หนี้ครัวเรือน

ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก

ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับเทศกาลวันแม่ที่ทุกคนรอคอย ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทย โดยระบุว่า ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและทัศนคติทางสังคมในยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจนครับ

จากการสำรวจพบว่าในช่วงเทศกาลวันแม่ปี 2569 นี้ จะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจรวมกว่า 11,139 ล้านบาท แม้จะเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ปี แต่เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไป จะพบว่าสาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งวันหยุดยังตรงกับช่วงกลางสัปดาห์ ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยมีความจำกัดในเชิงรูปแบบกิจกรรม

เจาะลึกมุมมองสังคม: ทำไมคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก?

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจคือผลสำรวจที่ระบุว่า ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ที่แสดงความกังวลอย่างชัดเจนในเรื่องของค่าครองชีพ ภาระการเลี้ยงดูบุตรที่สูงลิ่ว รวมถึงความไม่มั่นคงในด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้การสร้างครอบครัวไม่ใช่เป้าหมายหลักอีกต่อไป

พฤติกรรมการใช้จ่ายในวันแม่ที่น่าสนใจ:

  • 40.9% เลือกที่จะไม่ซื้อของขวัญ หรือลดการใช้จ่ายในส่วนนี้
  • กิจกรรมยอดนิยมคือการพาแม่ไปทานอาหารนอกบ้าน ตามด้วยการทำบุญ
  • สินค้าที่ได้รับความนิยมยังคงเป็น พวงมาลัย ดอกไม้ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • โปรโมชั่นและราคาสินค้าเป็นปัจจัยตัดสินใจหลักในการเลือกซื้อของขวัญ

ในปัจจุบัน ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงต้องเผชิญกับภาระหนี้สิน โดยปัจจัยหลักมาจากการที่รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่พุ่งสูงขึ้น แม้ตัวเลขการสะพัดของเงินจะดูสูง แต่นั่นอาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของค่าครองชีพที่แพงขึ้นตามกลไกตลาด ไม่ใช่เพราะกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างแท้จริงครับ

บทสรุปของสถานการณ์นี้คือ การสะท้อนถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านการใช้จ่ายและการวางแผนชีวิต ครอบครัวไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบโดยไร้คนรุ่นใหม่มาเติมเต็ม ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไขในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะวางแผนอนาคตมากขึ้น

ที่มา – ม.หอการค้าฯ เผยวันแม่ปี 69 คาดเงินสะพัดหมื่นล้าน ชี้สถิติคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก

เจาะลึก: หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก

ทำไมสถานการณ์ หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ถึงน่ากังวล?

ในช่วงการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤต โดยเฉพาะตัวเลขหนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่รัฐบาลจะมองข้ามไม่ได้ หากเรายังคงเดินหน้าบริหารจัดการงบประมาณแบบเดิมที่เน้นเพียงแค่งบประจำและกู้เงินมาแจกโดยไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต ประเทศไทยอาจเข้าสู่ภาวะที่ไร้ทางออกอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

วิกฤตที่สะท้อนจากตัวเลข: เมื่อคนไทยแบกภาระเกินตัว

ปัจจุบันหนี้ภาคครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 91% ต่อ GDP ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ 80% อย่างมาก โดยมีคนไทยกว่า 25.5 ล้านคนที่มีภาระหนี้สินเฉลี่ยคนละ 3.3 บัญชี สถานการณ์ที่หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก นี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่คือความจริงที่ประชาชนต้องเจอจากการทำงานหนักเพื่อจ่ายภาษี ในขณะที่ต้องแบกรับภาระหนี้ส่วนตัวที่พอกพูนขึ้นทุกวัน

นายสาทิตย์ได้เสนอแนวทาง 5 ข้อเพื่อหยุดวงจรหนี้สินนี้อย่างเป็นรูปธรรม:

  • หยุดกู้เพื่อแจก: เลิกให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเงินกู้ไม่มีต้นทุน ในความเป็นจริงทุกบาทที่กู้มาประชาชนต้องร่วมกันชำระคืนทั้งต้นและดอกเบี้ย
  • พูดความจริงกับประชาชน: รัฐบาลต้องเปิดเผยสถานะทางการเงินของประเทศตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง
  • เลิกแสดงความรวยเกินฐานะ: ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและปรับโครงสร้างงบประมาณให้สมดุล
  • เร่งสร้างรายได้เข้าประเทศ: หาวิธีการใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการตั้งรับ
  • ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาด: ปิดช่องโหว่การทุจริตในระบบงบประมาณ ซึ่งเป็นรูรั่วขนาดใหญ่ที่ทำให้เงินภาษีสูญเปล่า

มุมมองต่ออนาคต: หยุดวาทกรรม แล้วลงมือทำจริง

ปัญหาเรื่อง หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะมานั่งเป็นตัวเอกในการโต้ตอบด้วยวาทกรรมสวยหรูในสภาเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องมองเห็นความลำบากของประชาชนเป็นที่ตั้ง หากผู้บริหารประเทศยอมรับว่าโครงสร้างงบประมาณปัจจุบันมีปัญหา ก็ต้องกล้าตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางก่อนที่โครงสร้างประเทศจะพังทลายลงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า การแก้ปัญหาต้องเริ่มที่จุดเดียว คือการทำงานอย่างโปร่งใสและสร้างสรรค์เพื่ออนาคตของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ให้ผ่านวาระการประชุมไปวันๆ

หากรัฐบาลชุดนี้ยังคงเดินหน้าแบบเดิมโดยไม่แก้ไขโครงสร้างพื้นฐาน ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือวิกฤตเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอแนะนี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังมากกว่าการเป็นเพียงแค่ถ้อยคำสวยหรูในสภาผู้แทนราษฎร

ที่มา – “สาทิตย์” ซัด หนี้สาธารณะไทย-หนี้ครัวเรือน ติดอันดับ 7 โลก แนะเร่งแก้ อย่าแค่วาทกรรม

ณัฐชา สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อคุณกาย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลผ่านประเด็นนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมองว่า “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างระหว่างการบริหารงานแบบเดิมกับความต้องการที่จะเห็นรัฐสวัสดิการที่ทั่วถึงมากกว่าการคัดคนออก

“ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน

ปัญหาเรื่องการคัดกรองผู้มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะในขณะที่รัฐบาลพยายามตั้งเกณฑ์เพื่อคัดคนเข้าโครงการ หลายครั้งกลับกลายเป็นว่าเกณฑ์เหล่านั้นไปปิดกั้นคนที่ลำบากจริง ๆ ให้หลุดออกจากระบบ คุณณัฐชามองว่าวิธีการนี้เหมือนกับการนำความจนมาเป็นข้อสอบให้ประชาชนต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ที่ถูกต้องของรัฐบาลในยุคสมัยนี้เลย

ทำไมการตีกรอบคนจนถึงเป็นปัญหาในระยะยาว?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการตรวจสอบความจนถึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรง คำตอบคือการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการซ้ำเติมโดยไม่รู้ตัว:

  • การสร้างคนตกหล่น: กฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงเข้าไม่ถึงสิทธิ
  • วิธีคิดแบบบนลงล่าง: รัฐเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประชาชนแทนที่จะสนับสนุนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง: การมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างมั่นคง

คุณณัฐชาย้ำว่า “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน นั้นเป็นเพราะรัฐบาลเลือกใช้แนวคิดแบบผู้ใหญ่ใจดีที่มองประชาชนในเชิงสงเคราะห์ แทนที่จะมองว่าประชาชนควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงสวัสดิการที่เสมอภาคโดยไม่ต้องถูกตีตราหรือถูกตรวจสอบซ้ำซากจนเสียศักดิ์ศรี

ในความเป็นจริง ความยากจนเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่เติบโต และหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า การเปลี่ยนจากความคิดแบบ “คัดคนออก” ไปสู่การ “เพิ่มโอกาสให้ทั่วถึง” คือสิ่งที่คุณณัฐชาท้าทายให้รัฐบาลลองหันมามอง ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงแค่เศษเสี้ยวของความเมตตา แต่ต้องการระบบรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็งเพื่อความมั่นคงในชีวิต

เราต้องหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า สังคมแบบไหนที่เราอยากเห็น? สังคมที่ต้องคอยแย่งชิงสิทธิความเป็นมนุษย์ หรือสังคมที่มองเห็นศักดิ์ศรีของทุกคนเท่าเทียมกัน หวังว่าเสียงสะท้อนจากสภาฯ ในครั้งนี้จะเปลี่ยนมุมมองของผู้มีอำนาจให้นำไปสู่การปฏิบัติที่สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เม.ย. หดตัว 0.36% สศอ. คาดทั้งปีโต 1-2%

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจมาฝากกันครับ โดยเฉพาะข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เกี่ยวกับภาพรวมภาคการผลิตที่หลายคนจับตามอง พบว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เม.ย. หดตัว 0.36% สศอ. คาดทั้งปีโต 1-2% แม้ตัวเลขจะติดลบนิดหน่อย แต่ก็มีหลายแง่มุมที่น่าวิเคราะห์ครับ

สถานการณ์ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เม.ย. หดตัว 0.36% สศอ. คาดทั้งปีโต 1-2%

สาเหตุหลักที่ทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายนอยู่ที่ 92.76 และหดตัวลง 0.36% นั้น เกิดจากหลายปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก อัตราหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 86.7% ต่อ GDP ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศ ทำให้ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

มุมมองเชิงบวกและการปรับตัวของอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี ท่ามกลาง ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เม.ย. หดตัว 0.36% สศอ. คาดทั้งปีโต 1-2% เรากลับเห็นสัญญาณบวกจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องติดต่อกันถึง 22 เดือน รวมถึงมาตรการภาครัฐที่เข้ามาช่วยพยุงค่าครองชีพ เช่น การตรึงค่าไฟฟ้าและการอุดหนุนค่าน้ำมัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจอย่างมาก โดยในปีนี้ สศอ. ยังคงมั่นใจว่าภาพรวมอุตสาหกรรมไทยจะยังเติบโตได้ 1-2% ครับ

หากเราเจาะลึกไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังไปได้สวย จะพบว่ามีกลุ่มเด่นที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • กลุ่มเคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน เช่น โซดาไฟและเอทานอล ขยายตัวโดดเด่นถึง 19.53%
  • กลุ่มน้ำตาล ที่เติบโต 16.54% จากรอบการปิดหีบที่ล่าช้ากว่าปีก่อน

ในมุมกลับกัน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศอาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อต่างประเทศที่ชะลอตัว แต่โดยรวมถือว่าภาคอุตสาหกรรมยังคงมีความพยายามปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้ดี

บทเรียนสำคัญจากตัวเลขที่ออกมากในเดือนนี้คือ การให้ความสำคัญกับตลาดส่งออกและการบริหารจัดการต้นทุนภายในประเทศเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานและนโยบายเศรษฐกิจโลกเพื่อให้ธุรกิจยังคงเดินหน้าไปได้ตามเป้าหมายในปีนี้ครับ

ที่มา – ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เม.ย. หดตัว 0.36% สศอ. คาดทั้งปีโต 1-2%

แรงงานไทย แบกหนี้อ่วมเฉียด 5 แสนบาท ไร้เงินออม จี้รัฐแก้ปมค่าครองชีพ-ขาดแรงงาน

แรงงานไทย แบกหนี้อ่วมเฉียด 5 แสนบาท ไร้เงินออม จี้รัฐแก้ปมค่าครองชีพ-ขาดแรงงาน สถานการณ์ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของแรงงานไทยในปี 2569 นี้เลยครับ จากผลสำรวจล่าสุดพบว่า แรงงานส่วนใหญ่กำลังเผชิญหนี้สินมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ที่แบกหนี้เฉลี่ยเกือบ 5 แสนบาทต่อครัวเรือน แถม 98% ยังไม่มีเงินออมเลยสักบาท สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพพุ่งสูง รายได้ลดลง ทำให้ต้องกู้ยืมทั้งในระบบและนอกระบบ

แรงงานไทย แบกหนี้อ่วมเฉียด 5 แสนบาท ไร้เงินออม จี้รัฐแก้ปมค่าครองชีพ-ขาดแรงงาน

นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทยปี 2569 จากตัวอย่าง 1,250 รายทั่วประเทศ พบว่าแรงงาน 98% มีหนี้สินล้นพ้นตัว มีเพียง 2% ที่รอดพ้นจากหนี้ หนี้รวมต่อครัวเรือนพุ่งสูงถึง 494,505 บาท เพิ่มขึ้น 14.4% จากปีก่อนที่ 432,318 บาท หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ 87% ดอกเบี้ยปีละ 9.42% และนอกระบบ 13% ดอกเบี้ยเดือนละ 10.72% ผ่อนชำระเดือนละ 10,867 บาท โดย 62% ชำระเต็ม 33.7% แบ่งจ่าย 4.3% ผ่อนผัน

ผลกระทบชัดเจนคือ แรงงาน 86.7% ต้องลดการใช้จ่ายลงมาก สาเหตุหลักคือรายได้ไม่พอรายจ่าย สินค้าแพงขึ้น รายได้ลด ภาระหนี้เพิ่ม ดอกเบี้ยสูง แถม 79.1% ไม่มีเงินออมเลย ต้องกู้เพิ่ม โอกาสตกงานยังน่ากังวล 23.2% ปานกลาง 21.9% สูง 30% ต่ำมาก

แรงงานไทยเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำใหม่

กลุ่มตัวอย่าง 68% มองว่าค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันต่ำเกินไป รายได้ไม่พอค่าครองชีพ ต้องการค่าแรงวันละ 495 บาท หรืออย่างน้อยชดเชยค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเดินทาง สาธารณูปโภค อาหาร ที่อยู่อาศัย

  • หนี้เพิ่ม 14.4% จากปีก่อน
  • 98% มีหนี้ 79.1% ไร้เงินออม
  • วันแรงงานใช้จ่ายลด 3% เหลือ 2,100 ล้านบาท ติดลบครั้งแรก 5 ปี
  • เศรษฐกิจชะลอ OT ลด ชั่วโมงงานน้อย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การใช้จ่ายวันแรงงานปีนี้ลดลง สะท้อนเศรษฐกิจไทยยังชะลอตัว แต่ยังไม่วิกฤติ ไม่มีการปลดคนงานใหญ่ แต่ OT และงานพิเศษลด

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย เสนอให้รัฐต่ออายุใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติทันที โดยเฉพาะภาคตะวันออกที่ขาดแคลนรุนแรง กระทบการผลิต เกษตร ก่อสร้าง บริการ กกร. ส่งหนังสือด่วนถึง รมว.แรงงานแล้ว

สถานการณ์แรงงานไทย แบกหนี้อ่วมเฉียด 5 แสนบาท ไร้เงินออม จี้รัฐแก้ปมค่าครองชีพ-ขาดแรงงานนี้ สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ต้องแก้ไขด่วน รัฐบาลควรเร่งปรับค่าครองชีพ ลดภาระหนี้ และจัดการแรงงานต่างด้าวให้ชัดเจน เพื่อให้แรงงานไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น

คุณล่ะคิดอย่างไรกับปัญหานี้? แรงงานควรได้อะไรจากรัฐบาลบ้าง คอมเมนต์บอกกันได้เลยนะครับ หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณ เพื่อให้สังคมรับรู้และผลักดันนโยบายที่ดีขึ้น

ที่มา – แรงงานไทย แบกหนี้อ่วมเฉียด 5 แสนบาท ไร้เงินออม จี้รัฐแก้ปมค่าครองชีพ-ขาดแรงงาน

“พิชัย” ยัน นโยบายเศรษฐีเงินล้าน รัฐได้ภาษีเพิ่ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เกี่ยวกับ นโยบายเศรษฐีเงินล้าน ที่กำลังเป็นกระแสแรงมากในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะคำยืนยันจาก “พิชัย” นริพทะพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาชี้แจงชัดๆ ว่ามันช่วยให้รัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มได้จริง แถมยังดีกว่าหวยใบเสร็จที่ใช้เงินงบประมาณมหาศาลอีกด้วย ถ้าคุณกำลังสงสัยว่านโยบายนี้จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้ยังไง มาอ่านกันเลยครับ!

นโยบายเศรษฐีเงินล้าน

นายพิชัยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติ Channel News Asia เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานพรรคเพื่อไทย โดยย้ำว่าถึงเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวดีในภาพรวม เช่น ส่งออกปี 2568 โตถึง 12.93% และการลงทุน BOI พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.87 ล้านล้านบาท แต่ประชาชนยังรู้สึกหนักใจเพราะหนี้ครัวเรือนพุ่งเกือบ 90% ของ GDP ดังนั้น นโยบายเศรษฐีเงินล้าน ที่สร้างเศรษฐีวันละ 9 คน จึงเป็นกลยุทธ์ฉลาดในการกระตุ้นการใช้จ่ายและเก็บภาษี VAT เพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี โดยไม่ต้องขึ้นอัตราภาษี เหมือนที่ไต้หวันทำสำเร็จ

เทียบกับนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคอื่นที่ต้องใช้งบประมาณเยอะมาก แต่คนอาจไม่ค่อยเข้าใจ พิชัยชี้ว่า นโยบายเศรษฐีเงินล้าน นี้ประชาชนเข้าใจง่าย โดนใจทันที เพราะใครๆ ก็อยากลุ้นรวยวันละล้าน!

ประโยชน์ของนโยบายเศรษฐีเงินล้าน ต่อเศรษฐกิจไทย

นอกจากช่วยเก็บภาษีแล้ว นโยบายนี้ยังเชื่อมโยงกับการแก้หนี้ 5 กลุ่มประชาชน เช่น ลูกหนี้รายย่อย SME เกษตรกร ฯลฯ ถ้าแก้หนี้ได้ เศรษฐกิจจะโตกระฉูดจากการส่งออกและลงทุนที่กำลังพุ่งต่อเนื่อง พิชัยมั่นใจว่าถ้าทำต่อเนื่องหลายปี เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแน่นอน

ส่วนค่าจ้างแรงงานที่หลายคนกังวล พรรคเพื่อไทยมีแผนชัด สร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูงให้ไทยเป็นฮับ เช่น:

  • Semiconductors (ชิปเซมิคอนดักเตอร์)
  • PCB และ Electronics
  • EV (รถยนต์ไฟฟ้า)
  • พลังงานสะอาด
  • Data Center และ AI

พออุตสาหกรรมเหล่านี้โต ค่าจ้างจะขึ้นเองตามธรรมชาติ ไทยจะกลายเป็นประเทศรายได้สูง ประชาชนมีรายได้พุ่งปรี๊ด!

พิชัยยันเจรจาสำเร็จ ลดภาษีทรัมป์เหลือ 19%

อีกประเด็นสำคัญ พิชัยยืนยันว่ารัฐบาลเพื่อไทยเคยเจรจาลดภาษีทรัมป์จาก 36% เหลือ 19% เท่าคู่แข่ง ทำให้ส่งออกยังโต เดือน ก.ย. +19% ธ.ค. +16.8% ทั้งปีโต 12.93% ต่อจากปีก่อน +5.4% ขอบคุณข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่เหนื่อยมาก โดยเฉพาะที่พิชัยพบ USTR Jamieson Greer ถึง 2 ครั้ง และส.ส.สหรัฐหลายคน

ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐดีมาก พรรคเพื่อไทยมั่นใจเจรจาต่อได้ ลดภาษีลงอีก แถมเคยสำเร็จกับ EFTA แล้ว พิชัยแปลกใจที่ รมว.พาณิชย์ปัจจุบันไปสหรัฐแต่ไม่เจอ USTR หรือไปยุโรปแต่ไม่เจอ EU Commissioner on Trade อย่าง Maros Sejkovic ที่ตัวเองเคยเจอมา

สรุปแล้ว นโยบายเศรษฐีเงินล้าน ไม่ใช่แค่นโยบายลุ้นรวย แต่เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจจริงจัง ช่วยเก็บภาษี แก้หนี้ สร้างงานคุณภาพสูง ในมุมผม นี่คือไอเดียเจ๋งที่ตอบโจทย์คนไทยยุคนี้ ถ้าปรับใช้ได้ดี เศรษฐกิจไทยพุ่งแน่! คุณล่ะคิดยังไง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้กันนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันนโยบายดีๆ แบบนี้

ที่มา – “พิชัย” ยัน นโยบายเศรษฐีเงินล้าน รัฐได้ภาษีเพิ่ม ชี้หวยใบเสร็จใช้เงินมากกว่า

ลดค่าเงินบาท สร้างโอกาส: ปี 69 เศรษฐกิจไทยใหม่?

ลดค่าเงินบาท สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมกันถึง 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามคำร้องขอของรัฐบาลหรือไม่ ผลสรุปคือมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งหมด 3 ครั้ง ตรึงไว้ 2 ครั้ง และก่อนจะปิดปี 2568 กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในที่สุด

แบงก์ชาติให้เหตุผลในการปรับลดครั้งล่าสุดว่า เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ทั้งการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่ได้รับผลกระทบ และภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงแข่งขันยาก ทำให้ต้องการผ่อนคลายดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว บรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง SMEs และรายย่อย ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินฝืด

อันที่จริงแบงก์ชาติน่าจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้และอาจต่ำกว่า 2% เพราะมองเห็นการบริโภคที่ลดลงและความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังรับรู้สถานการณ์ผ่านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางยังคงเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดสภาพคล่องจนหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) มากขึ้น

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่เศรษฐกิจไปต่อไม่ไหว ที่สุดแบงก์ชาติโดย กนง. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวและเสริมมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ ในเวลาเดียวกันก็ยังยืนยันจะรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) โดยการยืนหยัดว่าจะเก็บโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งผ่านสู่เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพที่สุด

ว่ากันตามจริง เหตุผลของการเก็บกระสุนหรือโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่แบงก์ชาติเห็นว่าเหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดมันมักจะล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น หรือควรจะลดในทุกๆ ครั้ง ทั้งที่มีเหตุผลสำคัญมากมายที่รอให้ภาวะทางการเงินเข้าช่วยผ่อนคลายตลอดทั้งปี 2568 ถ้าจะพูดว่า แบงก์ชาติมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิบากกรรมมาตลอด ก็คงจะพูดได้ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและจำต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผู้บริหารแบงก์ชาติกลับไม่ให้ความร่วมมือด้วย

มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปี 2569 ปีที่สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทำนายทายทักตรงกันว่า ประเทศและคนไทยจะเผชิญความยากลำบากหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันหยิบยกเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถกเถียงกันว่า ต่อให้แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0% ก็ไม่อาจช่วยชะลอการล้มลงทีละหน่วยของภาคเศรษฐกิจไทยได้ในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลเพราะ It’s too late… หรือช้าเกินไปแล้วนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป โดยเฉพาะกับการซื้อเวลาสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของปี 2568 ที่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย ตรงกันข้ามเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในยามนี้ก็คือ “ลดค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คำว่าลดค่าเงินบาทนั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครจะกล้าหาญประกาศออกมา เพราะแน่นอนว่าต้องมีคน ดาหน้าออกมาคัดค้านกันจมกระเบื้อง ด้วยเหตุว่าสินค้านำเข้าอย่างพลังงานจะมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรก็จะแพงตามไปด้วย

แต่การอ่อนค่าของเงินบาทแบบควบคุมได้ มีแนวโน้มช่วยภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของ GDP ได้จริงถ้าไม่ลดค่าเงินแรงหรือเร็วเกินไป ในเชิงทฤษฎีนั้นการส่งออกจะดีขึ้นเพราะสินค้าไทยราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ และกำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นบาทจะเพิ่มขึ้น แม้ในทางปฏิบัติผลอาจไม่แรงเท่าเดิมเพราะสินค้าไทยจำนวนมากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและการค้าโลกชะลอตัว แต่สำหรับผลต่อการท่องเที่ยวนั้นจะชัดเจนและได้ผลเร็วกว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามาไทยแล้วคุ้มค่าขึ้น ค่าโรงแรมและอาหารราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

หากมองในมิติของ GDP ผลเชิงบวกจะมีแน่นอนเพราะการส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติพยายามรักษาเป้าหมายไว้ที่ 0-3% นั้น ผลจากการไม่ยอมลดดอกเบี้ยนานเกินไปทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อจะติดลบเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ที่ -0.1 ถึง 0.0% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 0.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ต่ำมาก

คำถามคือทำไมธนาคารกลางทั่วโลกไม่ค่อยพูดว่าอยากให้ค่าเงินอ่อน นั่นก็เพราะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น การบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) รวมถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าออก แบงก์ชาติไทยจึงเลือกที่จะ “ดูแลความผันผวนโดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงิน”

ทว่าคำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐมิติจากฮาร์วาร์ด กระทรวงการคลัง ระบุว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 34.5 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้จุดสมดุลดีที่สุดแถวๆ 35 บาท +/- 0.5) เป้าหมายนี้ไม่ใช่การตรึงราคา แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อชดเชยแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์ พยุง GDP และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

จากการคำนวณคร่าวๆ หากเจอภาษี 10% เราต้องการค่าเงินอ่อน 8-10% เพื่อซับแรงกระแทก ซึ่งระดับ 35-36 บาทนั้นช่วยพยุงผู้ส่งออกได้โดยไม่สร้างเรื่องช็อก แต่ถ้าเกิน 38 บาทจะเริ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อทันที

ประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่แท้จริง แต่มันคือ “เวลาหายใจ” (Breathing Space) ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต้องไม่แข็งเกินจนบีบผู้ประกอบการ และไม่อ่อนเกินจนทำให้ธุรกิจขี้เกียจลงทุนอัพเกรดกิจการ ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจคือเครื่องมือหลัก ค่าเงินบาทในโลกของ “ทรัมป์ 2.0” จึงไม่ใช่แค่การทำให้อ่อนที่สุด แต่คือการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยปรับตัว

หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่ทำอะไรเชิงนโยบายอย่างจริงจังภายในปี 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะลำบากเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชะลอตัวชั่วคราว ไม่ใช่เป็นปีที่ไทยจะล้ม แต่เป็นปีที่ไทยจะถูกจัดอันดับใหม่ในสายตาโลก และในสถานการณ์นั้น เงินบาทอาจอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต ไม่มี Growth Story ให้เล่าขาน

สิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้คือการที่ไทยไม่มี Narrative ดีๆ นอกจากตัวเลขโตต่ำกว่า 2% การปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรทำภายใน 12-18 เดือนข้างหน้าจึงคือการคุมลดค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 35-36 บาท เพื่อใช้เป็น Buffer พร้อมๆ กับเร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อัพเกรดอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ตลาดเห็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาชาวโลก

ทำไมการลดค่าเงินบาทถึงสำคัญต่อปี 2569?

ปี 2569 อาจเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากเราสามารถจัดการเรื่องลดค่าเงินบาทได้อย่างเหมาะสม อย่าพลาดโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา – “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

Scroll to top