สุรินทร์

พบศพ “พลทหาร” เสียชีวิต คาดนานหลายชั่วโมง

จากเหตุการณ์เศร้าสลดกรณี “พลทหาร” ก่อเหตุยิงประชาชนที่กาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ และหลบหนีเข้าไปในป่า ก่อนจะพบว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา การตรวจสภาพศพ “พลทหาร” ในเบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาแล้วหลายชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำปฏิบัติการค้นหาด้วยการเจรจาเป็นหลัก

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เมื่อพลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 1623 ใช้อาวุธปืนยิงประชาชนจนได้รับบาดเจ็บ 2 รายในอำเภอกาบเชิง หลังก่อเหตุได้หลบหนีเข้าไปในป่า ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาเกือบ 10 ชั่วโมงในการกดดันและค้นหา จนกระทั่งพบร่างของพลทหารรัฐภูมิ ซึ่งได้ปลิดชีพตัวเอง

นายสุทธิโรจน์ เจริญธนะศักดิ์ นายอำเภอกาบเชิง เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุในช่วงเช้าตรู่และรีบเดินทางมายังที่เกิดเหตุทันที ในขณะที่ พ.ต.อ.คำพล โนนุช ผกก.สภ.กาบเชิง กล่าวว่า ได้รับแจ้งเหตุทางวิทยุสื่อสารในช่วงเที่ยงคืนครึ่ง และได้รุดมาบัญชาการพร้อมพนักงานสอบสวน พบว่าผู้ก่อเหตุเป็นทหาร มีอาวุธร้ายแรงและกระสุนจำนวนมาก จึงได้ประสานงานกับทางทหารเพื่อติดตามตัว กระทั่งพบว่าได้เสียชีวิตแล้ว

จากการสอบถามผู้บังคับกองร้อย พบว่าพลทหารรัฐภูมิได้แอบออกจากกองร้อยพร้อมอาวุธปืนประจำกาย และมาก่อเหตุดังกล่าว ทางหน่วยงานได้ติดต่อญาติของพลทหาร และทราบว่าเคยประจำการที่ปราสาทตาควาย ก่อนจะย้ายมาที่กาบเชิงเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ก่อนจะเกิดเหตุสลดขึ้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะทำการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้แสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสู้รบระหว่างประเทศ ผู้บาดเจ็บทั้ง 2 รายอาการปลอดภัยและอยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุรินทร์

พล.ต.ต.สุคนธ์ ศรีอรุณ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า ได้เดินทางเข้าพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าและวางแผนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยในช่วงแรกเข้าใจว่าผู้ก่อเหตุยังมีชีวิตอยู่ จึงใช้เครื่องมือทางเทคนิคเพื่อจับสัญญาณ ซึ่งยังพบสัญญาณโทรศัพท์ในรัศมี 2 กิโลเมตรในช่วงเช้าตรู่ พร้อมทั้งได้เดินเท้าปูพรมค้นหา

ปฏิบัติการค้นหาเน้นการเจรจาเป็นหลัก โดยได้เชิญพ่อและญาติมาช่วยเจรจา และเตรียมรถขยายเสียงไว้ หวังว่าหากพบตัวจะใช้พ่อเจรจาให้ปลดอาวุธและมอบตัว แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่พบร่างในลักษณะนอนคว่ำหน้า โดยมีพ่อของผู้เสียชีวิตอยู่ในเหตุการณ์ตลอด

ตรวจสภาพศพ “พลทหาร”

เบื้องต้น การตรวจสภาพศพ “พลทหาร” พบรูกระสุนบริเวณสีข้าง 1 รู และจากการแข็งตัวของเลือด คาดเสียชีวิตนานหลายชั่วโมง ซึ่งหลังจากนี้จะส่งร่างไปชันสูตรที่โรงพยาบาลและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

ประเด็นสำคัญ: การตรวจสภาพศพ “พลทหาร”

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การตรวจสภาพศพ “พลทหาร” อย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และการสอบสวนถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ รวมถึงมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของกำลังพล และเปิดช่องทางให้สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น

เหตุการณ์นี้เป็นความสูญเสียที่น่าเศร้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย ทั้งครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และหน่วยงานต้นสังกัด การสอบสวนอย่างละเอียดและโปร่งใสจะเป็นสิ่งสำคัญในการคลี่คลายข้อสงสัยและสร้างความกระจ่างให้กับสังคม

ที่มา – ตรวจสภาพศพ “พลทหาร” คาดเสียชีวิตนานหลายชั่วโมง เผยปฏิบัติการค้นหา-เน้นเจรจา

พลทหารยิงชาวบ้าน! ไร้สัญญาณมือถือ โทรบอกอยากกลับ

ความคืบหน้าเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ เมื่อพลทหารก่อเหตุยิงชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ ล่าสุดยังไร้สัญญาณมือถือในการติดตามตัวพลทหารที่ก่อเหตุ ญาติเผยก่อนหน้าเคยโทรคุย บอกอยากกลับบ้าน เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ไร้สัญญาณมือถือ พลทหารยิงชาวบ้าน โทรคุยญาติ บอกอยากกลับบ้าน

จากกรณี พลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 1623 ได้ก่อเหตุอุกอาจ ออกจากที่ตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมอาวุธปืนเล็กยาวและกระสุนจำนวนหนึ่ง ก่อนใช้อาวุธดังกล่าวทำร้ายชาวบ้านจนได้รับบาดเจ็บ 2 ราย บริเวณถนนข้างวัดบ้านเขื่อนแก้ว อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและความเสียใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง

ล่าสุด สถานการณ์ยังคงตึงเครียด เนื่องจากยังไม่สามารถจับกุมตัวพลทหารรัฐภูมิได้ พล.ต.ต.สุคนธ์ ศรีอรุณ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไร้สัญญาณมือถือจากพลทหารผู้ก่อเหตุ ทำให้การติดตามตัวเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าพลทหารรัฐภูมิน่าจะยังคงหลบหนีอยู่ในพื้นที่ และได้ทำการกดดันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งประสานงานไปยังครอบครัวของพลทหาร เพื่อขอความร่วมมือในการเกลี้ยกล่อมให้เข้ามอบตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น

สำหรับอาการของผู้บาดเจ็บทั้ง 2 ราย นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.สาธารณสุข ได้ให้ข้อมูลว่า นายอนุวัฒน์ วัย 32 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุนปืนทะลุปอดด้านขวา และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลสุรินทร์เพื่อทำการรักษา ขณะนี้อาการทรงตัวแล้ว ส่วน นายวุทธนา วัย 35 ปี ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดกระจกที่เท้าซ้าย และมีอาการกระดูกหัก ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสุรินทร์เช่นกัน

ญาติเผย พลทหารโทรบอกอยากกลับบ้าน

ญาติของ พลทหารรัฐภูมิ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ พลทหารรัฐภูมิได้โทรศัพท์มาหาที่บ้าน โดยระบายความรู้สึกว่าอยากกลับบ้าน เนื่องจากมีความเครียดสะสม โดยพลทหารรัฐภูมิเป็นทหารเกณฑ์ และก่อนหน้านี้เคยประจำการอยู่ที่ปราสาทตาควาย ก่อนที่จะย้ายมาประจำการที่จุดเกิดเหตุ ญาติยังเล่าอีกว่า โดยปกติแล้ว พลทหารรัฐภูมิเป็นคนที่มีนิสัยดี อ่อนน้อมถ่อมตน ก่อนที่จะขึ้นรถไปรบครั้งนี้ยังเดินมาให้ผูกข้อมือให้ แล้วบอกว่าผูกแขนให้หน่อย ซึ่งก่อนหน้านี้หลังจากเสร็จสิ้นการรบหนักๆ ที่ปราสาทตาควาย พลทหารรัฐภูมิก็ได้โทรศัพท์มาบอกว่าอยากกลับบ้าน

เมื่อคืนก่อนเกิดเหตุ ญาติได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อพลทหารรัฐภูมิ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ น้องสาวได้โทรศัพท์ไปเมื่อเวลาประมาณตี 4 แต่ไม่มีผู้รับสาย และหลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ทำให้ครอบครัวเกิดความเป็นห่วงอย่างมาก และกลัวว่าพลทหารรัฐภูมิจะถูกวิสามัญ

สถานการณ์ไร้สัญญาณมือถือยิ่งทำให้การติดตามตัวพลทหารรัฐภูมิเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตของทหารเกณฑ์ การให้การสนับสนุน และรับฟังปัญหาของพวกเขา อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของพลทหารอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความเครียดและความกดดันต่างๆ ที่พวกเขาต้องเผชิญ

ที่มา – ไร้สัญญาณมือถือ พลทหารยิงชาวบ้าน โทรคุยญาติ บอกอยากกลับบ้าน

ด่วน! พลทหารยิงชาวบ้าน: พ่อช่วยเกลี้ยกล่อม


อัปเดต พลทหารยิงชาวบ้าน ตำรวจประสานพ่อช่วยเกลี้ยกล่อมวางอาวุธและมอบตัว

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี พลทหารยิงชาวบ้าน ในจังหวัดสุรินทร์! หลังจากที่พลทหารเครียดรายหนึ่งได้ออกจากค่ายพร้อมอาวุธปืนเอ็ม 16 และเครื่องกระสุน ก่อเหตุยิงชาวบ้านได้รับบาดเจ็บถึง 2 ราย ตอนนี้สถานการณ์กำลังตึงเครียด แต่ก็มีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ครับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 01.10 น. ของวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ในพื้นที่ สภ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ สร้างความตกใจและความเสียใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ต่างเร่งติดตามตัวพลทหารรายนี้อย่างใกล้ชิด

ตำรวจประสานพ่อช่วยเกลี้ยกล่อม พลทหารยิงชาวบ้าน

เมื่อเวลาประมาณ 09.20 น. เจ้าหน้าที่ได้ทราบจุดที่คาดว่าพลทหารรัฐภูมิหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า ชุดเจรจาต่อรองนำโดย พล.ต.ต.สุคนธ์ ศรีอรุณ ผบก.ภ.จว.สุรินทร์ ได้ประสานงานอย่างเร่งด่วน โดยขอความร่วมมือจากพ่อของพลทหารรัฐภูมิให้มาช่วยเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ลูกชายวางอาวุธและมอบตัว นี่ถือเป็นความหวังที่จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี

แหล่งข่าวรายงานว่า ก่อนที่พลทหารรัฐภูมิจะเข้ามาเป็นทหารเกณฑ์ เขาเป็นคนเงียบ ๆ และเคยประจำการอยู่ที่ปราสาทตาควายตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา จากนั้นเพิ่งจะลงมาจากปราสาทตาควายเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ขึ้น

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้พลทหารรัฐภูมิก่อเหตุอุกอาจในครั้งนี้ เบื้องต้นทราบว่าพลทหารรายนี้ได้ออกจากค่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมอาวุธปืนเล็กยาว (เอ็ม 16) จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืน 140 นัด จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนประมาณ 18 ปลอก ซึ่งหมายความว่าขณะนี้ยังเหลือกระสุนอยู่ในความครอบครองของพลทหารรัฐภูมิอีกประมาณ 122 นัด

สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง และการเจรจาเกลี้ยกล่อมให้ พลทหารยิงชาวบ้าน มอบตัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย ทั้งตัวพลทหารเอง ชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่

เราทุกคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเจรจาจะประสบความสำเร็จ และเหตุการณ์นี้จะจบลงด้วยดี โดยไม่มีการสูญเสียเพิ่มเติมเกิดขึ้น ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่กำลังปฏิบัติงานอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ และขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ พลทหารยิงชาวบ้าน ด้วยครับ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การดูแลสุขภาพจิตของทหารและความพร้อมในการรับมือกับความเครียดเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – อัปเดต พลทหารยิงชาวบ้าน ตำรวจประสานพ่อช่วยเกลี้ยกล่อมวางอาวุธและมอบตัว

ด่วน! เร่งตามตัวพลทหารคลั่ง รัวปืนสุรินทร์

สถานการณ์ตึงเครียดที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อมีรายงานข่าว ด่วน เร่งตามตัวพลทหาร คลุ้มคลั่ง หลบหนีออกจากที่ตั้ง รัวปืนใส่ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ กองทัพบกได้ออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวพลทหารที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญ รัวปืนใส่ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 2 ราย

ด่วน เร่งตามตัวพลทหาร คลุ้มคลั่ง หลบหนีออกจากที่ตั้ง รัวปืนใส่ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เวลา 00.45 น. เมื่อกำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 1623 ได้ยินเสียงปืนดังสนั่นจำนวน 10 นัด บริเวณถนนข้างวัดบ้านเขื่อนแก้ว อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ และต่อมาในเวลา 00.54 น. ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีก 2 นัด สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านในพื้นที่

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าพลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 1623 ได้ออกจากที่ตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับอาวุธปืนเล็กยาวและกระสุนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุ รัวปืนใส่ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์

ผลจากการกระทำดังกล่าว ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ได้แก่

  1. นายอนุวัฒน์ สิงห์ชัย อายุ 32 ปี ชาวบ้านเขื่อนแก้ว ถูกกระสุนปืนทะลุปอดด้านขวา อาการสาหัส แต่ยังรู้สึกตัว และถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสุรินทร์
  2. นายวุทธนา นาประโคน อายุ 35 ปี ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดกระจกที่เท้าซ้าย อาการปลอดภัย

ผู้บาดเจ็บทั้งสองได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่โรงพยาบาลกาบเชิง ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปรักษาตามความเหมาะสม ซึ่งขณะนี้อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

เจ้าหน้าที่ตำรวจและกำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 1623 ได้ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุและสอบถามพยาน เพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม เบื้องต้นคาดว่าพลทหารรัฐภูมิอาจเป็นผู้ก่อเหตุ แต่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุจูงใจได้แน่ชัด ขณะนี้กำลังเร่งจัดกำลังออกลาดตระเวนค้นหาในพื้นที่โดยรอบ แต่ยังไม่พบตัว

สถานการณ์ล่าสุด: เร่งค้นหาพลทหารคลั่ง

กองทัพบกได้ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของทุกคน และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

  • หากพบเห็น: อย่าเข้าใกล้ หรือพยายามจับกุมด้วยตนเอง
  • แจ้งเบาะแส: โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือหน่วยงานทหารในพื้นที่ทันที
  • สังเกต: จดจำลักษณะของบุคคลต้องสงสัย เช่น รูปร่าง, เสื้อผ้าที่สวมใส่, ทิศทางการหลบหนี

เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวและความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามถึงมาตรการในการดูแลอาวุธและความพร้อมทางจิตใจของกำลังพล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต

ทางกองทัพบกยืนยันว่าจะดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด และจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด

ประชาชนในพื้นที่อำเภอกาบเชิงและจังหวัดสุรินทร์ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและส่วนรวม ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ และขอให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีโดยเร็ว

สำหรับความคืบหน้าของเหตุการณ์ ด่วน เร่งตามตัวพลทหาร คลุ้มคลั่ง หลบหนีออกจากที่ตั้ง รัวปืนใส่ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์ จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม

ที่มา – ด่วน เร่งตามตัวพลทหาร คลุ้มคลั่ง หลบหนีออกจากที่ตั้ง รัวปืนใส่ชาวบ้านจังหวัดสุรินทร์

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพวัดกว่า 100

ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน พากันอพยพมาอยู่วัดกว่า 100 ชีวิต เต็มใจดูแลกันเอง เพียงขอให้มีที่นอนปลอดภัย สถานการณ์ที่ทำให้ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน นี้ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างมาก

วันนี้ 14 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ ยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงก็ตาม แต่ชาวบ้านยังไม่สามารถไว้วางใจทหารกัมพูชาได้ เนื่องจากมักจะไม่สนใจการเจรจาและพยายามจะละเมิดข้อตกลงต่างๆ มาโดยตลอด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต่างวิตกกังวลว่าจะมีการปะทะกันรอบ 2 จนเริ่มมีการอพยพหนีเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านญาติและวัดต่างๆ

แม้จะไม่ได้เปิดเป็นศูนย์พักพิงตามที่ส่วนราชการกำหนดก็ตาม โดยเฉพาะที่วัดศรีรัตนนาราม ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบว่ามีชาวบ้านจากหมู่บ้านด่านและหมู่บ้านไผ่เงิน ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อพยพเข้าไปพักอาศัยกันในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง รวมทั้งเด็กๆ เยาวชนต่างๆ กว่า 117 คนแล้ว

สำหรับชาวบ้านที่อพยพต่างต้องดูแลตัวเอง และช่วยกันออกเงินซื้ออาหารการกินกันเองครอบครัวใครครอบครัวมัน รวมไปถึงทำกับข้าวกินกันเอง เพราะทางวัดไม่ได้มีงบประมาณเบิกจากส่วนราชการแต่อย่างใด ซึ่งชาวบ้านก็ยินดีและเต็มใจที่จะไปพักอาศัย เนื่องจากมีความสะดวก ไม่แออัด มีห้องให้อยู่เป็นห้องๆ ซึ่งที่ผ่านมาทางวัดก็ได้เปิดให้ชาวบ้านที่อพยพมาพักอาศัยมาแล้ว

ทางด้าน พระครูศรีสุนทร สรกิจ หรือ ผศ.ดร.เริงศักดิ์ เขมวีโร เจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม เจ้าคณะอำเภอลำดวน กล่าวว่า วัดศรีรัตนาราม เฉพาะตึกเดียวรองรับประชาชนได้ประมาณ 200 กว่าคน 30 ห้องนอน ติดแอร์ทุกห้องและศาลาการเปรียญสองห้องก็ได้หลายร้อยคนเช่นกัน และศาลาอีกหลัง ที่นี่พร้อมเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ประสบผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนก็สามารถที่จะมาพักได้.

ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน

สถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่มั่นคงในชีวิต การอพยพมายังวัดเพื่อแสวงหาความปลอดภัยเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเขาจำเป็นต้องทำ แม้จะต้องดูแลตัวเองและช่วยเหลือกันเอง แต่การมีที่พักพิงที่อุ่นใจก็ยังดีกว่าต้องเสี่ยงภัยอยู่ในพื้นที่ที่อาจเกิดการปะทะกันได้ทุกเมื่อ

ผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

ผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นคือความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก การทำมาหากินหยุดชะงัก เด็กๆ ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ และผู้สูงอายุต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

นอกจากนี้ การอพยพยังนำมาซึ่งปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง การขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ยิ่งทำให้ปัญหาสุขภาพทวีความรุนแรงมากขึ้น

ความช่วยเหลือที่จำเป็น

ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะช่วยเหลือกันเองอย่างเต็มที่ แต่ความช่วยเหลือจากภายนอกก็ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรเข้ามาให้การสนับสนุนด้านอาหาร น้ำดื่ม ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และจิตวิทยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันแก่ประชาชน ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความวิตกกังวลและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนอย่างยั่งยืน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกครั้ง ความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติ จะนำมาซึ่งความสงบและมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และชาวบ้านที่อพยพมา จะสามารถกลับไปยังบ้านเรือนของตนเองได้อย่างปลอดภัย หากคุณต้องการช่วยเหลือ สามารถติดต่อวัดศรีรัตนาราม หรือหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้โดยตรง ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ของท่าน อาจเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านยังไม่ไว้ใจ สถานการณ์ชายแดน อพยพมาอยู่วัดกว่า 100 คน เต็มใจดูแลกันเอง

Scroll to top