สแกมเมอร์เกาหลี

ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน โยงจีนเทา

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดปฏิบัติการ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “จีนเทา” ซึ่งเป็นขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่ ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ได้ถึง 3,642 เครื่อง ซึ่งคาดว่าลักลอบดำเนินการมานานถึง 3 ปี สร้างความเสียหายทางรายได้ให้กับรัฐเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการปฏิบัติการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ในครั้งนี้ โดยใช้ชื่อปฏิบัติการว่า “Operation Copperhead”

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบายว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง DSI ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) ได้เข้า ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 6 จุด และจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 1 จุด รวมทั้งสิ้น 7 จุด โดยเป็นโกดัง 4 จุด และบ้านพัก 3 จุด

เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดและอายัดเครื่องขุดบิตคอยน์จากโกดังต่างๆ รวมจำนวน 3,642 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 270 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีมูลค่าระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบอีกประมาณ 30 ล้านบาท รวมมูลค่าของอุปกรณ์ทุนที่ใช้ในการตั้งเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อนทั้งระบบกว่า 300 ล้านบาท

ส่วนใหญ่เครื่องขุดบิตคอยน์ถูกซุกซ่อนไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ มีการติดตั้งระบบเก็บเสียงและระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบการลักลอบใช้ไฟฟ้า จากการสืบสวนขยายผลพบว่า ผู้บงการรายใหญ่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “จีนเทา” ซึ่งเป็นเครือข่ายในประเทศพม่า และมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ มีการตรวจพบเส้นทางการเงินและผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน โดยดำเนินการมานานกว่า 3 ปี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อขยายผลไปยังเส้นทางการฟอกเงินและการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยเตรียมประสานความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทางการจีน ซึ่งมีการหารือเบื้องต้นแล้ว เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีและสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลที่ตรวจพบ คาดว่ามีเงินหมุนเวียนภายในเครือข่ายมากกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเส้นทางการเงินบางส่วนเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทบิตคอยน์ ซึ่งเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มจีนเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้ DSI ได้ปฏิบัติการ “รื้อเหมืองขุดบิตคอยน์ลับ” เมื่อวันที่ 31 มกราคม และได้ทำการตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์จำนวน 1,788 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และขยายผลจนพบการลักลอบใช้ไฟฟ้า

ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า DSI ได้เชิญให้มาตรวจสอบอุปกรณ์ขุดบิตคอยน์และปราบปรามผู้กระทำผิด รวมถึงขยายผลไปยังธุรกิจที่ทำผิดกฎหมายและลักลอบใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจ จึงขอให้ DSI ขยายผลการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าต่อไป เพราะการขุดบิตคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณสูงมาก ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะเป็นผู้กำกับดูแล โดยยึดนโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” คือทำอะไรก็ทำไป แต่หากพฤติกรรมผิดกฎหมายก็จะเปิดเผยชื่อออกมา ไม่ว่าจะเป็นใคร ตำแหน่งอะไร หรือเป็นนักการเมืองก็ตาม

การทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อนครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในกรมราชทัณฑ์ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ต้องกังวล เพราะได้ให้นโยบายกับรัฐมนตรีไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องสั่งการอธิบดีหรือใคร เพราะทุกคนทราบดีอยู่แล้ว และยึดถือหลักการเดิม ส่วนเรื่องสำนวนคดีฮั้วสว. และคดีเขากระโดง ไม่ได้ติดตาม ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ สำหรับเรื่องคุกวีไอพี ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการไปแล้ว อะไรที่อุกอาจก็ไม่ต้องห่วง เพราะตนเป็นคนเพื่อนน้อยและไม่มีหนี้ที่ต้องไปใช้ตอบแทนใคร นโยบายคือการปฏิรูปการทำงานของกรมราชทัณฑ์ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่ ในประเทศไทยไม่มีใครมีอำนาจเหนือกฎหมายได้

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย DSI ได้ร่วมกันตรวจสอบของกลาง อุปกรณ์ที่ลักลอบใช้ไฟฟ้า ที่ DSI ยึดมาได้จำนวนมาก พร้อมมอบนโยบายให้ DSI ขยายผลปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบนี้ต่อไป

การ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายจีนเทาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ การขยายผลไปยังเส้นทางการเงินและการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดในลักษณะนี้อีก

ที่มา – ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน โยง “จีนเทา” สแกมเมอร์ข้ามชาติ เงินหมุนกว่า 5 พันล้าน

รวบ! แก๊งค์ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** หลอกลงทุนคริปโต

ตำรวจบุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ รวบชาวต่างชาติ 15 ราย ข้อหาลักลอบเปิดเว็บไซต์หลอกเหยื่อลงทุนใน “เงินคริปโต”

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยงาน ได้เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในย่านนวลจันทร์ กรุงเทพมหานคร และจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติจำนวน 15 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบเปิดเว็บไซต์เพื่อหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในเงินคริปโตเคอร์เรนซี

ผู้ต้องหาประกอบด้วยชาวอาเซอร์ไบจาน 9 คน, ชาวจอร์เจีย 5 คน และชาวยูเครน 1 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 25 เครื่อง, เราเตอร์ 2 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 16 เครื่อง, อุปกรณ์หูฟังและสายชาร์จ 15 ชุด, และเอกสารสคริปต์ข้อความที่ใช้ในการหลอกลวง 5 ชุด การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.30 น. ของวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา บริเวณเพิงพักไม่มีเลขที่ ตรงข้ามวัดนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการสั่งการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ให้ชุดสืบสวนนครบาลและชุดสืบสวนไซเบอร์ลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังจากได้รับแจ้งเหตุร้องเรียนจากประชาชนว่า บริเวณท้ายซอยระหว่างซอยนวลจันทร์ 36-38 มีเสียงดังรบกวนและมีชาวต่างชาติเดินเข้าออกอาคารคล้ายโกดังเก็บของ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าชาวต่างชาติ 2 คน ซึ่งเป็นชาวอาเซอร์ไบจาน ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงขอความช่วยเหลือจากเจ้าของโกดังเพื่อสื่อสาร จนกระทั่งได้รับอนุญาตให้เข้าตรวจสอบภายในโกดัง

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปในโกดัง พบกลุ่มคนประมาณ 15 คน กำลังนั่งอยู่ประจำโต๊ะคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะการใช้งานคอมพิวเตอร์ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ กลุ่มคนดังกล่าวมีท่าทีตกใจและพยายามหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด

จากการสืบสวนขยายผล พบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดร่วมกันเปิดเว็บไซต์เพื่อหลอกลวงเหยื่อให้ลงทุนในเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายไทย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่, มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ รวบชาวต่างชาติ 15 ราย ลักลอบเปิดเว็บหลอกลงทุนคริปโต

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจประชาชนให้ระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนผ่านเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือมีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ผลกระทบจากการ บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ ต่อการลงทุนคริปโต

การบุกค้นครั้งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวงในการลงทุนออนไลน์ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มมิจฉาชีพที่คิดจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิดว่า จะต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย

การ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** ครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงให้ลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีผู้ที่ไม่หวังดีเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์มากมาย

ดังนั้น การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วน และลงทุนในแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือเท่านั้น หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจ

การ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** และจับกุมชาวต่างชาติในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจนครบาลและตำรวจไซเบอร์ เพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

นอกจากนี้ การ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** ยังเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล และความจำเป็นในการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สำหรับใครที่สนใจลงทุนคริปโต ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

ที่มา – บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ รวบชาวต่างชาติ 15 ราย ลักลอบเปิดเว็บหลอกลงทุนคริปโต

เกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ

คณะผู้แทนจากรัฐสภาเกาหลีใต้ยังคงเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ ประเทศกัมพูชาอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเป้าไปที่อาคารต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวเกาหลีใต้จำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้อง

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้เข้าตรวจค้นอาคารดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา และทำการควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งก่อนส่งตัวกลับประเทศด้วยเที่ยวบินพิเศษเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม

คณะกรรมาธิการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชาได้มอบหลักฐานที่ได้จากการตรวจค้นให้แก่คณะผู้แทนเกาหลีใต้เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเบื้องต้นพบว่าชาวเกาหลีใต้ที่ทำงานในศูนย์แห่งนี้ส่วนใหญ่สมัครใจทำงานเอง อย่างไรก็ตาม ทางเกาหลีใต้ยังคงตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีบางส่วนถูกล่อลวงให้เข้ามาทำงานโดยไม่รู้ตัว

ทางการเกาหลีใต้ได้ออกหมายจับผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศไปแล้ว 49 คน จากทั้งหมด 64 คน และกำลังพิจารณาออกหมายจับเพิ่มเติม ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรแมนซ์สแกม การหลอกลงทุน และการโทรศัพท์หลอกลวงหรือฟิชชิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายเป็นชาวเกาหลีใต้ด้วยกันเอง

เจ้าหน้าที่กัมพูชาเปิดเผยว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการบุกตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยถึง 92 จุด ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้กว่า 3,400 คน จาก 20 สัญชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยื่อที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงและได้ถูกส่งตัวกลับประเทศแล้ว ส่วนผู้ที่เชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงจำนวน 75 คน ถูกดำเนินคดีในศาลกัมพูชา

ทั้งรัฐบาลกัมพูชาและเกาหลีใต้ได้ประกาศความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคให้หมดสิ้น พร้อมทั้งยกระดับการตรวจสอบแรงงานต่างชาติเพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชากลายเป็นฐานของอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ

ความร่วมมือระหว่างประเทศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

ทำไมการเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญจึงสำคัญ?

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและภาพลักษณ์ของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มมิจฉาชีพว่าการกระทำของพวกเขาจะไม่ได้รับการยอมรับและจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพและการรายงานเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ ถือเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญจึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

Scroll to top