หาดใหญ่

สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ จัดเต็มงบ 6 ล้านรับมือมรสุม

เชื่อว่าพี่น้องชาวหาดใหญ่หลายคนคงคุ้นเคยกับปัญหาการระบายน้ำในช่วงหน้าฝนกันเป็นอย่างดี ล่าสุดคุณ สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม อย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งคลองและในพื้นที่ใกล้เคียง

สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของคุณสรรเพชญ บุญญามณี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ใช่แค่เพียงการตรวจราชการธรรมดา แต่เป็นการลงพื้นที่จริงเพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยเน้นย้ำว่า สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม โดยสั่งการให้กรมเจ้าท่าเร่งดำเนินการขุดลอกตะกอนดินในช่วงวัดคูเต่าจนถึงปากคลองทันที

ทำไมต้องขุดลอกคลองอู่ตะเภา?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญมาก คำตอบง่ายๆ คือ คลองอู่ตะเภาเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่ช่วยระบายน้ำหลักของเมืองหาดใหญ่ การสะสมของตะกอนดินทำให้ขีดความสามารถในการรับน้ำลดลง เมื่อถึงช่วงหน้ามรสุมที่ฝนตกหนัก น้ำจึงระบายไม่ทันและเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง การจัดสรรงบประมาณ 6 ล้านบาทในครั้งนี้จะช่วย:

  • เพิ่มพื้นที่ในการรองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้น
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุทกภัยในเขตพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ
  • ส่งเสริมการสัญจรทางน้ำและการประมงของชาวบ้านให้สะดวกขึ้น
  • เป็นการดูแลระบบนิเวศน์ทางน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ คุณสรรเพชญยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน โดยเป้าหมายหลักคือการเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

นอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ยังมีการมองไปถึงแผนพัฒนาในปี 2570 เพื่อยกระดับเมืองหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาให้เป็นเมืองท่าที่มีมาตรฐานสูงขึ้นอีกด้วย เราหวังว่าความมุ่งมั่นในการ สรรเพชญ ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม ในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในภาคใต้ให้ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา-หาดใหญ่ ทุ่มงบ 6 ล้านขุดลอกคลองเปิดทางน้ำ รับมือหน้ามรสุม

“พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค.

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและการพัฒนาประเทศ เมื่อ “พิพัฒน์” รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้จัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) นัดแรกที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำนโยบายรัฐบาลไปสู่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะหลังจากที่หาดใหญ่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้พื้นที่มีความพร้อมเต็มรูปแบบสำหรับการประชุมระดับสูงนี้

“พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้

การเสนอของนายพิพัฒน์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ที่พรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าหาดใหญ่เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับครม.สัญจรนัดแรก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับมือ และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น การจัดประชุมครม.สัญจรไม่ใช่แค่การย้ายที่ประชุม แต่เป็นโอกาสในการตรวจราชการ สัมผัสปัญหาใกล้ชิด และประกาศนโยบายพัฒนาโดยตรงกับชาวใต้ นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูจิตใจชาวหาดใหญ่หลังน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายหนัก

ยุทธศาสตร์พัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้ “พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการวางยุทธศาสตร์พัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล โดยมุ่งเน้นการสร้างอาชีพและเศรษฐกิจยั่งยืน โครงการเรือธงอย่างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งตอบโจทย์ตลาดมุสลิมทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะสร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง ลดปัญหาการว่างงาน และยกระดับรายได้ชาวบ้าน

ขณะที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) จะผลักดันพืชพลังงานและโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีนักลงทุนสนับสนุนเต็มที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้สำรวจพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอไปแล้ว และจะขยายครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด โครงการนี้ไม่เพียงสร้างพลังงานสะอาด แต่ยังเพิ่มรายได้จากการปลูกพืชพลังงาน เช่น ปาล์มหรืออ้อย สร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน

ประโยชน์ของครม.สัญจรที่หาดใหญ่ต่อเศรษฐกิจภาคใต้

การจัด “พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนมหาศาล โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท้องถิ่นจะคึกคัก นอกจากนี้ยังเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน รถไฟ และท่าเรือ ซึ่งนายพิพัฒน์ในฐานะ รมว.คมนาคม มีบทบาทสำคัญ การพัฒนานี้จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเหนือ-กลางกับภาคใต้ สร้างความมั่นคง มั่นใจให้ประชาชน และลดปัญหาความไม่สงบด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ

  • นิคมอุตสาหกรรมจะนะ: ดึงดูดการลงทุนฮาลาล สร้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง
  • โรงไฟฟ้าชีวมวล: ใช้พืชท้องถิ่นผลิตไฟฟ้า ลดนำเข้าพลังงาน
  • ครม.สัญจร: ตรวจราชการจริง สั่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ในมุมมองผู้เขียน การริเริ่มนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการกระจายอำนาจและพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม หาดใหญ่ที่เป็นฮับการค้าของภาคใต้จะกลายเป็นประตูสู่อาเซียนมากยิ่งขึ้น หากโครงการทั้งหมดเดินหน้าสำเร็จ ชาวใต้จะมีอนาคตที่สดใสกว่าเดิม

คุณคิดอย่างไรกับแผนพัฒนานี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตครม.สัญจรเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้ เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างชัดเจน โดยตั้งใจจะครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือไปจนถึงภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างทันท่วงที

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือที่เรียกกันว่า ครม.สัญจร ว่า ได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยเดิมทีจะเริ่มจากภาคเหนือไปยังภาคใต้ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

ที่น่าสนใจคือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้รวม “หาดใหญ่” เข้าไปด้วย นายกฯ จึงตอบกลับแบบขำ ๆ ว่า “First come, first served” หรือจังหวัดไหนพร้อมก่อนก็ไปก่อน จังหวัดใดที่เตรียมพร้อมดี ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก

แนวทางใหม่ของ “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

นายกรัฐมนตรีย้ำชัดว่าการประชุม ครม.สัญจร ในสมัยที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ประชุมแบบขอไปที แต่ต้องลงพื้นที่อย่างจริงจัง หากสังเกตจากที่ผ่านมา การประชุมแต่ละครั้งจะใช้เวลานานกว่าปกติ เพราะไม่ใช่ประชุมแบบพิธีการหรือทำตามมอบหมายเท่านั้น แต่จะแก้ไขปัญหาได้ทันที

สิ่งสำคัญคือ ต้อง “ได้น้ำได้เนื้อ” เยอะ มีการลงพื้นที่ร่วมกัน ทำกิจกรรมรวมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้า การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้จึงเน้นการบูรณาการทุกฝ่าย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจังหวัดภาคเหนือว่าจะเป็นเชียงใหม่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า พื้นที่ไหนพร้อมก็ไปก่อน โดยให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เป็นผู้พิจารณาและกำหนด

  • ประโยชน์ของครม.สัญจร: แก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้รวดเร็ว
  • เน้นลงพื้นที่จริง: ไม่ใช่ประชุมพิธี แต่ลงมือทำจริง
  • ครอบคลุมทุกภาค: จากเหนือจรดใต้ รวมหาดใหญ่
  • บูรณาการทีม: ไม่ต่างคนต่างทำ สร้างความร่วมมือ

นโยบายนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน การปัดฝุ่นครม.สัญจรจึงเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดโครงการ基础设施และบรรเทาสาธารณภัย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน คุณคิดอย่างไรกับแผน “ครม.สัญจร” นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

วีระยุทธ รดน้ำอีสานสงกรานต์ ลิซ่า หาดใหญ่เงียบ

เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เต็มไปด้วยสีสันและความอบอุ่นจากนักการเมืองที่ลงพื้นที่พบปะประชาชน โดยเฉพาะ “วีระยุทธ” รดน้ำดำหัวพี่น้องชาวอีสานช่วงสงกรานต์-“ลิซ่า” ไปหาดใหญ่ คนบ่นเงียบกว่าเก่า ซึ่งเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะสะท้อนภาพการเมืองที่ใกล้ชิดกับ民眾ในช่วงวันหยุดยาว

“วีระยุทธ” รดน้ำดำหัวพี่น้องชาวอีสานช่วงสงกรานต์-“ลิซ่า” ไปหาดใหญ่ คนบ่นเงียบกว่าเก่า

วันที่ 13 เมษายน 2567 ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นางสาวภคมน หนุนอนันต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนในพื้นที่ เธอได้ติดตามสถานการณ์การเยียวยาพี่น้องหลังเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ปลายปีก่อน และสำรวจบรรยากาศการค้าขายในเมืองหาดใหญ่

จากที่พบปะพูดคุยกับประชาชนและผู้ประกอบการ พบว่าบรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ยังไม่คึกคักเท่าปีที่แล้ว แม้จะมีการฟื้นฟูเมืองไปบ้าง แต่หลายรายต้องปิดกิจการเพราะผลกระทบจากน้ำท่วม บวกกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้ย่านการค้าบางส่วนเงียบเหงากว่าปกติ ผู้ประกอบการหลายคนบ่นว่า “ปีนี้คนน้อยกว่าปีที่แล้วเยอะ” สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ลิซ่า พบปะประชาชนหาดใหญ่

วีระยุทธ นำทีม ส.ส. รดน้ำดำหัวพี่น้องอีสาน สงกรานต์คึกคัก

ในขณะเดียวกัน ทางภาคอีสาน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้พา “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก”, “โตโต้-ปิยะรัฐ จงเทพ”, และ “อานันท์ อมรินทร์” ส.ส.จังหวัดอุดรธานี ร่วมกิจกรรมสงกรานต์ที่จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

กิจกรรมเริ่มต้นที่ชุมชนบ้านผาสุก จ.อุดรธานี โดยร่วมพิธีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ต่อด้วยสรงน้ำพระที่วัดทิพย์รัฐนิมิตร สักการะศาลหลักเมือง แล้วเดินทางไปจ.ขอนแก่น ร่วมสนุกที่ถนนข้าวเหนียว แยกถนนหน้าเมือง บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและน้ำสงกรานต์

  • รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ชุมชนบ้านผาสุก อ.อุดรธานี
  • สรงน้ำพระ วัดทิพย์รัฐนิมิตร
  • สักการะศาลหลักเมืองอุดรธานี
  • ร่วมเทศกาลถนนข้าวเหนียว จ.ขอนแก่น
วีระยุทธ รดน้ำอีสาน
กิจกรรมสงกรานต์อุดรธานี
ถนนข้าวเหนียวขอนแก่น
ส.ส. พรรคประชาชน
รดน้ำผู้สูงอายุ
บรรยากาศสงกรานต์

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของพรรคประชาชน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจฟังเสียงประชาชนทั้งในภาคเหนือ ใต้ และอีสาน สงกรานต์ไม่ใช่แค่งานเลี้ยง แต่เป็นโอกาสเชื่อมโยงหัวใจกับปัญหาจริงๆ เช่น ที่หาดใหญ่ ต้องช่วยเยียวยาเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม ขณะที่อีสานคึกคักด้วยประเพณีดั้งเดิม

ในมุมมองของผม การที่นักการเมืองอย่างวีระยุทธและลิซ่าลงพื้นที่แบบนี้ ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่โดดเดี่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังลำบาก หากรัฐบาลช่วยลดราคาน้ำมันและสนับสนุนผู้ประกอบการมากขึ้น คงช่วยให้สงกรานต์ปีหน้าคึกคักกว่านี้แน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับ “วีระยุทธ” รดน้ำดำหัวพี่น้องชาวอีสานช่วงสงกรานต์-“ลิซ่า” ไปหาดใหญ่ คนบ่นเงียบกว่าเก่า ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ!

ที่มา – “วีระยุทธ” รดน้ำดำหัวพี่น้องชาวอีสานช่วงสงกรานต์-“ลิซ่า” ไปหาดใหญ่ คนบ่นเงียบกว่าเก่า

สส.พรรคประชาชนถามไฟไหม้บ่อขยะทุกปีหรือ

ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะกลายเป็นประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นซ้ำซากในประเทศไทยแทบทุกปี ล่าสุด สส.พรรคประชาชน นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามหนักแน่นถึงรัฐบาลว่า จะปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้ดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน โดยเฉพาะเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในภูเก็ตและหาดใหญ่ช่วงนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง

ไฟไหม้บ่อขยะ: ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความล้มเหลวของรัฐ

นายพูนศักดิ์ ชี้แจงชัดเจนว่า ไฟไหม้บ่อขยะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากระบบจัดการขยะที่ล้มเหลวทั้งโครงสร้าง ปัจจุบันประเทศไทยมีหลุมทิ้งขยะหรือบ่อขยะแบบเทกองกว่า 2,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐาน ไม่มีระบบจัดการน้ำชะขยะ (leachate) และที่สำคัญกว่านั้นคือไม่มีระบบควบคุมก๊าซมีเทนที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอินทรีย์ ซึ่งก๊าซชนิดนี้ติดไฟง่ายมาก เพียงแค่านิดเดียวก็ลุกเป็นเพลิงได้ทันที

ปีที่แล้วเพียงปีเดียวก็เกิดเหตุไฟไหม้บ่อขยะมากกว่า 150 ครั้ง ส่งผลให้ประชาชนในละแวกใกล้เคียงต้องสูดดมควันพิษ สารก่อมะเร็ง และมลพิษทางอากาศเข้าไปเต็มปอดทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่อากาศแห้ง ทำให้ไฟลุกลามง่ายยิ่งขึ้น

สาเหตุหลักของไฟไหม้บ่อขยะที่รัฐมองข้าม

จากข้อมูลที่ สส.พูนศักดิ์ นำเสนอ ปัญหานี้มีรากเหง้าจากหลายปัจจัย เรามาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • ขาดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ขยะผสมกัน ย่อยสลายผลิตก๊าซมีเทนจำนวนมาก
  • การฝังกลบแบบเทกอง ไม่มีระบบระบายก๊าซหรือน้ำชะขยะ
  • ขาดการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ควบคุมโรงงานหรือผู้ก่อมลพิษ
  • นโยบายรัฐบาลไม่ชัดเจน ขาดงบประมาณและเทคโนโลยีจัดการขยะสมัยใหม่
  • โครงสร้างพื้นฐานล้าหลัง ไม่มีโรงเผาขยะหรือรีไซเคิลที่เพียงพอ

นายพูนศักดิ์ ยังย้อนกลับไปถึงวันแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ที่เขาเคยเตือนไว้แล้วว่ารัฐบาลใหม่ต้องมีนโยบายจัดการขยะที่ชัดเจน แต่จนถึงวันนี้ปัญหายังคงเดิม

สส. พรรคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

“รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาบ่อขยะที่ไฟไหม้ได้อย่างไร? หรือสุดท้ายก็ปล่อยให้ไฟไหม้ให้ประชาชนรับกรรมเหมือนเดิม” คำถามนี้จาก สส.พรรคประชาชน ทำให้หลายคนเริ่มตื่นตัวกับปัญหาที่ถูกมองข้ามมานาน ปัญหาไฟไหม้บ่อขยะไม่ใช่แค่ไฟไหม้ธรรมดา แต่เป็น “ระเบิดเวลามลพิษ” ที่คุกคามสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน เช่น สร้างระบบตรวจจับก๊าซมีเทนในบ่อขยะทุกแห่ง, ส่งเสริมการคัดแยกขยะชุมชน, ลงทุนในโรงงานจัดการขยะแบบครบวงจร และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ รัฐควรจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงบ่อขยะเก่าให้ได้มาตรฐานสากล ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหานี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการจัดการขยะให้มากขึ้น หากปล่อยไว้แบบนี้ ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงขึ้นทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

คุณล่ะคิดอย่างไรกับปัญหาไฟไหม้บ่อขยะนี้? รัฐบาลควรทำอะไรเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดซ้ำ? แชร์ความเห็นและประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนี้เลย แล้วช่วยแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส. พรรคประชาชน ถามรัฐบาลจะปล่อยให้ไฟไหม้บ่อขยะเกิดขึ้นทุกปีแบบนี้หรือ

สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ คึกคัก หยุดยาวสงกรานต์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักเดินทางทุกคน! ช่วงนี้ใครกำลังวางแผนเที่ยวสงกรานต์ทางใต้บ้าง ยกมือขึ้นหน่อย 😊 วันนี้เรามีข่าวดี (หรือข่าวร้าย?) เกี่ยวกับ สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ คึกคัก หยุดยาวสงกรานต์ กันเลย บรรยากาศที่สถานีคึกคักสุดๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ประชาชนแห่จองตั๋วกันตรึม โดยเฉพาะตั๋วชั้น 1 ที่ถูกกวาดเรียบยาวไปถึง 28 เมษายน! ทำเอาใครที่ยังไม่ได้จองต้องคิดหนักแล้วล่ะ

สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ คึกคัก หยุดยาวสงกรานต์

จากที่ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 บรรยากาศการเดินทางช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นไปอย่างคึกคักมาก มีประชาชนทยอยเดินทางอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้หลายคนหันมาใช้บริการรถไฟมากกว่าทุกปี สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่แพงหูฉี่ ทำให้รถไฟกลายเป็นทางเลือกประหยัดและสบายใจไปเลย

สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ คึกคัก หยุดยาวสงกรานต์

ทั้งขบวนรถไฟท้องถิ่นเส้นทางสายใต้และขบวนจากกรุงเทพฯ ล้วนแน่นขนัด ไม่ว่าจะเป็นขบวนขึ้นหรือลง ประชาชนเดินทางหนาแน่นทุกขบวน โดยเฉพาะ ตั๋วชั้น 1 ของสายใต้ทุกขบวนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่ถูกจองเต็มยาวไปจนถึงวันที่ 28 เมษายน 2567 เลยทีเดียว ถ้ายังไม่จองก็อาจต้องรอคิวชั้น 2 หรือชั้น 3 แล้วล่ะครับ

ผู้โดยสารแน่นสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ช่วงสงกรานต์

เพื่อรองรับนักเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยจึงเสริมขบวนรถไฟพิเศษเฉพาะกิจในช่วงนี้ โดยมีขบวน 983-984 เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์-ยะลา-กรุงเทพอภิวัฒน์ วิ่งระหว่างวันที่ 10-17 เมษายน 2567 ขบวนนี้เปิดจองตั๋วตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม และที่พีคสุดคือ ภายในเวลาแค่ 15 นาที ตั๋ว 400 ที่นั่ง也被จองหมดเกลี้ยง! แสดงให้เห็นถึงความนิยมของการเดินทางด้วยรถไฟสายใต้ในช่วงเทศกาลขนาดไหน

ขบวนรถไฟพิเศษสายใต้ช่วงหยุดยาวสงกรานต์บรรยากาศคึกคักสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่

หยุดยาวสงกรานต์ ตั๋วชั้น 1 ถูกจองเต็มยาวไปถึง 28 เม.ย.

สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสำคัญของสายใต้ ถือเป็นประตูสู่ภาคใต้ฝั่งอันดามันและอ่าวไทย นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติแห่มาที่นี่เพื่อต่อรถไปภูเก็ต กระบี่ สตูล หรือกลับบ้านเกิด ช่วงสงกรานต์ปีนี้ยิ่งคึกคักเพราะเป็นปีที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวเต็มที่ บวกกับราคาน้ำมันที่ทำให้หลายคนคิดหนักเรื่องขับรถส่วนตัว

ขบวนรถไฟพิเศษและเคล็ดลับการจองตั๋ว

นอกจากขบวน 983-984 แล้ว ยังมีขบวนปกติที่เสริมที่นั่งเพิ่ม แต่แนะนำให้จองผ่านแอปพลิเคชัน SRT Connect หรือเว็บไซต์ www.railway.co.th ล่วงหน้า 30 วัน จะได้ที่นั่งดีๆ

  • จองตั๋วออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงคิวยาว
  • เลือกที่นั่งชั้น 2 หากชั้น 1 เต็ม มีแอร์เย็นฉ่ำ
  • เตรียมเอกสารบัตรประชาชนให้พร้อม
  • เช็คตารางเวลาให้ตรงกับแผนเที่ยว
  • พกน้ำดื่มและของว่าง เพราะบางขบวนอาจล่าช้า

ส่วนข้อดีของการเดินทางด้วยรถไฟในช่วงนี้คือ ได้ชมวิวทุ่งนา ป่าเขา สวยงามไม่เหมือนใคร แถมราคาตั๋วไม่แพง เริ่มต้นแค่หลักร้อย ช่วยประหยัดงบไปสาดน้ำสงกรานต์ได้อีกเพียบ

สรุปแล้ว สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ คึกคัก หยุดยาวสงกรานต์ แบบนี้ แสดงให้เห็นว่าปีนี้ภาคใต้จะคึกคักแน่นอน ลองวางแผนการเดินทางให้ดี อย่าปล่อยให้ตั๋วหลุดมือ ถ้าพลาดชั้น 1 ก็ไม่เป็นไร ชั้นล่างกว้างขวางนั่งสบายเหมือนกันครับ! หากคุณมีประสบการณ์เดินทางช่วงสงกรานต์ แชร์กันในคอมเมนต์ได้นะ 🎉

ที่มา – สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ คึกคัก หยุดยาวสงกรานต์ ตั๋วชั้น 1 ถูกจองเต็มยาวไปถึง 28 เม.ย.

รวบสาวหลอกยืมรถ จยย. ญาติ-คนรู้จัก จำนำ 5 คันรวด

เหตุการณ์ รวบสาวหลอกยืมรถ จยย. ญาติ-คนรู้จัก จำนำ 5 คันรวด หาเงินจ่ายหนี้นอกระบบ สร้างความฮือฮาในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อตำรวจกองปราบปรามบุกจับผู้ต้องหาวัย 39 ปี ที่หลอกยืมรถจักรยานยนต์จากคนใกล้ชิดไปจำนำเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินดอกเบี้ยโหด

รวบสาวหลอกยืมรถ จยย. ญาติ-คนรู้จัก จำนำ 5 คันรวด หาเงินจ่ายหนี้นอกระบบ

วันที่ 9 เมษายน 2567 ตำรวจกองปราบปราม กองกำกับการ 6 นำโดย พ.ต.ท.ธนาคาร อุชณรัศมี สว.กก.6 บก.ป. ได้ลงพื้นที่ชุมชนโชคสมานคุณ เทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามจับกุม น.ส.มัณฑนา อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงสงขลา ลงวันที่ 21 มกราคม 2567 ในข้อหาลักทรัพย์

สืบเนื่องจาก น.ส.มัณฑนา ได้หลอกยืมรถจักรยานยนต์จากญาติและคนรู้จักอย่างน้อย 5 คัน แล้วนำไปจำนำในพื้นที่ ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ คันละประมาณ 4,000-5,000 บาท เพื่อนำเงินมาจ่ายดอกเบี้ยหนี้นอกระบบ หรือที่เรียกกันว่า “พวกหมวกกันน็อก” ซึ่งเป็นเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูง

สาเหตุที่นำไปสู่การรวบสาวหลอกยืมรถ จยย. ญาติ-คนรู้จัก

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา โดยให้การว่า ตนติดหนี้นอกระบบมานาน หมุนเงินไม่ทันดอกเบี้ยที่แพงหูฉี่ ทำให้ต้องใช้วิธีหลอกยืมรถจากคนใกล้ชิดไปจำนำ แม้จะรู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้ญาติและเพื่อนเดือดร้อน ตัดขาดความสัมพันธ์ แต่ก็จำใจทำเพราะไม่รู้จะหาเงินจากไหน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหาจากหนี้นอกระบบในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่เป็นแหล่งค้าขายใหญ่ ผู้คนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อเงินกู้นอกระบบ ส่งผลให้เกิดอาชญากรรมรอง เช่น การโกง การลักทรัพย์ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้

  • หลอกยืมรถจากญาติและคนรู้จัก 5 คัน
  • จำนำที่ ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่
  • เงินจำนำคันละ 4-5 พันบาท
  • นำเงินไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้นอกระบบ
  • ย้ายหนีเจ้าหนี้มาอยู่บ้านเช่าในชุมชนโชคสมานคุณ

หลังจับกุม ตำรวจกองปราบปรามได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คอหงส์ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บทเรียนจากกรณีนี้: หลีกเลี่ยงหนี้นอกระบบอย่างไร

กรณี รวบสาวหลอกยืมรถ จยย. ญาติ-คนรู้จัก จำนำ 5 คันรวด หาเงินจ่ายหนี้นอกระบบ เป็นอุทาหรณ์ชัดเจนสำหรับทุกคน โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจยากลำบาก หากติดปัญหาการเงิน อย่าพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงกว่า 15% ต่อเดือน ซึ่งผิดกฎหมาย

แนะนำทางเลือกที่ดีกว่า เช่น

  • กู้สินเชื่อจากธนาคารหรือแอปพลิเคชันที่ถูกกฎหมาย
  • ปรึกษาสถาบันช่วยเหลือทางการเงิน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ สคบ.
  • ปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย ลดรายจ่ายไม่จำเป็น
  • หางานเสริมหรือขายของออนไลน์เพื่อเพิ่มรายได้

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญปัญหาหนี้สิน แนะนำให้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐทันที อย่าปล่อยให้ปัญหาบานปลายจนต้องกระทำผิดกฎหมาย

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เตือนใจว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวและมิตรภาพมีค่ามากกว่าหนี้สินชั่วคราว หากเราวางแผนการเงินดี รอทางออกที่ถูกต้อง ปัญหาจะคลี่คลายได้โดยไม่ต้องทำร้ายใคร

CTA: แชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ระวังหนี้นอกระบบ และติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตจากเรา!

ที่มา – รวบสาวหลอกยืมรถ จยย. ญาติ-คนรู้จัก จำนำ 5 คันรวด หาเงินจ่ายหนี้นอกระบบ

“เท้ง” ชู “ปฏิญญาสงขลา” ทุ่ม 15,000 ล้านคืนชีพหาดใหญ่

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาและเมืองหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้สรุปบทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนและอาสาสมัคร สิ่งที่พบคือภาครัฐขาดทิศทางชัดเจน ทำให้ประชาชนต้องลุยด้วยตัวเอง ปัญหาหลักคือวิกฤตความเชื่อมั่น โดยเฉพาะนักธุรกิจหาดใหญ่ที่กลัวน้ำท่วมซ้ำ ไม่กล้ากู้เงินหรือลงทุน แม้มีมาตรการดอกเบี้ย 0% ก็ตาม

“เท้ง” สรุปบทเรียนน้ำท่วมใต้ ชู “ปฏิญญาสงขลา” ทุ่ม 15,000 ล้านคืนชีพหาดใหญ่

ในวันที่ 8 เมษายน 2569 ณ สภาผู้แทนราษฎร นายณัฐพงษ์ได้อภิปรายญัตติการบริหารจัดการอุทกภัยสงขลา โดยชูแนวคิด “ปฏิญญาสงขลา” คำมั่นสัญญาจากพรรคประชาชนที่จะผลักดันงบประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท ในระยะ 8 ปี เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองหาดใหญ่ให้ทนน้ำท่วม มุ่งสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว แทนการแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ไร้ทิศทาง

5 ข้อเสนอหลักใน “ปฏิญญาสงขลา” เพื่อฟื้นฟูหาดใหญ่

แนวคิดนี้ครอบคลุม 5 มิติหลัก ที่จะช่วยให้หาดใหญ่กลับมาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจภาคใต้ได้อีกครั้ง ลองมาดูรายละเอียดกัน

  • การพัฒนาเมืองแบบ Resilient City: ออกแบบอาคารให้ชั้นล่างยกสูง ใช้เป็นทางระบายน้ำ และปรับผังเมืองเว้นพื้นที่ริมคลองเป็นสวนสาธารณะควบคู่ Floodway เหมือนโมเดลเทศบาลนครยะลา รัฐบาลต้องอุดหนุนงบ ไม่ผลักให้ท้องถิ่นหรือเอกชนทั้งหมด
  • เพิ่มเงินเยียวยา: ขยายวงเงินชดเชยค่าซ่อมบ้านจาก 49,500 บาท เป็น 100,000 บาท จ่ายตามความเสียหายจริง เพื่อให้ประชาชนเริ่มต้นใหม่ได้เร็ว
  • ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: สร้างความเชื่อมั่นก่อนกระตุ้นการบริโภค ด้วยโมเดล “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชันหาดใหญ่ จัดสรรงบเฉพาะจุด ล่อใจนักท่องเที่ยวมาเยือนหลังน้ำลด ช่วยทั้งเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ
  • แผนเผชิญเหตุ: ตั้งศูนย์บัญชาการเดียว บูรณาการรัฐ-เอกชน ไม่ให้สั่งการสะเปะสะปะเหมือนกรณีฝุ่น PM2.5 ภาคเหนือหรือน้ำท่วมครั้งก่อน
  • ระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า: ใช้เทคโนโลยีจาก GISTDA คำนวณแม่นยำ เช่น ฝนตกปริมาณนี้ น้ำท่วมสูงกี่เมตร ช่วยลดสูญเสียน้ำใจและทรัพย์สิน

การลงทุน 15,000 ล้านบาทนี้ ไม่ใช่แค่งบแผ่นดิน แต่เป็นการปกป้องมูลค่าความเสียหายเศรษฐกิจที่อาจสูงถึงหมื่นล้าน หากน้ำท่วมซ้ำ นายณัฐพงษ์ย้ำว่ารัฐบาลควรใช้โอกาสงบประมาณปี 2569 สร้างวิสัยทัศน์ชัดเจน แทนการใช้เงินกระตุ้นแบบไร้ทิศทาง เพราะถ้าหาดใหญ่ไม่ฟื้น ภาคใต้ทั้งหมดจะกระทบหนัก

จากประสบการณ์ลงพื้นที่ พบว่าประชาชนหาดใหญ่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าที่คึกคัก แต่หลังน้ำท่วม 店铺ปิดตัว ร้านอาหารเงียบเหงา นักลงทุนหนีไปที่อื่น การมี “ปฏิญญาสงขลา” จึงเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากรัฐจริงจังผลักดัน หาดใหญ่จะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม ทนภัยพิบัติได้ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาเรื่องการจัดการน้ำเขตแดนไทย-มาเลเซีย เพราะน้ำท่วมใต้หลายครั้งมาจากฝนข้ามชาติต้องเจรจาระดับรัฐบาลด้วย สุดท้าย การฟื้นฟูต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่รัฐแต่รวมประชาชนและเอกชน

ทำไม “เท้ง” สรุปบทเรียนน้ำท่วมใต้ ชู “ปฏิญญาสงขลา” ถึงสำคัญ?

เพราะมันไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สร้างอนาคต หาดใหญ่เป็นหัวใจเศรษฐกิจใต้ ถ้าฟื้นไม่ได้ ผลกระทบลามไปทั่วประเทศ การทุ่ม 15,000 ล้านเพื่อโครงสร้างพื้นฐานคือการลงทุนฉลาด ป้องกันความเสียหายใหญ่กว่า

คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้? หากเป็นชาวใต้ คุณอยากเห็นหาดใหญ่เปลี่ยนแปลงแบบไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงประชาชนดังถึงรัฐบาล!

การลงทุนระยะยาวเช่นนี้จะช่วยสร้างความยั่งยืนให้ภาคใต้ได้จริง หากเราร่วมผลักดัน

ที่มา – “เท้ง” สรุปบทเรียนน้ำท่วมใต้ ชู “ปฏิญญาสงขลา” ทุ่ม 15,000 ล้านคืนชีพหาดใหญ่

“จูรี” กรีดรัฐบาล แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

สถานการณ์วิกฤตพลังงานในภาคใต้กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะที่หาดใหญ่และจังหวัดสงขลา ล่าสุด “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในการอภิปรายสภาผู้แทนราษฎร นายจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลสื่อสารผิดเพี้ยนกับความเป็นจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญ

“จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ

ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 ระหว่างการประชุมสภาฯ นายจูรีได้อภิปรายอย่างดุเดือด จวกว่ารัฐบาลเหมือนอยู่คนละโลกกับชาวบ้านที่ต้องตากแดดรอคิวเติมน้ำมันยาวเป็นกิโลเมตร ขณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่มีวิกฤตน้ำมันขาดแคลน นายจูรีจึงท้านายกฯ ให้ลองบินไปหาดใหญ่ด้วยตัวเอง เพื่อสัมผัสปัญหาตั้งแต่ตั๋วเครื่องบินแพงยันสภาพปั๊มน้ำมัน 3 แบบ คือ คิวยาวเหยียด ปั๊มร้างเพราะน้ำมันหมด และปั๊มปิดบริการชั่วคราว

โควตาน้ำมันใต้หายไปไหน? ข้อมูลจากพื้นที่จริง

จากข้อมูลที่นายจูรีลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าโควตาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปั๊มในพื้นที่ใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ เคยได้รับวันละหมื่นลิตร แต่ปัจจุบันลดฮวบเหลือเพียง 3,000-5,000 ลิตรเท่านั้น รัฐบาลยังไม่มีคำตอบว่าน้ำมันหายไปไหน นอกจากนี้ยังทวงถามสัญญาเงินเยียวยาชาวหาดใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการจ่ายแม้แต่บาทเดียว สถานการณ์อาจบานปลายหนักขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก

  • คิวยาวเป็นกิโลเมตร: ชาวบ้านต้องรอตั้งแต่เช้าตรู่ บางคนรอไม่ไหวต้องเลิก
  • ปั๊มน้ำมันร้าง: น้ำมันหมดสต็อก ปิดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อการขนส่ง
  • ปั๊มปิดชั่วคราว: เนื่องจากขาดแคลนโควตา ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นชะงักงัน
  • ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่ง: ความต้องการเดินทางสูง แต่พลังงานขาดแคลน

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่กระทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ใช้รถใช้ถนน พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องขนส่งสินค้า ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดเล็กในภาคใต้ นายจูรียังหยิบยกคำปราศรัยเก่าของนายกฯ ที่เคยบอกว่า “ประชาชนจะรวยไม่ไหวแล้ว” มาแซะว่า สงสัยคนรวยจริงๆ คือกลุ่มนายทุนที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ชาวบ้านที่กำลังลำบากแสนสาหัส

ผลกระทบวิกฤตน้ำมันใต้ต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน

วิกฤตนี้ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคแพงตามไปด้วย ชาวบ้านในพื้นที่หาดใหญ่และสงขลาต้องปรับตัวอย่างหนัก บางรายหันไปใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแทน แต่ไม่ใช่ทุกคนทำได้ รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักเรื่องการสื่อสารที่ไม่ตรงความจริง หากปล่อยไว้ปัญหาอาจลุกลามทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวที่กำลังมาถึง

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การขาดแคลนน้ำมันใต้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น การนำเข้าน้ำมันดิบล่าช้า ปัญหาโลจิสติกส์ และการกระจายโควตาที่ไม่ทั่วถึง รัฐบาลควรเร่งเจรจากับผู้ค้าปลีกน้ำมันและเพิ่มการนำเข้าเพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ

สุดท้ายแล้ว “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลต้องลงพื้นที่จริงและรับฟังปัญหาประชาชนมากกว่านี้ มิเช่นนั้นความเชื่อมั่นจะยิ่งลดลง คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้ทันสงกรานต์หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันใต้ได้รู้ด้วยนะครับ

ที่มา – “จูรี” กรีดรัฐบาลอยู่คนละโลกกับชาวบ้าน แฉน้ำมันใต้โควตาหายฮวบ ท้านายกฯ พิสูจน์ความจริง

Scroll to top