หน่วยข่าวกรอง

เกาหลีใต้อ้าง คิม จองอึน ตั้งลูกสาว เป็น ผอ.ฝ่ายขีปนาวุธ

เกาหลีใต้อ้าง คิม จองอึน ตั้งลูกสาว เป็น ผอ.ฝ่ายขีปนาวุธ ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อสื่อเกาหลีใต้รายงานข้อมูลลับจากหน่วยข่าวกรองว่า ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือกำลังเตรียมลูกสาวให้ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยมอบตำแหน่งสำคัญในกองทัพตั้งแต่อายุยังน้อย

เกาหลีใต้อ้าง คิม จองอึน ตั้งลูกสาว เป็น ผอ.ฝ่ายขีปนาวุธ

เว็บไซต์ Chosun Daily ของเกาหลีใต้เปิดเผยข้อมูลจากรัฐบาลว่า ลูกสาวของคิม จองอึน ซึ่งเดิมรู้จักในชื่อ “คิม จูแอ” อาจมีชื่อจริงว่า “คิม จูแฮ” ตามแหล่งข่าวระดับสูง เธอกำลังทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยการทั่วไปด้านขีปนาวุธ” ในเกาหลีเหนือ เพื่อให้เธอควบคุมกองทัพได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ท่ามกลางกระแสว่าเธอคือว่าที่ผู้นำคนต่อไป

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้กำลังจับตาการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 ในเปียงยางตั้งแต่วันที่ 19 ว่า จะมีการพูดถึงเรื่องนี้หรือไม่ คิม จองอึน พาลูกสาววัยประมาณ 13-14 ปี ไปสถานที่ทดสอบนิวเคลียร์และขีปนาวุธหลายครั้ง แสดงถึงการฝึกฝนให้เธอคุ้นเคยกับโปรแกรมอาวุธสำคัญของชาติ

เกาหลีใต้อ้าง คิม จองอึน ตั้งลูกสาว เป็น ผอ.ฝ่ายขีปนาวุธ: รายละเอียดจากข่าวกรอง

แม้จาง ชางฮา จะเป็นผู้อำนวยการอย่างเป็นทางการ แต่คิม จูแอ หรือ จูแฮ คือผู้รับรายงานจากนายพลและออกคำสั่งจริงๆ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) รายงานต่อรัฐสภาว่า เธออยู่ในขั้นตอน “วางตัวเป็นทายาททางการเมือง” และเริ่มแสดงความเห็นในนโยบายบางอย่างแล้ว

สื่อเกาหลีเหนือยืนยันตัวตนลูกสาวครั้งแรกเดือนพฤศจิกายน 2565 เรียก “บุตรสาวที่รัก” ขณะร่วมทดสอบ ICBM ฮวาซอง-17 แต่ไม่เคยเปิดชื่อจริง เหมือนกรณีคิม จองอึน ที่ชื่อจริงไม่เปิดเผยจนกว่าจะขึ้นสู่อำนาจ

  • ชื่อ “จูแอ” มาจากเดนนิส ร็อดแมน ที่เคยไปเยือนและอุ้มเธอ
  • รยู ฮยอนอู อดีตอุปทูตยืนยันว่าคิม จองอึน ตั้งชื่อลูกสาวว่า “จูแอ” แปลว่า “น่ารักและเป็นที่รัก”
  • อาจเปลี่ยนชื่อเป็น จูเย หรือ จูฮเย เหมือนคิม จองอึน ที่เคยชื่อ จองอุน

โปรแกรมขีปนาวุธของเกาหลีเหนือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบ คิม จองอึน ใช้การทดสอบบ่อยๆ เพื่อเสริมอำนาจและต่อรองกับนานาชาติ การตั้งลูกสาววัยรุ่นในตำแหน่งนี้ บ่งชี้ถึงแผนสืบทอดแบบเร่งด่วน อาจเพราะสุขภาพของเขา หรือเพื่อรับมือแรงกดดันจากภายนอก

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปและหัวรบนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้โลกตื่นตัว การที่ลูกสาวเข้ามามีบทบาท อาจเปลี่ยนพลวัตการเมืองในคาบสมุทรเกาหลี

ข้อมูลนี้มาจากแหล่งข่าวกรองที่น่าเชื่อถือ แต่เกาหลีเหนือยังเงียบ ทำให้เป็นปริศนาที่น่าติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับข่าวนี้? มันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเกาหลีเหนือหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เกาหลีใต้อ้าง คิม จองอึน ตั้งลูกสาว เป็น ผอ.ฝ่ายขีปนาวุธ

ออสเตรเลียฉุน! ไล่ทูตอิหร่าน เอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว

ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและอิหร่านตึงเครียดอย่างหนัก เมื่อรัฐบาลออสเตรเลียประกาศขับไล่เอกอัครราชทูตอิหร่านออกจากประเทศ พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคน หลังจากหน่วยข่าวกรองของออสเตรเลีย (ASIO) พบหลักฐานที่เชื่อมโยงรัฐบาลอิหร่านกับเหตุการณ์โจมตีชาวยิวในออสเตรเลียหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุวางเพลิงคาเฟ่และโบสถ์ยิว

ออสเตรเลียฉุน! ไล่ทูตอิหร่าน เอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว

คำสั่งขับไล่ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที โดยกำหนดให้นายอาหมัด ซาเดกี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำออสเตรเลีย และเจ้าหน้าที่อีก 3 คน เดินทางออกจากออสเตรเลียภายใน 7 วัน นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตของตนเองประจำอิหร่านกลับประเทศ เพื่อเป็นการตอบโต้ทางการทูต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้รับรายงานจาก ASIO ซึ่งระบุว่า มีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างรัฐบาลอิหร่านกับการวางเพลิงโจมตีคาเฟ่แห่งหนึ่งในนครซิดนีย์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และการวางเพลิงโจมตีโบสถ์ชาวยิวในเมืองเมลเบิร์นเมื่อเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

นายกรัฐมนตรีอัลบาเนซี ได้ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า การโจมตีเหล่านี้เป็นความพยายามที่จะบ่อนทำลายความสามัคคีในสังคมออสเตรเลีย และสร้างความขัดแย้งในชุมชนต่างๆ

หลักฐานที่นำไปสู่การขับไล่ทูตอิหร่าน

นายไมค์ เบอร์เจสส์ หัวหน้า ASIO เปิดเผยว่า ทีมงานของเขาได้ทำการสืบสวนอย่างละเอียดเป็นเวลาหลายเดือน และพบความเชื่อมโยงระหว่างเหตุวางเพลิงในซิดนีย์และเมลเบิร์น กับผู้บัญชาการหลายคนในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC)

นายเบอร์เจสส์กล่าวว่า อิหร่านได้ใช้ตัวแทน ซึ่งรวมถึงอาชญากรและสมาชิกองค์กรอาชญากรรม เพื่อดำเนินการตามคำสั่ง IRGC ยังใช้เครือข่ายตัวแทนที่ซับซ้อนเพื่อปกปิดการมีส่วนร่วมของพวกเขาในการโจมตีคาเฟ่ “ลิวอิส คอนติเนนทัล คิตเชน” ในนครซิดนีย์ และโบสถ์ “อาดาส อิสราเอล” ในเมลเบิร์น

นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองของออสเตรเลียยังพบหลักฐานว่า มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะอยู่เบื้องหลังการโจมตีชาวยิวอื่นๆ ในออสเตรเลีย ซึ่งรวมถึงการโจมตีโรงเรียนชาวยิว บ้าน รถยนต์ และโบสถ์ของชาวยิว หลายครั้งนับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาเริ่มต้นขึ้น

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่า การตัดสินใจของออสเตรเลียมีแรงจูงใจทางการเมืองภายในประเทศ

เหตุการณ์ ออสเตรเลียฉุน! ไล่ทูตอิหร่าน เอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว นี้ นับเป็นวิกฤตทางการทูตครั้งสำคัญระหว่างสองประเทศ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว

ความเคลื่อนไหวของออสเตรเลียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องความปลอดภัยของประชาชน และความเด็ดขาดในการตอบโต้การแทรกแซงจากต่างชาติ การที่ออสเตรเลียตัดสินใจเปิดเผยหลักฐานและดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นสัญญาณเตือนไปยังประเทศอื่นๆ ที่อาจมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารระหว่างประเทศ เหตุการณ์ ออสเตรเลียฉุน! ไล่ทูตอิหร่าน เอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว นี้ เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการมีหน่วยข่าวกรองที่เข้มแข็งเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ออสเตรเลียฉุน ไล่ทูตอิหร่าน พบหลักฐานเอี่ยววางเพลิงคาเฟ่-โบสถ์ยิว

Scroll to top