หยุดยิงแล้ว

กองทัพภาค 2 สรุปผลประชุม RBC: ไม่ยั่วยุ-หยุดข่าวปลอม

กองทัพภาค 2 แถลงหลังการประชุม RBC สรุป 11 ข้อ หวังให้กัมพูชาร่วมมือในการ “เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์” ย้ำว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องไม่มีการยั่วยุ ไม่ว่าจะเป็นทางทหารหรือพลเรือน ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดตามแนวชายแดน รวมถึงหยุดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ดีระหว่างประเทศ

กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม

ความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่คำแถลงข่าวร่วมเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ราชอาณาจักรไทย และภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ ราชอาณาจักรไทย

การประชุม RBC สมัยวิสามัญนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และพลโท โปว เธง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วม การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการพูดคุยและสร้างความเชื่อมั่น เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดน โดยใช้ทุกกลไกที่จำเป็นเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ และหลีกเลี่ยงการปะทะบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความสามัคคี

ด้วยความตั้งใจดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงใน 11 ข้อสรุปสำคัญ ดังนี้:

  1. ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงจากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568
  2. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำรงการสื่อสารตามปกติระหว่างกองทัพภาค ภูมิภาคทหาร และหน่วยต่างๆ ตามแนวชายแดน และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขทุกปัญหาด้วยสันติวิธี หลีกเลี่ยงการปะทะ และเพิ่มการสื่อสารในทุกระดับเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี
  3. ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นที่จะงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม (fake news) เพื่อลดความตึงเครียด ลดความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และมุ่งแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ
  4. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ขยายขอบเขตและระดับของความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงกิจกรรมที่เป็นการยั่วยุ ไม่ว่าจะโดยฝ่ายทหารหรือพลเรือน อันอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น
  5. การดำเนินการใดๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย อาจกระทำได้โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขของการหยุดยิงอย่างเคร่งครัด
  6. ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงพัฒนาการเชิงบวกและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในการเสริมสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน
  7. ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และเห็นชอบให้เสนอเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้
  8. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการที่จะจัดตั้งชุดประสานงาน (Coordinating Group : CG) เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารในทุกระดับ
  9. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกันในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งดำเนินการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  10. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อการประท้วงเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล
  11. ให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ครั้งต่อไปภายในหนึ่งเดือนหลังจากการประชุมครั้งนี้

เป้าหมายหลักของการประชุม RBC

เป้าหมายหลักของการประชุม กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม คือ การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดน การงดเว้นการยั่วยุและการเผยแพร่ข่าวปลอมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

การที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมมือกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ การจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

โดยสรุป การประชุม กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา การปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ การร่วมมือกันแก้ปัญหาต่างๆ จะช่วยให้ประชาชนทั้งสองประเทศมีความปลอดภัยและมั่นคง

ที่มา – กองทัพภาค 2 เผยผลประชุม RBC สรุป 11 ข้อตกลง ไม่ยั่วยุแนวชายแดน หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม

จับตา! ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ชาวบ้านชายแดนไม่ไว้ใจ

จับตาการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – กัมพูชา (RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่าง ทภ.2 (ไทย) และ ภท.4 (กพช.) ที่ด่านช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านแนวชายแดน ยันไม่ไว้ใจ บอกคุยกันกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม นี่คือเสียงสะท้อนที่ดังมาจากพื้นที่จริง ก่อนการประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งสำคัญนี้

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย – กัมพูชา (สมัยวิสามัญ) ระหว่าง กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2 ไทย) และ ภูมิภาคทหารที่ 4 (ภท.4 กพช.) โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และ พลเอก โปว เฮง รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 เป็นประธานร่วมประชุมในครั้งนี้

โดยบรรยากาศการประชุมไม่ได้ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปถ่ายภาพ หรือร่วมประชุมแต่อย่างใด แต่มีการจัดเตรียมที่ห้องแถลงข่าวไว้ที่สำนักงานด่านศุลกากรช่องสะงำ เพื่อรอแม่ทัพภาคที่ 2 มาแถลงการณ์ผลการประชุมในครั้งนี้

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามพี่น้องประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนก่อนการประชุม พบว่าเสียงส่วนมากยังคงไม่เชื่อใจกัมพูชา แม้จะมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการก็ตาม

โดย นายสมเกียรติ อายุ 46 ปี ชาวบ้านบ้านแซร์ไปร อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งบ้านหมู่บ้านติดชายแดน เปิดเผยว่า ตนเป็นพ่อค้าที่ขายของในหมู่บ้านติดชายแดน ทุกวันนี้พวกตนต้องอยู่แบบหวาดระแวง การใช้ชีวิตค้าขายก็ลำบาก ภาระหนี้สินก็เยอะ ขายของยากไม่กล้าที่จะลงทุนเพราะกลัวไม่รู้ว่าจะเกิดการปะทะขึ้นเมื่อไหร่ ถึงจะประชุม RBC เสร็จ ตนก็ไม่ไว้ใจกัมพูชา คุยกี่รอบก็ยังเหมือนเดิม กัมพูชาเที่ยวแต่จะรอบกัด ทำให้ทหารไทยเราต้องมาเสียชีวิต ต้องขาขาดตั้งหลายนาย ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านติดชายแดนไม่เชื่อใจเขมรอีกแล้ว ตนไม่อยากให้เปิดด่าน ปิดไว้อย่างนี้ดีกว่า หรือถ้ารบกันก็อยากให้รบกันให้จบจบไปเลย

“วันนี้หลังจากที่คุย RBC เสร็จ ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ตนและครอบครัวก็เตรียมเก็บเสื้อผ้าข้าวของไว้ตลอดเวลา” นี่คือความรู้สึกที่แฝงไปด้วยความกังวลของประชาชนในพื้นที่

จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงตามแนวชายแดน การหารือและข้อตกลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

ทำไมชาวบ้านชายแดนถึงไม่ไว้ใจ แม้มีการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา?

คำถามนี้สะท้อนถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความขัดแย้งในอดีต ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทำให้ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก ถึงแม้จะมีการลงนามในข้อตกลงต่างๆ แต่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความรู้สึกของประชาชนต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง

การประชุม จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงไม่ใช่แค่การหารือในระดับรัฐ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย การเปิดเผยข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การ จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าแค่การติดตามข่าวสาร แต่เป็นการทำความเข้าใจถึงความท้าทายและความหวังของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พวกเขาต้องการความมั่นคง ความปลอดภัย และโอกาสในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความสำเร็จของการประชุมจึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนข้อตกลง แต่อยู่ที่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้และความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมวัฒนธรรม และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ จะเป็นหนทางสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ที่มา – จับตาประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ “ทภ.2 – ภท.4” ชาวบ้านชายแดน ยันไม่ไว้ใจ

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เริ่มแล้วที่สระแก้ว

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ระดับภูมิภาคได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่จังหวัดสระแก้ว โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร ภายใต้ความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากสโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 (ค่ายสุรสิงหนาท) อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา อย่างเป็นทางการ การประชุม ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ฝ่ายไทยนำโดย พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอก แอก ซ็อมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ในฐานะประธานฝ่ายกัมพูชา เข้าร่วมหารือถึงแนวทางการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปฏิบัติร่วมกันตามแนวชายแดน

สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการลักลอบเข้า–ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ปัญหาการค้ามนุษย์ การลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการค้าชายแดน เพื่อให้การอยู่ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงครอบคลุมหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร สองฝ่ายต่างแสดงความตั้งใจที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างเปิดอก และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 จะเป็นผู้แถลงผลการประชุมและสรุปสาระสำคัญต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงและความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุม

ความคืบหน้าล่าสุดจากการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ โดยฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ฝ่ายไทยนำโดย พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอกแอก ซอมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง ในช่วงต้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ก่อนเชิญออกเพื่อเข้าสู่วาระการประชุม

ทั้งนี้ มีรายงานยืนยันว่า ในวงประชุมวันนี้ จะมีการหารือในประเด็น 13 + 3 ข้อตกลง คือ 13 ข้อจากเดิม GBC เพื่อนำสู่การปฏิบัติ และข้อเสนอใหม่ของฝ่ายไทย 3 ข้อ ซึ่ง 2 ข้อแรก เป็นจุดยืนที่ไทยเสนอต่อ GBC มาแล้ว คือ

  • ให้ 2 ฝ่ายเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน
  • ร่วมปราบสแกมเมอร์

และข้อ 3 เป็นข้อเสนอใหม่จากปัญหาชุมชนที่รุกล้ำพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จึงเสนอจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้องร่วมกัน

การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง การหารือที่เป็นไปในบรรยากาศฉันมิตรและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงในภูมิภาค

การให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และยาเสพติด สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของทั้งสองประเทศต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน การร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์ และการจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในอนาคต

ที่มา – เริ่มแล้ว ประชุม RBC ไทย–กัมพูชา ระดับภูมิภาค บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญที่จังหวัดสระแก้วได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 01.09 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม และเตรียมดำเนินการต่อเนื่องในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่น่าจับตามอง

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) จัดการประชุม ณ สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มี พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโทซอ กีมปะ (Sar Kimpak) รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา โดยทั้งสองท่านได้ร่วมลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมร่วมกัน

เหตุผลของการเลื่อนเวลาการประชุม

ก่อนเริ่มการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาได้ขอเลื่อนเวลาเข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ทำให้การเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านคลองลึกเกิดขึ้นในเวลา 23.56 น. และเดินทางถึงสโมสรนายทหาร มทบ.19 ในเวลาประมาณ 00.05 น.

เมื่อเดินทางถึง พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ ได้ให้การต้อนรับ พลโทซอ กีมปะ และนำเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อหารือเบื้องต้น ขณะเดียวกัน คณะทำงานกองเลขานุการฯ ไทย–กัมพูชา ได้ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของร่างเอกสารการประชุม การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงเริ่มต้นขึ้นในเวลา 01.09 น. ตามที่กำหนดไว้

ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญตามระเบียบวาระ และกล่าวปิดประชุมในเวลา 02.12 น. จากนั้นจึงมีพิธีลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) และแลกเปลี่ยนแฟ้มเอกสารระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเสร็จสิ้นในเวลา 02.19 น.

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ คณะฝ่ายกัมพูชาได้เดินทางกลับประเทศ และมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมอีกครั้งในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อหารือในประเด็นที่เหลือตามกำหนดการ เนื้อหารายละเอียดของร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา อยู่ระหว่างการเรียบเรียง และจะมีการเผยแพร่ให้ทราบต่อไป

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การเห็นชอบร่างบันทึกการประชุมถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนการลงนาม แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ หากร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา มีผลบังคับใช้ จะส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว จะเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการตามร่างบันทึกการประชุมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – เริ่ม 01.09 น. ประชุม RBC ไทย-กัมพูชาที่สระแก้ว เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

กลาโหมมอบ “เหรียญบางระจัน” ให้พลทหารตะวัน

กระทรวงกลาโหมเชิดชูทหารกล้า มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ผู้เสียสละจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพลทหารตะวัน สิงห์เรือง ได้เสียสละดวงตาข้างซ้ายเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ถูกลูกระเบิดจนสูญเสียดวงตาข้างซ้ายที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก

หลังจากพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน พลทหารตะวันยังมีอาการผวาและสะดุ้งตื่นจากเหตุการณ์สู้รบอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยกำลังใจจากครอบครัว เพื่อนฝูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้พลทหารตะวันมีกำลังใจในการต่อสู้และฟื้นฟูร่างกายต่อไป

ล่าสุด พันโท เพทาย สมฤทธิ์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 4 ค่ายจิระประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยแพทย์ทหาร และส่วนราชการ ได้เดินทางไปให้กำลังใจพลทหารตะวัน พร้อมทั้งมอบประกาศนียบัตรและ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและความเสียสละ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” และขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือและดูแลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ พลทหารตะวันยังมีความหวังที่จะกลับไปรับราชการต่อ โดยมีความใฝ่ฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ”

มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน”

ความกล้าหาญและความเสียสละของพลทหารตะวัน สิงห์เรือง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนไทยทั้งประเทศ การได้รับ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” ถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของชีวิตทหาร และเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงความเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ความหวังของพลทหารตะวัน

ถึงแม้จะสูญเสียดวงตาข้างซ้าย แต่พลทหารตะวันยังคงมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะรับราชการต่อไป ความฝันที่จะเป็น “นักรบชุดดำ” สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งและความรักชาติอย่างเปี่ยมล้น

  • การดูแลรักษา: พลทหารตะวันได้รับการส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
  • กำลังใจจากทุกภาคส่วน: ได้รับความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี
  • ความกังวลเรื่องอนาคต: ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตการทำงาน

“ตอนแรกเหมือนเรารู้สึกโดนทิ้ง แค่แบบรอ… แต่พอเวลาพี่นักข่าวมาช่วย ก็กลายเป็นว่า เขาก็หันมาสนใจเรามากขึ้น หันมาแบบว่ามาบอกเราดูแลเรา” พลทหารตะวันกล่าว

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของทหารกล้าที่พร้อมจะเสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – มอบ “เหรียญบางระจัน” ให้ “พลทหารตะวัน” เจ้าตัวหวังอยากรับราชการต่อ เป็น “นักรบชุดดำ”

กองทัพบกโต้! กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี

กองทัพบกไทยออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาจากกัมพูชาอย่างหนักแน่น ยืนยันว่า กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากฝ่ายกัมพูชา โฆษกกองทัพบกชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถูกต้อง

กองทัพบกโต้! กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี

จากกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เผยแพร่ข้อมูลว่าตรวจพบกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร บรรจุสารฟอสฟอรัสขาว (White Phosphorus – WP) ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย และกล่าวหาว่าเป็นผลจากการยิงของกองทัพไทยในช่วงความขัดแย้ง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้:

ความจริงเกี่ยวกับกระสุนฟอสฟอรัสขาว WP

โฆษกกองทัพบกยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย กระสุนฟอสฟอรัสขาว (WP) มีวัตถุประสงค์หลักในการใช้เพื่อสร้างควัน แสงสว่าง ระเบิด และเพลิง เพื่อใช้ในการอำนวยการยิง สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการทำลายชีวิตโดยตรง

กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ตามอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศใดที่ห้ามการเก็บรักษาหรือการใช้งานกระสุนชนิดนี้ ประเทศไทยจึงมีสิทธิ์ในการเก็บรักษาและใช้งานตามภารกิจทางทหารได้ภายใต้กรอบกฎหมายสากล

ข้อกำหนดและระเบียบการใช้กระสุน WP ของไทย

ถึงแม้ว่าอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธตามแบบบางชนิด (Convention on Certain Conventional Weapons – CCW) พิธีสารที่ 3 จะกำหนดห้ามการใช้อาวุธเพลิงที่ออกแบบมาเพื่อเผาไหม้บุคคลโดยตรง แต่ กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว การใช้กระสุน WP ของกองทัพบกไทยอยู่ภายใต้ระเบียบการควบคุมอย่างเข้มงวด ใช้ต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่เคยมีการนำไปใช้เพื่อมุ่งทำลายชีวิตพลเรือน

กองทัพบกไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การใช้อาวุธทุกชนิด รวมถึงกระสุน WP เป็นไปตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดที่รัดกุม

ทำไมต้องออกมาโต้ตอบ

พลตรี วินธัย เน้นย้ำว่าการครอบครองและการใช้กระสุน WP ของกองทัพไทยเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามกรอบกฎหมายสากล มีการควบคุมรัดกุม และสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศทุกประการ ข้อกล่าวหาที่กัมพูชาเผยแพร่จึงเป็นเพียงความพยายามที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดในเวทีสาธารณะและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกองทัพไทย

การออกมาตอบโต้และอธิบายข้อเท็จจริงในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความเข้าใจผิดดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ

  • หลักการสำคัญ: การใช้กระสุน WP ต้องเป็นไปตามกฎหมายสากลและหลักมนุษยธรรม
  • การควบคุม: กองทัพไทยมีระบบการควบคุมการใช้กระสุน WP อย่างเข้มงวด
  • ความโปร่งใส: พร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ดังนั้นประชาชนจึงควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ และรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องและป้องกันการถูกบิดเบือนข้อมูล

สรุปแล้ว กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ตามกฎหมายสากล และกองทัพบกไทยใช้กระสุนดังกล่าวภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด

ที่มา – กองทัพบกโต้กัมพูชา ย้ำกระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ซัดบิดเบือนข้อเท็จจริง

กองทัพบก แจง! ภาพรื้อถอนลวดหนามเป็นข่าวปลอม


ช่วงนี้มีข่าวลือเยอะแยะไปหมด! ล่าสุดกองทัพบกออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ภาพทหารกัมพูชารื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก” ที่แชร์กันว่อนเน็ตนั้น เป็นข่าวปลอม!

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และหากมีการรื้อถอนลวดหนามจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่นั้นอยู่ในเขตแดนไทยภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด

กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบพบว่า เสาธงที่ปรากฏในภาพก็ไม่ได้มีอยู่จริงในพื้นที่ที่กล่าวอ้างอีกด้วย งานนี้กองทัพบกฟันธงว่า เป็นการสร้างข่าวปลอมโดยฝ่ายกัมพูชา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดกระแสกดดันจากสังคมภายในประเทศ หลังจากที่ไทยสามารถยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้ถึง 11 จุด

แล้วทำไมถึงต้องปล่อยข่าวปลอม?

คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย กองทัพบกวิเคราะห์ว่า การปล่อยข่าวปลอมเรื่อง กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา น่าจะเป็นกลยุทธ์ในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศกัมพูชาเอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้สำเร็จ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศกัมพูชา การสร้างข่าวปลอมจึงเป็นเหมือนการสร้างสถานการณ์ เพื่อดึงความสนใจของประชาชนไปที่เรื่องอื่นแทน

งานนี้ต้องบอกว่า โซเชียลมีเดียก็เป็นดาบสองคมจริงๆ เพราะข่าวสารมันไปไวมาก แต่เราก็ต้องมีสติในการรับข้อมูลด้วย อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่เห็น ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนแชร์ ไม่งั้นอาจตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมแบบนี้ได้

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามาดูกันชัดๆ ว่ากองทัพบกได้ออกมาเน้นย้ำในประเด็นไหนบ้าง:

  • ไม่มีการรื้อถอนลวดหนามหรือปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก”
  • เสาธงที่ปรากฏในภาพเป็นของปลอม ไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริง
  • หากมีการรุกล้ำอธิปไตยจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน
  • ข่าวปลอมนี้มีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในกัมพูชา

ดังนั้น ก่อนจะแชร์อะไรออกไป ถามตัวเองก่อนว่า “ข่าวนี้จริงไหม?” ถ้าไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งรีบร้อนแชร์ เก็บไว้ในใจแล้วไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนดีกว่า

สุดท้ายนี้ อยากฝากทุกคนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และช่วยกันตรวจสอบข่าวปลอมก่อนที่จะส่งต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม ที่สำคัญอย่าลืมว่า กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา นะจ๊ะ!

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามข่าวสาร และอย่าลืมอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

ที่มา – กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

รวบ! 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน สกัด 2 หนุ่ม แอดมินเว็บพนันจากบ่อนปอยเปต ที่หนีตายกลับไทย โดยการมุดรั้วลวดหนามตามช่องทางธรรมชาติ พวกเขาอ้างว่าถูกกักบริเวณในตึกสูง ห้ามออกไปไหน เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต มุดรั้วลวดหนาม

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.อ.เมธี คำเต็ม และ ร.อ.อาคม มงคลนำ ได้สนธิกำลังกับตำรวจ สภ.คลองลึก และ ตม.จว.สระแก้ว ออกลาดตระเวนเข้มตามช่องทางธรรมชาติริมชายแดน บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย

ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบชายไทย 2 คน กำลังเดินเท้าลักลอบมุดรั้วลวดหนามจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณจุดตรวจ จตอ.19 เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวทันที

จากการสอบสวนทราบชื่อคือ นายจักรพันธ์ หนูแก้ว อายุ 21 ปี ชาวจังหวัดระนอง และ นายเศรษฐวุฒิ ดีหนู อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดพังงา ทั้งคู่ไม่มีเอกสารการเดินทางใดๆ

ทั้งสองให้การว่า พวกเขาเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ชื่อดัง ในพื้นที่โซนสามภายในบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งในฝั่งปอยเปต ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยถูกเพื่อนชักชวนให้ไป แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักบริเวณให้อาศัยและทำงานอยู่ในอาคารสูง 4-5 ชั้น ที่มีรั้วกำแพงล้อมรอบ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พวกเขาได้ทราบข่าวว่าอาจมีการสู้รบกันเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากที่ทำงานในช่วงกลางดึก และได้เจอกับผู้นำพาชาวกัมพูชา ที่เสนอจะพาข้ามแดนกลับไทย โดยคิดค่าใช้จ่าย 10,000 บาท ซึ่งพวกเขายอมจ่ายเงินให้ แล้วเดินเท้าตามผู้นำพามาถึงบริเวณแนวชายแดน ผู้นำพาได้ชี้ช่องทางให้เดินเท้าข้ามลำคลอง แล้วมุดรั้วลวดหนามเข้ามาในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจับกุมตัวได้ในที่สุด

ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจหนีกลับไทย?

เหตุผลหลักที่ทำให้ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน ตัดสินใจหนีกลับไทย ก็คือ ความกลัวและความไม่ปลอดภัยในชีวิต จากสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นในปอยเปต การถูกกักบริเวณและจำกัดอิสระในการเดินทาง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากกลับบ้านเกิด

หลังจากถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ประเด็นน่าสนใจ: เรื่องราวของ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างแดน โดยเฉพาะในธุรกิจพนันออนไลน์ ที่มักมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงผลตอบแทนที่สูง แต่ในความเป็นจริง กลับมีการเอารัดเอาเปรียบ และกักขังหน่วงเหนี่ยว

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ตรวจสอบบริษัทหรือนายจ้างให้แน่ใจ และแจ้งให้ญาติสนิททราบถึงรายละเอียดการเดินทางและการทำงาน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเลยครับ ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างแดน เช็กให้ชัวร์ อย่าหลงเชื่อคำชวนง่ายๆ นะครับ

ที่มา – จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน-บ่อนปอยเปต หนีตายกลับไทย มุดรั้วลวดหนามช่องทางธรรมชาติ

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ร่วมกับชุด EOD ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เร่งสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้และทำลายระเบิดในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ขณะที่ชุดเก็บกู้ฯ เผยอยากได้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้เก็บกู้ เนื่องจากส่วนใหญ่ฝังลึกอยู่ในดิน จึงยากต่อการเก็บกู้ ส่วนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่

ความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ (EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์)

ออกทำการสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ที่ถูกยิงตกลงมาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ที่ยังคงพบว่าในพื้นที่ตำบลกระสุนตกของ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ทั้งจากการยิงปืนใหญ่ และจรวด BM-21 รวมแล้วมากกว่า 200 ลูก ตกอยู่ในพื้นที่ชุมชน บ้านเรือน และพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งที่ระเบิดแล้วและที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งได้ตรวจพื้นที่ระเบิดไปแล้วจำนวน 124 จุด มีการทำลายไปแล้ว 1 ลูก และรอการเก็บกู้นำไปทำลายอีก 7 ลูก

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บเศษชิ้นส่วนของวัตถุระเบิด พร้อมมาร์กจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเก็บกู้และทำลายได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างความสบายใจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเมื่อช่วงบ่ายของวานนี้ (12 ส.ค. 68) เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ได้ทำการสำรวจ พิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด รวมจำนวน 18 จุด เป็นพื้นที่กระสุนปืนใหญ่ 6 จุด และจรวด BM-21 อีก 12 จุด

นอกจากนี้ ยังได้ทำการเก็บกู้กระสุนปืนใหญ่และจรวด BM-21 ที่พบว่าฝังอยู่ในชั้นใต้ผืนดินลึกลงไปไม่ต่ำกว่า 1-7 เมตร ซึ่งยากต่อการเก็บกู้ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บกู้ โดยการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดระยะไกล ด้วยชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัย (Hook and Line) คือการใช้เชือกและตะขอเกี่ยวสำหรับใช้เคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยออกจากสถานที่ ที่ไม่สามารถทำการเก็บกู้ได้สะดวก โดยสามารถทำงานจากระยะไกล เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ ซึ่งการเก็บกู้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม พบว่าเจ้าหน้าที่ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์ ยังขาดแคลนและมีความต้องการ ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้ในการเก็บกู้ เนื่องจากที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากกระสุนปืนใหญ่และจรวด BM21 ที่ตกลงมาในพื้นที่นั้น ได้ตกลงไปฝังลึกอยู่ในชั้นผิวดินมากกว่า 1-7 เมตร ทำให้ยากต่อการเก็บกู้นำมาทำลาย จำเป็นต้องขุดดินลึกลงไป แล้วใช้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยในระยะไกล แล้วทำการเกี่ยวลากขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีที่จะเกิดความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ผู้ปฏิบัติงาน

ความท้าทายในการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ของ EOD บุรีรัมย์

สถานการณ์การเก็บกู้ระเบิดชายแดนในจังหวัดบุรีรัมย์ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การทำงานของหน่วย EOD เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากระเบิดส่วนใหญ่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เพียงพอและทันสมัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในพื้นที่บุรีรัมย์ยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างระมัดระวัง และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

การสนับสนุนเพื่อการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน อย่างยั่งยืน

เพื่อให้การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในบุรีรัมย์เป็นไปอย่างยั่งยืน ควรมีการสนับสนุนด้านต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากวัตถุระเบิดที่หลงเหลืออยู่

ที่มา – บุรีรัมย์ อีโอดีเร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ยังขาดแคลนอุปกรณ์ ระเบิดฝังลึกไม่ต่ำกว่า 7 ม.

Scroll to top