หลอกลวงออนไลน์

หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ รัฐบาลเผย ระงับแล้ว 58,006 บัญชีม้า

เชื่อว่าในยุคดิจิทัลแบบนี้ หลายคนคงเคยผ่านตากับโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการลงทุนที่ดูดีเกินจริงกันมาบ้างใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เมื่อรัฐบาลได้ออกมาหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ อย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องเงินในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง โดยผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาถือว่าทำได้อย่างน่าประทับใจเลยทีเดียว

หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ พร้อมกวาดล้างบัญชีม้า

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายมิจฉาชีพอย่างจริงจังครับ โดยทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้รายงานผลงานที่น่าสนใจว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ สามารถดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับการปั่นหุ้นและทุจริตไปแล้วถึง 8 คดี นอกจากนี้ยังมีมาตรการทางแพ่งที่สามารถเรียกคืนเงินจากผู้กระทำผิดกลับเข้าสู่แผ่นดินได้มากกว่า 1.1 พันล้านบาทเลยทีเดียว นี่คือสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้า หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

มาตรการเข้มข้น: ปิดกั้นและระงับบัญชีม้ากว่า 5.8 หมื่นบัญชี

หนึ่งในจุดที่น่าชื่นชมคือความรวดเร็วในการจัดการกับภัยออนไลน์ครับ ทางการได้ร่วมมือกันเพื่อปิดกั้นช่องทางของโจรภายใน 7 ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากได้รับแจ้ง ซึ่งถือว่าช่วยลดความเสียหายให้กับนักลงทุนได้ทันท่วงทีมาก โดยมีข้อมูลที่น่าตกใจและควรระวังคือ:

  • มีการระงับบัญชีม้าไปแล้วกว่า 58,006 บัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 10,000 บัญชี
  • จัดการปิดกั้นช่องทางการหลอกลวงออนไลน์ไปแล้ว 368 บัญชี
  • มุ่งเน้นสกัดกั้นเส้นทางการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลที่มิจฉาชีพชอบใช้

รัฐบาลยังย้ำชัดว่า การที่หน่วยงานต่างๆ หันมาประสานงานกันเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาวได้เป็นอย่างดี เพราะการ หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจับกุม แต่คือการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ

สำหรับเพื่อนๆ นักลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนโอนเงินทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อคำสัญญาเรื่องผลตอบแทนที่สูงเกินจริง เพราะมิจฉาชีพในปัจจุบันพัฒนารูปแบบการหลอกลวงไปไกลมาก หากพบความผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะการป้องกันตัวเองคือด่านแรกที่สำคัญที่สุดครับ

ที่มา – หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ รัฐบาลเผย ระงับแล้ว 58,006 บัญชีม้า

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต หลังจากที่ประเทศนี้กลายเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน รัฐบาลเมียนมาได้เสนอร่างกฎหมายใหม่ที่เข้มงวดเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกสูญเงินมหาศาล

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต

สภานิติบัญญัติที่สนับสนุนโดยกองทัพเมียนมา ได้เผยแพร่ร่างกฎหมายต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam Bill) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ร่างกฎหมายนี้กำหนดโทษหนักสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลงทุนคริปโต โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ความรุนแรง การทรมาน หรือการกักขังผิดกฎหมายเพื่อบังคับให้ผู้อื่นทำงานในศูนย์สแกม อาจถูกลงโทษประหารชีวิตสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีโทษจำคุกตลอดชีวิตสำหรับผู้ดำเนินการศูนย์หลอกลวงออนไลน์ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับ คริปโตสแกม ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังระบาดหนักในปัจจุบัน

สถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา

ตั้งแต่เกิดรัฐประหารปี 2021 เมียนมาหรือพม่ามีความไม่มั่นคง สงครามกลางเมืองทำให้พื้นที่ชายแดนและเขตติดอาวุธกลายเป็นแหล่งรวมแก๊งอาชญากรข้ามชาติ โดยเฉพาะ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกลวงผู้คนทางโทรศัพท์และออนไลน์ มีรายงานว่าชาวต่างชาตินับพันถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในศูนย์เหล่านี้ ก่อนถูกทรมานหากไม่ทำยอดตามเป้า

  • FBI สหรัฐฯ รายงานว่าเหยื่อในอเมริกาเสียเงินกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์จากสแกมเหล่านี้ในปีที่แล้ว
  • จีนเป็นทั้งผู้ก่อตั้ง ผู้ร่วม และเหยื่อจำนวนมาก สร้างความตึงเครียดระหว่างเมียนมากับจีน
  • ศูนย์สแกมส่วนใหญ่ตั้งในพื้นที่ Myawaddy และ Shwe Kokko ใกล้ชายแดนไทย-ลาว

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่สูญเงิน แต่ยังรวมถึงการค้ามนุษย์และการทารุณกรรมที่โหดร้าย ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นคนไทย ชาวจีน และชาวตะวันตกที่ถูกหลอกด้วยการลงทุนคริปโตหรือโทรศัพท์หลอกให้โอนเงิน

แรงกดดันจากนานาชาติและบทบาทของจีน

นานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน และไทย กดดันเมียนมาให้ปราบปรามแก๊งเหล่านี้ จีนที่เคยสนับสนุนทั้งฝ่ายทหารและกลุ่มกบฏ ตอนนี้เอนเอียงไปทางรัฐบาลทหารมากขึ้น เพื่อรักษาผลประโยชน์เศรษฐกิจ ร่างกฎหมายนี้ยังเสนอตั้งคณะกรรมการร่วมกับต่างชาติ เพื่อประสานงานปราบปราม

ร่างกฎหมายนี้เป็นฉบับแรกภายใต้รัฐบาลใหม่ของพลเอกมิน อ่อง หล่าย ที่เพิ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีพลเรือน ฝ่ายประชาธิปไตยมองว่าเป็นการรีแบรนด์ภาพลักษณ์ เพื่อหลุดพ้นจากการโดดเดี่ยว เช่น การย้ายอองซาน ซูจี กลับบ้านหลังถูกขัง

เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่จะสำเร็จหรือไม่ต้องดูการบังคับใช้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่กบฏที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้

สำหรับประชาชนทั่วไป แนะนำให้ระวังการลงทุนคริปโตที่สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ ตรวจสอบแหล่งที่มา และไม่โอนเงินให้คนแปลกหน้า หากเจอสแกม รายงานตำรวจทันทีเพื่อช่วยปราบปราม

ในมุมมองของผู้เขียน การใช้โทษประหารอาจช่วยลดอาชญากรรมได้ชั่วคราว แต่ต้องแก้ปัญหาต้นตออย่างความไม่มั่นคงและเศรษฐกิจด้วย ชาวไทยควรติดตามข่าวนี้ใกล้ชิด เพราะแก๊งเหล่านี้มักข้ามชายแดนมาหลอกเราได้ง่ายๆ คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – เมียนมาใช้ไม้แข็ง จ่อใช้โทษประหาร ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์-หลอกลงทุนคริปโต

ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง

ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงข่าวต่างประเทศช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อทางการกัมพูชากำลังเร่งปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์อย่างจริงจัง ภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นเฉยๆ แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ที่แพร่ระบาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง

ตามรายงานจากสำนักข่าว NHK เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 สถานทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชาได้ยืนยันว่า ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาควบคุมตัวในกรุงพนมเปญ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลกัมพูชากำลังให้ความสำคัญสูงสุด

สถานทูตญี่ปุ่นได้เข้าพบผู้ถูกกุมทั้ง 15 รายแล้ว และยืนยันว่าทั้งหมดเป็นพลเมืองญี่ปุ่นจริงๆ โดยจะประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ข่าวนี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ชาวญี่ปุ่นที่ทำงานหรือท่องเที่ยวในกัมพูชา เพราะที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ถูกจับกุมในลักษณะนี้บ่อยครั้ง

พื้นหลังของการปราบปรามแก๊งฉ้อโกงในกัมพูชา

กัมพูชากลายเป็นฐานที่มั่นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมออนไลน์มานานหลายปี โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างสแคม (Scam) ที่มีชาวจีนเป็นเจ้าของเป็นหลัก แก๊งเหล่านี้หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและยุโรป ด้วยวิธีการโทรศัพท์หลอกให้โอนเงิน หรือหลอกลงทุนคริปโต

  • รัฐบาลกัมพูชาสัญญาว่าจะกวาดล้างแก๊งเหล่านี้ให้สิ้นซากภายในเดือนเมษายน 2569
  • มีการจับกุมชาวต่างชาติมากกว่า 1,000 คนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
  • แรงกดดันจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้กัมพูชาต้องเร่งปฏิบัติการ

นอกจากชาวญี่ปุ่นแล้ว ยังมีรายงานการจับกุมชาวไทยและชาวเวียดนามที่เกี่ยวข้องด้วย ทำให้ภาพรวมของปัญหานี้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์ชี้ว่า แก๊งเหล่านี้สร้างรายได้ปีละหลายพันล้านดอลลาร์ โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการหลอกลวงที่ซับซ้อนมากขึ้น

ผลกระทบต่อชาวญี่ปุ่นและคำเตือนสำหรับนักท่องเที่ยว

สำหรับชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา จำนวนกว่า 2,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในธุรกิจหรือโรงงาน แต่บางรายอาจถูกชักชวนเข้าทำงานกับแก๊งสแกมโดยไม่รู้ตัว สถานทูตญี่ปุ่นแนะนำให้หลีกเลี่ยงงานที่เสนอเงินเดือนสูงผิดปกติ โดยเฉพาะงานที่ต้องโทรติดต่อลูกค้าต่างชาติ

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยด้วย เพราะมีรายงานชาวไทยถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชาและตกเป็นเหยื่อบังคับใช้แรงงานในแก๊งสแกม หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมองหางานในต่างแดน ควรตรวจสอบข้อมูลให้ดีและแจ้งสถานทูตเสมอ

นอกจากนี้ การปราบปรามครั้งนี้ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในสายตานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

สรุปแล้ว ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง เป็นสัญญาณบวกว่าการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์กำลังเข้มข้นขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากเจอสัญญาณหลอกลวง รายงานเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อปกป้องตัวเองและผู้อื่น

ที่มา – ชาวญี่ปุ่น 15 คนถูกจับในกัมพูชา ต้องสงสัยเอี่ยวคดีฉ้อโกง

ETDA เปิดสถิติปี 68 ซื้อขายออนไลน์ร้องเรียนสูงสุด

ETDA เปิดสถิติปี 68 ปัญหาซื้อขายออนไลน์ร้องเรียนสูงสุด เตือน 3 กลโกงใหม่ เนียนกว่าเดิม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA เผยสถิติจากศูนย์ 1212 ETDA ในปี 2568 พบเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์รวม 39,112 เรื่อง เพิ่มขึ้น 10.62% จากปีก่อน โดยปัญหาซื้อขายออนไลน์ยังครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน สะท้อนการช้อปปิ้งออนไลน์ที่พุ่งสูงแต่แฝงภัยคุกคาม

ETDA เปิดสถิติปี 68 ปัญหาซื้อขายออนไลน์ร้องเรียนสูงสุด

ETDA เปิดสถิติปี 68 ปัญหาซื้อขายออนไลน์ร้องเรียนสูงสุด เตือน 3 กลโกงใหม่ เนียนกว่าเดิม

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ระบุว่า ในปี 2568 ศูนย์ 1212 ETDA รับเรื่องร้องเรียน 39,112 เรื่อง เพิ่มจาก 35,358 เรื่องในปี 2567 หรือเพิ่ม 3,754 เรื่อง คิดเป็น 10.62% แม้ลดจากปี 2566 ที่ 45,181 เรื่อง แต่ปัญหาซื้อขายออนไลน์ยังนำโด่ง เพราะผู้บริโภคหันใช้ออนไลน์มากขึ้น สินค้าไม่ส่งหรือไม่ตรงปกจึงร้องเรียนเพียบ

5 ปัญหาร้องเรียนอันดับต้น ๆ ปี 2568

  • ซื้อขายออนไลน์ 14,238 เรื่อง (36.40%)
  • เว็บไซต์ผิดกฎหมาย 12,793 เรื่อง (32.71%)
  • ปัญหาอื่น ๆ / สอบถาม 3,506 เรื่อง (8.96%)
  • คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2,407 เรื่อง (6.15%)
  • ประกอบธุรกิจไม่เป็นธรรม 2,203 เรื่อง (5.63%)

ปัญหาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่ม 2,827 เรื่อง เช่น เงื่อนไขไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์ม การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และเรียกรถแอปที่ราคาไม่ตรงปก

สถิติผู้ร้องเรียนตามวัย ETDA ปี 68

Gen Y และ Gen X ตกเป็นเหยื่อสูงสุด 71%

วิเคราะห์ 3 ปี (2566-2568) กลุ่มวัยทำงานครองสัดส่วนสูงสุด Gen Y (29-44 ปี) 41.91% Gen X (45-60 ปี) 29.94% รวม 71.85% เพราะช้อปออนไลน์บ่อย เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และมั่นใจเทคโนโลยีเกินจนชะล่าใจ ไม่เช็คดีพอ

3 กลโกงใหม่ ETDA เตือนปี 68

3 กลโกงใหม่ เนียนยิ่งขึ้นต้องระวัง

  1. หลอกจ่ายเงินก่อน: COD ไม่ได้สั่ง โอนพนัน/ลงทุน จองที่พักล่วงหน้า ขอคืนยาก
  2. สร้างความน่าเชื่อถือปลอม: รีวิว วิดีโอปลอม แอบอ้างคนดัง ราคาถูกผิดปกติ
  3. บริการแพลตฟอร์มไม่เป็นธรรม: เรียกรถราคาไม่ตรง ยกเลิกกะทันหัน ค่าบริการสูงเกิน

ETDA แก้ไขเรื่องร้องเรียนได้ 99.78% ปี 2569 จะเสริมกฎหมาย DPS ใช้ Risk-based Approach ให้แพลตฟอร์มเป็นด่านหน้า คัดสินค้าผิดกฎหมาย Notice & Take Down ขยายสู่ Social Commerce Ride Sharing ตรวจสอบคนขับ และโปร่งใสค่าธรรมเนียม พร้อมแคมเปญ DPS Trust Every Click

ETDA เปิดสถิติปี 68 ปัญหาซื้อขายออนไลน์ร้องเรียนสูงสุด ชี้ให้เห็นว่าภัยออนไลน์ซับซ้อนขึ้น รู้เท่าทันคือกุญแจสำคัญ หากช้อปออนไลน์ ตรวจสอบผู้ขาย เช็ครีวิวจริง อย่าโอนก่อน และเปิดเผยข้อมูลอย่างระวัง หากเจอปัญหา ร้องเรียนศูนย์ 1212 ETDA ได้ 24 ชม. เพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมดิจิทัล!

ที่มา – ETDA เปิดสถิติปี 68 ปัญหาซื้อขายออนไลน์ร้องเรียนสูงสุด เตือน 3 กลโกงใหม่ เนียนกว่าเดิม

สหรัฐฯ คว่ำบาตรไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธ DKBA และผู้นำระดับสูง 4 คน รวมถึงบุคคลและบริษัทในไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ ซึ่งหลอกลวงชาวอเมริกันให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC) ประกาศแถลงการณ์ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทที่อยู่ในเมียนมาและประเทศไทย ฐานมีส่วนเกี่ยวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่ากลุ่มกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ DKBA และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติของจีน ตั้งศูนย์สแกมในเขตชายแดนเมียนมา-ไทย เพื่อดูดเงินจากเหยื่อในสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนปลอม โดยรายได้ที่ได้จากศูนย์สแกมเหล่านี้ยังถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายและความรุนแรงของ DKBA

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ของ OFAC ยังระบุถึงการคว่ำบาตร บริษัท ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด (ทรานส์เอเชีย) บริษัทในแม่สอด ประเทศไทย, บริษัท ทรอธ สตาร์ จำกัด (ทรอธ สตาร์) ในประเทศเมียนมา และนายชามู แสวง (Chamu Sawang) สัญชาติไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ หยู เจี้ยนจวิน (Yu Jianjun) ผู้อำนวยการของทรานส์เอเชีย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมจีน และได้ร่วมมือกับ DKBA และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อพัฒนาศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ด้วย

นาย จอห์น เค. เฮอร์ลีย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังฝ่ายข่าวกรองการเงินและการก่อการร้าย กล่าวว่า “เครือข่ายอาชญากรรมในเมียนมากำลังขโมยเงินจากชาวอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ผ่านสแกมออนไลน์ พร้อมทั้งค้ามนุษย์และสนับสนุนสงครามกลางเมืองในประเทศ เราจะใช้ทุกเครื่องมือเพื่อจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อปกป้องครอบครัวชาวอเมริกันจากการถูกหลอก”

การคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลายแห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ FBI, กระทรวงยุติธรรม, หน่วยสืบราชการลับ (USSS) และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA)

พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังได้ประกาศตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจ Scam Center Strike Force” เพื่อสืบสวนและดำเนินคดีต่อศูนย์สแกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะใน เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งเป็นแหล่งปฏิบัติการหลักของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

การดำเนินการล่าสุดนี้ต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า เช่น ในเดือนพฤษภาคม 2025: คว่ำบาตร กองทัพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (KNA) และผู้นำที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์และสแกมไซเบอร์

ในเดือนกันยายน 2025: คว่ำบาตรบริษัท 12 แห่งในกัมพูชาและเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวง

และในเดือนตุลาคม 2025: ร่วมมือกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร คว่ำบาตร Prince Group กลุ่มทุนใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งตั้งศูนย์สแกมและหลอกคนอเมริกัน–อังกฤษ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ตัดขาดเครือข่ายการเงินของ Huione Group บริษัทในกัมพูชา ที่ใช้ฟอกเงินจาก แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ (DPRK) และแก๊งสแกมคริปโตในภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 370,000 ล้านบาท จากการถูกหลอกโดยแก๊งสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นกว่า 66% จากปีก่อนหน้า โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยคือหลอกลงทุนในคริปโต/แพลตฟอร์มปลอม การใช้โปรไฟล์ปลอมจีบเหยื่อในออนไลน์ (romance scam) เพื่อสร้างความไว้ใจ และการชักชวนให้โอนเงินเข้า “เว็บไซต์ลงทุนปลอม” ที่จริงแล้วควบคุมโดยกลุ่มสแกมเอง.

สหรัฐฯ เอาจริง คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

สถานการณ์ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจคว่ำบาตรบริษัทและบุคคลในประเทศไทย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายให้กับชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องผลประโยชน์ของพลเมือง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตร

การที่ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรโดยตรงอาจเผชิญกับความยากลำบากในการทำธุรกรรมทางการเงินและการค้ากับต่างประเทศ นอกจากนี้ การคว่ำบาตรยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างจริงจังกับขบวนการสแกมออนไลน์ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติว่า การกระทำผิดกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ และจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องคว่ำบาตร?

  • เพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกันจากการถูกหลอกลวง
  • เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการสแกมออนไลน์
  • เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความถูกต้องในการทำธุรกิจ
  • เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนในประเทศไทยต้องตระหนักถึงภัยร้ายของขบวนการสแกมออนไลน์ และร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

การ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายนั้นมีผลกระทบที่ร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถูกคว่ำบาตรและถูกดำเนินคดีได้

ที่มา – สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

เมียนมาทลายแก๊งสแกมเมอร์: ทุบตึกกว่า 150 แห่ง

ทางการเมียนมาได้ทำการทลายอาคารของแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวนมากถึง 150 แห่ง บริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศไทย หลังจากที่ได้มีการปฏิบัติการกวาดล้าง KK Park ซึ่งเป็นศูนย์สแกมเมอร์ชื่อดัง

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 กองทัพเมียนมาได้ออกมาเปิดเผยว่า กำลังอยู่ในระหว่างการรื้อถอนอาคารเกือบ 150 หลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญในการปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ บริเวณชายแดนไทย โดยอาคารเหล่านี้มีทั้งโรงยิม สปา และห้องคาราโอเกะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ในการดำเนินงานของแก๊งสแกมเมอร์

ศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่เหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชายแดนของประเทศเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์สงครามกลางเมือง และอำนาจการปกครองของรัฐบาลยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ อาคารหลายแห่งถูกใช้เป็นที่พักของสมาชิกแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำการหลอกลวงผู้คนในหลากหลายประเทศทั่วโลก สร้างความเสียหายมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

คนงานจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และถูกหลอกให้เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ โดยถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงผู้อื่น แต่ก็มีบางส่วนที่เข้าไปด้วยความสมัครใจ

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาได้ทำการบุกทลาย KK Park ซึ่งเป็นศูนย์หลอกลวงชื่อดัง พบนักต้มตุ๋นมากกว่า 2,000 คน และเป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 1,500 คน ต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลทหารเมียนมา ได้เผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ค้นพบอาคารที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวน 148 หลัง ซึ่งรวมถึงอาคารหอพัก โรงพยาบาลสี่ชั้น และอาคารคาราโอเกะสองชั้น

จากจำนวนทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนไปแล้ว 101 หลัง และกำลังดำเนินการรื้อถอนอาคารที่เหลืออย่างต่อเนื่อง การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่งครั้งนี้ ถือเป็นปฏิบัติการสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ด้านสำนักข่าว AFP ได้รายงานว่า พวกเขายังไม่สามารถยืนยันรายงานจากสื่อเมียนมาได้ แต่คนในพื้นที่ทั้งในเมียนมาและบริเวณชายแดนไทยรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาเริ่มปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การบุกปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐบาลเมียนมาอาจเป็นไปอย่างจำกัด และอาจมีการจัดฉากและเผยแพร่ข้อมูลอย่างจำกัด เนื่องจากกองทัพกำลังพยายามสร้างความสมดุล เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากนานาชาติให้ปราบปรามศูนย์หลอกลวง โดยที่ยังไม่ทำให้ผลประโยชน์ของตนเองเสียหายมากเกินไป

ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของเมียนมากำลังไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมามุ่งเป้าหมายไปที่พลเมืองจีน และทำให้มีผู้เสียชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การปราบปรามที่หนักหน่วงเกินไป จะส่งผลกระทบต่อผลกำไรที่หล่อเลี้ยงกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่รัฐบาลทหารต้องพึ่งพาในสงครามกลางเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้คนงานของแก๊งหลอกลวงในเมียนมากว่า 7,000 คน ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ไทยได้ดำเนินการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เพื่อพยายามจำกัดการทำงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง จริงหรือไม่?

สถานการณ์การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง ยังคงเป็นที่จับตามองของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาเอง

ความคืบหน้าล่าสุด: กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการเมียนมาในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า การดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

การทลายอาคารของแก๊งสแกมเมอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การให้ความช่วยเหลือเหยื่อและการป้องกันไม่ให้เกิดการหลอกลวงในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

สหรัฐฯ ตัด Huione Group ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศตัดกลุ่มบริษัท Huione Group ของกัมพูชาออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าบริษัทนี้เป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน และเป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินโลก การตัดสินใจครั้งนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อ Huione Group และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) และเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร ร่วมกันจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พลเมืองสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ผ่านการหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน

FinCEN ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายใต้มาตรา 311 ของกฎหมาย USA PATRIOT Act เพื่อตัดกลุ่ม Huione Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทบริการทางการเงินที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้ทำการฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงและการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลให้แก่ผู้กระทำความผิดทางไซเบอร์มานานหลายปีแล้ว

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการฉ้อโกงข้ามชาติได้สร้างความเสียหายแก่พลเมืองอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้เงินเก็บทั้งชีวิตหายไปในไม่กี่นาที”

“กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการเพื่อปกป้องชาวอเมริกันด้วยการปราบปรามแก๊งหลอกลวงจากต่างประเทศ ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร กระทรวงการคลังจะยังคงเป็นผู้นำในการดำเนินความพยายามเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากอาชญากรผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านี้ต่อไป”

ทั้งนี้ ตามรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Huione Group ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์ฝีมือเกาหลีเหนือ และเพื่อองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (TCO) กลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ก่อเหตุหลอกลวงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) และการหลอกลวงอื่น ๆ

ที่สำคัญคือ Huione Group ได้ฟอกเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายเป็นมูลค่าอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2564 ถึงมกราคม 2568 และจากเงินผิดกฎหมายมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ดังกล่าว Huione Group ได้ฟอกเงินสกุลเงินดิจิทัลมูลค่าอย่างน้อย 37 ล้านดอลลาร์ ที่มาจากการโจรกรรมไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ

ด้วยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายนี้ สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะถูกห้ามไม่ให้เปิดหรือรักษาบัญชีตัวแทน (correspondent accounts) ให้แก่หรือในนามของ Huione Group และต้องดำเนินการตามสมควรเพื่อไม่ให้ดำเนินการธุรกรรมสำหรับบัญชีตัวแทนของสถาบันธนาคารต่างประเทศในสหรัฐฯ หากธุรกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ Huione Group เพื่อป้องกันไม่ให้ Huione Group เข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยทางอ้อม

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้กำหนดให้กลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว และได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างครอบคลุม ต่อเป้าหมาย 146 ราย ภายใน Prince Group ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา นำโดย เฉิน จื้อ พลเมืองกัมพูชา

เครือข่ายนี้ดำเนินกิจการอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและบุคคลอื่น ๆ ทั่วโลก โดยมีศูนย์หลอกลวงมากมายในกัมพูชา

กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

ทำไมสหรัฐฯ ถึงตัด Huione Group ออกจากระบบการเงิน?

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินนั้นมีเหตุผลสำคัญ คือการป้องกันการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ การที่ Huione Group เป็นศูนย์กลางในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้สหรัฐฯ ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องระบบการเงินของตนเองและพลเมืองของตน

  • การฟอกเงิน: Huione Group มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงทางการเงิน
  • การฉ้อโกงข้ามชาติ: กลุ่มบริษัทนี้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและคนอื่นๆ ทั่วโลก
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การดำเนินการนี้เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร

การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินและปกป้องพลเมืองของตนเอง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การตัด Huione Group ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • Huione Group จะไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ ได้โดยตรงหรือโดยอ้อม
  • สถาบันการเงินที่ทำธุรกิจกับ Huione Group อาจถูกลงโทษ
  • การดำเนินการนี้อาจส่งผลกระทบต่อเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ Huione Group

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้อาจมีข้อจำกัด เนื่องจาก Huione Group อาจพยายามที่จะหาช่องทางอื่นในการฟอกเงิน ซึ่งอาจต้องมีการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้มีการใช้ระบบการเงินของตนเพื่อการฟอกเงินและการฉ้อโกงข้ามชาติ และจะดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพันธมิตร

ที่มา – กค.สหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชา ปมนักศึกษาถูกฆ่า!

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวลกรณีนักศึกษาเกาหลีใต้ถูกสังหารในกัมพูชา และหลอกลวงที่มุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้ พร้อมยกระดับเตือนการเดินทาง เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อประท้วงกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ในประเทศกัมพูชา และได้ยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เนื่องจากคดีหลอกลวงทางออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้

นาย โช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้แสดงความกังวลต่อ นายควน โพน รัตนาก เอกอัครราชทูตกัมพูชา เรื่องการหลอกลวงเรื่องงานและการควบคุมตัวพลเมืองชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งออกมาตรการที่รวดเร็วและปฏิบัติได้จริงเพื่อกำจัดการหลอกลวงทางออนไลน์

ด้านนายควนกล่าวว่า เขาเข้าใจถึงความกังวลและจุดยืนของรัฐบาลเกาหลีใต้ และจะรายงานเรื่องนี้ให้รัฐบาลของเขาทราบ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า นักศึกษาหนุ่มชาวเกาหลีใต้วัย 23 ปี เดินทางไปยังกัมพูชาเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม โดยบอกกับครอบครัวในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ว่า จะเดินทางไปร่วมงานนิทรรศการ

แต่ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรายนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากชายปริศนา พูดภาษาเกาหลีสำเนียงจีนอ้างว่า พวกเขาจับตัวนักศึกษารายนี้เอาไว้ พร้อมเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการปล่อยตัว

ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรีบแจ้งต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจทันที แต่การติดตามคดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งในวันที่ 8 ส.ค. มีการพบศพนักศึกษารายนี้ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกับสถานทูตกัมพูชายืนยันว่า เขาเสียชีวิตจากการหัวใจวายเนื่องจากการทรมานและความเจ็บปวดแสนสาหัส

ในแถลงการณ์อีกฉบับเมื่อวันศุกร์ (10 ต.ค. 2568) กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น.วันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตระหนักถึงความเสี่ยงในการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้น เราควรติดตามข่าวสารและคำเตือนการเดินทางอย่างใกล้ชิด

ทำไมเกาหลีใต้ถึงเรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า?

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ในการเรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง เป็นการแสดงออกถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา นอกจากนี้ยังเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเตือนใจให้ระมัดระวังในการรับข้อเสนอเกี่ยวกับการทำงานหรือการท่องเที่ยวที่ดูดีเกินจริง และควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปยังต่างประเทศ

เราควรทำอย่างไรเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ:

  • ลงทะเบียนกับสถานทูตหรือสถานกงสุล
  • แจ้งแผนการเดินทางให้ครอบครัวหรือเพื่อนสนิททราบ
  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะเดินทางไป
  • ระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัว
  • ติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลทันทีหากมีปัญหา

เรื่อง เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ และควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเสมอ

ที่มา – เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

Scroll to top