สแกมเมอร์คืออะไร

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

“ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา” แต่อยากให้ทั่วโลกรวมพลังกันต่อต้านสแกมเมอร์อย่างจริงจัง 

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตนคิดว่าไม่ใช่การเอาโลกมารวมพลังกันจัดการกับสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอทุกประเทศทั่วโลก จึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันให้ความร่วมมือ ในรูปแบบที่กฎหมายแต่ละประเทศสามารถรองรับและช่วยจัดการปัญหานี้ได้ 

การที่กระทรวงดีอี ได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention Against Cybercrime) ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับนานาประเทศได้มากขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นทิศทางที่ดีและการจัดการกับปัญหานี้ ที่เป็นปัญหากับหลายชาติ จึงกลายเป็นปัญหาระดับโลก

ส่วนคำถามว่า การแก้ไขปัญหานี้จะเกิดเป็นรูปธรรมอย่างไร ตนมองว่า การจัดประชุมในครั้งนี้ได้ ก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุม แจ้งความประสงค์เข้ามาน้อยกว่าที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แต่เมื่อถึงงานจริงมีหลายประเทศที่มาเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักว่าเป็นปัญหาระดับโลก และความจริงจัง และความจริงใจของประเทศไทย ที่จะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในเวทีโลก จึงถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างมหาศาลต่อมุมมองโลกที่มองประเทศไทยในเรื่องนี้

ส่วนกระทรวงดีอี จะวางแนวทางในการร่วมมือกับนานาชาติอย่างไรในการปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เราไม่ได้เจาะจงเฉพาะประเทศกัมพูชา และอยากให้ทุกประเทศรับรู้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เทคโนโลยีสามารถจะเป็นทางออกได้ แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบผู้ใช้ให้ดี เทคโนโลยีที่ควรจะเป็นตัวตัดวงจรสแกมเมอร์ เช่น การสแกนม่านตา อาจถูกครอบงำ ก็กลายเป็นว่าแทนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ได้เลย ตรงนี้หากเรานำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีนี้ และสามารถนำไปใช้ได้เพื่อป้องกันการเกิดภัยแบบเดียวกันในแต่ละประเทศ ก็จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อวิวัฒนาการเทคโนโลยี

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

จากกรณีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านสแกมเมอร์

การลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนากลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า การจัดประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความมุ่งมั่นของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจและเข้าร่วมการประชุมอย่างคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก

กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ หากมีการใช้งานอย่างเหมาะสมและมีการควบคุมดูแลที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนและตรวจสอบข้อมูล สามารถช่วยป้องกันการหลอกลวงและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ได้

การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ดังนั้น ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา แต่เป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลก ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่มา – “ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา”

ส่งกลับลอตสุดท้าย “สแกมเมอร์ชาวจีน” กว่าพันคน

ความคืบหน้าล่าสุดในการกวาดล้างกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเมียนมา กองกำลังกะเหรี่ยง BGF ได้ควบคุมการส่งตัวกลุ่ม “สแกมเมอร์ชาวจีน” กลับประเทศอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน สรุปยอดรวมการส่งตัวอยู่ที่ 1,180 คน หลังจากการปราบปรามอย่างเข้มข้นในพื้นที่เมืองชเวก๊กโก่ และเคเคปาร์ค

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจ สภ.แม่สอด ได้ร่วมกันส่งตัวชาวจีนกลุ่มสแกมเมอร์จีนเทาชุดสุดท้ายกลับประเทศ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด จังหวัดตาก การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นเที่ยวสุดท้ายของการส่งตัวกลับ ทำให้ยอดรวมตลอด 4 วันของการปฏิบัติการอยู่ที่ 1,180 คน

พันโทหน่ายหม่องโซ โฆษกกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง BGF ได้ควบคุมการส่งกลับกลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีนอย่างใกล้ชิด โดยเริ่มทยอยส่งตัวออกจากเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมาตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่ทางการทูตของจีนมารับตัวข้ามแดนมายังสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ก่อนนำตัวไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด เพื่อเดินทางกลับประเทศต้นทาง แต่ละคนจะมีป้ายสีเหลืองระบุตัวเลขกำกับไว้ที่คอ เพื่อใช้ในการตรวจสอบจำนวน

รัฐบาลจีนได้จัดเครื่องบินเช่าเหมาลำจากสายการบินไชน่า เซาเทิร์นแอร์ไลน์ มารับตัวสแกมเมอร์ชาวจีนกลับประเทศ โดยแบ่งการเดินทางเป็นหลายเที่ยวบิน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม (300 คน), 2 ธันวาคม (299 คน), 3 ธันวาคม (293 คน) และ 4 ธันวาคม (287 คน) ซึ่งในวันสุดท้าย มีการแบ่งเที่ยวบินย่อยๆ หลายเที่ยว โดยมีทั้งชายและหญิง แต่ส่วนใหญ่เป็นชาย อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวจีนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังถูกกักตัวอยู่ในเมียนมาเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพและโรคติดต่อ

ชาวจีนที่ถูกส่งตัวกลับในครั้งนี้ ส่วนใหญ่มาจากเมืองชเวก๊กโก่ และเมืองเคเคปาร์ค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านเอ่งจี่เหมี่ยง” ในจังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา พื้นที่เหล่านี้เป็นที่ตั้งของแก๊งค์สแกมเมอร์ออนไลน์ขนาดใหญ่ ซึ่งดำเนินการหลอกลวงเหยื่อผ่านทางอินเทอร์เน็ต การปราบปรามครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างทหารเมียนมา ตำรวจเมียวดี ตรวจคนเข้าเมือง และกองกำลังกะเหรี่ยง BGF ซึ่งนำไปสู่การทำลายอาคารสำนักงานที่ใช้ในการกระทำผิด

ส่งกลับลอตสุดท้าย “สแกมเมอร์ชาวจีน”

การส่งกลับสแกมเมอร์ชาวจีนครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่สร้างความเสียหายให้กับผู้คนจำนวนมาก การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

การกวาดล้างและส่งกลับกลุ่มสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอาชญากรรมออนไลน์เท่านั้น แต่ยังมีผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอีกด้วย การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระยะยาว

การปราบปรามแก๊งค์สแกมเมอร์เหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เรายังคงต้องเฝ้าระวังและร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นอีกในอนาคต การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงต่างๆ และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์

ที่มา – ส่งกลับลอตสุดท้าย “สแกมเมอร์ชาวจีน” หลังถูกกวาดล้างในเมียนมา 4 วัน รวมกว่าพันคน

ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน โยงจีนเทา

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดปฏิบัติการ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “จีนเทา” ซึ่งเป็นขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่ ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ได้ถึง 3,642 เครื่อง ซึ่งคาดว่าลักลอบดำเนินการมานานถึง 3 ปี สร้างความเสียหายทางรายได้ให้กับรัฐเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการปฏิบัติการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ในครั้งนี้ โดยใช้ชื่อปฏิบัติการว่า “Operation Copperhead”

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบายว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง DSI ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) ได้เข้า ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 6 จุด และจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 1 จุด รวมทั้งสิ้น 7 จุด โดยเป็นโกดัง 4 จุด และบ้านพัก 3 จุด

เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดและอายัดเครื่องขุดบิตคอยน์จากโกดังต่างๆ รวมจำนวน 3,642 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 270 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีมูลค่าระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบอีกประมาณ 30 ล้านบาท รวมมูลค่าของอุปกรณ์ทุนที่ใช้ในการตั้งเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อนทั้งระบบกว่า 300 ล้านบาท

ส่วนใหญ่เครื่องขุดบิตคอยน์ถูกซุกซ่อนไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ มีการติดตั้งระบบเก็บเสียงและระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบการลักลอบใช้ไฟฟ้า จากการสืบสวนขยายผลพบว่า ผู้บงการรายใหญ่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “จีนเทา” ซึ่งเป็นเครือข่ายในประเทศพม่า และมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ มีการตรวจพบเส้นทางการเงินและผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน โดยดำเนินการมานานกว่า 3 ปี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อขยายผลไปยังเส้นทางการฟอกเงินและการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยเตรียมประสานความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทางการจีน ซึ่งมีการหารือเบื้องต้นแล้ว เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีและสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลที่ตรวจพบ คาดว่ามีเงินหมุนเวียนภายในเครือข่ายมากกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเส้นทางการเงินบางส่วนเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทบิตคอยน์ ซึ่งเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มจีนเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้ DSI ได้ปฏิบัติการ “รื้อเหมืองขุดบิตคอยน์ลับ” เมื่อวันที่ 31 มกราคม และได้ทำการตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์จำนวน 1,788 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และขยายผลจนพบการลักลอบใช้ไฟฟ้า

ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า DSI ได้เชิญให้มาตรวจสอบอุปกรณ์ขุดบิตคอยน์และปราบปรามผู้กระทำผิด รวมถึงขยายผลไปยังธุรกิจที่ทำผิดกฎหมายและลักลอบใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจ จึงขอให้ DSI ขยายผลการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าต่อไป เพราะการขุดบิตคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณสูงมาก ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะเป็นผู้กำกับดูแล โดยยึดนโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” คือทำอะไรก็ทำไป แต่หากพฤติกรรมผิดกฎหมายก็จะเปิดเผยชื่อออกมา ไม่ว่าจะเป็นใคร ตำแหน่งอะไร หรือเป็นนักการเมืองก็ตาม

การทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อนครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในกรมราชทัณฑ์ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ต้องกังวล เพราะได้ให้นโยบายกับรัฐมนตรีไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องสั่งการอธิบดีหรือใคร เพราะทุกคนทราบดีอยู่แล้ว และยึดถือหลักการเดิม ส่วนเรื่องสำนวนคดีฮั้วสว. และคดีเขากระโดง ไม่ได้ติดตาม ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ สำหรับเรื่องคุกวีไอพี ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการไปแล้ว อะไรที่อุกอาจก็ไม่ต้องห่วง เพราะตนเป็นคนเพื่อนน้อยและไม่มีหนี้ที่ต้องไปใช้ตอบแทนใคร นโยบายคือการปฏิรูปการทำงานของกรมราชทัณฑ์ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่ ในประเทศไทยไม่มีใครมีอำนาจเหนือกฎหมายได้

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย DSI ได้ร่วมกันตรวจสอบของกลาง อุปกรณ์ที่ลักลอบใช้ไฟฟ้า ที่ DSI ยึดมาได้จำนวนมาก พร้อมมอบนโยบายให้ DSI ขยายผลปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบนี้ต่อไป

การ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายจีนเทาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ การขยายผลไปยังเส้นทางการเงินและการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดในลักษณะนี้อีก

ที่มา – ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน โยง “จีนเทา” สแกมเมอร์ข้ามชาติ เงินหมุนกว่า 5 พันล้าน

รวบ! แก๊งค์ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** หลอกลงทุนคริปโต

ตำรวจบุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ รวบชาวต่างชาติ 15 ราย ข้อหาลักลอบเปิดเว็บไซต์หลอกเหยื่อลงทุนใน “เงินคริปโต”

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยงาน ได้เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในย่านนวลจันทร์ กรุงเทพมหานคร และจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติจำนวน 15 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบเปิดเว็บไซต์เพื่อหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในเงินคริปโตเคอร์เรนซี

ผู้ต้องหาประกอบด้วยชาวอาเซอร์ไบจาน 9 คน, ชาวจอร์เจีย 5 คน และชาวยูเครน 1 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 25 เครื่อง, เราเตอร์ 2 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 16 เครื่อง, อุปกรณ์หูฟังและสายชาร์จ 15 ชุด, และเอกสารสคริปต์ข้อความที่ใช้ในการหลอกลวง 5 ชุด การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.30 น. ของวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา บริเวณเพิงพักไม่มีเลขที่ ตรงข้ามวัดนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการสั่งการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ให้ชุดสืบสวนนครบาลและชุดสืบสวนไซเบอร์ลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังจากได้รับแจ้งเหตุร้องเรียนจากประชาชนว่า บริเวณท้ายซอยระหว่างซอยนวลจันทร์ 36-38 มีเสียงดังรบกวนและมีชาวต่างชาติเดินเข้าออกอาคารคล้ายโกดังเก็บของ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าชาวต่างชาติ 2 คน ซึ่งเป็นชาวอาเซอร์ไบจาน ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงขอความช่วยเหลือจากเจ้าของโกดังเพื่อสื่อสาร จนกระทั่งได้รับอนุญาตให้เข้าตรวจสอบภายในโกดัง

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปในโกดัง พบกลุ่มคนประมาณ 15 คน กำลังนั่งอยู่ประจำโต๊ะคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะการใช้งานคอมพิวเตอร์ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ กลุ่มคนดังกล่าวมีท่าทีตกใจและพยายามหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด

จากการสืบสวนขยายผล พบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดร่วมกันเปิดเว็บไซต์เพื่อหลอกลวงเหยื่อให้ลงทุนในเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายไทย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่, มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ รวบชาวต่างชาติ 15 ราย ลักลอบเปิดเว็บหลอกลงทุนคริปโต

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจประชาชนให้ระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนผ่านเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือมีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ผลกระทบจากการ บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ ต่อการลงทุนคริปโต

การบุกค้นครั้งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวงในการลงทุนออนไลน์ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มมิจฉาชีพที่คิดจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิดว่า จะต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย

การ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** ครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงให้ลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีผู้ที่ไม่หวังดีเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์มากมาย

ดังนั้น การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วน และลงทุนในแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือเท่านั้น หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจ

การ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** และจับกุมชาวต่างชาติในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจนครบาลและตำรวจไซเบอร์ เพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

นอกจากนี้ การ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** ยังเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล และความจำเป็นในการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สำหรับใครที่สนใจลงทุนคริปโต ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

ที่มา – บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ รวบชาวต่างชาติ 15 ราย ลักลอบเปิดเว็บหลอกลงทุนคริปโต

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมหลอกเหยื่อ!

ตำรวจบุกจับนายหน้าซิมผี! ปูพรมล่าเครือข่าย ป้อนซิมให้แก๊งมิจฉาชีพ เปิดซิมกว่า 300 หมายเลข ใช้หลอกลวงเหยื่อ เตือนประชาชนอย่ารับจ้างเปิดซิม ผิดกฎหมาย!

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ชุด Anti Scam Center กก.สส.ภ.จว.จันทบุรี นำโดย พ.ต.อ.อรรฆพงษ์ สุนทรวิภาต รอง ผบก.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.อ.พีรพล เสลารัตน์ ผกก.สส.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.ท.ธนเดช หลาบมาลา รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.ภัควัต เมฆฉาย สว.กก.สส.ฯ พร้อมกำลังตำรวจ เข้าจับกุม น.ส.พรนภา หรือมิ้น อายุ 25 ปี ชาว ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี พร้อมของกลางโทรศัพท์ iPhone 8 Plus จำนวน 1 เครื่อง

สืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาใช้ Facebook โพสต์ในกลุ่มสาธารณะ โฆษณารับเปิดลงทะเบียนซิมมือถือให้คนอื่น โดยมีค่าตอบแทน เป็นนายหน้าซิมผี คือซิมที่ลงทะเบียนด้วยชื่อคนอื่น แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ใช้งานจริง

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หาคนเปิดซิมได้กว่า 200-300 หมายเลข! ตำรวจเจอประวัติในระบบรับแจ้งความออนไลน์ 2 คดี จึงควบคุมตัวส่ง สภ.ทุ่งเบญจา ดำเนินคดี

ตำรวจเตือนว่า ซิมผีเป็นช่องทางสำคัญที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ และเครือข่ายอาชญากรรมใช้หลอกลวงประชาชน เพราะตามตัวคนร้ายยาก ห้ามขายข้อมูลบัตรประชาชน ใช้ชื่อคนอื่นลงทะเบียนซิม หรือจ้างเปิดซิมเด็ดขาด! เพราะผิดกฎหมายทั้งผู้ใช้ ผู้ขาย และผู้ลงทะเบียนแทน อาจถูกนำไปก่ออาชญากรรมต่างๆ

หากเห็นการรับจ้างลงทะเบียนซิม หรือขอซื้อบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนซิม แจ้งตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร 191 ได้เลย

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

ทำไมนายหน้าซิมผีถึงเป็นภัยสังคม?

ปัญหานายหน้าซิมผีและซิมผีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการหลอกลวง แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะซิมเหล่านี้มักถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมายที่ร้ายแรง เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และการก่อการร้าย เนื่องจากยากต่อการติดตามและระบุตัวผู้กระทำผิด ทำให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงซิมจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย ทำให้พวกเขาสามารถสร้างความเสียหายแก่ประชาชนได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงทางการเงิน การข่มขู่ หรือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ดังนั้น การกวาดล้างนายหน้าซิมผีและซิมผีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่ตำรวจสามารถจับกุมนายหน้าซิมผีรายนี้ได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ แต่ยังคงต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อกำจัดปัญหาซิมผีให้หมดไปจากสังคมไทย

อยากฝากถึงทุกคนว่า อย่าหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ผลตอบแทนง่ายๆ ในการเปิดซิม เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – จับนายหน้า “ซิมผี” เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

Scroll to top