หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ

ตีแผ่เรื่องฉาว “วัดพระบาทน้ำพุ” ข่าวแห่งปี

ย้อนเหตุการณ์ “วัดบุญพระบาป” ตีแผ่เรื่องฉาว “วัดพระบาทน้ำพุ” เหตุการณ์สุดช็อกของคนไทยทั้งประเทศ ที่ได้เข้าชิงรางวัล “ข่าวที่สุดแห่งปี 2568”

ภายหลังจาก “ไทยรัฐ” ได้เปิดให้ร่วมโหวต “ข่าวที่สุดแห่งปี” เพื่อชิงรางวัล “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” โดยพบว่า 1 ใน 5 เหตุการณ์ที่มีผู้โหวตเข้าชิงรางวัล คือเรื่อง “ตีแผ่เรื่องฉาว วัดพระบาทน้ำพุ” (5 เรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2025 เหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี”)

เมื่อย้อนถึงเหตุการณ์สุดช็อกของคนไทยทั้งประเทศ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้สรุปรายละเอียด ดังนี้

  • 11 เม.ย. 2568 ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาและอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ (สาขาอาชญาวิทยา) คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง พาผู้ร้องเรียนเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ข้อมูลว่า นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” มีพฤติการณ์ทุจริตเงินบริจาคของ “วัดพระบาทน้ำพุ”
  • “หมอบี” อ้างว่าเป็นการร่วมทำบุญ โดยจะทำหน้าที่เป็นสะพานบุญ นำเงินที่ผู้ร่วมทำบุญโอนเงินเข้ามาในบัญชีที่ตนเองรับบริจาค ไปส่งมอบให้กับวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อที่พระราชวิสุทธิประชานาถ (หลวงพ่ออลงกต) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี จะนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ และตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ของวัด
  • หมอบีเปิดบัญชีชื่อ “ใจฟ้าอาทรประชานาถ โดย นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล” ในการรับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2562 ถึงปี 2568 มียอดเงินหมุนเวียนเข้าบัญชีดังกล่าว จำนวน 300 กว่าล้านบาท
  • เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง จนพบว่าหมอบีไม่ได้นำเงินที่ได้จากการบริจาคไปมอบให้กับวัดพระบาทน้ำพุทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์ โดยมีหลักฐานเชื่อว่านำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว บางส่วนนำไปมอบให้กับอดีตหลวงพ่ออลงกต
  • จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม พบว่า “อดีตหลวงพ่ออลงกต” เมื่อรับเงินที่หมอบีมามอบให้ในฐานะตัวแทนของวัดพระบาทน้ำพุ กลับไม่นำเงินเข้าวัด แต่ทุจริตเอาเงินที่รับมาทั้งหมดไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัว
  • นำมาสู่การขออนุมัติศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ออกหมายจับนายเสกสันน์ และ อดีตหลวงพ่ออลงกต เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 พร้อมทั้งตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายเพื่อหาพยานหลักฐานประกอบคดีจำนวน 17 จุด ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดลพบุรี โดยจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 2 ราย คือ

1. พระราชวิสุทธิประชานาถอลงกต พูลมุข (อลงกต ติกขปญโญ) หรือ นายอลงกต พูลมุข อายุ 65 ปี กระทำความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฟอกเงินและสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

2. นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี อายุ 43 ปี กระทำความผิดฐาน ผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฟอกเงินและสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

แล้วเหตุการณ์ไหนคือ “ข่าวที่สุดแห่งปี” ของคุณ อย่าลืมร่วมโหวต “ไทยรัฐที่สุดแห่งปี 2025” เฟ้นหาที่สุดของข่าวที่สุดแห่งปี ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568 ได้ที่เว็บไซต์ www.thairath.co.th/campaign/vote/selection

ตีแผ่เรื่องฉาว “วัดพระบาทน้ำพุ”

ความจริงเบื้องหลังข่าวฉาว “วัดพระบาทน้ำพุ” ที่คุณอาจยังไม่รู้

เรื่องราวของ “วัดพระบาทน้ำพุ” และข่าวฉาวที่เกิดขึ้นในปี 2568 ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและติดตามการใช้เงินบริจาคอย่างโปร่งใส แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เกิดขึ้นกับวัดซึ่งเป็นที่พึ่งของผู้ป่วยและผู้ยากไร้ แต่การเปิดเผยความจริงก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

การที่ “ตีแผ่เรื่องฉาว วัดพระบาทน้ำพุ” ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลข่าวแห่งปี แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ และต้องการให้มีการตรวจสอบการทำงานขององค์กรการกุศลต่างๆ อย่างเข้มงวด เพื่อให้เงินบริจาคที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธาถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด

เหตุการณ์ตีแผ่เรื่องฉาว “วัดพระบาทน้ำพุ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวฉาว แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาค และควรสนับสนุนให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในองค์กรการกุศลต่างๆ

ที่มา – ตีแผ่เรื่องฉาว “วัดพระบาทน้ำพุ” เหตุการณ์สุดช็อกที่เข้าชิง “ข่าวที่สุดแห่งปี 2025”

ทนายหมอบีแจง เงินบริจาคใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

ทนายความ “หมอบี” มองว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ แม้จะเข้าคนละโครงการกับที่ผู้บริจาคต้องการ แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนเหตุผลที่ต้องมอบให้วัดเป็นเงินสด เพราะในสมัยนั้นไม่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 13 ส.ค. 68 นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของ นายเสกสันน์ หรือ หมอบี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี โดยกล่าวว่า ตนมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงกับสังคมแทนลูกความ ขณะนี้ได้ดำเนินการส่งเอกสารหลักฐาน และชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุให้กับตำรวจกองบังคับการปราบปรามเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ และจนถึงขณะนี้ทางตำรวจก็ยังไม่ได้มีการประสานมาขอข้อมูลเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า เงินของผู้บริจาคถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปบริจาคในโครงการไทยชีวิตโคกระบือ แต่มีการออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นโครงการรักษาผู้ป่วย HIV ทางนายกสานติ์ บอกว่า ให้มองว่าการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายหรือไม่ หรือส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่ผู้บริจาคตั้งใจนำไปทำบุญหรือไม่ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แต่มีการนำเงินไปใช้สร้างอาบอบนวด ซึ่งกรณีนี้มองว่าเป็นการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

แต่กรณีนี้ ทางหมอบีได้นำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งการนำเงินไปใช้หากไม่ส่งผลให้เกิดความเสียหาย หรือมีผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าไม่เข้าข่ายความผิด แต่หากมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าการจะเข้าข่ายความผิดต้องดูองค์ประกอบตามหลักการของกฎหมาย ซึ่งก็จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการนำเงินไปมอบให้วัด ว่าเหตุใดจึงไม่ใช้การโอนผ่านระบบโมบายแบงก์กิ้ง แต่ใช้การนำเงินสดไปให้แทน ทางทนายความ บอกว่าโครงการนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีระบบการโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามเพิ่มเติมเนื่องจากพบว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งก็เป็นช่วงที่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งแล้ว โดยทางทนายความระบุเพียงว่าไม่สามารถตอบในรายละเอียดได้

สำหรับอาการของ หมอบี ขณะนี้พบว่าเจ้าตัวเพิ่งหายจากอาการป่วย แต่ภาพรวมไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกังวลอะไร มีเพียงอาการเหนื่อยและความรู้สึกเป็นห่วงหลวงพ่อเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องถึงขณะนี้ ทั้งหมอบียังไม่ได้มีการติดต่อไปหาหลวงพ่อหรือเข้าไปที่วัดเพราะมองว่ายังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่หากทางวัดต้องการให้เข้าไปชี้แจงก็พร้อมที่จะเข้าไปทันที

ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทนายความของหมอบีได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ โดยเน้นย้ำว่าถึงแม้เงินบริจาคจะถูกนำไปใช้ในโครงการที่แตกต่างจากความตั้งใจเดิมของผู้บริจาค แต่ก็ยังคงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง

ทำไมต้องเป็นเงินสด? ทนายหมอบีมีคำตอบ

ประเด็นเรื่องการมอบเงินบริจาคเป็นเงินสดแทนการโอนผ่านระบบออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัย ทนายความของหมอบีได้ชี้แจงว่า ในช่วงเวลาที่โครงการเริ่มต้น ระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน ทำให้การมอบเงินสดเป็นวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งเป็นที่นิยมแล้ว แต่ทนายความของหมอบีไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพิจารณาว่า ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์นี้ ทำให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบต่อใครหรือไม่ หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น การนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็อาจจะไม่ถือว่าเป็นความผิด

การตีความและการพิจารณาความผิดทางกฎหมายในกรณีนี้จึงต้องพิจารณาจากองค์ประกอบและหลักการของกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบ

เรื่องราวของ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงและมุมมองต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ – แจงเหตุที่ต้องให้เป็นเงินสด

คดีหมอบี: พบหลักฐานฉ้อโกง รถหรูเป็นของวัด

ความคืบหน้าคดี “หมอบี” ที่หลายคนให้ความสนใจ ล่าสุดพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดฐานฉ้อโกง นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “รถหรู” ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ ทางหมอบียอมรับว่าเป็นทรัพย์สินของวัดจริง แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป มาติดตามกันครับ

คดี “หมอบี”: พบหลักฐานเข้าข่ายฉ้อโกง ส่วน “รถหรู” เจ้าตัวยอมรับ เป็นทรัพย์สินวัด

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม (รอง ผบก.ป.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ว่าขณะนี้ทีมงานได้รวบรวมพยานหลักฐานไปมากพอสมควร และพบหลักฐานบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่านายเสกสันน์อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานฉ้อโกง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังคงต้องทำการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่าเงินที่หายไปนั้นถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้าง

หมอบีได้ให้การว่า เงินส่วนดังกล่าวถูกนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ของวัดพระบาทน้ำพุ ทั้งโครงการทุนนักเรียนนอก และโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบรายละเอียดในส่วนนี้อย่างละเอียด

สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากคือเรื่องของรถยนต์หรู หมอบีได้ยอมรับว่าเป็นทรัพย์สินของวัดจริง และเตรียมที่จะส่งมอบคืนให้กับวัด อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินดังกล่าว เนื่องจากพบว่าชื่อผู้ครอบครองรถยนต์เป็นชื่อของเครือญาติของหมอบี ทำให้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใส

ความคืบหน้าการสอบสวนพยานใน คดี “หมอบี”

ในการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องกับคดี “หมอบี” นั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบปากคำไปแล้วกว่า 20 คน ซึ่งเป็นพยานทั้งในส่วนของนายเสกสันน์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้การในเบื้องต้นและพร้อมที่จะแสดงหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่ามีบางธุรกรรมที่หลวงพ่ออลงกตเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง แต่ยังมีบางส่วนที่ขาดหายไป ทำให้ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ดินของวัดพระบาทน้ำพุจำนวน 2,326 ไร่ ที่พบว่ามีชื่อบุคคลและนิติบุคคลของวัดเข้ามาถือครอง ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. จะประสานงานกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อตรวจสอบในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในภาครัฐ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ได้เปิดเผยว่าทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว และจะมีการหารือร่วมกับพนักงานสอบสวนของ บก.ป. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องในวันที่ 13 ส.ค. นี้

สรุปแล้ว คดี “หมอบี” ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งเรื่องฉ้อโกง ทรัพย์สินของวัด และการถือครองที่ดิน หวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววัน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับความเป็นธรรม

ที่มา – คดี “หมอบี” พบหลักฐานเข้าข่ายฉ้อโกง ส่วน “รถหรู” เจ้าตัวยอมรับ เป็นทรัพย์สินวัด

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

หลังจากตกเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม “หมอบี” ได้ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก ยืนยันว่าได้มอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ พร้อมทั้งกล่าวขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยล่วงเกินด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสม เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากการให้ปากคำกับพนักงานสืบสวนกองบังคับการปราบปรามเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ฑูตสื่อวิญญาณ ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวขอโทษอาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ที่ตนเองเคยใช้คำพูดไม่ดีใส่ รวมถึงครูบาอาจารย์ของตนทุกท่าน และหลวงพ่ออลงกต

“ผมอยากจะขอโทษอาจารย์ตฤณห์ที่ผมเคยพูดจาไม่ดีใส่ท่าน และขอโทษครูบาอาจารย์ทุกท่าน รวมถึงหลวงพ่ออลงกตด้วยครับ” หมอบีกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

นอกจากนี้ หมอบียังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้ความเป็นส่วนตัวแก่ตนเอง ไม่อยากให้มีการดักรอหรือปีนรั้วบ้านเพื่อถ่ายภาพ รวมถึงเรื่องเงินบริจาคที่จะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ขอเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากบัญชีของมูลนิธิถูกปิดชั่วคราว แต่ยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งมอบให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแน่นอน

ประเด็นเงินบริจาคและรถยนต์ของวัด

สำหรับประเด็นเงินสดที่นำไปมอบให้กับหลวงพ่ออลงกตนั้น หมอบีขอสงวนที่จะให้ปากคำ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี แต่ยืนยันหนักแน่นว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่เคยถูกเก็บไว้กับตัวเอง “ผมขอยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคมา ผมได้ให้ทีมงานนำไปมอบให้กับหลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ครับ” หมอบีกล่าว

หมอบี ยังกล่าวถึงกรณีที่วัดเคยออกมาให้ข้อมูลว่า เงินบริจาคหายไป 5.4 ล้านบาทว่าไม่เป็นความจริง และหลวงพ่อก็ไม่เคยแจ้งเรื่องนี้ให้ตนเองทราบ

ส่วนประเด็นที่หลวงพ่ออลงกตกล่าวว่า รถยนต์บางส่วนของวัดยังอยู่ในความครอบครองของหมอบี หมอบีปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้โดยตรง พร้อมกับถามกลับว่า “รถอะไร คืนใคร” และกล่าวว่ารายละเอียดทั้งหมดได้ให้ข้อมูลกับตำรวจไปหมดแล้ว และยินดีให้ตำรวจตรวจสอบทุกอย่าง

  • ยืนยันความบริสุทธิ์: หมอบียืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบทุกขั้นตอน
  • ขอโทษอาจารย์ตฤณห์: หมอบีกล่าวขอโทษต่ออาจารย์ตฤณห์สำหรับการกระทำที่ไม่เหมาะสมในอดีต
  • เงินบริจาค: ยืนยันว่าเงินบริจาคทั้งหมดจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

โดยสรุปแล้ว หมอบีได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และยืนยันความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ลุล่วงไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ นั้นยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป

เรื่องราวของ “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาค การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและสังคมโดยรวม และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนเพื่อการกุศล

ที่มา – “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ อยากขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยพูดจาไม่ดีใส่

สภาทนายความแจง คดีวัดพระบาทน้ำพุ ช่วยไม่ได้!

สภาทนายความออกประกาศชี้แจงประเด็น “สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้” ยืนยันว่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ “หลวงพ่ออลงกต” ได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และไม่ใช่คดีเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ พร้อมทั้งชี้แจงว่าการถอนตัวของ “ทนายเกิดผล” เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาทนายความ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ได้เผยแพร่ประกาศ โดยระบุว่าตามที่มีข่าวปรากฏว่าทนายความเกิดผล แก้วเกิด ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้กับวัดพระบาทน้ำพุ โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ และระบุว่าทางสภาทนายความจะตั้งคณะทำงานให้ความช่วยเหลือเพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

ทางสภาทนายความขอเรียนชี้แจงว่า ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่หลวงพ่ออลงกต (พระอลงกต ติกขปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุได้ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์การขอความช่วยเหลือทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ข้อกำหนดของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าการขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจะต้องเป็นไปเพื่อผู้ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น ซึ่งกรณีของวัดพระบาทน้ำพุนั้นไม่ถือว่าเป็นคดีที่เข้าข่ายเงื่อนไขดังกล่าว อีกทั้งไม่ใช่คดีเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การถอนตัวของทนายความเกิดผล แก้วเกิด จึงเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาทนายความ

สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้

ประเด็นสำคัญที่ทางสภาทนายความได้เน้นย้ำก็คือ หลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายนั้นมีข้อจำกัด และต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 เท่านั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ทำไมสภาทนายความจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือในคดีนี้?

เหตุผลหลักคือ คดีนี้ไม่เข้าข่ายเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ที่ระบุว่าการช่วยเหลือต้องมุ่งเน้นไปที่ผู้ยากไร้และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ คดีนี้ยังไม่ถือว่าเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

การที่สภาทนายความออกมาชี้แจงเรื่อง “สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้” ในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสภาทนายความในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

สภาทนายความมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน แต่การให้ความช่วยเหลือนั้นก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงขอบเขตอำนาจและหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเคารพซึ่งกันและกัน

การออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนของสภาทนายความในกรณี สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ ถือเป็นการแสดงความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่หน่วยงานอื่นๆ

ที่มา – สภาทนายความ ชี้แจงคดี “วัดพระบาทน้ำพุ” ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้

ทนายเกิดผลถอนตัว! คดีวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมเหตุผล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อ “ทนายเกิดผล” ประกาศถอนตัวจากการเป็นทนายความให้กับ “วัดพระบาทน้ำพุ” ท่ามกลางข่าวคราวเกี่ยวกับ “หมอบี” ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ โดยทนายเกิดผลได้ชี้แจงถึง 2 สาเหตุหลักที่ทำให้ตัดสินใจถอนตัวในครั้งนี้

ทนายเกิดผลถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ เพราะอะไร?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ความคืบหน้าในกรณีของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” หมอดูชื่อดังที่อุทิศตนทำงานจิตอาสาร่วมกับ “หลวงพ่ออลงกต” แห่งวัดพระบาทน้ำพุ ได้ออกมาอธิบายถึงกระแสข่าวที่ถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีในนามวัดและนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งหมอบียืนยันว่าไม่ได้ยักยอกเงินแต่อย่างใด หลวงพ่ออลงกตเองก็ได้ออกมาชี้แจงและโต้ตอบหมอบีเช่นกัน โดยเรื่องราวดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ทนายเกิดผล ทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ได้ประกาศผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ทนายเกิดผล แก้วเกิด ว่า “เรียนสื่อมวลชน เนื่องจากสภาทนายความ ได้มีการตั้งคณะทำงาน เพื่อคลี่คลายคดีวัดพระบาทน้ำพุอย่างเป็นทางการในวันสองวันนี้“

ทนายเกิดผลกล่าวต่อว่า “ดังนั้นเพื่อการทำงานของคณะทนายความ เป็นเอกภาพ ในการดำเนินการของคณะทำงาน และเนื่องจากสุขภาพผมไม่แข็งแรง อาจจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปร่วมงานและร่วมประชุมกับคณะทำงาน ของสภาทนายความ ผมจึงได้ขออนุญาตและกราบเรียน หลวงพ่อว่า ขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายความของวัดในคดีวัดพระบาทน้ำพุนี้ หากสื่อมวลชน มีข้อสงสัยในการซักถามปัญหาเกี่ยวกับคดีของวัด โปรดสอบถาม ไปยังวัดหรือคณะทำงานของสภาทนายความชุดใหม่ ขอบคุณครับ”

ทั้งนี้ ทนายเกิดผลยังได้เน้นย้ำถึงเหตุผลในการถอนตัวในโพสต์ต่อมาว่า “เหตุที่ผมถอนทนายความของวัด มี 2 สาเหตุคือ ทางวัดได้แต่งตั้งทนายความคณะใหม่ โดยมรรยาท เราต้องถอนตัวออกมาและปัญหาสุขภาพ เท่านั้นครับ”

เหตุผลที่ ทนายเกิดผล ถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ สรุป

  • ทางวัดได้แต่งตั้งคณะทนายความชุดใหม่
  • ปัญหาสุขภาพส่วนตัวของทนายเกิดผล

การตัดสินใจถอนตัวของทนายเกิดผลจากคดีวัดพระบาทน้ำพุนี้ สร้างความสงสัยและคำถามมากมายให้กับสังคม หลายคนอยากทราบถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงนี้ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคดีความที่เกี่ยวข้อง ทางวัดพระบาทน้ำพุและคณะทำงานชุดใหม่ของสภาทนายความจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินคดีวัดพระบาทน้ำพุอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าทนายเกิดผลจะถอนตัวไปแล้ว แต่เรื่องราวและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่สนใจและติดตามของประชาชนอย่างต่อเนื่อง หวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความกระจ่างในทุกประเด็นที่เกิดขึ้น

ที่มา – “ทนายเกิดผล” ประกาศถอนตัวจาก “คดีวัดพระบาทน้ำพุ” พร้อมชี้แจง 2 สาเหตุ

วัดพระบาทน้ำพุ ประชุมเข้ม! อุบรายละเอียด

“วัดพระบาทน้ำพุ” ประชุมเข้ม เตรียมแถลงทุกประเด็น! ด้านเจ้าอาวาสยังอุบตอบรายละเอียดต่างๆ ในขณะที่ “เลขาปู” ยืนยันว่าไม่มีเรื่องหลานเกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องที่ดินที่เป็นประเด็นร้อนนั้น ให้ไปถามต้นเรื่องเองจะดีกว่า

วัดพระบาทน้ำพุ ประชุมเข้ม ยังอุบแจงรายละเอียด “หลวงพ่อ” ไม่มีกิจนิมนต์

เมื่อเวลา 10.30 น. ของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตั้งอยู่ที่ ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี แม้ว่าจะเป็นวันหยุด แต่บรรยากาศภายในวัดนั้นค่อนข้างเงียบเหงา ห้องประชุม 1 ของวัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัด ได้เชิญคณะกรรมการวัดและกรรมการมูลนิธิเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมอบีที่รับบริจาคเงินในชื่อวัด และเรื่องที่ดินจำนวน 2,000 ไร่ โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปฟังการประชุม

นายบำรุงสิทธิ์ พนักงานเอกชนรายหนึ่ง ได้ให้ข้อมูลว่า วันนี้นำกล่องบริจาคที่ทำขึ้นเองที่บริษัทมาถวายหลวงพ่อ ด้วยจิตศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่อ ในส่วนของเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ตนไม่ได้ให้ความสนใจ และยังคงเคารพและศรัทธาในตัวหลวงพ่อเช่นเดิม

หลังจากการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง เจ้าอาวาสได้เดินออกมาจากห้องประชุม ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงเรื่องที่ดิน เจ้าอาวาสตอบว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา และจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบอีกครั้ง ส่วนเรื่องเงินจำนวน 2.7 ล้านบาทของอดีตไวยาวัจกรที่ลูกหลานนำมาคืนนั้น ทางวัดได้คืนครบแล้วหรือไม่ เจ้าอาวาสตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ก็ตามนั้น”

เมื่อสอบถามไปยัง นายบรรเจต เทพพำนัก หรือ เลขาปู เลขาของหลวงพ่ออลงกต ทราบว่า ในเรื่องที่ทนายเกิดผลถอนตัวนั้น จะมีการแต่งตั้งทนายความใหม่ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด โดยโฆษกที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ชี้แจงให้สื่อมวลชนทราบต่อไป ส่วนเรื่องที่เจ้าอาวาสต้องนำเงินสดไปฝากไว้กับบุคคลอื่น รวมถึงรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ดิน หรือความสัมพันธ์ในฐานะญาติพี่น้องกับเจ้าอาวาสนั้น ตนไม่ทราบ

Regarding the personal acquaintance with นางสาววรสุดา, เลขาปู replied that he knows her, but he confirms that there’s no issue with grandchildren. As for the land issue, he said to ask the source, and whether it’s seen as a frame-up or not, he also said to ask the source.

จากการสอบถาม นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดิน 2,000 ไร่ของวัด และตอนนี้หลวงพ่อไม่ได้มีกิจนิมนต์ที่ไหน ถือว่าเป็นการให้ท่านได้พักผ่อน หลังจากที่เคยออกบิณฑบาตทุกวัน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ

สถานการณ์ของวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องที่ดินและการจัดการเงินบริจาค การที่ทางวัดยังคงอุบเงียบรายละเอียดต่างๆ ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้าง การแถลงข่าวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการคลี่คลายข้อสงสัยและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น

การที่หลวงพ่ออลงกตไม่ได้มีกิจนิมนต์ในช่วงนี้ อาจเป็นสัญญาณของการพักผ่อนและทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวต่อไปของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้และผู้ป่วย HIV/AIDS มาอย่างยาวนาน

ที่มา – “วัดพระบาทน้ำพุ” ประชุมเข้ม ยังอุบแจงรายละเอียด “หลวงพ่อ” ไม่มีกิจนิมนต์

Scroll to top