สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค.

ช่วงนี้หลายคนกำลังตื่นเต้นกับข่าวลือเรื่องวันหยุดยาวเพิ่มเติมใช่ไหมครับ? แต่โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค. แล้วนะ! ข่าวที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอ้างว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2567 นั้น ไม่เป็นความจริงเลยสักนิด วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังแบบละเอียด เพื่อไม่ให้ใครตกเป็นเหยื่อข้อมูลเท็จกันครับ

โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค.

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 หลังจากมีข้อมูลเท็จถูกเผยแพร่กว้างขวาง โดยระบุชัดเจนว่า โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค. เพราะขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณา เสนอ หรือมีมติจากครม. ในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ข้อมูลดังกล่าวอ้างว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเสนอให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่องเพิ่ม แต่โฆษกยืนยันว่าเป็นเรื่อง捏造ทั้งสิ้น

รายละเอียดการชี้แจงจากน.ส.รัชดา ธนาดิเรก

น.ส.รัชดา กล่าวว่า “ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด” และขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ต่อ เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างได้ แนะนำให้ยึดถือข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการ เช่น เว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเท่านั้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเฟกนิวส์ที่สร้างความสับสน

วันหยุดราชการจริงในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2567 มีอะไรบ้าง?

เพื่อไม่ให้ทุกคนผิดหวัง มาดูวันหยุดราชการที่ประกาศอย่างเป็นทางการกันดีกว่าครับ ในเดือนมิถุนายน 2567 มีวันสำคัญดังนี้:

  • วันวิสาขบูชา และวันเฉลิมพระ旦ุบัติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี (23 มิถุนายน 2567) – วันหยุดราชการ
  • วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา (24 มิถุนายน 2567) – ไม่ใช่วันหยุดราชการ

ส่วนเดือนกรกฎาคม ยังไม่มีวันหยุดกรณีพิเศษเพิ่มเติม ตามปฏิทินราชการปกติ ดังนั้นอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่บอกว่าจะมีวันหยุดยาวต่อเนื่องเพิ่มนะครับ วันหยุดชดเชยหรือกรณีพิเศษต้องรอการพิจารณาจากครม. จริงๆ เท่านั้น

ทำไมเฟกนิวส์เรื่องวันหยุดราชการถึงแพร่กระจายง่าย?

ในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวเรื่องวันหยุดยาวเป็นหัวข้อที่คนสนใจมากที่สุด เพราะใครๆ ก็อยากได้เวลาพักผ่อนเพิ่ม แต่ปัญหาคือข้อมูลเท็จมักถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียกยอดวิวหรือไลค์ โดยเฉพาะช่วงใกล้วันหยุดสำคัญ โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค. เป็นตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการแชร์โดยไม่ตรวจสอบ

  • สร้างความตื่นเต้นชั่วคราว แต่ผิดหวังในภายหลัง
  • ทำให้ประชาชนเสียเวลา วางแผนผิดพลาด
  • ลดความน่าเชื่อถือของสื่อและรัฐบาล

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ ใช้เครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่น Fact-check website ของไทยอย่าง The101 หรือเว็บราชการ ดู URL ที่น่าเชื่อถือ และรอประกาศอย่างเป็นทางการเสมอครับ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้และคำแนะนำ

เหตุการณ์นี้เตือนใจเราว่า ในโลกดิจิทัลที่ข้อมูลไหลเวียนเร็วแค่ไหน เราต้องมีทักษะการตรวจสอบข้อมูล (Media Literacy) ให้ดีขึ้น รัฐบาลเองก็กำลังเร่งปราบปรามเฟกนิวส์ผ่านกฎหมายและแพลตฟอร์มต่างๆ หากเจอข่าววันหยุดเพิ่ม อย่ารีบแชร์ รอเช็คก่อนดีที่สุด

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านวางแผนวันหยุดตามปฏิทินจริง และติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น หากมีคำถามเพิ่มเติม แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ! อย่าให้เฟกนิวส์มาทำลายความสุขวันหยุดของคุณ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์ “ครม. เคาะวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพิ่ม มิ.ย. และ ก.ค.”

“สุดาวรรณ” ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรี ไม่ผ่าน นิกร โสมกลางเสียบแทน

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันดีกว่าครับ สุดาวรรณ ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรี ไม่ผ่าน สร้างความฮือฮาให้กับหลายๆ คน โดยเฉพาะแฟนคลับพรรคเพื่อไทยที่รอคอยการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่มีชื่อเสนอเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. กลับต้องอกหักเพราะไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ

สุดาวรรณ ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรี ไม่ผ่าน เกิดอะไรขึ้น?

จากรายงานเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากยื่นเอกสารตรวจประวัติและคุณสมบัติผู้สมัครดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ปรากฏว่า น.ส.สุดาวรรณ ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดตามกฎหมาย สาเหตุหลักๆ อาจมาจากประเด็นทางจริยธรรมหรือประวัติที่ถูกตรวจสอบโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน แม้จะไม่เปิดเผยรายละเอียดชัดเจน แต่ก็ทำให้พรรคต้องปรับแผนด่วน

สุดาวรรณ ใครคือตัวเต็งที่พลาดโอกาส?

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย มีบทบาทสำคัญในฐานะรองหัวหน้าพรรคและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เธอเคยมีประสบการณ์ในวงการสื่อและการเมืองท้องถิ่น ทำให้ได้รับความไว้วางใจให้รับโควตาตำแหน่งกระทรวง พม. ที่ดูแลนโยบายสังคม ผู้คนหลายคนคาดหวังว่าเธอจะนำพาการเปลี่ยนแปลงด้านสวัสดิการ แต่สุดท้าย สุดาวรรณ ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรี ไม่ผ่าน ทำให้ต้องรอโอกาสครั้งหน้า

นิกร โสมกลาง ส.ส.โคราช ผู้มาแทนที่

แทนที่จะปล่อยโควตาว่าง พรรคเพื่อไทยตัดสินใจส่ง นายนิกร โสมกลาง ส.ส.นครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 2 ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดน.ส.สุดาวรรณ เข้ามาแทนที่ทันที โดยจะยื่นเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติในวันเดียวกัน นายนิกรเป็น ส.ส.มือฉมังของพรรค มีประสบการณ์ยาวนานในการเมืองท้องถิ่น จังหวัดโคราช และเคยผ่านตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง ทำให้เชื่อว่าจะผ่านฉลุยและสานต่อนโยบายได้อย่างราบรื่น

การเปลี่ยนตัวนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในวงการการเมืองไทย เพราะคุณสมบัติรัฐมนตรีต้องสะอาด 100% ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และ พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเคร่งครัด เช่น ไม่มีพฤติกรรมร้ายแรง ไม่ล้มละลาย ไม่ถูกศาลสั่งลงโทษ ฯลฯ

ผลกระทบจากการตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรีไม่ผ่านของสุดาวรรณ

แม้จะเป็นแค่ 1 ตำแหน่ง แต่ส่งผลต่อภาพรวมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร พิชัยยุทธ พรรคเพื่อไทยที่เป็นหัวหอกหลัก ต้องเร่งปรับโควตาเพื่อไม่ให้ล่าช้า กระทรวง พม. เป็นกระทรวงสำคัญที่ดูแลผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ และปัญหาสังคม หากว่างนานอาจกระทบการดำเนินนโยบายเร่งด่วน

  • ข้อดีของนิกร โสมกลาง: มีฐานเสียงแข็งในภาคอีสาน รู้ปัญหาท้องถิ่นดี
  • ความเสี่ยง: ต้องรอผลตรวจคุณสมบัติ หากไม่ผ่านอีก อาจวุ่นวาย
  • โอกาสสำหรับสุดาวรรณ: อาจได้ตำแหน่งอื่นหรือรอครม.ปรับปรุง
  • ภาพรวมพรรค: แสดงถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัว

จากมุมมองของผม การที่ สุดาวรรณ ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรี ไม่ผ่าน เป็นบทเรียนให้ทุกพรรคต้องเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่แรก ระบบตรวจสอบที่เข้มงวดนี้ช่วยยกระดับคุณภาพรัฐมนตรีได้จริง

อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามต่อว่าครม.ชุดนี้จะเดินหน้าได้เร็วแค่ไหน และนโยบายเด่นๆ จะออกมาเมื่อไหร่ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ!

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจประเด็นนี้ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ ด้วยกัน

ที่มา – “สุดาวรรณ” ตรวจคุณสมบัติรัฐมนตรี ไม่ผ่าน จับตา “นิกร โสมกลาง” สส.โคราช เสียบแทน

รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ถึงมือ 8 หน่วยตรวจแล้ว

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ เกี่ยวกับ รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลคึกคักมาก เมื่อทีมงานของว่าที่รัฐมนตรีหลายคนตบเท้าส่งเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะวันที่ 23 มี.ค. 2567 ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) มีผู้คนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน

รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ถึงมือ 8 หน่วยตรวจคุณสมบัติแล้ว

รายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมดของ ครม.อนุทิน 2 ได้ถูกส่งไปยัง 8 หน่วยงานสำคัญเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่ามีชื่อของน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยรวมอยู่ด้วย นี่ถือเป็นก้าวสำคัญก่อนที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ทุกคนต่างรอคอยผลการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสและรวดเร็ว โดยสลค.ตั้งเป้าจะเสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์

ความคืบหน้าการยื่นเอกสารของพรรคต่างๆ

ฝั่งพรรคเพื่อไทยส่งเอกสารครบทีมแล้ว รวมถึงน.ส.สุดาวรรณ ที่คาดว่าจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีน.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย ในโผรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ส.ส.กาญจนบุรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ไม่น้อยหน้า นายวัชระพล ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี ส่งเอกสารเพื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เวลา 13.15 น. ตามด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เวลาต่อมา นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ยังมีรายชื่ออื่นๆ ที่ส่งทีมงานมาแล้ว เช่น นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

8 หน่วยงานหลักที่ตรวจสอบคุณสมบัติ

เพื่อให้มั่นใจในคุณสมบัติของรัฐมนตรีทุกคน สลค.ได้ส่ง รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ไปยังหน่วยงานตรวจสอบทั้ง 8 แห่ง ดังนี้

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) – ตรวจประวัติอาชญากรรม
  • สำนักงานศาลยุติธรรม – ตรวจคดีความในศาล
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) – ตรวจทุจริต
  • สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ – ตรวจด้านรัฐธรรมนูญ
  • กรมบังคับคดี – ตรวจหนี้สิน
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) – ตรวจคุณสมบัติการเลือกตั้ง
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) – ตรวจผลประโยชน์ทับซ้อน
  • สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) – ตรวจคดีอาญา

หากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น สลค.จะสอบถามความเห็นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทันที นี่เป็นกระบวนการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ทำให้ประชาชนมั่นใจในรัฐบาลชุดใหม่

ครม.อนุทิน 2 นี้มาจากการเจรจาของพรรคการเมืองหลักอย่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การจัดสรรโควตารัฐมนตรีสะท้อนถึงพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ช่วยให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการแก้ปัญหาสังคม

ในมุมมองของผม การตรวจสอบคุณสมบัติที่รวดเร็วแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำงานโปร่งใส หวังว่ารัฐมนตรีทุกท่านจะผ่านฉลุยและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที คุณคิดอย่างไรกับโผครม.ชุดนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ถึงมือ 8 หน่วยตรวจคุณสมบัติแล้ว ยันมีชื่อ “สุดาวรรณ” ด้วย

สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์”

ข่าวการเมืองร้อนแรงในวันนี้ สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2 กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนพูดถึง โดยเฉพาะในแวดวงพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังเตรียมตัวจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2

วันที่ 23 มีนาคม 2567 รายงานจากภายในพรรคภูมิใจไทยระบุว่า ว่าที่รัฐมนตรีได้กรอกประวัติส่วนตัวและส่งเอกสารไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว แต่สิ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์คือ ชื่อของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายคนปัจจุบัน หายไปจากโผอย่างสิ้นเชิง มีข่าวว่าเจ้าตัวได้ปฏิเสธตำแหน่งรองนายกฯ และตำแหน่งอื่นๆ กับนายอนุทินโดยตรง

แทนที่คือข่าวลือหนาหูว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเข้ามานั่งเก้าอี้รองนายกฯ แทน นายปกรณ์เป็นนักกฎหมายชั้นนำ ศิษย์เอกของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรธ. ฉบับ 2560 และนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ทำให้หลายคนมองว่าเขามีศักยภาพสูงในการช่วยแก้ปัญหากฎหมายให้รัฐบาลชุดใหม่

สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ: พื้นหลังและคุณสมบัติ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มาด้วยประสบการณ์ยาวนานในวงการกฎหมาย เขาเคยทำงานใกล้ชิดกับบุคคลสำคัญอย่างนายมีชัยและนายวิษณุ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ หากข่าว สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2 เป็นจริง คงช่วยเสริมทีมกฎหมายของรัฐบาลอนุทินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่กฎหมายซับซ้อนและการเมืองร้อนระอุ

ส่วนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่หลุดโผครั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากการตัดสินใจของตัวเขาเองที่ไม่ประสงค์รับตำแหน่งอีก หลังจากทำหน้าที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายมานาน ทำให้เกิดช่องว่างที่พรรคต้องหาคนมาเติมอย่างเร่งด่วน

ผลกระทบต่อครม.อนุทิน 2 และพรรคภูมิใจไทย

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายสำคัญมากในการตรวจสอบร่างกฎหมายและแก้ไขปัญหาคดีความของรัฐบาล หากนายปกรณ์เข้ามาจริง จะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ราชการและเครือข่ายนักกฎหมายเก่าแก่ ซึ่งอาจช่วยให้ครม.อนุทิน 2 เดินหน้าพรบ.สำคัญๆ ได้คล่องตัวกว่าเดิม เช่น พรบ.ไบโอเซฟตี้ หรือกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล

  • นายปกรณ์: ผู้เชี่ยวชาญกฤษฎีกา ศิษย์มีชัย-วิษณุ
  • บวรศักดิ์: ปฏิเสธตำแหน่งทั้งหมด
  • พรรคภูมิใจไทย: ส่งเอกสารตรวจสอบแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่ามีนักกฎหมายคนอื่นๆ ที่อาจไขก๊อกมาร่วมด้วย ทำให้ครม.ชุดนี้เน้นสายกฎหมายหนักแน่น สะท้อนกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การโยกย้ายครั้งนี้ช่วยลดความขัดแย้งภายในพรรค และเปิดทางให้เลือดใหม่เข้ามา ข่าว สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2 จึงเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคตของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ต้องรอการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะชัดเจนในไม่กี่วันนี้ ผู้ติดตามการเมืองไม่ควรพลาด

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความเพื่อติดตามอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – สะพัด “ปกรณ์” เสียบนั่งรองนายกฯ แทน “บวรศักดิ์” หลังหลุดโผครม.อนุทิน 2

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 เป็นข่าวสำคัญที่ทุกคนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งผ่านพ้นไป คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเสนอโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐสภาครั้งแรก

ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 เกิดอะไรขึ้น

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 แล้ว แต่ยังไม่ระบุวันที่แน่นอนในการเรียกประชุม เนื่องจากต้องรอประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานองคมนตรี

การดำเนินการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้รับเลือกตั้งครบ 95% ของจำนวนทั้งหมด หรืออย่างน้อย 475 คน จากทั้งหมด 500 คน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียกประชุมรัฐสภา

รัฐธรรมนูญมาตรา 83 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 500 คน แบ่งเป็น ส.ส. เขต 400 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน มาตรา 84 ระบุว่าหากมี ส.ส. ครบ 95% แล้ว สามารถเรียกประชุมรัฐสภาได้ หากมีความจำเป็น

  • มาตรา 85 วรรคสี่: กกต. ต้องประกาศผลเลือกตั้งภายใน 60 วันหลังวันเลือกตั้ง (ไม่เกิน 8 เมษายน 2569)
  • มาตรา 121: เรียกประชุมรัฐสภาภายใน 15 วันหลังประกาศผล (ไม่เกิน 22 เมษายน 2569)
  • มาตรา 122: พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุม โดยอาจเสด็จพระราชดำเนินหรือโปรดผู้แทน

ดังนั้น ร่างพระราชกฤษฎีกานี้จึงถูกยกร่างขึ้นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบกฎหมาย และดำเนินการอย่างเรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อกำหนดวันประชุมที่ชัดเจน ซึ่งจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความรับผิดชอบของรัฐบาลในการเตรียมพร้อมสำหรับสภาลูกใหม่

ผลกระทบต่อการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง

การที่ ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 จะเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยประชุมใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ การอภิปรายนโยบาย และการผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ประชาชนต่างคาดหวังว่าสภาจะทำงานเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ค้างคา

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นถกเถียงเรื่องความสุจริต การนับคะแนน และการจัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ซึ่ง กกต. ต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ลองดู timeline สรุป:

  • วันเลือกตั้ง: [วันที่เลือกตั้ง]
  • ประกาศผล กกต.: ภายใน 8 เมษายน 2569
  • เรียกประชุม: ภายใน 22 เมษายน 2569
  • ประชุมครั้งแรก: รอ ส.ส. ครบ 475 คน

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนมองว่าการเตรียมการที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อประชาธิปไตยไทย ขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของชาติ หากคุณสนใจติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากเว็บไซต์ของเราได้เลยวันนี้!

ที่มา – ครม.เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569

Scroll to top