สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ครม.รับลูก กสม.ทบทวนแลนด์บริดจ์ฟังชาวบ้าน

ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติสำคัญที่สะท้อนถึงความใส่ใจต่อสิทธิชุมชน เมื่อ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” โดยย้ำว่าต้องฟังเสียงชาวบ้านเพื่อตัดสินอนาคตโครงการนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ ได้เผยรายละเอียดหลังการประชุมว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้โครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่จริง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ เพื่อย่นระยะทางขนส่งสินค้าจากฝั่งอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน ลดการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่กสม. ชี้ว่าต้องไม่ละเลยสิทธิชุมชน ข้อเสนอหลักคือให้ ฟังเสียงคนในพื้นที่ ทุกกลุ่มอาชีพ โดยสั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ลงพื้นที่ระนองและชุมพร เพื่อเช็กความต้องการจริง ก่อนลุยต่อ

ครม. จึงกำชับ สศช. นำรายงานการศึกษาความเป็นไปได้เดิมมาพิจารณาร่วมกับความเห็นท้องถิ่น ไม่ใช่ยัดเยียดจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพหลัก ประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย และ สศช. ให้สรุปผลภายใน 30 วัน ส่งกลับสำนักเลขาธิการครม. เพื่อนำเสนอที่ประชุมครม. อีกครั้ง

ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์: ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้

  • สิทธิชุมชนเป็นหลัก: กสม. ย้ำสิทธิกำหนดเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ ต้องไม่ละเมิดวิถีชีวิต
  • ลงพื้นที่จริง: สศช. ต้องรับฟังทุกกลุ่ม เพื่อประเมินศักยภาพพื้นที่
  • กรอบเวลา 30 วัน: เร่งรัดสรุปผล ไม่ให้โครงการล่าช้าแต่ต้องยั่งยืน
  • หน่วยงานร่วม: คมนาคมนำ ทส. มท. สศช. ช่วยวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม

โครงการนี้มีศักยภาพสูงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้จากการขนส่งสินค้าเกินแสนล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนต่างชาติ แต่ชาวบ้านกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน และการประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลัก การที่ ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน แลนด์บริดจ์ จึงเป็นสัญญาณดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก ว่าพร้อมพัฒนาแบบมีส่วนร่วม หากทำสำเร็จ แลนด์บริดจ์จะเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของภาคใต้ สร้างงาน สร้างรายได้ แต่ต้องแก้痛点ของชาวบ้านให้ได้ เช่น การชดเชยที่ดิน การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการกระจายผลประโยชน์

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การทบทวนครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงโครงการล้มเหลวจากคดีความหรือการประท้วง หากรัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริง โครงการจะเดินหน้าด้วยความราบรื่น

สุดท้าย การพัฒนาต้องควบคู่สิทธิมนุษยชน รัฐบาลชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมรับฟัง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ครม. รับลูก กสม. สั่งทบทวน “แลนด์บริดจ์” ย้ำต้องฟังเสียงชาวบ้านตัดสินอนาคต

“อนุทิน” ถกรับมือพลังงาน น้ำมันสำรองพอ

สถานการณ์พลังงานโลกกำลังตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรี อนุทิน ถกรับมือพลังงาน อย่างจริงจัง โดยจัดการประชุมด่วนเพื่อรับมือผลกระทบ ยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ และก๊าซธรรมชาติยังไม่น่าวิตกกังวล

อนุทิน ถกรับมือพลังงาน

วันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีคณะผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหน่วยงานอื่นๆ

อนุทิน ถกรับมือพลังงาน สั่งมาตรการไม่ให้กระทบประชาชน

นายกรัฐมนตรี อนุทิน เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องประชาชนจากผลกระทบด้านค่าครองชีพ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมมาตรการรอบด้าน เช่น การบริหารจัดการสต็อกพลังงาน การรักษาเสถียรภาพราคา และการส่งเสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว (Energy Resilience) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้รายงานแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมนำเสนอแผนบูรณาการ โดยนายกฯ มอบหมายให้สภาพัฒน์เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน

กระทรวงพลังงานรายงานว่า ไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพียงพอต่อการใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่ก๊าซธรรมชาติยังคงมีปริมาณเพียงพอและไม่น่ากังวล โดยมีแผนสำรอง เช่น เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังงานน้ำ และกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยง

ผลกระทบจากตะวันออกกลางและมาตรการรับมือ

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบลดลง ระบบขนส่งทางทะเลหยุดชะงัก สะท้อนถึงราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูง ซึ่งอาจกระทบต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลจึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการ เช่น

  • ยกระดับสต็อกน้ำมันและก๊าซสำรอง
  • กระจายแหล่งนำเข้าจากหลายประเทศ
  • ส่งเสริมการประหยัดพลังงานในระดับประชาชนและอุตสาหกรรม
  • พัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีแผนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น สับซัพพอร์ตราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน หากสถานการณ์เลวร้ายลง

อนุทิน ถกรับมือพลังงาน สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน โดยทุกนโยบายมุ่งลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านพลังงานของชาติ สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบความพร้อมของไทยในการรับมือวิกฤตโลก

ในมุมมองของผู้เขียน อนุทิน ถกรับมือพลังงาน แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของรัฐบาลไทย ที่มีแผนรับมือชัดเจนและสื่อสารโปร่งใส ประชาชนควรช่วยกันประหยัดพลังงาน เช่น ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่จำเป็น ขับรถใช้น้ำมันอย่างประหยัด เพื่อบรรเทาภาระร่วมกัน หากสถานการณ์คลี่คลาย ไทยจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ติดตามข่าวอัพเดทพลังงานและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” ถกรับมือพลังงาน ยันไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอ ก๊าซธรรมชาติยังไม่น่าวิตกกังวล

Scroll to top