สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

“โสภณ” ชี้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการ

“โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้ เป็นประเด็นสำคัญที่นายโสภณ ซารุมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาในงานที่รัฐสภา ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเรื้อรังของการแก้ไขยาเสพติดในประเทศไทย ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นวิกฤตที่ทำลายสังคม เศรษฐกิจ และอนาคตของเยาวชน หากแต่ละหน่วยงานยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำ โดยไม่มีการบูรณาการที่แท้จริง ก็ยากที่จะเห็นผลสำเร็จที่ยั่งยืน

“โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.15 น. ที่รัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดโครงการ “สภาผู้แทนราษฎรพบปะประชาชน เพื่อส่งเสริมบทบาทสภาผู้แทนราษฎรแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” โดยนายโสภณ ซารุมย์ ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน” จากประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่ต่อสู้กับยาเสพติดมา 3 ปี ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคหลัก คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายตัวอยู่ทุกกระทรวง ทุกกรม งบประมาณกระจัดกระจาย ทำให้เกิดการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” ซึ่งเป็นจุดอ่อนใหญ่ที่สุด

อุปสรรคหลักในการแก้ปัญหายาเสพติด

ปัญหายาเสพติดในไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) แต่ครอบคลุมหลายหน่วยงาน เช่น ตำรวจ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายโสภณ ย้ำว่า “คำว่าบูรณาการเป็นยาของราชการมาตลอด” แต่ในทางปฏิบัติยังขาดการประสานงานที่แท้จริง โดยเฉพาะในยุควิกฤตงบประมาณจำกัด ควรมีการใช้เงินงบประมาณร่วมกันและ “เอกซเรย์” กฎหมายว่ายังเพียงพอหรือไม่

  • งบประมาณกระจัดกระจาย ไม่มีจุดกลางในการรวมทรัพยากร
  • หน่วยงานทำงานแยกส่วน ขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • กฎหมายบางฉบับล้าสมัยหรือประกาศใช้ไม่ได้
  • การเมืองขัดขวางการขับเคลื่อน

ข้อเสนอบูรณาการเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด

นายโสภณ แนะนำให้เน้นการบูรณาการ โดยระดมสมองจากหลายจังหวัด ใช้สถาบันนิติบัญญัติเป็นแกนนำในการใช้กฎหมายขับเคลื่อนแก้ปัญหา ท่านชวน ส.ส. และ ส.ว. วาง “การเมือง” ไว้ก่อน มาร่วมกันแก้กฎหมายที่อำนวยความสะดวก ผลักดันประเทศให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ “ไม่อยากเห็นบางกฎหมายหมดอายุผู้แทนแล้ว ยังประกาศใช้ไม่ได้” ท่านกล่าว นี่คือการเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาร่วมมือแก้ปัญหายาเสพติดให้เร็วที่สุด

การบูรณาการไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในบริบทปัจจุบันที่ยาเสพติดลุกลามเข้าสู่ชุมชนและโรงเรียน การทำงานร่วมกันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การแบ่งปันข้อมูลผู้เสพเพื่อบำบัด การป้องกันที่เชื่อมโยงกับการศึกษา และการปราบปรามที่เข้มแข็งจากทุกฝ่าย หากทำได้ จะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากสถิติล่าสุด พบว่าปัญหายาเสพติดเพิ่มขึ้น 20% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะยาไอซ์และกัญชาสังเคราะห์ สังคมไทยต้องการผู้นำที่กล้าบูรณาการจริงจัง นายโสภณ จึงเป็นตัวอย่างของนักการเมืองที่เน้นผลงานมากกว่าการเมือง

สุดท้าย การแก้ปัญหายาเสพติดต้องเริ่มจากความร่วมมือ หาก ส.ส. ส.ว. และทุกหน่วยงานวางการเมืองไว้ก่อน เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง คุณพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบูรณาการแก้ยาเสพติดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โสภณ” ชี้ อุปสรรคแก้ปัญหายาเสพติด ต่างคนต่างทำ แนะบูรณาการทุกหน่วยร่วมกัน ชวน สส. – สว. ร่วมแก้

“ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” รายงานตัวหลัง กกต. รับรองเพิ่ม

“ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” รายงานตัวหลัง กกต. รับรองเพิ่ม

ในวันที่ 9 เมษายน 2569 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขตสุพรรณบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางเข้ารายงานตัวอย่างเป็นทางการต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ณ ห้องรับรองพิเศษ 206 ชั้น 2 หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งเพิ่มเติม สถานการณ์นี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังเสริมทัพกำลังสำคัญ

背景ของการรับรอง “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” รายงานตัวหลัง กกต. รับรองเพิ่ม

การเข้ารายงานตัวของ “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” รายงานตัวหลัง กกต. รับรองเพิ่ม เกิดขึ้นจากผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา กกต. ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ในการประกาศรับรองผู้ชนะเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเพิ่มเติมจำนวน 1 ราย เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวนครบถ้วนตามกฎหมาย ทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้านนิติบัญญัติได้อย่างสมบูรณ์

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนางสาวสิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนางสาววิภารัตน์ ถมยา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง ซึ่งได้อำนวยความสะดวกในการจัดทำทะเบียนประวัติและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่

บทบาทสำคัญของ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ถือเป็นตัวแทนจากจังหวัดสุพรรณบุรีที่มาจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลหลัก พรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สาธารณสุข และการพัฒนาชนบท การเข้าร่วมของ ส.ส.ท่านนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับทัพ ส.ส. ของพรรค ทำให้สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • ประวัติการทำงาน: นายณัฐวุฒิ มีประสบการณ์ในด้านการเมืองท้องถิ่นและการพัฒนาชุมชน
  • นโยบายหลัก: มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจน ส่งเสริมการท่องเที่ยวสุพรรณบุรี และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • ผลกระทบต่อรัฐบาล: ช่วยเพิ่มเสียงข้างมากในสภา สนับสนุนการผ่านร่างกฎหมายสำคัญ

นอกจากนี้ การรายงานตัวของ “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” รายงานตัวหลัง กกต. รับรองเพิ่ม ยังสะท้อนถึงความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้งในประเทศไทย โดยกกต. ได้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในระบบประชาธิปไตย

ผลกระทบต่อการเมืองไทยและอนาคต

การเสริมทัพ ส.ส. เพิ่มเติมเช่นนี้ จะช่วยให้รัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และปัญหาภัยธรรมชาติ ส.ส.สุพรรณบุรีอย่างนายณัฐวุฒิ จะมีบทบาทในการเสนอร่างกฎหมายที่ตอบโจทย์ชาวสุพรรณบุรีและประชาชนทั่วประเทศ เช่น การส่งเสริมเกษตรกรรมสมัยใหม่และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

จากข้อมูลสถิติ พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. กว่า 70 คนในสภา การเพิ่มนายณัฐวุฒิ จะยิ่งทำให้พรรคมีอิทธิพลในคณะกรรมาธิการต่างๆ ผู้ติดตามการเมืองไม่ควรพลาดการอัปเดต動向ล่าสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การเข้ารายงานตัวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในสภา แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่อความมั่นคงทางการเมืองไทย ช่วยให้รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

เรียกดูข้อมูลเพิ่มเติม: ติดตามข่าวการเมืองล่าสุด สมัครรับข่าวสารทางอีเมลเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” รายงานตัวหลัง กกต. รับรองเพิ่ม

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก เป็นข่าวที่หลายคนในแวดวงการเมืองให้ความสนใจเลยนะครับ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งกำลังเป็นพรรคใหญ่ในสภาแห่งนี้ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และมีนัยสำคัญยังไงต่อการเมืองไทย

“อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ซึ่งเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินทางเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว เพื่อรับตำแหน่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อแทนที่ว่างลง หลังจากที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเคยเป็น ส.ส. ลำดับที่ 1 ของพรรค ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น ส.ส. ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

อรรถวิชช์ เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช.

การลาออกของนายพีระพันธุ์นี้ ส่งผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จากนั้น กกต. ก็ได้ประกาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ให้คนลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาแทนตามมาตรา 105 (2) ซึ่งนางสาวสิริธร ลิมปพยอม รองเลขาธิการสภาฯ ก็ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รายงานตัวสภา

ใครคือ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” และบทบาทใน รทสช.

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ในวงการธุรกิจและสังคมมาอย่างยาวนาน แม้จะไม่ใช่หน้าใหม่ในพรรค แต่การก้าวขึ้นมาเป็น ส.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ เขาเคยมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งก่อตั้งโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และกำลังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลกึ่งกลางของไทย

  • ชื่อเต็ม: อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี
  • ลำดับในบัญชีรายชื่อ รทสช.: ถัดจากพีระพันธุ์
  • พรรค: รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)
  • วันที่รายงานตัว: 18 มี.ค. 2569

เหตุผลเบื้องหลังการลาออกของ “พีระพันธุ์” และกระบวนการทางกฎหมาย

แม้รายละเอียดเหตุผลการลาออกของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จะยังไม่เปิดเผยอย่างชัดเจน แต่ตามระบบของรัฐธรรมนูญ การลาออกทำให้เกิดการเลื่อนลำดับอัตโนมัติ เพื่อให้พรรคไม่เสียที่นั่งในสภา กระบวนการนี้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดย กกต. ประกาศผลอย่างเป็นทางการ ทำให้ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก ได้อย่างถูกต้อง

  • มาตรา 101 (3): สิ้นสุดสมาชิกภาพเมื่อลาออก
  • มาตรา 105 (2): เลื่อนคนถัดไปในบัญชี
  • ประกาศ กกต. วันที่ 4 มี.ค. 2569

ระบบนี้ช่วยให้การเมืองไทยมีความต่อเนื่อง ไม่เกิดช่องว่างในสภา ซึ่งสำคัญมากในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจและการปฏิรูป

นัยยะต่อพรรค รทสช. และการเมืองไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี ส.ส. สำรองพร้อมรบเสมอ ไม่ว่าสมาชิกคนไหนจะลาออกหรือมีปัญหา พรรคก็ยังคงมีกำลังในสภาได้เต็มที่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงพลวัตของการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งใหญ่

ในมุมมองของผม การที่ “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก นี้ เป็นสัญญาณดีว่าพรรคมีระบบสำรองที่ดี และอาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ๆ ในสภา หากคุณเป็นคนสนใจการเมือง อย่าลืมติดตามพัฒนาการของ ส.ส. คนใหม่ท่านนี้ เพราะเขาอาจมีบทบาทสำคัญในอนาคต!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้หากคุณคิดว่ามีประโยชน์นะครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” เข้ารายงานตัวสภาฯ เป็น สส.บัญชีรายชื่อ รทสช. แทน “พีระพันธุ์” ที่ลาออก

สรุป 10 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ 377 คน 21 พรรค

หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 สิ้นสุดลง สิ่งที่ทุกคนรอคอยคือการรายงานตัวของ สส. เพื่อเริ่มต้นกระบวนการทางกฎหมายและการเมืองของชาติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้สรุป 10 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ 377 คน จากทั้งหมด 21 พรรคการเมือง โดยณ วันที่ 7 มีนาคม 2569 ยังคงเหลือ สส. อีก 122 คนที่ยังไม่มารายงานตัว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจเพราะแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ ในช่วงเริ่มต้น

การรายงานตัวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 7 มีนาคม 2569 ณ โถงชั้น B1 อาคารรัฐสภา ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ในวันแรกๆ มีจำนวนน้อย แต่พุ่งสูงในวันที่ 5 และ 6 มีนาคม ซึ่งอาจเป็นเพราะพรรคใหญ่จัดคาราวานมาร่วมกัน สรุป 10 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ 377 คนนี้ สะท้อนภาพรวมของสภาที่กำลังจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น

สรุป 10 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ 377 คน

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ใน 10 วันแรก มี สส. มารายงานตัวรวม 377 คนจาก 21 พรรค คงเหลือ 122 คน ซึ่งส่วนใหญ่คาดว่าจะทยอยมาในวันที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่แจ้งกำหนดการวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งมี สส. ถึง 120 คน นี่คือโอกาสสำคัญที่สภาจะครบองค์ประชุมเร็วๆ นี้

ยอดรายงานตัว สส. รายวัน

  • วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569: 47 คน
  • วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569: 46 คน
  • วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569: 4 คน
  • วันที่ 1 มีนาคม 2569: 4 คน
  • วันที่ 2 มีนาคม 2569: 14 คน
  • วันที่ 3 มีนาคม 2569: 4 คน
  • วันที่ 4 มีนาคม 2569: 16 คน
  • วันที่ 5 มีนาคม 2569: 148 คน (พุ่งสูงสุด!)
  • วันที่ 6 มีนาคม 2569: 90 คน
  • วันที่ 7 มีนาคม 2569: 4 คน

จะเห็นได้ว่าวันที่ 5-6 มีนาคม มี สส. มารายงานตัวจำนวนมาก ซึ่งน่าจะมาจากพรรคหลักๆ ที่จัดทีมใหญ่ ทำให้ยอดพุ่งทะลุ 300 คนเข้าไปแล้ว สรุป 10 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ 377 คนนี้ เป็นสัญญาณดีว่ากระบวนการกำลังเร่งตัว

สส. รายงานตัวแยกตามพรรคการเมือง

พรรคที่มี สส. มารายงานตัวมากที่สุดคือพรรคภูมิใจไทยถึง 191 คน รองลงมาเป็นพรรคเพื่อไทย 74 คน และพรรคกล้าธรรม 58 คน นี่คือรายชื่อครบทั้ง 21 พรรค

  1. พรรคภูมิใจไทย: 191 คน
  2. พรรคประชาชน: 1 คน
  3. พรรคเพื่อไทย: 74 คน
  4. พรรคกล้าธรรม: 58 คน
  5. พรรคประชาธิปัตย์: 20 คน
  6. พรรคไทรวมพลัง: 6 คน
  7. พรรคประชาชาติ: 5 คน
  8. พรรคพลังประชารัฐ: 5 คน
  9. พรรคเศรษฐกิจ: 3 คน
  10. พรรครวมไทยสร้างชาติ: 1 คน
  11. พรรคเพื่อชาติไทย: 2 คน
  12. พรรคไทยสร้างไทย: 2 คน
  13. พรรคโอกาสใหม่: 1 คน
  14. พรรคเสรีรวมไทย: 1 คน
  15. พรรคประชาธิปไตยใหม่: 1 คน
  16. พรรคใหม่: 1 คน
  17. พรรคทางเลือกใหม่: 1 คน
  18. พรรครวมใจไทย: 1 คน
  19. พรรครวมพลังประชาชน: 1 คน
  20. พรรคมิติใหม่: 1 คน
  21. พรรคไทยทรัพย์ทวี: 1 คน

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพรรคขนาดใหญ่เคลื่อนไหวรวดเร็ว ขณะที่พรรคเล็กๆ ทยอยตามมา ส่วนพรรคประชาชนที่เหลืออีกเกือบ 120 คน คาดว่าจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ในวันพรุ่งนี้

สรุป 10 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ 377 คนนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นภาพสะท้อนความพร้อมของสภาใหม่ที่จะมาดำเนินงานสำคัญ เช่น การเลือกประธานสภา จัดตั้งรัฐบาล และผลักดันนโยบายที่ประชาชนรอคอย ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้นของการเมืองไทยชุดใหม่ ที่พรรคต่างๆ จะต้องแข่งขันกันแสดงศักยภาพ

คุณคิดอย่างไรกับยอดรายงานตัวนี้? พรรคไหนจะครบทีมก่อน หรือคาดหวังนโยบายอะไรจาก สส. ชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัพเดทข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – สรุป 10 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 377 คน 21 พรรคการเมือง เหลืออีก 122 คน

สภาฯ สรุปยอด 9 วัน สส. รายงานตัวแล้ว 373 คน

วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตให้ฟังกัน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้สภาฯ สรุปยอด 9 วัน สส. รายงานตัวแล้ว 373 คน ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.ชุดที่ 27 บรรยากาศที่รัฐสภาในช่วงนี้คึกคักมาก โดยเฉพาะวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่มี สส. มารายงานตัวถึง 90 คน!

สภาฯ สรุปยอด 9 วัน สส. รายงานตัวแล้ว 373 คน

ตั้งแต่เริ่มเปิดรับรายงานตัวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2569 รวม 9 วัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 373 คนได้เข้ารายงานตัวแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ สส. ทุกพรรคในการเตรียมตัวเข้าสู่สภาใหม่ บรรยากาศวันนี้เริ่มคึกคักตั้งแต่เช้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีม สส. ปชป. มารายงานตัวเป็นกลุ่มแรก ตามด้วยพรรคกล้าธรรมที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และประธานที่ปรึกษาพรรค นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเข้าตึกบัญชี

ช่วงบ่าย พรรคเพื่อไทยก็ไม่น้อยหน้า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกฯ พร้อมนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค นำทีม สส. พท. เดินทางด้วยรถบัสไฟฟ้า EV มาถึงแบบพร้อมเพรียง สร้างสีสันให้กับวันนี้ได้ดีทีเดียว

บรรยากาศ สภาฯ สรุปยอด สส. รายงานตัว

ยอดรายงานตัวรายวันละเอียด

  • 26 ก.พ. 2569: 47 คน
  • 27 ก.พ. 2569: 46 คน
  • 28 ก.พ. 2569: 4 คน
  • 1 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 2 มี.ค. 2569: 14 คน
  • 3 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 4 มี.ค. 2569: 16 คน
  • 5 มี.ค. 2569: 148 คน
  • 6 มี.ค. 2569: 90 คน

เห็นได้ชัดว่าวันที่ 5 และ 6 มี.ค. ยอดพุ่งสูงสุด เพราะ สส. หลายคนรอวันหยุดเสาร์อาทิตย์ผ่านไปแล้วรีบมารายงานตัวกัน

สส. จากพรรคต่างๆ รายงานตัว

สภาฯ สรุปยอดแยกตามพรรคการเมือง

เมื่อสภาฯ สรุปยอดแล้ว พบว่าพรรคใหญ่ๆ นำโด่ง โดยแบ่งเป็น:

  • พรรคภูมิใจไทย: 189 คน
  • พรรคเพื่อไทย: 74 คน
  • พรรคกล้าธรรม: 57 คน
  • พรรคประชาธิปัตย์: 20 คน
  • พรรคไทรวมพลัง: 5 คน
  • พรรคประชาชาติ: 5 คน
  • พรรคพลังประชารัฐ: 5 คน
  • พรรคเศรษฐกิจ: 3 คน
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: 1 คน
  • พรรคเพื่อชาติไทย: 2 คน
  • พรรคไทยสร้างไทย: 2 คน
  • และพรรคเล็กอื่นๆ อีก รวม 21 พรรค
ยอด สส. รายงานตัวแยกพรรค
ทีม สส. พรรคเพื่อไทย
สภาฯ สรุปยอดการรายงานตัว
บรรยากาศคึกคักที่รัฐสภา

ตัวเลขนี้บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาไทย สส. ชุดใหม่พร้อมลุยงานเพื่อประชาชนแล้ว การรายงานตัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงความมุ่งมั่นของนักการเมืองทุกท่าน ในอนาคตเราคงได้เห็นการประชุมสภาที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตล่าสุดได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – สภาฯ สรุปยอด 9 วัน สส. รายงานตัวแล้ว 373 คน เฉพาะ 6 มี.ค. จำนวน 90 คน

“หมอวาโย” กางความมุ่งหมาย รธน. 60 ชี้ลงคะแนนลับจริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเรื่องหนึ่งกันนะครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60 แล้วชี้แจงชัดๆ ว่าการลงคะแนนโดยลับนั้นต้องลับจริงๆ แม้แต่ตรวจสอบย้อนหลังก็ไม่ได้ว่าใครเลือกใคร สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ? เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางดราม่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่หลายคนตั้งคำถาม มาดูกันว่ามันคืออะไรและทำไมถึงสำคัญขนาดนี้

หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง หรือที่เรารู้จักในนาม “หมอวาโย” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพเอกสารสุดฮอตจาก “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560” ที่ออกโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ 140-141 พร้อมแคปชั่นสุดแซ่บว่า “มันจบแล้วครับ กกต.” เย้ยเลยนะเนี่ย!

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าประเด็นนี้มาจากดราม่าบาร์โค้ด (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือบัตรสีชมพูนั่นแหละครับ หลายคนสงสัยว่ามันเอาไว้ทำอะไร และทำไมถึงถูกมองว่าทำให้การลงคะแนนไม่ลับ? หมอวาโยเลยหยิบเอกสารเจตนารมณ์ผู้ยกร่าง รธน. 60 มากางออกมาให้ดูชัดๆ

เจตนารมณ์ รธน. 60 กับคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ”

ในเอกสารระบุชัดเจนเลยครับว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิต้องกระทำในลักษณะที่ บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ ว่าลงคะแนนอย่างไรหรือให้ผู้สมัครคนใด “บุคคลอื่น” ในที่นี้หมายถึงทุกคนยกเว้นตัวผู้ลงคะแนนเอง รวมถึง กกต. ด้วยนะครับ! ไม่ใช่แค่ตอนลงคะแนนเท่านั้น แต่ต้องลับ “ตลอดไป” ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้เลย

  • ลับขณะลงคะแนน: ไม่มีใครเห็นว่าลงให้ใคร
  • ลับหลังลงคะแนน: ไม่มีวิธีไหนสแกนหรือเช็คย้อนได้
  • รวม กกต. ด้วย: เพราะ กกต. ก็เป็น “บุคคลอื่น” ตามเจตนารมณ์
  • ตัวอย่างปัญหา: บาร์โค้ดบนบัตรที่เชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนน ทำให้รู้ได้ว่าใครลงใคร

หมอวาโยชี้ว่าการมีบาร์โค้ดที่สแกนแล้วรู้ได้ว่าผู้ลงคะแนนคนใดลงให้พรรคหรือรายชื่อไหน มันขัดกับ รธน. 60 ชัดๆ เลยครับ เพราะไม่ใช่การลงคะแนนโดยลับตามเจตนารมณ์ผู้ร่าง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะหลักการลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตยเลยนะครับ มันป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การข่มขู่ หรือแรงกดดันจากนายทุนหรือผู้มีอำนาจ ถ้าการลงคะแนนไม่ลับจริง ประชาชนจะกล้าลงตามใจตัวเองได้ยังไง? ในต่างประเทศอย่างอเมริกาหรือยุโรป เขาก็ยึดหลักนี้เคร่งครัด บัตรเลือกตั้งต้องไม่เชื่อมโยงกับตัวบุคคลเด็ดขาด

ก่อนหน้านี้มีคนตีความคำว่า “ลับ” ต่างๆ นานา บ้างว่าลับแค่ไม่ให้คนอื่นเห็นตอนลง บ้างว่าหลังนับเสร็จก็เช็คได้ แต่หมอวาโยหยิบหลักฐานหนักแน่นจาก รธน. 2560 ที่เพิ่งร่างใหม่ๆ มาเมื่อไม่กี่ปีก่อน พยานบุคคลยังอยู่ครบ แถมเอกสารนี้บันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนสุดๆ

สำหรับปมบาร์โค้ดนี่ กกต. บอกว่าเอาไว้ตรวจนับและป้องกันการปลอมแปลง แต่ถ้ามัน track ได้ถึงเจ้าของบัตร มันก็กลายเป็นเครื่องมือสอดแนมเสียงประชาชนไปเลยนะครับ นี่คือเหตุผลที่หมอวาโยโพสต์ “มันจบแล้วครับ กกต.” เพราะหลักฐานชี้ชัดว่าขัดรัฐธรรมนูญ

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเลือกตั้งครั้งหน้าบัตรยังมีบาร์โค้ดแบบนี้ ประชาชนจะไว้ใจได้แค่ไหน? มันอาจนำไปสู่การทุจริตซ่อนรูปได้ง่ายๆ เลยนะ ในฐานะนักข่าวหรือนักเขียนบล็อกอย่างผม คิดว่าประชาชนต้องตื่นตัว เรียกร้องให้ กกต. ปรับระบบใหม่ เอารหัสที่เชื่อมโยงบุคคลออกไป ให้เป็นการลงคะแนนลับแท้ๆ ตาม หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60

สรุปแล้ว เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเลือกตั้งไทยครับ มันย้ำว่ากฎหมายไม่ได้ตีความเอาเองได้ ต้องยึดเจตนารมณ์ผู้ร่าง หวังว่า กกต. จะรับฟังเสียงประชาชนและแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับประเด็นนี้? ติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!

ที่มา – “หมอวาโย” กางความมุ่งหมาย รธน. 60 ชี้ลงคะแนนโดยลับ ต้องตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้ว่าเลือกใคร

Scroll to top