัตว์ ในวันพรุ่งนี้ (18 พ.ย. 2568) ว่าเป็นข่าวเท็จ อย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เพราะอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งระหว่างประเทศได้

กองทัพบกเตือน! อย่าหลงเชื่อ ข่าวทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่มีสื่อของกัมพูชาบางสำนักรายงานว่าทหารพรานไทยได้ทำร้ายร่างกาย และข่มขืนแรงงานหญิงชาวกัมพูชาที่เดินทางกลับบ้าน ในพื้นที่สวายเจก อำเภอกุมเรียง จังหวัดพระตะบอง ซึ่งกองทัพบกยืนยันว่าข่าวนี้ก็เป็นข่าวปลอมเช่นกัน ข่าวเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา

กองทัพบกย้ำ อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม

กองทัพบกขอความร่วมมือประชาชนอย่าหลงเชื่อ และส่งต่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และเป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกในสังคม

การเผยแพร่ข่าวปลอม หรือข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ถือเป็นภัยต่อสังคม และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความวุ่นวายได้ ดังนั้น การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

กองทัพบก เน้นย้ำว่า ข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นทางการเกี่ยวกับกิจกรรม และการดำเนินงานของกองทัพบก จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางที่เป็นทางการของกองทัพบกเท่านั้น ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารได้จากเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก และช่องทางอื่นๆ ของกองทัพบก

ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ และข่าวปลอมที่แพร่กระจายอยู่ในขณะนี้ และขอให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเท่านั้น การร่วมมือกันตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร จะช่วยป้องกันไม่ให้ข่าวปลอมสร้างความเสียหาย และความเข้าใจผิดในสังคม

การสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยของข่าวปลอม และการส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ได้รับ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การมีสติ และการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เราทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอม โดยการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

การหลงเชื่อข่าวปลอมไม่เพียงแต่ทำให้เราได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเรา และอาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสมได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องตัวเอง และสังคมจากภัยของข่าวปลอม

ที่มา – กองทัพบก เตือนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม กุข่าวทหารไทยเตรียมโจมตีกัมพูชาพรุ่งนี้

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อสื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยทำการจัดฉากภาพและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังฝังทุ่นระเบิดชุดใหม่ โดยอ้างว่ามีการว่าจ้างคนไทยเชื้อสายกัมพูชามาแสดง และซื้อชุดทหารจากตลาดทั่วไป เพื่อสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสี

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่กองทัพเรือไทยออกมาเปิดเผยว่า พบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ทำตกไว้ ภายในโทรศัพท์นั้นมีภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไว้ในหลุม และมีการสอนวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดให้กับเพื่อนทหารด้วย

ล่าสุด สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชาได้ออกมาตอบโต้เรื่องนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยกล่าวหาว่าคลิปและรูปภาพดังกล่าวเป็นความพยายามในการจัดฉากครั้งที่ 2 ของฝ่ายไทย เพื่อใส่ร้ายและกล่าวหากัมพูชา

Fresh News ระบุว่า หลังจากความพยายามในการสร้างวิดีโอจัดฉากครั้งแรกไม่สำเร็จ ประเทศไทยยังคงพยายามที่จะถ่ายภาพจัดฉากเป็นครั้งที่สอง โดยมีทั้งรูปภาพและวิดีโอที่กล่าวหาทหารกัมพูชาว่ากำลังวางทุ่นระเบิด

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า วิดีโอและรูปภาพที่ถูกเผยแพร่โดยกองทัพไทยนั้น เป็นการจัดฉากที่ทำขึ้นเพื่อสร้างภาพให้ทหารกัมพูชาดูเป็นผู้ร้าย เหมือนกับที่เคยทำในอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยั่วยุทางทหารของตนเอง

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่า หากมีการลอบวางทุ่นระเบิดจริง คงไม่มีใครบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน การลอบวางทุ่นระเบิดจะต้องทำด้วยความระมัดระวังและรวดเร็วอย่างยิ่ง ดังนั้น วิดีโอและรูปภาพที่ฝ่ายไทยนำมาแสดงจึงเป็นการจัดฉากเพื่อกล่าวหากัมพูชา

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สื่อกัมพูชายังอ้างอีกว่า ชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์สามารถพูดภาษากัมพูชาได้อย่างคล่องแคล่ว และชุดทหารกัมพูชา รวมถึงตราสัญลักษณ์ต่างๆ ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายดายตามท้องตลาดของไทย

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพจัดฉากเช่นนี้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เผยแพร่วิดีโอแรกไปแล้ว อาจมีบางคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาจึงจัดฉาก การวางทุ่นระเบิดอีกครั้งเพื่อให้สื่อนำไปเผยแพร่ แต่สังคมก็ยังคงมีความกังขาอยู่ดี

ความเป็นไปได้ในการจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรามาพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น การจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จริงหรือไม่?

  • ความคล่องแคล่วทางภาษา: ประเด็นที่ว่าชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาสามารถพูดภาษากัมพูชาได้คล่องแคล่วเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
  • การหาซื้อชุดทหาร: การที่ชุดทหารและอุปกรณ์ต่างๆ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา
  • แรงจูงใจ: สิ่งที่ต้องพิจารณาคือแรงจูงใจของทั้งสองฝ่าย ว่าใครจะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์เช่นนี้

ดังนั้น การที่สื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จึงต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงบริบททางสังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และรอการพิสูจน์ความจริงต่อไป การกล่าวหาเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ สื่อและประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และพิจารณาข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล

การออกมากล่าวหาว่าประเทศไทย จัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จากฝั่งกัมพูชาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดและความขัดแย้งต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – สื่อกัมพูชากล่าวหาไทย จัดฉากภาพ-คลิปทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

Scroll to top