หมู่เกาะพีพี

อุทยานฯ พบปะการังฟอกขาวกลับมาอีก น้ำทะเลร้อน 32°C

อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ รายงานข่าวร้ายสำหรับคนรักทะเล เมื่อพบปะการังฟอกขาวกลับมาอีกครั้ง หลังอุณหภูมิน้ำทะเลพุ่งสูงถึง 32 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ในวงกว้าง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน 2569 จากการลงสำรวจของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการใต้น้ำ ทำให้ทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ปะการังฟอกขาว เกิดจากอะไร

ปะการังฟอกขาวเป็นปรากฏการณ์ที่ปะการังสูญเสียสาหร่ายโซแซนเทลเล (zooxanthellae) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยร่วมกันและให้สีสันกับปะการัง เมื่อน้ำทะเลร้อนเกินไป สาหร่ายเหล่านี้จะถูกขับออก ทำให้ปะการังขาวซีดและอาจตายได้ สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิสูงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ่ และมลพิษจากมนุษย์ ในกรณีนี้ อุณหภูมิน้ำทะเลที่ 32 องศาฯ ถือว่าน่ากังวลมาก เพราะเกินเกณฑ์ปกติที่ปะการังทนได้

ผลกระทบจากการสำรวจล่าสุด

จากการสำรวจพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร บริเวณเกาะเสม็ด ในเขตตำบลอ่าวนาง เจ้าหน้าที่พบว่าปะการังมีชีวิตเริ่มซีดจางถึง 20% และบางส่วนฟอกขาวแล้ว ปะการังหลายชนิดได้รับผลกระทบ เช่น ปะการังโขด ปะการังเขากวาง ปะการังสมอง ปะการังดาว และโดยเฉพาะปะการังใบร่องหนามที่ฟอกขาวทั้งกอ นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างหอยมือเสือ ปะการังอ่อน และพรมทะเล ก็เริ่มซีดจางเช่นกัน สถานการณ์นี้คล้ายกับปีที่แล้วที่กระบี่เคยเจอวิกฤตรุนแรง และบางพื้นที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

มาตรการป้องกันจากอุทยานฯ

เพื่อลดผลกระทบ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี ได้ลงมือทันที โดยติดตั้งทุ่นแนวเขตบริเวณอ่าวปูหยาและเกาะปอดะ เก็บขยะในแนวปะการังได้กว่า 25 กิโลกรัม และนำลอบดักสัตว์น้ำออกจากพื้นที่ การเหล่านี้ช่วยป้องกันไม่ให้ระบบนิเวศถูกทำลายซ้ำtezซ้อน แต่เจ้าหน้าที่ยังต้องเฝ้าติดตามต่อเนื่อง เพราะอุณหภูมิน้ำยังสูงและอาจยืดเยื้อ

  • เก็บขยะทะเลกว่า 25 กก.
  • ติดตั้งทุ่นป้องกันการบุกรุก
  • นำเครื่องมือดักปลาออก
  • สำรวจแนวปะการังทุกสัปดาห์

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวไม่เพียงกระทบความสมบูรณ์ของทะเล แต่ยังส่งผลต่อการท่องเที่ยวของกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งดำน้ำชื่อดัง หมู่เกาะพีพีดึงดูดนักท่องเที่ยวนับล้านคนต่อปี หากปะการังตายจำนวนมาก รายได้จากการท่องเที่ยวจะลดลง และระบบนิเวศทั้งหมดจะเสียสมดุล สัตว์ทะเลอย่างปลาหลากหลายชนิดจะหายไปตามไปด้วย

วิธีช่วยเหลือจากประชาชน

เราทุกคนสามารถช่วยได้ โดยปฏิบัติตามแนวทางง่ายๆ เช่น ไม่สัมผัสปะการัง ไม่ทิ้งขยะพลาสติก ลดการใช้พลังงานเพื่อชะลอโลกร้อน เลือกทัวร์ดำน้ำที่รับผิดชอบ และสนับสนุนนโยบายอนุรักษ์ทะเล นักวิทยาศาสตร์คาดว่าหากอุณหภูมิลดลง ปะการังบางส่วนอาจฟื้นตัวได้ภายใน 1-2 ปี แต่ต้องไม่มีปัจจัยรบกวนเพิ่ม

สถานการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศทั่วโลก กระบี่ซึ่งเป็นอัญมณีของไทย ต้องได้รับการปกป้องอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นความงามใต้ทะเลอาจสูญหายไปตลอดกาล ในฐานะนักเขียนที่ชื่นชอบทะเล ผมเชื่อว่าเราต้องร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? แชร์ประสบการณ์ดำน้ำที่กระบี่หรือไอเดียช่วยเหลือในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเพื่อร่วมอนุรักษ์ทะเลไทย!

ที่มา – อุทยานฯ พบ “ปะการังฟอกขาว” กลับมาอีกครั้ง หลังอุณหภูมิน้ำพุ่ง 32 องศาฯ

โดรนจับภาพ! เรือหางยาวหวิดชนพะยูนแม่ลูก

โดรนจับภาพเรือหางยาวหวิดชน “พะยูน” แม่-ลูก

อุทยานฯ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ใช้โดรนสำรวจ พบเรือหางยาวนำเที่ยว วิ่งในเขตอนุรักษ์ หวิดชน “พะยูน” แม่ลูก สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่บันทึกได้จากโดรนสำรวจ ขณะปฏิบัติภารกิจสำรวจความเป็นอยู่ของฝูงพะยูนที่อาศัยหากินอยู่ในเขตอุทยานฯ ในช่วงเช้าของวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา ภาพจากโดรนแสดงให้เห็นบริเวณอ่าวทึง ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบเรือหางยาวนำเที่ยวลำหนึ่งกำลังแล่นอยู่ในแนวทุ่นอนุรักษ์

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ใต้ท้องเรือลำดังกล่าว มีพะยูนแม่ลูกคู่หนึ่งว่ายน้ำอยู่ใกล้เคียง เป็นสถานการณ์ที่หวุดหวิดจะเกิดเหตุเศร้าสลด เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์พะยูนเสียชีวิตจากการถูกใบพัดเรือมาแล้วหลายครั้ง นับเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและหาทางป้องกันอย่างเร่งด่วน

นายศิริวัฒน์ แสงฉวี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี เปิดเผยว่า พะยูนทั้งสองตัวเป็นแม่ลูกกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สำรวจพบเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน ทั้งคู่อาศัยหากินอยู่ในแหล่งหญ้าทะเลบริเวณอ่าวทึงและอ่าวน้ำเมา และมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง โดยแม่พะยูนมีสภาพร่างกายสมบูรณ์ระดับ 3/5 ส่วนลูกพะยูนก็มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์เช่นกัน

ภาพที่บันทึกได้จากโดรนสำรวจเป็นภาพที่น่าตกใจอย่างยิ่ง โดยจุดที่บันทึกภาพได้นั้นอยู่ในแนวเขตทุ่นที่ทางอุทยานฯ ได้ทำการติดตั้งไว้ เพื่อเป็นแนวป้องกันและแจ้งเตือนแก่ผู้ขับเรือ ทั้งนี้ ทางอุทยานฯ จะขอความร่วมมือจากเรือทุกประเภทให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 3 นอต ในช่วงที่แล่นผ่านเขตทุ่น และขอให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์ทะเลหายาก

เบื้องต้น ทางอุทยานฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประสานไปยังชมรมเรือในพื้นที่ เพื่อติดตามเรือลำดังกล่าวให้มาพบและสอบถามข้อเท็จจริงว่ามีการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กำหนดหรือไม่ และผู้ขับเรือได้สังเกตเห็นพะยูนที่กำลังว่ายน้ำอยู่ในบริเวณนั้นหรือไม่ หลังจากนี้ ทางอุทยานฯ จะทำการพูดคุยกับผู้ประกอบการเรือทุกประเภท เพื่อขอความร่วมมือในการเพิ่มความระมัดระวัง และอาจพิจารณาให้ผู้ประกอบการติดตั้งอุปกรณ์ครอบใบจักรเรือ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการชนกับสัตว์ทะเลหายาก เนื่องจากในปัจจุบัน ทางอุทยานฯ ได้สำรวจพบพะยูนอาศัยอยู่ในเขตรับผิดชอบทั้งหมด 5 ตัว รวมทั้งพะยูนแม่ลูกคู่นี้ด้วย

มาตรการป้องกันพะยูนจากอุบัติเหตุทางเรือ

  • กำหนดความเร็วเรือในเขตอนุรักษ์
  • ติดตั้งทุ่นและป้ายเตือน
  • รณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเรือ
  • พิจารณาการติดตั้งอุปกรณ์ครอบใบจักรเรือ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก และการตระหนักถึงผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป คือกุญแจสำคัญในการปกป้องพะยูนและระบบนิเวศทางทะเลให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – โดรนบินสำรวจจับภาพ เรือหางยาวนำเที่ยว วิ่งเขตอนุรักษ์ หวิดชน “พะยูน” แม่-ลูก

Scroll to top