สุทิน คลังแสง

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอในสังคมไทย ล่าสุด นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเขามองว่าการที่รัฐบาลทำงานมาครบ 6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องการปรับ ครม. นั้น อาจเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละท่าน

นายสุทิน กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งถือเป็นมุมมองที่ชวนให้คิดต่อ เพราะโดยปกติแล้วรัฐบาลไทยมักจะมีอายุของ ครม. ที่ค่อนข้างสั้น หลายรัฐบาลที่ผ่านมามักจะมีการปรับทัพกันทุกๆ 6 เดือน เพื่อสร้างสมดุลทางการเมืองหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานให้ดียิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการปรับ ครม. ที่ต้องรู้

ทำไมการปรับ ครม. ถึงเป็นเรื่องใหญ่? โดยปกติแล้วนายกรัฐมนตรีจะมีเกณฑ์ในการตัดสินใจหลักๆ อยู่ไม่กี่ประการ ดังนี้ครับ:

  • ประสิทธิภาพการทำงาน: เป็นตัววัดสำคัญว่ารัฐมนตรีท่านนั้นสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้าหมายหรือไม่
  • ความเข้าใจในงาน: การทำงานที่ “เข้าขา” กับเพื่อนร่วมงานและนายกรัฐมนตรีถือเป็นปัจจัยชี้ขาด
  • โควตาทางการเมือง: ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรัฐบาลผสม เรื่องการจัดสรรตำแหน่งตามสัดส่วนพรรคร่วมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การที่นายสุทินออกมาระบุว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก นั้น เป็นการให้เครดิตการทำงานของทีมบริหารชุดปัจจุบันว่าอาจจะสอบผ่านในสายตาของนายกฯ จนยังไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเวลานี้

มุมมองต่อเสถียรภาพรัฐบาลในอนาคต

สำหรับในมุมของประชาชนอย่างเราๆ การปรับหรือไม่ปรับ ครม. ไม่สำคัญเท่ากับการที่ผลงานนั้นส่งถึงมือเราหรือไม่ หากรัฐมนตรีคนเดิมยังคงทำงานได้ดี มีวิสัยทัศน์ และแก้ไขปัญหาให้ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง การรักษาสมดุลของ ครม. ชุดนี้ไว้อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเสี่ยงปรับเปลี่ยนแล้วต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ โดยนายสุทินยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ได้ดีที่สุดว่าใครคือตัวจริงที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไป

แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าการที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าด้วยทีมงานเดิมต่อไปในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ ส่งผลดีต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

“สุทิน” หนุนตรวจคะแนนท้องถิ่น 15,520 รายใหม่ เพื่อให้หายสงสัยเรื่องทุจริต

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตามองกรณีข่าวฉาวเกี่ยวกับการสอบข้าราชการท้องถิ่นกันอยู่ใช่ไหมครับ? ล่าสุดประเด็นร้อนแรงที่ทุกคนให้ความสนใจคือเรื่องที่นายสุทิน คลังแสง ออกมาเคลื่อนไหวในกรณี “สุทิน” หนุนตรวจคะแนนท้องถิ่น 15,520 รายใหม่ เพื่อให้หายสงสัยเรื่องทุจริต เพราะเรื่องความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการสอบเข้าหน่วยงานรัฐครับ

“สุทิน” หนุนตรวจคะแนนท้องถิ่น 15,520 รายใหม่ เพื่อให้หายสงสัยเรื่องทุจริต

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายสุทินได้ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำว่า การรื้อฟื้นและตรวจสอบคะแนนสอบของผู้ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้วกว่า 15,520 รายนั้น เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ หากต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากสังคมกลับคืนมา

ทำไมการตรวจสอบ “สุทิน” หนุนตรวจคะแนนท้องถิ่น 15,520 รายใหม่ เพื่อให้หายสงสัยเรื่องทุจริต ถึงมีความสำคัญ?

การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไล่เบี้ยหาคนผิด แต่มันคือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ โดยนายสุทินได้ให้แนวทางที่น่าสนใจไว้ดังนี้ครับ:

  • แยกแยะผู้บริสุทธิ์: ต้องระมัดระวังไม่ให้การสอบสวนละเมิดสิทธิของผู้ที่สอบติดด้วยความสามารถจริง
  • ลงโทษผู้กระทำผิด: หากพบการทุจริต ต้องถอดถอนสิทธิและดำเนินคดีให้ถึงที่สุดทั้งคนสอบและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
  • เรียกคืนความเชื่อมั่น: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และกระทรวงมหาดไทยต้องทำงานอย่างโปร่งใสที่สุด

หลายคนอาจสงสัยว่าการตรวจสอบย้อนหลังจะกระทบต่อการทำงานของระบบราชการหรือไม่? แต่ในมุมมองของผู้ที่เฝ้าติดตามข่าวสาร การปล่อยให้ความสงสัยติดค้างอยู่ในใจประชาชนอาจส่งผลเสียมากกว่าครับ การที่ “สุทิน” หนุนตรวจคะแนนท้องถิ่น 15,520 รายใหม่ เพื่อให้หายสงสัยเรื่องทุจริต ในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลต้องการจัดการปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า “ความยุติธรรมต้องกินได้และต้องเห็นผล” ไม่ว่าจะเป็นการสอบระดับไหน หากมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น สังคมยุคใหม่ที่มีโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือตรวจสอบจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เงียบหายไปอย่างแน่นอนครับ

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไปว่า จะสามารถพิสูจน์ความโปร่งใสได้มากน้อยแค่ไหน เพราะผลลัพธ์นี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าระบบการคัดเลือกข้าราชการไทยจะสามารถก้าวข้ามปัญหาทุจริตไปได้หรือไม่ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นกันเข้ามาได้นะครับ

ที่มา – “สุทิน” หนุนตรวจคะแนนท้องถิ่น 15,520 รายใหม่ เพื่อให้หายสงสัยเรื่องทุจริต

ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการศึกษา เมื่อล่าสุดนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการด่วนท่ามกลางกระแสการเมืองที่กำลังเข้มข้น โดยประเด็นหลักคือ ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ ต่อสภาผู้แทนราษฎรอย่างตรงไปตรงมา

ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ

กรณีของ “ครูนิ่ม” หรือนางสาวชณัฐดา วรสาร ที่เกิดความผิดพลาดในการประกาศผลสอบครูผู้ช่วยวิชาฟิสิกส์ จนทำให้เกิดความสับสนเรื่องลำดับคะแนนนั้น นายประเสริฐได้ยืนยันว่า ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานงานกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิตที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักให้เร่งดำเนินการแก้ไขให้เร็วที่สุด การเยียวยาถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำเพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการบรรจุข้าราชการครูกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เบื้องหลังการสั่งการจาก ประเสริฐ สั่งม.สวนดุสิต เยียวยา ครูนิ่ม มั่นใจพร้อมแจงงบ

นอกจากประเด็นเรื่องครูนิ่มแล้ว นายประเสริฐยังได้กล่าวถึงการเตรียมตัวรับมือกับการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของฝ่ายค้าน โดยระบุว่าไม่มีความกังวลใจแต่อย่างใด และพร้อมที่จะรับฟังทุกข้อเสนอแนะ ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนางานด้านการศึกษาของไทยให้ดียิ่งขึ้นไป

สิ่งที่น่าจับตามองในประเด็นนี้มีหลายด้าน ดังนี้:

  • ความรวดเร็วในการเยียวยาครูนิ่มของม.สวนดุสิต
  • การเตรียมข้อมูลชี้แจงงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการในสภา
  • ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการบุคลากรและการสอบครูผู้ช่วย

ในมุมมองของผู้เขียน การที่รัฐมนตรีฯ ออกมาแสดงความชัดเจนและไม่หวั่นเกรงต่อการตรวจสอบในสภาฯ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความโปร่งใส โดยเฉพาะการสั่งการให้เร่งแก้ไขความผิดพลาดในกรณีครูนิ่มนั้น ถือเป็นการกู้คืนความเชื่อมั่นให้กับระบบสอบคัดเลือกได้เป็นอย่างดี หวังว่าในอนาคตระบบการจัดสอบจะมีความแม่นยำและไร้ข้อผิดพลาด เพื่อให้โอกาสที่เท่าเทียมกลับคืนมาสู่ครูทุกคน

ที่มา – “ประเสริฐ” สั่งม.สวนดุสิต เร่งเยียวยา “ครูนิ่ม” ไม่หวั่นฝ่ายค้านจ้องอภิปรายงบ ศธ.

“สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่กำลังเข้มข้น ประเด็นความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทยได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณชน ล่าสุด นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในมุมมองที่น่าสนใจโดยระบุว่า “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม โดยเขามองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้นำรัฐบาล มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

“สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

นายสุทินได้วิเคราะห์ปัญหาภายในกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถของผู้นำ เนื่องจากปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งการมีอำนาจที่ครบถ้วนเช่นนี้ ย่อมทำให้การสั่งการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่มีอำนาจภายนอกใดเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย ทั้งนี้ เขายังชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาว่ามักเกิดจากรากฐานสำคัญในระบบราชการ

เหตุผลที่ระบบคุณธรรมคือหัวใจสำคัญในการบริหาร

ปัญหาความขัดแย้งสะสมมักมีสาเหตุหลักมาจากการบริหารงานบุคคลที่ไม่โปร่งใส นายสุทินมองว่า “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นบทเรียนที่ทุกภาคส่วนต้องตระหนัก หากกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการยึดถือผลประโยชน์หรือระบบเส้นสายมากกว่าการยึดมั่นในคุณธรรม ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ระบบคุณธรรมช่วยลดแรงเสียดทานในหน่วยงาน
  • ความโปร่งใสคือเกราะป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง
  • ผู้นำที่เข้มแข็งต้องกล้าเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรที่ล้าหลัง

นอกจากประเด็นกระทรวงมหาดไทยแล้ว นายสุทินยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจร่วมกับทุกฝ่าย พรรคพยายามปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยและพร้อมที่จะรอการพิจารณาร่วมกับร่างของภาคประชาชน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมและได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งถือเป็นย่างก้าวสำคัญของทิศทางประชาธิปไตยไทยในอนาคต

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ เราอาจพบว่าการบริหารจัดการหน่วยงานใหญ่ระดับกระทรวงมหาดไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่ผู้บริหารระดับสูงอย่างนายอนุทินเข้ามาจับงานด้วยตนเอง อาจเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ระบบปกติได้ สิ่งที่น่าจับตาต่อไปไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างทางความคิดในการแต่งตั้งข้าราชการให้ยึดมั่นในความสามารถอย่างแท้จริง หากทำได้สำเร็จ จะถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ยั่งยืนที่สุด

ที่มา – “สุทิน” เชื่อมือ “อนุทิน” ควบคุมมหาดไทยได้ ชี้ปมขัดแย้งเกิดจากระบบโยกย้ายไม่ยึดคุณธรรม

ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ

อัปเดตการเมือง: ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ และการแต่งตั้งข้าราชการชุดใหม่

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนข้าราชการการเมืองในหลายกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไฮไลท์สำคัญคือการมีมติเห็นชอบให้มีการ ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ ซึ่งเป็นบุตรชายของคุณสุทิน คลังแสง เข้ามารับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกเหนือจากกรณีดังกล่าวแล้ว ครม. ยังได้อนุมัติแต่งตั้งบุคคลสำคัญเข้าสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาในส่วนงานอื่นๆ อีกหลายอัตรา เพื่อให้การทำงานในแต่ละกระทรวงเป็นไปอย่างราบรื่นและคล่องตัว ดังนี้:

สรุปรายชื่อแต่งตั้งข้าราชการการเมืองที่น่าสนใจ

  • ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ (นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช)
  • นายธนชัย สินธุไพร เข้าดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)
  • นางสาวพลอย ธนิกุล ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)
  • นายโกศล ปัทมะ เข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์)
  • นายชัย วัชรงค์ ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

การจัดทัพบุคคลากรในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมทีมงานสายเลือดใหม่และผู้มีประสบการณ์เข้ามาทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร เพื่อสานต่องานในภารกิจของแต่ละกระทรวงไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มีการปรับเปลี่ยนบอร์ดบริหารในคณะกรรมการหลายชุด อาทิ คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน

เรายังเห็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญในการแต่งตั้งรายชื่อคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีและการปรับเปลี่ยนข้าราชการในกรมทางหลวงอีกด้วย ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการ ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ และทีมงานชุดใหม่นี้ จะสามารถสร้างผลงานเพื่อพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่วางไว้เพียงใด

บทสรุปของการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรกำลังคนเพื่อรับมือกับโจทย์สำคัญของประเทศในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การทำงานเชิงรุกของ ครม. ในช่วงกลางปี 2569 จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – ตั้ง “รัฐ คลังแสง” ลูก “สุทิน” ที่ปรึกษา รมช.กษ. “ธนชัย สินธุไพร” ที่ปรึกษา “สิริพงศ์”

“สุทิน” ชี้ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ!

“สุทิน” ห่วงสถานการณ์ชายแดน ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้ “นายกฯ อนุทิน” เร่งเจรจาช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชา หวั่นกลายเป็นตัวประกัน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานเปิดสำนักงานกฎหมายคลังแสง ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 67/26 หมู่ 8 ตลาดอู้ฟู่ ถ.มิตรภาพ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งนายกำพลศักดิ์ คลังแสง ประธานบริษัทสำนักงานกฎหมายคลังแสง ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีคณะทำงานด้านกฎหมาย รวมทั้งนักการเมืองทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่นร่วมแสดงความยินดี

จากนั้น นายสุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในฐานะที่อดีตเคยเป็น รมว.กลาโหม ได้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ และกำลังทหารทุกหน่วยในช่วงที่ผ่านมา มีความเป็นห่วงในเหตุการณ์เช่นนี้ที่ไม่น่าเกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้นในทุกประเทศ เพราะการแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งของมนุษย์นั้นมีหลายวิธีที่ควรทำ ดีกว่ามาใช้กำลัง เสียดายที่ผ่านมาเราทำไม่สมบูรณ์ในบางขั้นตอน จนทำให้เกิดการเลยเถิดมาจนถึงทุกวันนี้

“เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วประเทศไทยเราก็ถอยไม่ได้ ไทยก็ต้องเดินหน้าเต็มที่เพื่อปกป้องอธิปไตย และต้องทำให้ศัตรูหรือข้าศึกนั้นต้องเข็ดหลาบ แต่การสู้รบสมัยใหม่นั้นสู้ด้วยกำลัง สู้ด้วยทางการทูต สู้ด้วยจิตวิทยาสังคมที่ต้องช่วงชิงกัน กองทัพและรัฐบาลจะต้องคำนึงประเด็นดังกล่าวให้ดี เราอาจจะต้องชนะทุกคนและทุกเรื่องไปพร้อมกัน โดยส่วนตัวก็ต้องให้กำลังใจทหาร ให้กำลังใจรัฐบาล การจบด้วยสันติวิธีโดยที่ไทยเรานั้นจะต้องไม่เสียเปรียบ”

นายสุทิน ยังเผยอีกว่า ไทยเราเจรจาไม่รอบคอบในหลายประเด็น เราเปิดช่องโหว่ให้มีการเล็ดลอด มีการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นเมื่อมีการเล็ดลอดเกิดขึ้นก็เกิดข้อพิพาททันที ทำให้การเจรจาต่างๆ ไม่สำเร็จ การเจรจาระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ จะต้องคุยกันให้ลึกและปิดรอยรั่ว เพราะหากไม่ทำจริงจังก็จะเกิดปัญหาเช่นนี้กลับคืนมาอีก

“รัฐบาลรักษาการของคุณอนุทิน (ชาญวีรกูล) ทำได้เกือบทุกเรื่องตามกรอบกฎหมายที่กำหนด แต่เรื่องข้อพิพาทระหว่างประเทศและสงครามที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลรักษาการก็ต้องยึดถึงความมั่นคงเป็นหลัก อย่าคิดให้เป็นประเด็นหรือประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งจังหวะแบบนี้ถ้าคนคิดไม่ดีก็จะเอาเป็นประโยชน์ทางการเมืองได้ จึงต้องช่วยกันเตือนสติรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วย”

ในช่วงท้าย นายสุทิน ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ถ้ารัฐบาลมีการประเมินแล้วว่าจะมีสถานการณ์สู้รบเกิดขึ้น จะต้องรีบจัดการในเรื่องเหล่านี้ก่อน รัฐบาลและทหารจะรู้กันก่อนว่าหากเกิดการสู้รบก็ต้องอพยพประชาชนของตนเองออกมาก่อน แต่มาวันนี้กัมพูชาไม่ให้คนไทยเกือบ 7,000 คนออกมาจากประเทศ แบบนี้ไทยเสียหายและเสียเปรียบในดุลทางทหารด้วย เพราะหากกลายเป็นการจับพลเรือนไทยเป็นตัวประกัน เราเสียเปรียบชัดเจน.

“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดนายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่า ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทำไม “สุทิน” ถึงมองว่าไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ?

นายสุทินมองว่าการเจรจาที่ผ่านมายังไม่รอบคอบ ทำให้เกิดช่องโหว่และการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นการตอบโต้ที่แข็งกร้าวเพื่อปกป้องอธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ การที่กัมพูชาไม่อนุญาตให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศยังเป็นการเสียเปรียบในดุลทางทหาร โดยหากคนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน สถานการณ์จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาที่โปร่งใสและรอบคอบ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน การที่“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความสูญเสีย

ที่มา – “สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้นายกฯ เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา

“สุทิน” ลั่นยังอยู่เพื่อไทย จวกคนปล่อยข่าว

“สุทิน คลังแสง” แจงข่าวลาออกพรรคเพื่อไทยไม่เป็นความจริง อัดคนปล่อยข่าวไม่หวังดี สร้างกระแสเลือดไหลออก ย้ำ ยังทำงานอยู่กับพรรค

วันที่ 30 ต.ค. 2568 นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวจะยื่นลาออกจากพรรคเพื่อไทยและไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ก่อนหน้านี้ตนก็เคยชี้แจงไปชัดเจนแล้ว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ยังยืนยันว่ายังคงทำงานอยู่กับพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าคนที่ปล่อยข่าวเป็นผู้ไม่หวังดีกับตนรวมถึงกับพรรคเพื่อไทย คงหวังสร้างกระแสทำให้ดูว่าพรรคเพื่อไทยยังมีเลือดไหลออก

ทั้งนี้ ยืนยันว่ายังไม่คิดจะไปไหน ยังคงทำงานอยู่กับพรรคเพื่อไทย โดยในวันที่ 31 ต.ค. ตนก็จะเข้าร่วมประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อใช้สิทธิเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ไม่ว่าสมาชิกพรรคจะเลือกใครเป็นหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ตนก็พร้อมยอมรับทุกคน

“สุทิน” ลั่นยังอยู่เพื่อไทย จวกคนลือลาออกไม่หวังดี

จากกระแสข่าวลือเรื่องการลาออกจากพรรคเพื่อไทยของนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้สร้างความสับสนและข้อสงสัยในหมู่ประชาชนและสมาชิกพรรคเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายสุทินได้ออกมาตอบโต้ข่าวลือดังกล่าวอย่างชัดเจน ยืนยันว่าข่าวที่ออกมานั้นไม่เป็นความจริง และตนยังคงทำงานอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป

“สุทิน” ลั่นยังอยู่เพื่อไทย พร้อมตอบโต้ผู้ไม่หวังดีที่ปล่อยข่าวลือ โดยกล่าวว่า คนที่ปล่อยข่าวอาจมีเจตนาไม่ดีต่อตนและพรรคเพื่อไทย ต้องการสร้างกระแสให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยกำลังประสบปัญหาภายใน มีการลาออกของสมาชิกพรรค ซึ่งไม่เป็นความจริง

ยืนยัน “สุทิน” ลั่นยังอยู่เพื่อไทย แน่นอน

นายสุทินยังเน้นย้ำอีกครั้งว่า ตนยังไม่มีความคิดที่จะย้ายไปอยู่พรรคอื่น และจะยังคงทำงานเพื่อพรรคเพื่อไทยต่อไป โดยในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ตนจะเข้าร่วมการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคเพื่อไทย เพื่อใช้สิทธิในการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะยอมรับและสนับสนุนไม่ว่าใครจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง

การยืนยันอย่างหนักแน่นของนายสุทินในครั้งนี้ ช่วยคลายความกังวลและความสับสนที่เกิดขึ้นจากข่าวลือได้เป็นอย่างดี และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความจงรักภักดีของนายสุทินที่มีต่อพรรคเพื่อไทย

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเต็มไปด้วยข่าวลือต่างๆ การที่นักการเมืองออกมาตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างทันท่วงที จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการบิดเบือนข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง

การตัดสินใจของนายสุทินที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในพรรคและการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศ การรักษาความเป็นเอกภาพภายในพรรคและการสื่อสารที่ชัดเจนกับประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ข่าวลือที่เกิดขึ้นก็เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคเพื่อไทยต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจกับสมาชิกพรรคและประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต และเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของพรรค

การที่นายสุทินออกมาแสดงความชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย และความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การทำงานร่วมกันอย่างสามัคคีและการยึดมั่นในหลักการ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จ

ข่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถือ เพราะข่าวลือสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายได้มากมาย การมีสติและวิจารณญาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้นเช่นปัจจุบัน

ที่มา – “สุทิน” ลั่นยังอยู่เพื่อไทย จวกคนลือลาออกไม่หวังดี

เพื่อไทยชิงหัวหน้า! “จาตุรนต์” เต็งหนึ่ง

สส.เพื่อไทย โยน 4 รายชื่อชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ตัวเต็ง “ชลน่าน ศรีแก้ว” ลุ้นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อไทยกำลังเป็นที่จับตา

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย สำหรับการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคชุดใหม่ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ภายหลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำให้ขณะนี้บรรดา สส. ของพรรคเพื่อไทยต่างพูดคุยถึงแคนดิเดตของคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ จากเดิมที่มี 2 รายชื่อคือ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ที่มีความโดดเด่น จุดแข็งในเรื่องของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายประชาธิปไตยในเวทีการเมืองมาอย่างยาวนาน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ที่มีเสียงสนับสนุนในความเป็นคนรุ่นใหม่ ทำงานช่วย น.ส.แพทองธาร ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่ง ล่าสุดมีการหยิบยกรายชื่อขึ้นมาอีก 2 รายชื่อคือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่านพรรคเพื่อไทย ที่มีความโดดเด่นในสภาผู้แทนราษฎร และเคยเป็นหัวหน้าพรรคในช่วงการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีบทบาทนำอย่างชัดเจน อีกรายชื่อ นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจากมีความโดดเด่นงานสภาฯ เช่นเดียวกัน เพราะเคยทำหน้าที่เป็นผู้อภิปรายสรุปจบในหลายๆ ครั้ง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รายชื่อที่ได้รับเสียงสนับสนุนมากที่สุดคือ นายจาตุรนต์ เพราะต่างมองที่จุดเด่นในความเป็นนักประชาธิปไตย ที่เหมาะจะมานำพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรค ในส่วนของ นพ.ชลน่าน ที่มีความโดดเด่นเรื่องความเป็นผู้นำ สส.บางส่วน เห็นว่าควรให้ไปลุ้นเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่ต้องเสนอจำนวน 3 รายชื่อ โดยการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ทางผู้บริหารพรรคค่อนข้างเปิดกว้างกว่าครั้งก่อนๆ ทำให้วันที่ 28 ตุลาคมที่จะมีการประชุมสส.พรรค จะเปิดโอกาสให้ สส. ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างเพื่อสะท้อนมุมมองให้สมาชิกนำข้อคิดเห็นไปประกอบการตัดสินใจในวันเลือกหัวหน้าพรรควันที่ 31 ตุลาคมนี้

ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่?

การเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ นับว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดเพื่อนำพาพรรคไปข้างหน้า ท่ามกลางความท้าทายทางการเมืองที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่รวดเร็ว

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

การพิจารณาเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่นี้ มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ:

  • ความเป็นผู้นำ: หัวหน้าพรรคต้องมีภาวะผู้นำที่เข้มแข็ง สามารถนำพา สส. และสมาชิกพรรคให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
  • วิสัยทัศน์: ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน
  • ความสามารถในการสื่อสาร: สามารถสื่อสารนโยบายของพรรคให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างชัดเจน
  • ประสบการณ์: มีประสบการณ์ทางการเมืองที่เพียงพอในการบริหารพรรคและแก้ไขปัญหาต่างๆ
  • ภาพลักษณ์: มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของประชาชน

การตัดสินใจเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ จะส่งผลต่อทิศทางและอนาคตของพรรคเพื่อไทยอย่างมาก พรรคจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดเพื่อนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จ ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การมีผู้นำที่สามารถปรับตัวและนำพาพรรคไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การเลือกหัวหน้าพรรคไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาผู้นำ แต่เป็นการกำหนดทิศทางของพรรคเพื่อไทยในอนาคต

ที่มา – สส.เพื่อไทยโยน 4 รายชื่อชิงหัวหน้า “จาตุรนต์” ตัวเต็ง “ชลน่าน” ลุ้นแคนดิเดตนายกฯ

เพื่อไทยเตรียมซักฟอก! **อภิปรายนโยบายรัฐบาล**

พรรคเพื่อไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่สองเป้าหมายหลัก ได้แก่ การตรวจสอบนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน และการพิจารณาคุณสมบัติของรัฐมนตรีแต่ละท่านอย่างละเอียด

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า พรรคฯ ได้จัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจเพื่อวิเคราะห์เจาะลึกนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลแถลง โดยจะเน้นการตรวจสอบความสอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน รวมถึงความเป็นไปได้ในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง

เพื่อไทยเตรียมซักฟอก! อภิปรายนโยบายรัฐบาล

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน โดยจะพิจารณาถึงความเหมาะสม ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากพบว่ารัฐมนตรีท่านใดมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หรือมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางมิชอบ พรรคฯ ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย

สำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลนั้น คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยต่างๆ อย่างเต็มที่ พรรคเพื่อไทยหวังว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายของรัฐบาลให้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างยั่งยืน

เป้าหมายหลักในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล

  • ตรวจสอบความสอดคล้องของนโยบายกับปัญหาและความต้องการของประชาชน
  • พิจารณาความเป็นไปได้ในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง
  • ตรวจสอบคุณสมบัติและความเหมาะสมของรัฐมนตรีแต่ละท่าน
  • เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น

นพ.ชลน่านยังกล่าวถึงประเด็นเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยพรรคเพื่อไทยมีทีมงานที่กำลังรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้ หากพบว่ามีรัฐมนตรีท่านใดมีคุณสมบัติไม่ถูกต้อง พรรคฯ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

การเตรียมความพร้อมของพรรคเพื่อไทยสำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลอย่างเต็มที่ พรรคฯ หวังว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

การตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานของรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง และการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน

ที่มา – เพื่อไทย เตรียม 2 เป้าใหญ่ อภิปรายนโยบายรัฐบาล จ้องชำแหละรัฐมนตรีรายบุคคล

Scroll to top