สแกมเมอร์ Cambodia

ด่วน! กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ของ เฉิน จื้อ

ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) สั่ง กัมพูชาสั่งชำระบัญชีและยุติการให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” ทันที หลังผู้ก่อตั้งถูกส่งตัวให้ทางการจีน

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ มีผลให้ธนาคารกลางกัมพูชา (NBC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 มกราคม สั่งให้ธนาคาร “ปรินซ์แบงก์” เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี (Liquidation) ตามกฎหมายของราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี Morisonkak MKA เป็นผู้ชำระบัญชีอย่างเป็นทางการ

แถลงการณ์ระบุว่าปรินซ์แบงก์ถูกสั่งระงับการให้บริการธนาคารใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการรับฝากเงินและการให้สินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ทาง NBC ได้แจ้งแนวทางปฏิบัติสำหรับลูกค้าดังนี้ ผู้ฝากเงินสามารถถอนเงินได้ตามปกติ โดยเตรียมเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม ส่วนผู้กู้เงินยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ

ทำไม กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์? “ปรินซ์แบงก์” เป็นบริษัทในเครือของ Prince Holding Group หนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชา ซึ่งก่อตั้งโดย นายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ซึ่งขณะนี้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของนานาชาติ โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 เขาถูกทางการสหรัฐฯ และอังกฤษประกาศคว่ำบาตร ในข้อหาบงการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งต้มตุ๋นออนไลน์ที่ใช้แรงงานเหยื่อค้ามนุษย์ในกัมพูชา

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา นายเฉินถูกฟ้องร้องในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยึดบิทคอยน์จำนวนประมาณ 127,271 BTC ซึ่งมีมูลค่าในปัจจุบันสูงกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในสหรัฐฯ เขาอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มบริษัท Prince Group ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และทางการจีนยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจับกุมและการส่งตัวในครั้งนี้

เฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ เฉิน เป็นเจ้าของ Prince Holding Group หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในกัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ที่ประกอบด้วยบริษัทหลายแห่ง มีธุรกิจมากกว่า 100 แห่งในกัมพูชา ทั้งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร การเงิน การบิน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ เทคโนโลยี อาหารและเครื่องดื่ม เขามีความใกล้ชิดกับกลุ่มนักการเมืองระดับสูงของกัมพูชา เริ่มจากการเป็นที่ปรึกษาให้กับ ซอร์ เค็ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ในปี 2017 จากนั้นไต่เต้าไปเรื่อยๆ สนิทสนมใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับผู้นำประเทศ จนกลายเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาโดยตรงของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เนี๊ยะออกญา เฉิน จื้อ.

กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ”

ผลกระทบจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ต่อผู้บริโภค

การที่กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกค้าของธนาคารโดยตรง โดยเฉพาะผู้ฝากเงินและผู้กู้เงิน ดังนั้น การทำความเข้าใจแนวทางปฏิบัติที่ NBC กำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

  • สำหรับผู้ฝากเงิน: ควรตรวจสอบเอกสารประกอบการถอนเงินให้พร้อม และติดต่อธนาคารเพื่อดำเนินการถอนเงินตามขั้นตอนที่กำหนด
  • สำหรับผู้กู้เงิน: ยังคงต้องชำระหนี้และปฏิบัติตามพันธกรณีเงินกู้ตามปกติ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือ ควรติดต่อธนาคารเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อนาคตของ Prince Holding Group หลังจาก กัมพูชาสั่งชำระบัญชี ปรินซ์แบงก์ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจของกัมพูชา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

ที่มา – กัมพูชาสั่งชำระบัญชี-ยุติให้บริการ “ปรินซ์แบงก์” ของ “เฉิน จื้อ” หลังถูกส่งตัวให้ทางการจีน

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

“ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา” แต่อยากให้ทั่วโลกรวมพลังกันต่อต้านสแกมเมอร์อย่างจริงจัง 

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตนคิดว่าไม่ใช่การเอาโลกมารวมพลังกันจัดการกับสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอทุกประเทศทั่วโลก จึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันให้ความร่วมมือ ในรูปแบบที่กฎหมายแต่ละประเทศสามารถรองรับและช่วยจัดการปัญหานี้ได้ 

การที่กระทรวงดีอี ได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention Against Cybercrime) ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับนานาประเทศได้มากขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นทิศทางที่ดีและการจัดการกับปัญหานี้ ที่เป็นปัญหากับหลายชาติ จึงกลายเป็นปัญหาระดับโลก

ส่วนคำถามว่า การแก้ไขปัญหานี้จะเกิดเป็นรูปธรรมอย่างไร ตนมองว่า การจัดประชุมในครั้งนี้ได้ ก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุม แจ้งความประสงค์เข้ามาน้อยกว่าที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แต่เมื่อถึงงานจริงมีหลายประเทศที่มาเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักว่าเป็นปัญหาระดับโลก และความจริงจัง และความจริงใจของประเทศไทย ที่จะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในเวทีโลก จึงถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างมหาศาลต่อมุมมองโลกที่มองประเทศไทยในเรื่องนี้

ส่วนกระทรวงดีอี จะวางแนวทางในการร่วมมือกับนานาชาติอย่างไรในการปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เราไม่ได้เจาะจงเฉพาะประเทศกัมพูชา และอยากให้ทุกประเทศรับรู้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เทคโนโลยีสามารถจะเป็นทางออกได้ แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบผู้ใช้ให้ดี เทคโนโลยีที่ควรจะเป็นตัวตัดวงจรสแกมเมอร์ เช่น การสแกนม่านตา อาจถูกครอบงำ ก็กลายเป็นว่าแทนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ได้เลย ตรงนี้หากเรานำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีนี้ และสามารถนำไปใช้ได้เพื่อป้องกันการเกิดภัยแบบเดียวกันในแต่ละประเทศ ก็จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อวิวัฒนาการเทคโนโลยี

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

จากกรณีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านสแกมเมอร์

การลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนากลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า การจัดประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความมุ่งมั่นของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจและเข้าร่วมการประชุมอย่างคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก

กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ หากมีการใช้งานอย่างเหมาะสมและมีการควบคุมดูแลที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนและตรวจสอบข้อมูล สามารถช่วยป้องกันการหลอกลวงและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ได้

การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ดังนั้น ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา แต่เป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลก ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่มา – “ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา”

2 ชายสิงคโปร์โดนจับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ชายชาวสิงคโปร์สองคนถูกตั้งข้อหาในฐานะผู้โทรหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งสแกมเมอร์ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา และมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในสิงคโปร์

คงไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้แน่นอน วันนี้เรามาอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ

นายเวย์น โซ หยู เฉิน อายุ 27 ปี และนายไบรอัน ซี อิง ฟา อายุ 32 ปี ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงประมาณวันที่ 9 กันยายนปีนี้

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร คนละ 1 กระทง ในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และต้องสงสัยว่ามีส่วนสนับสนุนวัตถุประสงค์ผิดกฎหมายของ “กลุ่มอาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับสิงคโปร์”

ตามคำแถลงของตำรวจก่อนหน้านี้ นายโซ ถูกเนรเทศออกจากกัมพูชา ขณะที่ นายซี ถูกจับกุมระหว่างการเข้าตรวจค้นในจังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย

ชายทั้งสองคนเป็นส่วนหนึ่งในบรรดาผู้ต้องสงสัย 34 ราย ที่สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ต้องการตัวในฐานะสมาชิกของกลุ่มอาชญากรองค์กร

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชาได้ร่วมกันทลายแก๊งอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์

ตำรวจระบุว่า แก๊งนี้ซึ่งปฏิบัติการอย่างลับ ๆ จากศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ เชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบคดีอย่างน้อย 438 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,021 ล้านบาท)

สำหรับผู้ที่อยู่ในการควบคุมตัวในสิงคโปร์แล้ว ได้แก่ นายอึ้ง เหว่ย คัง น้องชายของหัวหน้าแก๊งที่ถูกกล่าวหา และนางสาวคริสตี้ นีโอ เหว่ย เอิน  แฟนสาวของเขา ซึ่งทั้งสองยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปหลังจากการยื่นประกันตัวไม่สำเร็จ ส่วนนายอึ้ง เหว่ย เหลียง หัวหน้าแก๊งชาวสิงคโปร์ที่ถูกกล่าวหา ยังคงหลบหนีอยู่ พร้อมกับผู้ต้องสงสัยอื่น ๆ อีก 31 คน

นายโซและนายซี ถูกเนรเทศไปยังสิงคโปร์และถูกจับกุมทันทีที่เดินทางถึงในวันที่ 16 พฤศจิกายน หลังจากถูกตั้งข้อหา พวกเขาจะถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนและจะต้องกลับมารายงานตัวต่อศาลอีกครั้งในวันที่ 24 พฤศจิกายน

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาเข้าร่วมในการกระทำที่พวกเขาทราบว่าจะเอื้อต่อการกระทำความผิดร้ายแรงใด ๆ เพื่อส่งเสริมจุดประสงค์ที่ผิดกฎหมายของแก๊งอาชญากร พวกเขาอาจต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ.

2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขอบข่ายการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ซึ่งมักมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศหนึ่งแต่กลับมุ่งเป้าไปที่การหลอกลวงเหยื่อในอีกประเทศหนึ่ง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์

  • ผู้ต้องหา 2 รายคือนายเวย์น โซ หยู เฉิน และนายไบรอัน ซี อิง ฟา
  • ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้โทรหลอกลวงประจำศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในกรุงพนมเปญ
  • ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมองค์กร
  • แก๊งนี้ก่อเหตุหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในสิงคโปร์
  • ความเสียหายรวมกว่า 41 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

การจับกุม 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในครั้งนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจสิงคโปร์และหน่วยงานของกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประชาชนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและตระหนักถึงกลโกงต่าง ๆ ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่กว่า ดังนั้นการป้องกันตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ข้อควรระวังเพื่อป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลที่ไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจก่อนทำธุรกรรมใด ๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากสงสัยว่าถูกหลอกลวง ให้แจ้งความกับตำรวจทันที

คดี 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์และปกป้องตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ที่มา – 2 ชายชาวสิงคโปร์ ถูกตั้งข้อหาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีสแกมเมอร์ในกัมพูชา

รมว.เกาหลีใต้กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เดินทางเยือนกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าพบนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักศึกษาเกาหลีใต้วัย 22 ปี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเด็นหลักคือการผลักดันให้กัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์อย่างจริงจัง

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงก่อนการเยือนว่า การหารือระหว่างทั้งสองประเทศจะมุ่งเน้น “ความร่วมมือเพื่อขจัดอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” พร้อมระบุว่ามาตรการสำคัญคือการตั้ง “คณะทำงานร่วมเกาหลี–กัมพูชา” ที่รวมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองฝ่าย เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาที่มีชาวเกาหลีใต้เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ หลังพบศพของนายพัค มินโฮ นักศึกษาเกาหลีใต้ วัย 22 ปี ในรถกระบะใกล้ภูเขาโบกอร์ จังหวัดกำปอต ทางตอนใต้ของกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาถูกทำร้ายและทรมานก่อนเสียชีวิต ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมเกาหลีใต้และกระตุ้นให้รัฐบาลส่งคณะผู้แทนด่วนไปยังกัมพูชาเพื่อเจรจา

ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีเหยื่อจำนวนมากถูกล่อลวงหรือบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดและใช้ความรุนแรง ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า อาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยอ้างความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือโอกาสลงทุนหลอกลวงเพื่อโกงเหยื่อทั่วโลก

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ประเมินว่า ศูนย์หลอกลวงในกัมพูชามีแรงงานราว 200,000 คน รวมถึงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน เมื่อเดือนที่แล้วมีชาวเกาหลีใต้ 64 คนถูกส่งกลับประเทศด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หลังถูกตำรวจจับในกัมพูชา โดยกว่า 50 คนถูกตั้งข้อหามีส่วนร่วมในกิจกรรมฉ้อโกงออนไลน์

รมว.เกาหลีใต้กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

การเยือนของนายโช ฮยอนในครั้งนี้ มีขึ้นต่อเนื่องจากการเดินทางของคิม จินอา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศ และคณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงกดดันทางการทูตที่เกาหลีใต้กำลังใช้เพื่อกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคนี้

ความสำคัญของการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

การปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อความสูญเสียของนักศึกษาเกาหลีใต้ แต่ยังเป็นการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก การที่เกาหลีใต้ใช้แรงกดดันทางการทูต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และความสำคัญของการร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านภัยคุกคามนี้

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การจัดตั้งคณะทำงานร่วมเกาหลี-กัมพูชาเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหา
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การจับกุมและส่งตัวผู้กระทำผิดกลับประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
  • การป้องกัน: การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อ

การปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักถึงภัยคุกคามและการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

ตร. แถลงผลปราบสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่ ตอกย้ำความมุ่งมั่น ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง

วันที่ 9 พ.ย. 2568 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”เตรียมแถลงผลปฏิบัติการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ ในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งจะมีการรวบรวมผลการดำเนินการจากทุกหน่วยทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศสงครามไซเบอร์สแกม ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท โดยยกเป็นวาระแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปฏิบัติการ MONEY CASH BACK อย่างต่อเนื่อง สามารถหยุดยั้งการโอนเงิน ติดตามเงินของผู้เสียหายคืนได้อย่างรวดเร็ว โดยได้รับการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่าง ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ ศูนย์ PCT และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ WARROOM IAC และสถาบันการเงิน โดยล่าสุด สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถนำเงินคืนผู้เสียหายได้รวมกว่า 1.2 ล้านบาท

คดีที่ 1 สภ.ศรีราชา อายัดเงินได้ 300,320 บาท ขณะบัญชีม้ากำลังถอนเงิน โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 ตำรวจ สภ.ศรีราชา ได้รับการประสานจาก WARROOM IAC และทีมสืบสวนทุจริตด้านดิจิทัล ฝ่ายป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ว่าพบความเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัยภายในธนาคาร ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าตรวจสอบ พบนายอำนาจฯ กำลังรอถอนเงินสด 300,320 บาท จึงเข้าควบคุมตัว

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอำนาจยอมรับว่า ได้รับว่าจ้างให้ถอนเงินโดยแลกค่าจ้างเพียง 4,000 บาท ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกชุดคุมตัว นางธัญญพัทธ์ ทำหน้าที่ควบคุมการถอนเงิน จากการสอบสวนสารภาพว่าได้รับว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ให้ดูแลการถอนเงิน เมื่อตรวจสอบที่มาของเงิน พบมีผู้เสียหายรายหนึ่งอยู่ในพื้นที่ สน.ท่าข้าม กรุงเทพมหานคร ถูกหลอกลงทุน โอนเงินให้แก๊งมิจฉาชีพผ่านบัญชีของนายอำนาจ 301,141 บาท จึงให้เข้าร้องทุกข์ เพื่อดำเนินการคืนเงินตามโครงการ MONEY CASH BACK

อีกคดี ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมเครือข่ายคอกม้า 12 ราย ยึดเงินสดกว่า 927,000 บาท โดย ศปอส.ตร. สืบสวนเส้นทางการเงินและติดตามผู้ต้องสงสัยในเครือข่ายบัญชีม้า ก่อนเข้าตรวจสอบที่ธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา พบกลุ่มบุคคล 12 ราย พฤติการณ์ตรงกับข้อมูลเครือข่ายบัญชีม้า จึงเข้าควบคุมตัวพร้อมตรวจยึดของกลางเงินสด 927,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การว่าเห็นโฆษณาชักชวน “รับเช่าบัญชี รายได้สูง” ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เช่น “หารายได้เสริมง่ายๆ” และ “ไม่ง้อเงินเดือน” อ้างว่าถูกแอดมินในไลน์หลอกให้ส่งเอกสารส่วนตัว และบัญชีธนาคารเพื่อเช่าบัญชี โดยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 5,000 บาท เมื่อถึงวันถอนเงิน แอดมินจะสั่งการผ่านโทรศัพท์ตลอดเวลา และมีผู้คุมบัญชีคอยติดตามดูแลในพื้นที่ เมื่อถอนเงินเสร็จจะนำเงินทั้งหมดส่งต่อให้ผู้รวบรวมเงินตามคำสั่ง

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและธนาคารเอกชน เพื่อหยุดยั้งเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ผบ.ตร.ชมเชยชุดสืบสวน สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และตำรวจภูธรภาค 1 ที่สามารถดำเนินการเชิงรุก รวดเร็ว เฉียบขาด จนนำไปสู่การยึดเงินคืน และจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งเครือข่าย และขอเตือนผู้หลงผิดให้เช่าบัญชี รับจ้างกดเงินแลกกับรายได้ไม่กี่บาท ทั้งที่รู้ว่าเป็นขบวนการอาชญากรรมที่ตำรวจมุ่งมั่นปราบปรามเด็ดขาด จริงจัง ต้องถูกดำเนินคดี รับโทษหนักทั้งจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเท เสียสละ เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ และขอให้ประชาชนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1441 หรือ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การแถลงผลการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

ความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นที่จะปกป้องประชาชนจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส เพื่อให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนควรตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ที่มา – “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ตอกย้ำความมุ่งมั่น เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ

ท่าทีล่าสุดจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต่อกรณีที่มี “คนนอก” ออกมาโจมตีองค์กรตำรวจ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยบิ๊กต่ายเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบในสิ่งที่พูด และขอให้ตำรวจก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนไม่ขอเอ่ยชื่อใครที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์องค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ทุกคำพูดต้องมีความรับผิดชอบ เพราะอาจกระทบต่อจิตใจของข้าราชการตำรวจทั้งในและนอกราชการได้ ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ตนขอเลือกที่จะอดทนและทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ

สำหรับกรณีที่มีอดีตนายตำรวจยื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองว่าการแชร์ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวเป็นการทำลายองค์กร พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนรับฟังทุกความคิดเห็น ทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งที่ต้องการคือการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงความรู้สึกของตำรวจที่ทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน โดยยกตัวอย่างตำรวจที่เสียสละจนพิการหรือล้มป่วยจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้สมควรถูกมองว่าเป็นสแกมเมอร์หรือไม่ และยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายกับตำรวจที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ฝากถึง “คนนอก” ที่เคยอยู่ในกรมปทุมวัน

สิ่งที่บิ๊กต่ายฝากถึงคนที่เคยอยู่ในกรมปทุมวัน คือการสำนึกในบุญคุณขององค์กรตำรวจ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านที่ให้ที่พักพิง ที่อยู่อาศัย ที่กิน เงินเดือน และอาชีพ บิ๊กต่ายเน้นย้ำว่าตนเองเติบโตมาจากครอบครัวตำรวจและโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งปลูกฝังวินัย ความซื่อสัตย์ และความรักชาติ รักสถาบัน และได้รับการฝึกอบรมจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งหล่อหลอมอุดมคติของตำรวจให้ยึดมั่นในประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงการที่นายกรัฐมนตรีได้เปิดเวทีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยอมรับว่า การกล่าวหาต่อองค์กรตำรวจเป็นเรื่องร้ายแรงและกระทบต่อจิตใจของตำรวจทั้งประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะหารือกันเพื่อพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะรับฟังทุกความคิดเห็นและนำไปปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่ตำรวจทุกคนต้องตระหนักคือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด และการรักษาเกียรติขององค์กรไว้

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมต่อไป

ที่มา – “บิ๊กต่าย” ไม่ขอเอ่ยชื่อ “คนนอก” โจมตีองค์กรตำรวจ แต่ฝากอย่าทำร้ายบ้านตัวเอง

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

“สุดารัตน์” ชี้ ภัยทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย หว่านแจก-ซื้อเสียง ย้ำคนไทยต้องไม่เลือกนักการเมืองชั่ว จี้รัฐบาลเร่งปราบขบวนการฟอกเงิน หวั่นนำไปสู่ความพินาศทั้งระบบของชาติ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแทรกซึมของทุนดำและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ปล้นเงินจากประชาชนไทยและทั่วโลก ผ่านการหลอกลวงออนไลน์และธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยมีมูลค่าความเสียหายปีละหลายแสนล้านบาท และกำลังพยายามฟอกเงินผ่านการเมืองไทย เพื่อยึดประเทศอย่างเป็นระบบและก่ออาชญากรรมเหล่านี้

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุในตอนหนึ่งว่า ด้วยเงินเพียง 20,000 ล้านบาท จากกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ซึ่งเป็นทุนดำที่ปล้นคนไทยไปหลายแสนล้านบาท ร่วมกับนักการเมืองชั่วบางกลุ่ม ขบวนการเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองได้อย่างน่ากลัว ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกและปล้นเงินจากผู้คนทั่วโลก รวมถึงมีการหลอกแรงงานไทยและต่างชาติเข้าไปทำงานในเครือข่าย มีการซ้อมทรมานและเสียชีวิต เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จนทั่วโลกเรียกกันว่าสแกมโบเดีย

เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการปล้นนี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการฟอกขาว หรือการฟอกเงิน (Money Laundering) ซึ่งประเทศไทยกลับกลายเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรข้ามชาติ เนื่องจากระบบการตรวจสอบและกฎหมายที่อ่อนแอ ทำให้ไทยกลายเป็นสวรรค์ของอาชญากร และเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของขบวนการสแกมเมอร์ทั่วภูมิภาค เมื่ออาชญากรเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงินในประเทศไทย ย่อมต้องจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจบางราย โดยเฉพาะนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแลกกับการคุ้มครองหรือการหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย จึงก่อให้เกิดขบวนการ “ทุนดำ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลครอบงำระบบการเมือง

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เผยต่อไปว่า กลุ่มทุนดำเหล่านี้ไม่ได้เพียงฟอกเงินผ่านช่องทางเดิม เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ หมู่บ้านจัดสรร หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย สกุลเงินดิจิทัล หรือทองคำเท่านั้น ซึ่งล้วนส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งและกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยอย่างรุนแรง แต่ยังพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิม คือการฟอกเงินผ่านกระบวนการทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง อาจมีการใช้เงินทุนดำเข้ามาซื้อเสียงและควบคุมพรรคการเมือง เพื่อยึดประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีรายงานว่าขบวนการดังกล่าวเตรียมใช้งบประมาณไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางรายหัวละ 50–70 ล้านบาท เพื่อซื้อตัวและซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ หายนะของประเทศจะมาถึงแน่ หากคนไทยไม่พร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด เพราะเงินที่นำมาแจกนั้นคือเงินที่ปล้นจากคนไทยเอง ประชาชนสามารถรับเงินได้เพราะเป็นเงินของพวกเราที่ถูกปล้นไป แต่ต้องไม่กากบาทให้กับนักการเมืองชั่วที่เอาเงินสกปรกมาซื้ออำนาจ เพื่อกลับมาโกงชาติและประชาชนต่อไป

“ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในประเทศไทย รวมถึงนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้การคุ้มครองขบวนการเหล่านี้ โดยต้องสั่งอายัดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินคดีอาญากับทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและนานาชาติเพื่อสกัดเส้นทางทุนดำไม่ให้กลับมาทำลายประเทศอีก หากประเทศไทยไม่รีบดำเนินการอย่างจริงจัง ขบวนการทุนดำจะกลายเป็นผู้ครอบงำการเมือง เศรษฐกิจ และระบบราชการไทยอย่างเบ็ดเสร็จ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่ความพังพินาศทั้งระบบของชาติ”

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเตือนถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในประเทศไทย นั่นคือ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย โดยขบวนการเหล่านี้กำลังใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และความอ่อนแอของระบบตรวจสอบ เพื่อฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะขบวนการเหล่านี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้ามาในระบบการเมือง และพร้อมที่จะใช้เงินสกปรกซื้ออำนาจ เพื่อที่จะเข้ามาควบคุมประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ

ทำไมต้องเร่งปราบปราม “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย?

การปล่อยให้ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย เป็นภัยเงียบที่กัดกินสังคมไทย จะนำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทุจริตคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรงขึ้น
  • ความเสื่อมถอยของระบบเศรษฐกิจ
  • ความไม่มั่นคงทางการเมือง

ดังนั้น การเร่งปราบปรามขบวนการเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการต่อต้านภัยร้ายนี้ โดยการไม่สนับสนุนนักการเมืองที่ซื้อเสียง และร่วมกันตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน หากทุกคนร่วมมือกัน เราจะสามารถป้องกันไม่ให้ขบวนการทุนดำเหล่านี้เข้ามายึดครองประเทศไทยได้

การตระหนักถึงภัยร้ายของทุนดำและสแกมเมอร์ที่กำลังรุกคืบเข้ามาในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคย ประชาชนต้องร่วมมือกันตรวจสอบนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้ามามีอำนาจและทำลายประเทศชาติของเรา

ที่มา – “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย จี้รัฐบาลเร่งปราบปราม

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบผู้ถือหุ้น ปรินซ์ อินเตอร์ฯ

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบปากคำพยาน 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไขปมโยงเครือข่าย ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และ เฉิน จื้อ

จากกรณีที่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่ง นายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ กำลังถูกทางการสหรัฐฯ ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการทำธุรกิจศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยใช้แรงงานบังคับ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower โดยทำสัญญาเช่าระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2569 เพื่อประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และเป็นคนละบริษัทกับกลุ่มที่ถูกสหรัฐฯ อายัดทรัพย์ของนายเฉิน จื้อ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเช่าอาคาร Sino-Thai Tower หรือเจ้าของอาคาร

บริษัท เอช ที อาร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower แก่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ชี้แจงว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการด้านการให้เช่าและดูแลอาคารสำนักงานในนาม Sino-Thai Tower ในฐานะผู้ให้เช่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่สำนักงานอยู่บนชั้น 7 ของอาคาร เพื่อดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้บริการลูกค้าภายในประเทศไทยเท่านั้น และยืนยันว่าบริษัทฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 09:30 น. ที่อาคาร Sino-Thai Tower เลขที่ 32/28 ถนนสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม พร้อมคณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ 134/2568 และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเข้าพบผู้ถือหุ้น บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อบันทึกการสอบปากคำและรับมอบพยานเอกสารตามที่ผู้ถือหุ้นประสงค์จะให้ความร่วมมือกับ DSI

กระบวนการสอบปากคำพยานกับผู้ถือหุ้นบริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะเป็นการสอบปากคำผู้ถือหุ้นชาวไทย 2 ราย ได้แก่ นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ และ นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ โดยจะสอบถามถึงที่มาที่ไปของการประกอบธุรกิจ และผลประกอบการที่ผ่านมา รวมถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และผู้ถือหุ้นทั้งหมดว่ามีใครถือหุ้นในบริษัทอื่นหรือไม่

ประเด็นสำคัญในการสอบสวน ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย

หากผู้ถือหุ้นรายใดให้การว่าตนเองเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือไม่เกี่ยวข้อง คณะพนักงานสืบสวนจะบันทึกคำให้การไว้ทั้งหมด เพราะบุคคลมีสิทธิ์ที่จะให้การอย่างไรก็ได้ หากให้การว่าเคยเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป พนักงานสืบสวนก็จะสอบถามต่อว่าเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง จากธุรกิจใด เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และตอนนี้ยังร่วมธุรกิจกันอยู่หรือไม่ หากผู้ถือหุ้นต้องการมอบพยานเอกสารใดแก่ DSI เพื่อประกอบคำให้การ ทาง DSI ก็ยินดีรับนำไปพิจารณาในสำนวนการสืบสวน

บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ทุนปัจจุบัน 2 ล้านบาท ประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยมีนาย หวัง ยู่ ถัง สัญชาติจีน (ไต้หวัน) เป็นกรรมการรายเดียว รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 พบว่า นายหวัง ยู่ ถัง ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ส่วนผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 3 ราย ได้แก่ นายพิภพ ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 21%, นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ ถือหุ้น 20%, นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 10%

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 บริษัทมีการแจ้งเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท นายหวัง ยู่ ถัง เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 และนายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ เข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ปัจจุบัน นายวุฒิชัย ได้ยุติการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว เหลือนายหวัง ยู่ ถัง เป็นกรรมการรายเดียว

วัตถุประสงค์การทำธุรกิจของบริษัทเมื่อปี 2565 พบว่า บริษัทแห่งนี้ประกอบกิจการขายสินค้าตามวัตถุประสงค์จากประเทศญี่ปุ่น เช่น เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม อาหารแห้ง เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ในปี 2566 แจ้งเปลี่ยนเป็นการขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป จากนั้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 เปลี่ยนเป็นกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ได้เปลี่ยนประเภทธุรกิจเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทได้มีการนำส่งงบการเงิน 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้:

  • งบการเงินปี 2565: สินทรัพย์รวม 1,006,266 บาท, หนี้สินรวม 44,000 บาท, รายได้รวม 6,266 บาท, รายจ่ายรวม 44,000 บาท, ขาดทุนสุทธิ 37,733 บาท
  • งบการเงินปี 2566: สินทรัพย์รวม 729,345 บาท, หนี้สินรวม 18,888 บาท, รายได้รวม 10,000 บาท, รายจ่ายรวม 1,261,810 บาท, ขาดทุนสุทธิ 1,251,810 บาท
  • งบการเงินปี 2567: สินทรัพย์รวม 1,521,851 บาท, หนี้สินรวม 5,096,157 บาท, รายได้รวม 858,415 บาท, รายจ่ายรวม 5,072,286 บาท, ขาดทุนสุทธิ 4,284,763 บาท

การ ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการทำธุรกิจ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา – ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

กัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง นี่เป็นอีกครั้งที่กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน และความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

การจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ปฏิบัติการเหล่านี้มักมีฐานอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่เหยื่ออาจอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลาย เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อ พวกเขาอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ การรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทางการกัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในคดีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชา เกาหลีใต้ และจีน รัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องพลเมืองของตน

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ
  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

คือสิ่งสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

การป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน แก่บุคคลที่คุณไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่ หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากคุณสงสัยว่าคุณอาจตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความกับตำรวจ

การตระหนักถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัว จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้

ข่าวการจับกุมชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอในโลกออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

Scroll to top