หลวงพ่ออลงกต วันนี้

ผู้ว่าฯ ลพบุรี ลงพื้นที่ โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 หาทางต่อยอด

ผู้ว่าฯ ลพบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ สสจ. ลงพื้นที่ตรวจสอบ “โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2” เตรียมต่อยอดใช้สถานที่ให้เป็นประโยชน์ พร้อมสั่งทุกหน่วยงาน บูรณาการปรับฐานข้อมูลของผู้ป่วยให้ตรงกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีข่าวของ “อดีตหลวงพ่ออลงกต” ทำให้หลายฝ่ายต่างกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมา ทั้งการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ คนชราที่อดีตหลวงพ่ออลงกตได้อุปการะอยู่ ทั้งที่วัดพระบาทน้ำพุ และที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 68 ว่าที่ ร.ต.ทรงพล แป้นแก้ว รอง ผวจ.ลพบุรี พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต.หญิง สรวีย์ เหมือนเพ็ชร์ นอภ.หนองม่วง นพ.ปิยะเดช วลีพิทักษ์เดช นายแพทย์ สสจ.ลพบุรี เจ้าหน้าที่ พม. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้เดินทางไปที่ โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ต.ดงดินแดง อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ซึ่งอยู่ในอุปการะของวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อหาข้อมูลว่ากิจกรรมต่างๆ ส่วนใดที่ยังไม่ได้เข้าถึงบริการของภาครัฐ เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยง ว่ามีการดูแลอย่างไร ทั้งการรับยา การลงทะเบียนผู้สูงอายุ

ซึ่งทางตัวแทนของมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ส่วนราชการต่างๆ ได้ลงดูข้อมูลในเชิงรายละเอียด และนำข้อมูลมาประชุมเพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ดูแลผู้ที่อยู่ในธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ต่อไป

ทั้งนี้ รอง ผวจ.ลพบุรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยบูรณาการปรับฐานข้อมูลให้ตรงกัน เรื่องข้อมูลผู้ป่วยที่อยู่ที่นี่ เพราะเมื่อแต่ละหน่วยงานถามมา ทั้งบ้านพักเด็ก พมจ. หรือ สสจ.สอบถามมา ตัวเลขไม่ตรงกัน ขณะที่ผู้ป่วยโรคเอดส์ขณะนี้ได้รับยา 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเรื่องยาทุกคนได้รับสิทธิฟรีจากที่กระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว

ด้าน นพ.ปิยะเดช วลีพิทักษ์เดช นายแพทย์ สสจ.ลพบุรี เผยว่า จากที่มูลนิธิธรรมรักษ์ได้แถลงว่า โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ก่อสร้างเสร็จแล้ว พอดูสถานที่จึงทราบว่ายังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งการที่จะขอจัดตั้งเป็นสถานพยาบาลนั้นยังไม่พบข้อมูลในการขอ ส่วนอนาคตจะจัดตั้งเป็นอะไรนั้น จะต้องดูเรื่องที่ดิน การขออนุญาตก่อสร้าง และทราบว่าสถานที่แห่งนี้ก่อสร้างเกินกว่า 10 ปีขึ้นไป ก็ต้องมีการประเมินเรื่องความปลอดภัย

ซึ่งทาง สสจ.ลพบุรี ได้ทำเรื่องถึงกรมส่งเสริมสุขภาพบริการ ให้มาตรวจสอบว่าเป็นอย่างไร ที่เราได้เห็นอาคารก็อยากให้เป็นประโยชน์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เพราะใกล้กับโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ 33 จึงอยากให้เป็นสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาล สถานพักฟื้นผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งสถานศึกษาที่ต่อยอดจากโรงเรียน ซึ่งทาง สสจ.ลพบุรี ยินดีต่อประโยชน์ที่จะได้รับ

ด้านว่าที่ ร.ต.หญิง สรวีย์ เหมือนเพ็ชร์ นอภ.หนองม่วง เผยว่า การดำเนินงานของธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 จะเป็นการดูแลของมูลนิธิ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ตรวจสอบในอำนาจหน้าที่ของเรา แต่เมื่อมาตรวจสอบพบว่าบางข้อมูลไม่ตรงกับที่รายงาน เช่น จำนวนของผู้ที่อยู่ในบ้านพักเด็กที่คลาดเคลื่อน ส่วนคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับที่น่าพอใจระดับหนึ่ง แต่หลังจากนี้คงต้องมาดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

ผู้ว่าฯ ลพบุรี ลงพื้นที่ “โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2”

การต่อยอดโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2

จากข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่ โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 จะเห็นได้ว่ามีหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมมือกันเพื่อพัฒนาและใช้ประโยชน์จากสถานที่แห่งนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข การศึกษา หรือการดูแลผู้ด้อยโอกาส การบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีลงพื้นที่ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการนี้ให้ก้าวหน้า และพร้อมที่จะสนับสนุนทุกภาคส่วนให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 เป็นศูนย์กลางแห่งการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดลพบุรีต่อไป

ที่มา – ผู้ว่าฯ ลพบุรี ลงพื้นที่ “โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2” หารือต่อยอดสร้างประโยชน์

ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีดังที่หลายคนให้ความสนใจ ตำรวจกองปราบฯ ได้ยื่นฝากขัง “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดย “หมอบี” ได้ยื่นขอประกันตัว แต่ศาลยกคำร้องเนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษสูง และเกรงว่าจะหลบหนี ก่อนที่จะคุมตัวทั้งสองเข้าคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุกพิเศษกรุงเทพฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุอัตราโทษสูง กลัวหลบหนี

สำหรับกรณีของ “อดีตพระอลงกต” หรือ “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” แห่งวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ได้ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือนายอลงกต พูลมุข (ทิดจอร์จ) ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกตั้งข้อหา: เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยินยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
  • นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล (หมอบี) ผู้ต้องหาที่ 2 ถูกตั้งข้อหา: เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รักษาทรัพย์ใดฯ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้อนุญาตให้ฝากขังทั้งสองเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. – 7 ก.ย. นี้

ในส่วนของการยื่นขอประกันตัว ผู้ต้องหาที่ 1 (ทิดจอร์จ) ไม่ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นนี้

ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 (หมอบี) ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง มูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดมีมูลค่าสูง พนักงานสอบสวนคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าจะหลบหนีและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากได้รับการปล่อยชั่วคราว เกรงว่าจะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน จึงให้ยกคำร้อง

ทำไมศาลถึงไม่ให้ประกันตัว ทิดจอร์จ หมอบี?

เหตุผลหลักที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว “หมอบี” คือเรื่องของอัตราโทษที่สูง และความกังวลว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา

หลังจากศาลมีคำสั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

คดีของ ทิดจอร์จ หมอบี ถือเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียง และมีประเด็นที่น่าติดตามในเรื่องของการทุจริตและการฟอกเงิน การที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวแสดงให้เห็นถึงความ seriousness ของคดีนี้ ที่ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

การที่ ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุกพิเศษกรุงเทพฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุอัตราโทษสูง กลัวหลบหนี เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – ทิดจอร์จ หมอบี นอนคุกพิเศษกรุงเทพฯ ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุอัตราโทษสูง กลัวหลบหนี

สพฐ.สั่งถอด อดีตพระอลงกต จากหนังสือเรียน


สพฐ. สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากหนังสือเรียน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการศึกษา เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “อดีตพระอลงกต” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทิดจอร์จ” ออกจากหนังสือเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการนำเสนอเรื่องราวของท่านในฐานะบุคคลตัวอย่างผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมในด้านจิตอาสา

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีดังกล่าว หลังจากมีการตรวจสอบพบว่า หนังสือเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ระดับชั้น ป.5 มีเนื้อหาที่ยกย่อง “อดีตพระอลงกต” แห่งวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ในฐานะแบบอย่างของบุคคลที่อุทิศตนเพื่อสังคม

ทำไม สพฐ. ถึงสั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากหนังสือเรียน?

ที่ผ่านมา “อดีตพระอลงกต” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV จำนวนมาก ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีจิตสาธารณะและช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์พลิกผันเมื่อ “อดีตพระอลงกต” ถูกจับกุมและสอบสวนในข้อหาทำผิดวินัยสงฆ์ รวมถึงการปิดบังประวัติตัวตนที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังถูกดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินอีกด้วย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว สพฐ. จึงพิจารณาแล้วเห็นว่าการคงเนื้อหาของ “อดีตพระอลงกต” ไว้ในหนังสือเรียนอาจไม่เหมาะสม และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร รวมถึงค่านิยมที่ต้องการปลูกฝังให้กับนักเรียน ดังนั้น จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาดังกล่าวออกไปจากหนังสือเรียนทันที และยืนยันว่าในการจัดพิมพ์หนังสือเรียนในปีการศึกษาหน้า จะไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “อดีตพระอลงกต” ปรากฏอยู่อีกต่อไป

การตัดสินใจครั้งนี้ของ สพฐ. ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม บางส่วนเห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว โดยมองว่าการกระทำผิดของ “อดีตพระอลงกต” ทำให้ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนได้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่าควรแยกแยะระหว่างคุณงามความดีที่ “อดีตพระอลงกต” ได้เคยทำไว้ กับข้อผิดพลาดส่วนตัว และไม่ควรลบเลือนคุณงามความดีเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม สพฐ. ได้ยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและสังคมเป็นสำคัญ และหวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการประพฤติตนให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้อื่น

เรื่องนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของบุคคลสาธารณะและการนำเสนอเนื้อหาในหนังสือเรียน การพิจารณาอย่างรอบด้านและคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – สพฐ. สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากหนังสือเรียน หลังยกเป็นบุคคลจิตอาสา

อดีตพระอลงกตปฏิเสธ! ทุจริต-ยักยอกเงินวัดพระบาทน้ำพุ

ตำรวจกองปราบคุมตัวอดีตพระอลงกตและหมอบีเข้าห้องคุมขัง หลังสอบปากคำนานกว่า 24 ชั่วโมง เตรียมนำตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยมีความเห็นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีพฤติกรรมหลบหนีและกลัวว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 03:00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่ บช.ก. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามนำตัวอดีตพระอลงกตและนายเสกสันน์ หรือหมอบีเข้าห้องคุมขังที่อาคารศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หลังถูกควบคุมตัวตามหมายจับตั้งแต่เมื่อกลางดึกและเช้ามืดวานนี้

โดยขณะตำรวจควบคุมตัวเข้าห้องคุมขัง ผู้ต้องหาทั้งสองปฏิเสธที่จะตอบคำถามกับสื่อมวลชนในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อสงสัย โดยอดีตพระอลงกตยิ้มตอบรับกับสื่อมวลชน แต่จากการสังเกต ผู้ต้องหาทั้งสองมีอาการอ่อนเพลียหลังจากถูกสอบปากคำนานกว่า 24 ชั่วโมง

พนักงานสอบสวนให้ข้อมูลว่า การสอบปากคำเบื้องต้นอดีตพระอลงกตยังให้การเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เช่นเดียวกับนายเสกสันน์ได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเช่นกัน โดยอ้างว่ามีหลักฐานมาหักล้างการกระทำความผิดจากบัญชีที่เปิดรับบริจาค

ภายหลังการสอบปากคำ พนักงานสอบสวนมีความเห็นค้านการประกันตัวในชั้นสอบสวน เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติกรรมหลบหนีและกลัวว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งการสอบสวนถือว่าเป็นการสิ้นสุดแล้ว ก่อนนำตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางภายในวันนี้

อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา ทุจริต-ยักยอก-ฟอกเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

คดีของอดีตพระอลงกตและหมอบีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ยักยอก และฟอกเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าอดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา

อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ยักยอก และฟอกเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้

อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา จริงหรือ?

การที่อดีตพระอลงกตและหมอบีปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ยังมีขั้นตอนอีกมากมายที่ต้องดำเนินการต่อไป ทั้งการรวบรวมพยานหลักฐาน การสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม และการพิจารณาคดีในชั้นศาล เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

เรื่องราวของอดีตพระอลงกตและหมอบีถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการจัดการเงินบริจาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินบริจาคที่มาจากศรัทธาของประชาชน การตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายเงินบริจาคอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคว่าเงินของพวกเขาจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

การที่ อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา ทำให้คดีนี้มีความซับซ้อนและต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – อดีตพระอลงกต หมอบี ปฏิเสธทุกข้อหา ทุจริต-ยักยอก-ฟอกเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ

ทนาย “หมอบี” เตรียมหลักฐานสู้คดีแล้ว

“ทนายความ” เผยตำรวจเรียกญาติ “หมอบี” สอบปากคำขยายผลเพิ่ม พร้อมเตรียมหลักฐานสู้คดี ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อเวลา 20.02 น. วันที่ 26 ส.ค. 2568 นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีทุจริตเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ เปิดเผยหลังตำรวจนำตัวนายเสกสันน์มาสอบปากคำหลังผ่านไปแล้วกว่า 10 ชั่วโมง ว่า ตนเองยังไม่ได้พูดคุยกับนายเสกสันน์เลย กำลังรออยู่เหมือนกัน เพราะยังไม่ได้เจอนายเสกสันน์ เนื่องจากยังติดกระบวนการการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงยังไม่เข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขอประกันตัว

ส่วนจะถูกแจ้งข้อหาอะไรบ้างนั้น ตนก็ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้คุยกัน รวมถึงแนวทางการสู้คดีก็ว่าไปตามกระบวนการของศาล และตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ทางทีมงานได้เตรียมหลักฐานสู้คดี ซึ่งยังไม่ได้นำหลักฐานมา

เมื่อสอบถามว่า เหมือนตอนแรกจะไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ แต่เหตุใดถึงกลับให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในภายหลัง ทนายความตอบเพียงว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบเลย เพราะยังไม่ได้คุยกัน ส่วนการสอบปากคำญาติของนายเสกสันน์ ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการสอบปากคำไปบางคน แต่ไม่ทราบว่าใครถูกเรียกสอบปากคำบ้าง ส่วนเรื่องประกันตัวก็แล้วแต่ความเห็นของพนักงานสอบสวน

จากนั้น เวลา 20.40 น. ดร.ยุทธนา มาสำราญ ทีมทนายความของอดีตพระอลงกต ได้เดินทางกลับหลังจากการสอบปากคำอดีตพระอลงกตเสร็จสิ้น พร้อมเผยว่า อดีตพระอลงกตมีความสบายใจ ส่วนการต่อสู้ทางคดีต้องรอการสอบสวนให้แล้วเสร็จ โดยตำรวจยังไม่ให้ญาติเข้าพบ แนวทางการสู้คดีต้องรอการสอบสวนอีกคนหนึ่งให้แล้วเสร็จ ส่วนเรื่องเส้นเงินต่างๆ คิดว่าทางอดีตหลวงพ่อสามารถชี้แจงได้.

ทนาย “หมอบี” เตรียมหลักฐานสู้คดีแล้ว

คดีของหมอบี ทูตสื่อวิญญาณ ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ถูกจับกุมในข้อหาทุจริตเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ล่าสุดทนายความของหมอบีได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี โดยระบุว่าทางทีมทนายความได้เตรียมหลักฐานเพื่อสู้คดีแล้ว และทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ความคืบหน้าล่าสุดของการเตรียมหลักฐานสู้คดีของทนาย “หมอบี”

ถึงแม้ว่ารายละเอียดของหลักฐานที่ทนายความเตรียมไว้นั้นยังไม่ถูกเปิดเผย แต่ก็เป็นที่คาดการณ์ว่าจะเป็นข้อมูลที่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาต่างๆ ที่หมอบีได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ หรือข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทนายความยังกล่าวอีกว่ากำลังรอพูดคุยกับหมอบีเพื่อวางแนวทางการต่อสู้คดีอย่างละเอียด

การที่ทนายความออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการต่อสู้คดี และความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของลูกความ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องการสอบปากคำญาติของหมอบีก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ เพราะอาจมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสู้คดี อย่างไรก็ตาม ทนายความยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ในขณะนี้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของคดีจะเป็นอย่างไร และหลักฐานที่ทนายความเตรียมไว้นั้นจะสามารถช่วยให้หมอบีพ้นจากข้อกล่าวหาได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ กระบวนการยุติธรรมจะต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และรอฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจของเราตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และความรับผิดชอบในการใช้เงินบริจาค เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม

ที่มา – ทนาย “หมอบี” เตรียมหลักฐานสู้คดีแล้ว บอกทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

ทิดอลงกต! ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน?

“บิ๊กเต่า” เผยพฤติการณ์ทิดอลงกต ใช้เงินบริจาคมหาศาลไม่ทัน จึงนำไปซื้อที่ดิน ทำสนามฟุตบอล ลงทุนในรูปของบริษัท ยอดหลักพันล้าน ยอมเผยข้อมูลส่วนตัว แต่ขอไปเทียบหลักฐานเพื่อให้ได้ความชัดเจนก่อน

วันที่ 26 ส.ค. 68 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผย ภายหลังเข้าร่วมสอบปากคำ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ก่อนที่ “หลวงพ่ออลงกต” จะยินยอมลาสิกขา เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา

โดยพลตำรวจตรีจรูญเกียรติ เปิดเผยว่า วันนี้ตำรวจได้เข้าตรวจค้น 17 จุด และขณะนี้ก็ยังไม่เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารต่าง ๆ เมื่อมีความชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับบุคคลใดอย่างไร ก็จะมีการแถลงข่าวในภายหลัง

แต่เบื้องต้น “อดีตพระอลงกต” ให้ความร่วมมือในหลายเรื่องที่ตำรวจตั้งข้อสงสัย ตำรวจก็ได้พูดถึงความดีที่ท่านสร้างมา และอธิบายว่าเมื่อได้เงินเข้ามาจำนวนมหาศาล และได้กระทำในสิ่งที่ผิด ท่านแยกระหว่างพระธรรมวินัยกับเรื่องกฎหมายบ้านเมืองได้ แยกได้ว่าสิ่งที่ทำบางสิ่งก็มีประโยชน์กับประชาชน บางสิ่งก็ผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ยอมรับโดยดี ยินดีเข้าสู่กระบวนการ ยอมลาสิกขาโดยไม่มีการถูกบังคับขู่เข็ญ

ทั้งนี้ ก่อนการสึก ได้เทศน์ให้ประชาชน และพระให้การปฏิบัติตน หรือใช้ชีวิตด้วย ซึ่งตำรวจก็จะเผยแพร่คลิปดังกล่าวต่อไป

ส่วนพฤติการณ์ในการกระทำความผิดนั้น เป็นการที่มีก้อนเงินเข้ามามากมาย และนำไปใช้จ่ายอย่างอื่นไม่ทัน จึงได้นำไปซื้อที่ดิน ทำสนามฟุตบอล ลงทุนในรูปของบริษัท ที่มีทั้งทำกำไร และขาดทุน ซึ่งน่าจะมียอดหลักพันล้านขึ้นไป เมื่อเงินบริจาคเยอะไป ใช้ไม่ทัน ก็ทำให้พระเกิดกิเลส

ส่วนเรื่องไทม์ไลน์ของอดีตพระอลงกต ประเด็นบัตรประชาชนต่าง ๆ ตำรวจขอตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันให้ละเอียดก่อน โดยช่วงเวลาที่ประวัติของ “อดีตพระอลงกต” หายไปนั้น ท่านให้ข้อมูลมาแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ต้องไปเปรียบเทียบกับเอกสารพยานหลักฐานต่าง ๆ ก่อนเพื่อให้ได้ความชัดเจน และจะต้องมีการสอบปากคำ “อดีตพระอลงกต” รวมถึงญาติพี่น้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน ซึ่งถ้าปลอมใบสุทธิก็เป็นความผิดทางอาญา

ส่วน “หมอบี” ยังให้การอยู่ แต่ไม่ค่อยเป็นประโยชน์สักเท่าไร

ด้าน พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยว่า ตำรวจกองบังคับการปราบปรามจะดำเนินคดีหมอบีเป็นหลัก เรื่องบัญชีใจฟ้า 300 ล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์บริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ แต่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

เบื้องต้นมีการปิดบัญชีแล้ว และเปลี่ยนกลับไปเป็นบัญชีวัดแล้ว หลังจากนี้ตำรวจก็จะขยายผลบุคคลที่เกี่ยวข้องบ้าง ขยายผลทรัพย์สินของบุคคลใกล้ชิดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็จะแจ้ง ปปง. ยึดอายัดทรัพย์ต่อ

อย่างไรก็ตามปัญหาของคดีนี้คือโอนเงินออกจากบัญชีมาเป็นเงินสด การใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นเงินสดทั้งหมด ทำให้การตรวจสอบธุรกรรมการเงินต้องใช้เวลา

ส่วนหลังสอบปากคำเสร็จจะให้ประกันตัวหรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่ยืนยันว่าตำรวจได้เฝ้าติดตามและพบพฤติการณ์ที่อาจจะหลบหนี จึงต้องเข้าจับกุมตามหมายจับ

ขณะที่นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการ ปปท. บอกว่า ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการจนถึงวันนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เบื้องต้นที่พอจะกล่าวได้มีเข้าไปเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์เกี่ยวกับบุคคลรายบุคคล ยอดจำนวนเงินต้องใช้คำว่า “มหาศาล” ไม่ใช่หลัก 10 ล้านบาทหรือ 100 ล้านบาท แต่เป็นหลักมหาศาล ซึ่งในชั้นนี้ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ และ ปปง. ได้ร่วมกันปฏิบัติดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติก่อน 

เช่นเดียวกับทาง ป.ป.ช. จะดำเนินการในส่วนที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริง ค้นหาความจริงที่ประชาชนสงสัยว่าเงินบริจาคได้ใช้ในทางที่ถูกต้องหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็คงจะต้องมีการส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป

เผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน

จากกรณีข่าวการลาสิกขาของอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และการถูกกล่าวหาเรื่องการใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคของวัด วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหา รวมถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

ข้อกล่าวหาสำคัญ: ผันเงินบริจาคหลักพันล้านซื้อที่ดิน

ประเด็นหลักที่ถูกกล่าวหาคือ การที่อดีตพระอลงกต นำเงินบริจาคจำนวนมหาศาลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยมีการนำเงินไปซื้อที่ดิน ลงทุนในธุรกิจต่างๆ รวมถึงการทำสนามฟุตบอล ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาคที่ต้องการให้เงินเหล่านั้นถูกนำไปช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของวัดพระบาทน้ำพุ

เรื่องราวของ “ทิดอลงกต” และประเด็นการเผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน ได้กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงจริยธรรมและความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคขององค์กรการกุศลต่างๆ

การเผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน ยังนำไปสู่การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขยายผลไปยังบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด

การดำเนินการทางกฎหมายกับอดีตพระอลงกต และผู้ที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญในการรักษากฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบริจาคเงินเพื่อการกุศล

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริจาค

กรณีนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการจัดการเงินบริจาค ทำให้เกิดความลังเลในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการไม่เหมารวมว่าองค์กรการกุศลทุกแห่งจะมีการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส ยังมีองค์กรอีกมากมายที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์ และมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง การตรวจสอบ และกำกับดูแลองค์กรการกุศลอย่างเข้มงวด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมให้เกิดการบริจาคอย่างยั่งยืนต่อไป

การเผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบ และกำกับดูแลองค์กรการกุศลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริต และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคว่าเงินของพวกเขาจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอดีตพระอลงกตนั้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกฝ่าย การเรียนรู้จากความผิดพลาดและความไม่โปร่งใสจะช่วยให้เราสร้างระบบการจัดการเงินบริจาคที่ดีขึ้นโปร่งใสขึ้นและสามารถช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – เผยพฤติการณ์ “ทิดอลงกต” ผันเงินบริจาคหลักพันล้าน ซื้อที่ดิน-ลงทุน

“ทนายหมอบี” เตรียมประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 6 หลัก

“ทนายหมอบี” ยืนยันไม่กังวล พร้อมเตรียมข้อมูล การชี้แจง และพยานหลักฐานไว้เพื่อต่อสู้ตามกระบวนการ เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ยื่นประกันตัว เชื่ออุปสรรคจะทำให้เห็นเพชรแท้

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 26 ส.ค. 68 ที่กองบังคับการปราบปราม นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเยี่ยมลูกความ โดยระบุว่า เชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และสัมผัสได้ว่ามีการให้สิทธิ์ผู้ต้องหาตามกระบวนการอย่างเต็มที่ตามที่ควรจะได้รับ

เมื่อถามถึงการเตรียมพร้อมของหมอบีต่อการถูกจับกุมในครั้งนี้ ทนายกสานติ์เผยว่า เป็นขั้นตอนที่ต้องมาถึงในสักวันหนึ่ง และได้มีการเตรียมข้อมูล คำชี้แจง และพยานหลักฐานไว้เพื่อสนับสนุนอยู่แล้ว ขณะนี้หมอบีไม่ได้มีความกังวลเป็นพิเศษ และต่อสู้คดีไปตามกระบวนการรูปคดี

ในด้านหลักฐาน ทนายยืนยันว่ามีการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด ตั้งแต่ขั้นตอนการสืบสวนจนถึงปัจจุบัน และในวันนี้ได้นำหลักฐานทางทรัพย์สินมามอบให้ตำรวจเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินว่ามีแหล่งที่มาอย่างไร พร้อมย้ำว่าพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ส่งมอบให้ครบถ้วนแล้ว

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างหมอบีกับหลวงพ่ออลงกตนั้น ทนายเปิดเผยว่า ทั้งคู่เป็นศิษย์-อาจารย์ หมอบีเข้ามาร่วมงานกับหลวงพ่อด้วยความศรัทธา และหลวงพ่อก็ชักชวนให้ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญ ซึ่งจะปรากฏในสื่อสังคมอยู่แล้ว

ส่วนหลายเหตุการณ์ที่เจออยู่ ณ ขณะนี้ เป็นเหมือนบททดสอบว่าหมอบีเป็นเพชรแท้หรือไม่ พิสูจน์ต่อความดีสิ่งที่ตัวเองทำ ความชัดเจนอย่างเดียวตอนนี้คือหมอบีถูกจับกุมแล้ว เบื้องต้นได้เตรียมหลักทรัพย์มาประมาณ 6 หลักเพื่อเตรียมประกันตัว

นอกจากนี้ นายกสานติ์ยังยอมรับว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา หมอบีได้ปิดบัญชีกสิกรไทยที่มียอดเงินคงเหลือประมาณ 1.5 ล้านบาท แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่ายอดเงินดังกล่าวถูกโอนหรือส่งมอบไปยังวัดหรือไม่ และจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดก่อน ส่วนกรณีที่หลวงพ่ออลงกตระบุว่าหมอบียังค้างเงินบริจาคจำนวน 5 ล้านบาทนั้น ตนเข้าใจว่าอาจเป็นความคลาดเคลื่อนจากเอกสารที่ทับซ้อนกัน ส่วนจะจริงหรือไม่นั้นตนไม่ขอพูด

“ทนายหมอบี” เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ขอประกันตัว เชื่ออุปสรรคทำให้เห็นเพชรแท้

จากกรณีที่นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ถูกจับกุม ทนายความส่วนตัวได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการต่อสู้คดี โดยมีการเตรียมหลักทรัพย์จำนวน 6 หลักเพื่อขอประกันตัวลูกความ สิ่งที่น่าสนใจคือความเชื่อมั่นที่ว่าอุปสรรคครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณงามความดีที่ “หมอบี” ได้ทำมา

ประเด็นสำคัญที่ทนาย “ทนายหมอบี” ได้กล่าวถึง

  • ความไม่กังวลและความพร้อมในการให้ข้อมูลและพยานหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่
  • ความร่วมมือในการพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สิน
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง “หมอบี” กับหลวงพ่ออลงกตในฐานะศิษย์อาจารย์
  • การเตรียมหลักทรัพย์ 6 หลักเพื่อขอประกันตัว

ทนายกสานติ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องการปิดบัญชีธนาคารและการค้างเงินบริจาค โดยยอมรับว่ามีการปิดบัญชีจริง แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการโอนเงินไปยังวัด ส่วนเรื่องเงินบริจาคที่ค้างจ่ายนั้น อาจเป็นความคลาดเคลื่อนของเอกสาร ซึ่งต้องตรวจสอบให้ชัดเจนต่อไป

คดีของ “หมอบี” ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนจับตาดูว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นไปในทิศทางใด และสุดท้ายแล้วความจริงจะปรากฏออกมาอย่างไร การที่ “ทนายหมอบี” เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ขอประกันตัว เชื่ออุปสรรคทำให้เห็นเพชรแท้ นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกความ

การเตรียมหลักทรัพย์ 6 หลักเพื่อขอประกันตัว “ทนายหมอบี” แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้ลูกความได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อออกมาต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ การต่อสู้คดีหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ “ทนายหมอบี” เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ขอประกันตัว เชื่ออุปสรรคทำให้เห็นเพชรแท้ สังคมก็ยังคงตั้งคำถามและรอคอยความกระจ่างในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ความโปร่งใสและความยุติธรรมในการดำเนินคดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

การที่ทนายความออกมาให้ข้อมูลอย่างเปิดเผยเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในพยานหลักฐานและความบริสุทธิ์ของลูกความ อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ในชั้นศาลยังคงเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินของศาล

ที่มา – “ทนายหมอบี” เตรียมหลักทรัพย์ 6 หลัก ขอประกันตัว เชื่ออุปสรรคทำให้เห็นเพชรแท้

เปิดภาพ “หลวงพ่ออลงกต” ยอมสึกแล้ว! อัปเดตล่าสุด

กลายเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อมีการเปิดภาพ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ที่ได้ตัดสินใจลาสิกขา สิ้นสุดความเป็นพระภิกษุสงฆ์ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องปมทุจริตเงินบริจาคที่เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. ได้เดินทางมายังอาคารประชารักษ์ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อติดตามการสอบปากคำพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือพระอลงกต และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี โดยมีการระบุว่าในขณะนั้น “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ได้ให้ความร่วมมือในบางประเด็น และยังไม่ยินยอมที่จะทำการสึก ทำให้ทางตำรวจต้องดำเนินการตามกฎหมายในการสอบปากคำต่อไป รวมถึงพิจารณาถึงการขยายผลในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

แต่แล้วในเวลาต่อมา สถานการณ์ก็พลิกผัน เมื่อเวลา 14.10 น. ภายหลังจากที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้เข้าทำการสอบปากคำด้วยตนเอง พระราชวิสุทธิประชานาถ จึงได้ตัดสินใจยอมลาสิกขา สิ้นสุดความเป็นพระสงฆ์ในที่สุด

เปิดภาพ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ยอมสึกแล้ว

การตัดสินใจลาสิกขาของ “หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดสิ้นสุดบทบาทในฐานะพระภิกษุสงฆ์ของท่าน และนำมาซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของวัดพระบาทน้ำพุ รวมถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้น ซึ่งยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร

ประวัติโดยย่อของหลวงพ่ออลงกต

พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่ออลงกต ติกฺขปญฺโญ เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการอุทิศตนช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์และเด็กกำพร้า ทำให้วัดพระบาทน้ำพุเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง ท่านต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาและประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “หลวงพ่ออลงกต” ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการบริหารจัดการที่โปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรการกุศลที่ได้รับเงินบริจาคจากประชาชนจำนวนมาก การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริจาคจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานและการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าในอนาคต จะมีกลไกและการตรวจสอบที่เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ที่มา – เปิดภาพ “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ยอมสึกแล้ว

เผย “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่สึก เครียดจนฉันเช้าไม่ลง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีของ “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน โดยมีรายงานว่า “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ได้ลาสิกขา และมีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัดเจนจนถึงขั้นฉันอาหารเช้าไม่ลง

จากกรณีการเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่ 17 จุดในกรุงเทพฯ และลพบุรี เพื่อควบคุมตัว “หลวงพ่ออลงกต” และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือหมอบี ตามหมายจับในข้อหา ม.147, 157 และฟอกเงิน ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง

เผย “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่สึก มีอาการเครียดจนฉันมื้อเช้าไม่ลง

ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัว “หลวงพ่ออลงกต” ไปสอบปากคำที่กองปราบปราม โดยยังคงอยู่ในสถานะพระสงฆ์ และมีรายงานว่าในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ได้ถวายภัตตาหารเช้าเป็นข้าวสวย น้ำพริกอ่อง และไข่ดาว แต่ท่านฉันได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อาการเครียดของ “หลวงพ่ออลงกต”

แหล่งข่าวรายงานว่า “หลวงพ่ออลงกต” มีรูปร่างผอมลงกว่าเมื่อครั้งที่ยังจำวัดอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุอย่างเห็นได้ชัดเจน และมีอาการเครียดให้เห็น ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงถึงสุขภาพของท่าน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้

  • การสอบสวนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น
  • เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบสำนวน
  • ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการลาสิกขาเมื่อใด

ประเด็นที่น่าสนใจคือ อาการเครียดของ “หลวงพ่ออลงกต” ที่ส่งผลกระทบต่อการฉันภัตตาหาร ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม การสอบสวนยังคงต้องดำเนินต่อไปเพื่อให้ความจริงปรากฏ และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

เรื่องราวของหลวงพ่ออลงกต เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ และการกระทำทุกอย่างย่อมมีผลตามมาเสมอ การบริจาคเงินเพื่อการกุศลควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนเสมอ

ที่มา – เผย “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่สึก มีอาการเครียดจนฉันมื้อเช้าไม่ลง

Scroll to top