สแกนม่านตา

“โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน

“โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นพวกสีเทามามีอำนาจ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้เลยครับ เมื่อ รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะเดินหน้าตรวจสอบต่อไปไม่ยอมหยุด แม้ว่าพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะมีแนวโน้มถูกผลักให้กลายเป็นฝ่ายค้านก็ตาม

“โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นพวกสีเทามามีอำนาจ

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2569 เวลา 15.00 น. รังสิมันต์ โรม ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ล่าสุด พรรคกล้าธรรมที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเคยฟ้องร้องคนในพรรคปชน.หลายคดี ตอนนี้มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นฝ่ายค้าน แต่โรมย้ำว่า พรรคปชน. ไม่ได้สนใจว่าจะยินดีหรือไม่ เพราะบทบาทฝ่ายค้านไม่ได้เกิดจากการจับมือกัน แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำเต็มที่

สิ่งสำคัญที่โรมเน้นคือ เรื่องทุนสีเทาและประเด็นต่างๆ ที่ต้องตรวจสอบต่อ ไม่ว่าจะเป็นกรณี “เบน สมิท” หรือ MOU สแกนม่านตากับบริษัทสิงคโปร์ โรมบอกชัดว่า แม้ธรรมนัสจะเป็นฝ่ายค้านจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดตรวจสอบ เพราะเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลายคน ไม่ใช่แค่ธรรมนัสคนเดียว การตรวจสอบต้องเดินหน้าต่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็น “เบน สมิท – MOU สแกนม่านตา” ที่ต้องจับตา

กรณีเบน สมิท เป็นหนึ่งในประเด็นที่โรมให้ความสำคัญมาก เพราะเชื่อมโยงกับการบริหารราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย นอกจากนี้ MOU กับบริษัทสิงคโปร์ในเรื่องสแกนม่านตายังเป็นจุดที่น่าสงสัย โรมย้ำว่า พวกสีเทาเหล่านี้ไม่ควรได้มีอำนาจ เพราะความเสียหายจะหยั่งรากลึกและแก้ยาก

  • ตรวจสอบทุนสีเทาไม่หยุด แม้เปลี่ยนฝ่าย
  • เบน สมิท เกี่ยวข้องหลายคนในวงการ
  • MOU สแกนม่านตา ต้องขุดคุ้ยให้กระจ่าง
  • ไม่เอารัฐมนตรีประวัติสีเทา

โรมยังแสดงวิสัยทัศน์เรื่องการตั้งรัฐบาล หากพรรคปชน.ได้เป็นรัฐบาล จะเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เน้นมุ้งหรือกลุ่มก๊วน โดยเฉพาะคนที่มีประวัติทุจริต คอร์รัปชัน หรือบริหารงานพลาดจนชาติเสียหาย ไทยเสียหายมามากพอแล้ว ไม่ควรให้คนประเภทนี้กลับมามีอำนาจอีก

ทำไม “โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ถึงสำคัญ?

การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยสีสัน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือความโปร่งใสและการตรวจสอบที่เข้มข้น โรมกำลังแสดงให้เห็นว่าฝ่ายค้านตัวจริงต้องกล้าตรวจสอบทุกฝ่าย ไม่เลือกข้าง การไม่ยอมให้สีเทามีอำนาจคือการปกป้องประชาธิปไตยและอนาคตของชาติ นี่คือจุดยืนที่ทำให้พรรคปชน.แตกต่าง

นอกจากนี้ โรมยังพูดถึงปัจจัยโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีที่อาจทำให้พรรคกล้าธรรมพลาดโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล แต่โรมมองว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก สิ่งสำคัญคือคุณสมบัติคนที่จะมารับผิดชอบประเทศ ต้องสะอาด เก่ง และซื่อสัตย์

ในมุมมองของผม การยืนกรานแบบนี้ของโรมเป็นสัญญาณดีต่อการเมืองไทย แสดงว่ายังมีนักการเมืองที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่เล่นเกมเก้าอี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร การตรวจสอบต้องดำเนินต่อไปเพื่อความยุติธรรม

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนนี้? เชื่อว่า “โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นพวกสีเทามามีอำนาจ

ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นฮือฮาในวงการเมืองเลย นั่นคือ ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย หลังจากที่มีดราม่าปมซื้อเครื่องบินของ “สุริยะ” ต่อจาก “เบน สมิธ” ซึ่งหลายคนตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับทุนสีเทา รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้ออกมาท้าทายพรรคประชาชนให้แสดงจุดยืนชัดเจน อย่าให้แคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” กลายเป็นแค่คำขอคะแนนเสียงเท่านั้นเอง

ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ธนพร มองว่าหลังเลือกตั้งจบแล้ว การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นขั้นต่อไป ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้อันดับ 1 โอกาสจัดตั้งรัฐบาลกว้างมากเพราะไม่มีเงื่อนไขยุ่งยาก แต่ถ้าพรรคประชาชนได้ที่ 1 ควรเจรจากับภูมิใจไทยก่อนเลย และที่สำคัญ พรรคประชาชนต้องประกาศตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า จะไม่จับมือกับเพื่อไทย เพื่อยืนยันสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ที่เคยชูมาตลอด

ทำไมถึงต้องท้าแบบนี้? เพราะพรรคประชาชนเคยประกาศไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรมแล้ว และแคมเปญนี้เน้นต่อต้านทุนสีเทา การเมืองสะอาด แต่ตอนนี้เพื่อไทยโดนจับตาหนัก จากหลายประเด็น เช่น ข้อครหาเชื่อมโยงทุนสีเทา คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลของอดีตรัฐมนตรีดิจิทัล และผู้สมัคร ส.ส. กาฬสินธุ์ที่ถูกหาว่าเกี่ยวพนันออนไลน์

ปมสุริยะซื้อเครื่องบินจากเบน สมิธ สะเทือนวงการ

ประเด็นร้อนสุดคือกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย ซื้อเครื่องบินต่อจาก นายเบน สมิธ ที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา และอาจโยงไปถึงเส้นเงินของ “ยิม เลียก” กลุ่มทุนสีเทาใหญ่โต รศ.ธนพร บอกชัด ถ้าพรรคประชาชนอยากยืนยัน “มีเรา ไม่มีเทา” จริง ต้องตัดเพื่อไทยออกจากสมการจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรก มิฉะนั้นจะถูกมองว่าเป็นแค่กลยุทธ์หาเสียง

  • พรรคประชาชนต้องประกาศจุดยืนชัดเจนก่อนเลือกตั้ง
  • หลีกเลี่ยงพรรคที่มีข้อครหาทุนสีเทา
  • เจรจากับพรรคที่โปร่งใสอย่างภูมิใจไทยก่อน
  • ย้ำแคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” ให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่วาทกรรม

รศ.ธนพร ยังแซวด้วยว่า ถ้านายสุริยะเป็น “อาเจ็ก” ของนายธนาธร แล้วยังตีมึนร่วมรัฐบาลกัน ประชาชนก็ตั้งคำถามได้เต็มที่ว่า คำขวัญนี้เป็นแค่เครื่องมือขอคะแนนหรือเปล่า สถานการณ์การเมืองตอนนี้ตึงเครียดมาก พรรคไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาล ขึ้นอยู่กับการเจรจาและจุดยืนที่ชัดเจน

ส่วนตัวผมคิดว่า การเมืองไทยควรมีจุดยืนต่อต้านทุนสีกเทาให้จริงจังกว่านี้ เพราะปัญหาสแกม พนันออนไลน์ ส่งผลกระทบประชาชนโดยตรง ถ้าพรรคประชาชนทำตามที่ธนพรท้า ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย มันจะเป็นสัญญาณดีให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นภาพชัด คุณล่ะคิดยังไง? พรรคประชาชนจะกล้าประกาศไหม หรือจะเงียบเพื่อโอกาสจัดตั้งรัฐบาล?

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกเรา และอย่าลืมแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – อย่าให้เป็นแค่คำขอคะแนน “ธนพร” ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย ย้ำแคมเปญ มีเรา ไม่มีเทา

ภูมิใจไทยร้องเอาผิด ปมสแกนม่านตาคนไทย

พรรคภูมิใจไทยเตรียมยื่นหนังสือถึง DSI และ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด “ประเสริฐ” และ “ปลัดดีอี” กรณีปล่อยให้บริษัทสิงคโปร์ทำ MOU สแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย หวั่นถูกใช้ทำบัญชีม้า ชี้เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณีพบความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และปลัดกระทรวงฯ เกี่ยวกับการปล่อยให้บริษัทเอกชนจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ของประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นายศุภชัย กล่าวว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2567 กระทรวงดีอีได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัทจากสิงคโปร์ในเครือของนายเบน สมิธ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น “เจ้าพ่อสแกมเมอร์ระดับโลก” อย่างรวดเร็วผิดปกติ มีการส่งเรื่องให้กฤษฎีกา อัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาในวันที่ 25 มีนาคม 2567 และลงนามทันทีในวันเดียวกัน โดยมีนายประเสริฐร่วมเป็นสักขีพยาน

ต่อมาในเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2568 บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส (TIDC Metaverse) ในเครือของนายเบน สมิธ ได้พยายามขออนุญาตดำเนินโครงการ World ID เพื่อเก็บข้อมูลสแกนม่านตาแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัลต่อหน่วยงานในกำกับของกระทรวงดีอี (ETDA และ PDPC) แต่หน่วยงานไม่อนุญาตเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย

วันที่ 11 มิถุนายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตรวจพบว่ามีการใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตาคนไทยเพื่อแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัล และมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไปแล้วกว่า 1,200,000 ราย ปลัดกระทรวงฯ ได้รายงานเรื่องนี้ให้นายประเสริฐทราบ แต่นายประเสริฐกลับเพิกเฉย

ภูมิใจไทยร้องเอาผิด ปมสแกนม่านตาคนไทย

นายศุภชัยกล่าวว่า การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวทำให้ข้อมูลอ่อนไหวของคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น การสร้างบัญชีม้า หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.

ทำไมภูมิใจไทยถึงร้องเอาผิดปมสแกนม่านตาคนไทย?

“เรื่องนี้เคยมีบรรทัดฐานเดียวกับคดีจำนำข้าวที่ศาลเคยพิพากษาลงโทษอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ผมจึงขอเรียกร้องให้มีการสอบสวน และจะนำเรื่องนี้ไปร้องต่อ DSI และ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการกับนายประเสริฐ และปลัดกระทรวงดีอีต่อไป” นายศุภชัยกล่าว

ประเด็นสแกนม่านตาคนไทยนี้ กลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน และอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ หากไม่มีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด การดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะข้อมูลชีวมิติ เช่น ม่านตา เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความปลอดภัยและวัตถุประสงค์ในการใช้งาน หากไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย และสร้างความเสียหายให้กับประชาชนได้ ดังนั้นการออกมาเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเรียกร้องให้ภาครัฐมีการกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัทที่เข้ามาดำเนินการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยนั้น มีประวัติที่ไม่น่าไว้วางใจ ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของโครงการ การที่กระทรวงดีอีปล่อยให้มีการทำ MOU กับบริษัทดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างบรรทัดฐาน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การที่พรรคภูมิใจไทยยื่นเรื่องให้ DSI และ ป.ป.ช. ดำเนินการสอบสวน จึงเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องและจำเป็น เพื่อให้ความจริงปรากฏ และผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การเก็บข้อมูลชีวมิติของประชาชนควรมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่?

ที่มา – ภูมิใจไทย จ่อร้อง DSI-ป.ป.ช. เอาผิด “ประเสริฐ-ปลัดดีอี” ปม MOU บ.สิงคโปร์ สแกนม่านตาคนไทย

World แจง สคส. สั่งระงับสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

World ประเทศไทย ออกประกาศชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

จากกรณีที่ได้รับจดหมายจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) บริษัท เวิลด์ ประเทศไทย ได้ระงับกระบวนการยืนยันความเป็นมนุษย์จริงในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ แม้ว่าบริษัทฯ จะได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างครบถ้วน รวมถึงผ่านกระบวนการตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อบังคับมาโดยตลอด โดยบริษัทฯ ได้ให้ข้อมูลและความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน

การพิจารณาสั่งระงับการดำเนินการในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อคนไทยจำนวนมากที่เลือกใช้เทคโนโลยีนีเพื่อช่วยปกป้องตนเองจากการหลอกลวง การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล และภัยคุกคามจากการฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน

บริษัทฯ ขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ทั้งในปัจจุบันและอนาคตสำหรับคนไทย และจะยังคงดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด รวมถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมและยั่งยืนต่อไป

สถานการณ์ World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย นี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

การตัดสินใจของ สคส. ในการสั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตาจำนวนมากนี้ ทำให้เกิดคำถามและความกังวลเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล

ผลกระทบต่อผู้ใช้งาน: ผู้ใช้งานจำนวน 1.2 ล้านรายที่ได้ให้ข้อมูลสแกนม่านตาไว้ อาจรู้สึกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลและวิธีการจัดการข้อมูลในอนาคต

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

  • ความโปร่งใสในการเก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูล
  • มาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เข้มงวด
  • สิทธิของผู้ใช้งานในการเข้าถึง แก้ไข และลบข้อมูลส่วนบุคคล

ในขณะที่ World ประเทศไทย ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างครบถ้วน รวมถึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด การระงับการดำเนินการในครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด

อนาคตของเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยชีวมิติในประเทศไทยอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปหลังจากกรณีนี้ หน่วยงานกำกับดูแลอาจต้องพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

การที่ World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ การมีระบบการจัดการข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงการให้ความสำคัญกับสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานอย่างสูงสุด

ถึงแม้ว่า World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย จะเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการทบทวนและปรับปรุงระบบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

ที่มา – World ประเทศไทย ชี้แจงกรณี สคส. สั่งระงับและให้ลบข้อมูลสแกนม่านตา 1.2 ล้านราย

PDPA: สคส.สั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ

สคส.สั่งระงับและให้ลบข้อมูล 1.2 ล้านราย เคส สแกนม่านตาแลกเหรียญ ไม่ถูกหลัก PDPA พร้อมส่ง DSI ขยายผล ด้านดีอี เล็งคาดโทษปรับ 5 ล้านบาทต่อไอดี สั่งลบทำลายทันที คาด 2 สัปดาห์ ระงับได้ทั้งหมด หลังส่งจดหมายแจ้งไปเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568

ดีอี เผยความคืบหน้ากรณีธุรกิจ สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” ที่สร้างความกังวลต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งในมิติความปลอดภัยของข้อมูลชีวภาพ และความถูกต้องตามกฎหมาย โดยย้ำว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้ติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มพบข้อสงสัยจนนำไปสู่คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่สั่งให้ระงับการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโตเพิ่มเติม และให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านรายด้วย

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญและส่งเสริมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence (AI)) และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการ “ยืนยันความเป็นมนุษย์” อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของผู้ให้บริการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลประเภท “ข้อมูลชีวภาพ” จะต้องมีความชัดเจนและต้องทำภายใต้กรอบที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 

โดย คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้พิจารณารายละเอียดธุรกิจ “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” ซึ่งมีลักษณะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภท “ข้อมูลชีวภาพ” รวมถึงพยานหลักฐาน และคำชี้แจงของผู้ให้บริการธุรกิจดังกล่าวพบว่า การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเก็บรวบรวม “ข้อมูลชีวภาพ” ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทข้อมูลอ่อนไหว มิได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดกล่าวคือ ผู้ให้บริการได้ใช้วิธีจูงใจประชาชนด้วยการมอบเหรียญคริปโตเคอเรนซีเป็นค่าตอบแทน เพื่อแลกกับการให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการขอความยินยอมที่ไม่เป็นไปโดยอิสระตามที่กฎหมายกำหนด 

นอกจากนั้นการแจ้งวัตถุประสงค์ในขั้นตอนการขอความยินยอมแจ้งว่าเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เคยสแกนม่านตาไปแล้วไม่สามารถสแกนซ้ำได้ จึงชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันถึงตัวบุคคลที่สแกนไปแล้วด้วย การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจึงเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่ขอความยินยอมตั้งแต่แรก

พร้อมทั้งคาดโทษปรับเบื้องต้น 5 ล้านบาทต่อไอดี พร้อมสั่งลบทำลายทันที โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ระงับได้ทั้งหมด หลังจากส่งจดหมายแจ้งไปเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ภายหลังจากการพิจารณาพยานเอกสาร พยานวัตถุ และคำชี้แจงของผู้ให้บริการ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ได้มีคำสั่งทางปกครองดังนี้ 

  1. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลม่านตา ระงับหรืองดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวต่อ สคส. ภายใน 7 วัน 
  2. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคนทั้งหมด เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปยังต่างประเทศ โดยไม่ถูกกฎหมาย

การมีคำสั่งให้ดำเนินการดังกล่าว เป็นไปเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่รั่วไหล และไม่ให้นำเอาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อขาย หรือใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 เป็นไปตามกรอบกฎหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และเป็นไปตามมาตรการสากลโดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบประเทศอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 8 ประเทศได้มีการแบนการดำเนินการนี้ไปแล้วเช่นกัน โดยประเทศที่มีคำสั่งระงับชัดเจน 5 ประเทศ ได้แก่ เยอรมัน สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบราซิล

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากการตรวจพบการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสงสัยอื่นๆ เช่น กรณีมีขบวนการจ้างคนมาสแกนม่านตาแลกเหรียญเพื่อนำไปให้บุคคลอื่นใช้ โดยการตรวจสอบขยายผลของ ก.ล.ต. และตำรวจไซเบอร์ได้ตรวจพบและมีการจับกุมผู้รับแลกเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตมาแล้วหลายราย จึงเป็นเหตุสงสัยว่าอาจมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่นๆ อีก ซึ่งในส่วนนี้จะได้มีการสืบสวนขยายผลโดยเจ้าหน้าที่ DSI และเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

เลขาธิการ สคส. เน้นย้ำว่า สคส. หรือ PDPC ให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองข้อมูลอ่อนไหวของประชาชน โดยเฉพาะข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) โดยการระงับการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อ “ป้องกันความเสียหาย” ที่เกิดขึ้นจากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ไม่ถูกกฎหมาย และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อความสงบเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดย “ไม่เป็นการปิดกั้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการยืนยันความเป็นมนุษย์” แต่อย่างใด

สแกนม่านตาแลกเหรียญ ผิด PDPA

กรณี สแกนม่านตาแลกเหรียญ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนของเราทุกคน กฎหมาย PDPA จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลเหล่านี้

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ทำไม สคส. ถึงสั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ?

เหตุผลที่ สคส. ต้องเข้ามาจัดการ

การที่ สคส. ต้องสั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญนั้น มีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • การขอความยินยอมไม่เป็นไปตามกฎหมาย: ผู้ให้บริการใช้วิธีจูงใจด้วยเหรียญคริปโต ทำให้การยินยอมไม่เป็นไปโดยอิสระ
  • การใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์: วัตถุประสงค์ที่แจ้งคือยืนยันความเป็นมนุษย์ แต่การสแกนซ้ำไม่ได้แสดงว่ามีการใช้ข้อมูลเพื่อยืนยันตัวบุคคลด้วย
  • ความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคล: ข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว หากรั่วไหลอาจนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด

ดังนั้น การดำเนินการของ สคส. จึงเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของ สคส. ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีการละเมิด PDPA

ที่มา – ผิด PDPA สคส. สั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ 1.2 ล้านราย ส่ง DSI สอบ-ดีอีจ่อปรับ 5 ล้าน

เตือนภัย! สแกนม่านตา แลกเงิน เสี่ยงข้อมูลรั่ว

รัฐบาลเตือนประชาชนระวัง! แห่ สแกนม่านตา แลกเงิน 500-1,000 บาท อาจไม่คุ้มค่า เสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล กรมการปกครองย้ำ ไม่ใช่การดำเนินการของภาครัฐ ตำรวจไซเบอร์เร่งตรวจสอบ

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เทคโนโลยีก้าวหน้ามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน รวมถึงการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า และล่าสุดคือการ สแกนม่านตา

แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็มาพร้อมความท้าทาย ล่าสุดสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) รายงานว่า มีการชักชวนประชาชน สแกนม่านตา แลกเงิน 500-1,000 บาท อ้างว่าจะนำไปแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี โดยผู้สแกนจะได้รับเงินภายใน 24 ชั่วโมง และผู้แนะนำจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติม

รองโฆษกรัฐบาลเน้นย้ำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า เสียง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ม่านตา” เป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูงมาก เนื่องจากมีความเฉพาะตัวและยากต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้ระบุและยืนยันตัวตนได้อย่างแม่นยำ

ดังนั้น รัฐบาลจึงขอเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลชีวภาพ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญสูงสุด การยินยอมให้เก็บหรือสแกนข้อมูลจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น:

  • การรั่วไหลของข้อมูล: หากรหัส Iris Code รั่วไหล ผู้ไม่หวังดีอาจนำไปใช้ในทางที่ผิดได้
  • การถูกสวมรอย: ข้อมูลม่านตาเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ หากถูกขโมยอาจนำไปสู่การสวมรอยทำธุรกรรมทางการเงิน
  • การสร้าง Deepfake: ข้อมูลชีวภาพสามารถนำไปใช้สร้าง Deepfake เพื่อก่ออาชญากรรมไซเบอร์

ข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต้องมีความเข้มงวด หลายประเทศ เช่น สเปน บราซิล อินเดีย และเยอรมนี ยังไม่อนุญาตให้มีการ สแกนม่านตา เพื่อเก็บข้อมูล สะท้อนความกังวลในระดับสากล รัฐบาลขอให้ประชาชนตระหนักว่าการแลกข้อมูลส่วนบุคคลกับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย อาจไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทางด้านกรมการปกครองได้รับรายงานว่า มีกลุ่มบุคคลใช้อุปกรณ์สแกนม่านตา ชื่อว่า Orb ในการสแกนเก็บข้อมูลม่านตาของประชาชนตามห้างสรรพสินค้า เพื่อแลกกับเหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซี ประมาณ 500-1,000 บาท จากการตรวจสอบพบว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การดำเนินการของสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ

ขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ข้อมูลในท้องที่ และสอดส่องการจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อป้องกันการหลอกลวงประชาชน ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์กำลังวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากประชาชนถูกหลอกลวงหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด/อำเภอ หรือสายด่วน 1567

อันตรายจากการ สแกนม่านตา แลกเงิน

การ สแกนม่านตา เพื่อแลกกับเงิน อาจดูเหมือนเป็นโอกาสที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูลส่วนตัวของเราในระยะยาว

ทำไมต้องระวังการ สแกนม่านตา?

ข้อมูลชีวภาพ เช่น ข้อมูลม่านตา เป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนและมีความเฉพาะตัวสูง หากข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลออกไป อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและการทำธุรกรรมต่างๆ ของเราได้

ก่อนตัดสินใจ สแกนม่านตา เพื่อแลกกับผลตอบแทนใดๆ ก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน และพิจารณาอย่างรอบคอบว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่

อย่าลืมว่าข้อมูลส่วนตัวของเรามีค่า และควรได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด

ที่มา – อันตราย เตือนประชาชน “สแกนม่านตา” แลกรับเงิน 500-1,000 บาท เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล

เตือนภัย! ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย! พบ บริษัท ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล แลกเงินดิจิทัล เสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล หวั่นมิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ

ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล เสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. เตือนประชาชนให้ระมัดระวังการสแกน QR Code และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสแกนม่านตาเพื่อแลกกับเงินดิจิทัล เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหลได้ โดยเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ที่ใช้ในการสแกนม่านตา หรือ World ID กำลังเป็นที่นิยมเนื่องจากมีการให้ผลตอบแทนเป็นเงินดิจิทัล

พล.ต.ท.ไตรรงค์เน้นว่า การสแกนม่านตาเป็นการเก็บข้อมูลชีวภาพ ซึ่งถือเป็นข้อมูลอัตลักษณ์ส่วนบุคคลที่สำคัญ แม้ว่าบริษัทที่ทำการสแกนจะอ้างว่าได้ลบภาพดวงตาออกไปแล้ว แต่ข้อมูลที่ถูกแปลงไปแล้วก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องได้ ที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาว่ามีกฎหมายใดที่จะสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการสแกนใบหน้าและม่านตา เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

ทำไมต้องระวังการ ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล

ตำรวจไซเบอร์ได้ทำการตรวจสอบพบว่าในหลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มออกมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสแกนม่านตาแล้ว ตัวอย่างเช่น ประเทศสเปนได้สั่งระงับการเก็บและประมวลผลข้อมูลชั่วคราว รวมถึงบล็อกข้อมูลที่ได้เก็บไปแล้ว ในขณะที่ประเทศโปรตุเกสได้สั่งให้หยุดเก็บข้อมูลเป็นเวลา 90 วัน เนื่องจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับสแกนข้อมูลของเด็ก และข้อมูลที่ให้แก่ผู้สแกนไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ประเทศเยอรมนี อินโดนีเซีย ฮ่องกง และบราซิล ก็ได้มีการสั่งระงับหรือให้หยุดสแกนม่านตาสำหรับ World ID ชั่วคราว

ผบช.ไซเบอร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการในการยืนยันว่าจะไม่มีการเข้าถึงข้อมูลเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์ได้หลังจากที่ได้ลบภาพดวงตาและแปลงข้อมูลไปแล้ว เบื้องต้นได้สั่งการให้ บก.ตอท. บช.สอท. ทำการประมวลเรื่องทั้งหมดเพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชาและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เพื่อหาแนวทางในการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป สำหรับการเรียกผู้ประกอบการที่ให้บริการสแกนม่านตามาให้ข้อมูลนั้น จะต้องนำเรื่องเข้าพิจารณาก่อน

การที่ ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนและสามารถนำไปใช้ในการระบุตัวตนของบุคคลได้อย่างแม่นยำ หากข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลไป อาจนำไปสู่การถูกแอบอ้างตัวตน การโจรกรรมข้อมูล หรือการถูกติดตามโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจสแกนม่านตาเพื่อแลกกับเงินดิจิทัล หรือผลประโยชน์อื่นๆ ควรพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ หากไม่แน่ใจ ควรหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัว เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขอเตือนให้ทุกท่านระมัดระวังและตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลอยู่เสมอ และอย่าหลงเชื่อกับสิ่งตอบแทนที่ดูเหมือนจะง่ายดายจนเกินไป เพราะอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่กว่าได้

ที่มา – ตรวจพบบริษัท เปิดสแกนม่านตาแลกเงินดิจิทัล เสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล

Scroll to top