หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

หุ้น Unitree ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600%

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวใหญ่ในแวดวงเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% ในการซื้อขายวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ สร้างความฮือฮาให้กับนักลงทุนและผู้ที่ติดตามนวัตกรรมหุ่นยนต์ทั่วโลกอย่างมาก วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญที่ทำให้บริษัทนี้กลายเป็นดาวเด่นแห่งยุค Physical AI ครับ

ทำไมหุ้น Unitree ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน ถึงร้อนแรงขนาดนี้?

การที่ หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความเชื่อมั่นในศักยภาพของเทคโนโลยีที่ Unitree Robotics สั่งสมมาตั้งแต่ปี 2016 โดยเฉพาะการผลิตหุ่นยนต์ที่ใช้งานได้จริงในราคาที่จับต้องได้มากกว่าคู่แข่งจากฝั่งสหรัฐฯ อย่างมหาศาล

จุดแข็งของ Unitree ในตลาดโลก

  • ความคุ้มค่าด้านต้นทุน: หุ่นยนต์สุนัขของ Unitree มีราคาเริ่มต้นเพียง 2,700 ดอลลาร์ ซึ่งถูกกว่าคู่แข่งอย่าง Boston Dynamics หลายเท่าตัว
  • นวัตกรรมสุดล้ำ: ล่าสุดเพิ่งเปิดตัวหุ่นยนต์ “Superman” ที่วิ่งเร็วกว่าสถิติโลกของ ยูเซน โบลต์
  • โมเดลธุรกิจที่ทำกำไรได้จริง: ในขณะที่บริษัทหุ่นยนต์หลายแห่งยังขาดทุน แต่ Unitree สามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 278 ล้านหยวนในปี 2025

ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตัวจริงในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ แม้จะต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ ก็ตาม การที่ หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่บอกเราว่ายุคสมัยของหุ่นยนต์ใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที ไม่ใช่แค่ในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป

ความท้าทายในอนาคต

แม้ตลาดทุนจะตอบรับอย่างดีเยี่ยม แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการนำหุ่นยนต์ไปใช้งานจริงในวงกว้าง ทั้งเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ความทนทานของแบตเตอรี่ และกฎระเบียบระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของบริษัทอย่าง Unitree คือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า จีนกำลังเร่งเครื่องเต็มที่เพื่อครองใจตลาดเทคโนโลยีโลก

สำหรับนักลงทุนและผู้ที่สนใจนวัตกรรม นี่คือบริษัทที่คุณต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ว่าการแข่งขันระหว่างขั้วมหาอำนาจจะเป็นอย่างไร เทคโนโลยีหุ่นยนต์ของ Unitree จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมชีวิตประจำวันและภาคอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างแน่นอน

ที่มา – หุ้น “Unitree” ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน พุ่งกว่า 600% หลังเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้

ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain

เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยเฉพาะ ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างเต็มตัว

ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เผยถึงผลการเยือนจีนอย่างเป็นทางการว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนจำนวนมากมีความสนใจที่จะขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยไม่ได้มองแค่การผลิตเพื่อขายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องการใช้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chain) เพื่อกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนนับหมื่นล้านบาท

เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมอุตสาหกรรมใหม่

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือเรื่องของเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่กำลังเติบโต โดยมีผู้ผลิตสาย Fiber Optic เตรียมเข้ามาลงทุนเพื่อรองรับการเชื่อมต่อระบบ GPU ในไทย สะท้อนชัดว่า ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain ในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นจริง พร้อมกันนี้ยังมีการพูดถึงการใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ในโรงงานแบบอัตโนมัติหรือ Dark Factory ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเน้นย้ำว่าเป็นไปเพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทย ไม่ใช่การเข้ามาแย่งงานคน

  • เร่งพัฒนาบุคลากรช่างซ่อม EV และติดตั้งสถานีชาร์จกว่า 200 คนในปี 2569
  • สนับสนุน SME ไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยี AI เพื่อลดต้นทุนการผลิต
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนยุคใหม่
  • มุ่งเน้นการปฏิภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ไทยกำลังปรับตัวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการซ่อมบำรุงที่ต้องใช้ทักษะบูรณาการมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติ การที่ ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องตัวเลขการลงทุน แต่ยังเป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจะได้อัปเกรดตัวเองเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีที่สำคัญของภูมิภาค

ในมุมมองของเรา นี่คือโอกาสที่ไม่ควรพลาด ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เราไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่มีค่าที่สุดในโลก

ที่มา – ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย “วราวุธ” ชูฮับ Global Value Chain รับคลื่นลงทุนหมื่นล้าน

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยขนสัมภาระฮาเนดะ

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ กำลังกลายเป็นข่าวร้อนในวงการเทคโนโลยีและการบิน สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ (JAL) เตรียมเปิดตัวโครงการนี้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานท่ามกลางกระแสท่องเที่ยวที่พุ่งสูงและสังคมสูงวัย

ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

พนักงานสนามบินฮาเนดะซึ่งเป็นสนามบินหลักที่รองรับผู้โดยสารกว่า 60 ล้านคนต่อปี กำลังเผชิญภาระหนักหน่วงจากการขนย้ายกระเป๋าและสินค้า JAL จึงร่วมมือกับ GMO Internet Group นำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากบริษัท Unitree ของจีนมาทดสอบใช้งานจริงบนลานจอดเครื่องบิน หุ่นยนต์ตัวนี้สูง 130 เซนติเมตร สามารถผลักตู้สินค้าขึ้นสายพาน โบกมือทักทายพนักงาน และทำงานหนักได้โดยไม่เหนื่อยล้า

โครงการนี้จะทดลองไปจนถึงปี 2028 หากสำเร็จอาจติดตั้งถาวร นายโยชิเทรุ ซูซูกิ ประธาน JAL Ground Service กล่าวว่า “หุ่นยนต์จะช่วยลดภาระงานหนักของพนักงาน สร้างประโยชน์มหาศาลให้องค์กร” แต่ย้ำว่าหน้าที่ด้านความปลอดภัยยังคงเป็นของมนุษย์

เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

หุ่นยนต์จาก Unitree เมืองหางโจว สามารถชาร์จไฟทำงานต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง และมีแผนขยายหน้าที่ เช่น การตรวจสอบสินค้าหรือช่วยเหลือผู้โดยสาร นอกจากนี้ GMO AI and Robotics โดยนายโทโมฮิโรุ อุจิดะ ชี้ว่า แม้สนามบินดูทันสมัย แต่เบื้องหลังยังขาดคนอย่างหนัก

  • ผลักดันตู้สินค้าและกระเป๋าได้อย่างแม่นยำ
  • ทนทานต่อสภาพอากาศกลางแจ้ง
  • เรียนรู้จาก AI เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ
  • ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการยกของหนัก

วิกฤตแรงงานญี่ปุ่นเบื้องหลังโครงการนี้

ญี่ปุ่นเผชิญนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักกว่า 7 ล้านคนใน 2 เดือนแรกปี 2026 ขณะที่ประชากรวัยทำงานลดลง คาดต้องการแรงงานต่างชาติ 6.5 ล้านคนภายใน 2040 แต่รัฐบาลถูกกดดันเรื่องผู้อพยพ การใช้หุ่นยนต์จึงเป็นทางออกยั่งยืน ช่วยให้สนามบินฮาเนดะจัดการปริมาณงานได้ดีขึ้น

นอกจากฮาเนดะ โครงการคล้ายๆ นี้กำลังขยายไปยังสนามบินอื่นๆ ในญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมการขนส่ง ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าสนามบินทั่วโลกในอนาคต

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่ญี่ปุ่นนำหน้าโลกในการผสานหุ่นยนต์เข้ากับชีวิตประจำวัน ไม่เพียงแก้ปัญหาแรงงาน แต่ยังยกระดับประสิทธิภาพการบิน คุณคิดว่าหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์ในสนามบินไทยเมื่อไหร่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเทคโนโลยีเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ญี่ปุ่นทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ช่วยงานเคลื่อนย้ายสัมภาระที่สนามบินฮาเนดะ

เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว

เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กลายเป็นภาพที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐฯ ควงหุ่นยนต์สุดล้ำอย่าง Figure 3 มาอยู่เคียงข้างกันในการเปิดงานที่ทำเนียบขาว โครงการนี้ไม่ใช่แค่โชว์เทคโนโลยี แต่ยังเสนอแนวคิดปฏิวัติการศึกษา “ครูหุ่นยนต์” ที่จะเปลี่ยนอนาคตของเด็กๆ ทั่วโลกให้ก้าวทันยุค AI อย่างแท้จริง

เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์: ไฮไลต์สุดประทับใจ

ในวันที่สองของโครงการ “Fostering the Future Together” ณ ทำเนียบขาว นางเมลาเนีย ทรัมป์ ได้ปรากฏตัวพร้อมกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Figure 3 จากบริษัท Figure AI ในแคลิฟอร์เนีย หุ่นยนต์ตัวนี้ไม่ธรรมดาเลยนะครับ มันสามารถพูดได้ถึง 11 ภาษา กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานจากกว่า 40 ประเทศอย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังออกแบบมาเพื่อช่วยงานบ้านอย่างซักผ้า ล้างจาน ทำความสะอาด ทำให้เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กลายเป็นคู่หูที่ลงตัวสุดๆ

งานนี้มีคู่สมรสผู้นำชื่อดังมาร่วมเสวนาโต๊ะกลมด้วย เช่น นางโอเลนา เซเลนสกา จากยูเครน, นางบริจิตต์ มาครง จากฝรั่งเศส และนางซารา เนทันยาฮู จากอิสราเอล ทุกคนมองว่า การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาในชีวิตประจำวันแบบนี้ จะช่วยให้เยาวชนทั่วโลกเข้าถึงการศึกษาที่ดีขึ้น

แนวคิด “ครูหุ่นยนต์” สุดล้ำจากเมลาเนีย

ไฮไลต์ที่ทุกคนพูดถึงคือแนวคิด “ครูหุ่นยนต์” ที่เมลาเนียเสนอขึ้น เธอจินตนาการถึงหุ่นยนต์ชื่อ Plato ที่สอนวิชาคลาสสิก วรรณกรรม และวิทยาศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ ไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยหงุดหงิด ช่วยให้เด็กๆ มีเวลามากขึ้นไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น วาดรูป เล่นดนตรี หรือเล่นกีฬา แทนที่จะนั่งท่องหนังสือทั้งวัน

แนวคิดนี้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังครองทุกวงการ เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จึงไม่ใช่แค่การแสดง แต่เป็นการจุดประกายให้ทุกประเทศหันมาลงทุนด้านการศึกษาดิจิทัล

โครงการ Fostering the Future Together มุ่งสู่อนาคตดิจิทัล

โครงการนี้เน้นสร้างทักษะดิจิทัลและ AI ให้เด็กๆ โดยเมลาเนียเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกัน ทั้งการวิจัย สร้างพันธมิตร และจัดประชุมระดับภูมิภาค เธอยังชูแนวทางหลักๆ เช่น พัฒนาหลักสูตรที่เข้ากับโลกดิจิทัล สนับสนุนกฎหมายเทคโนโลยีการศึกษา และดึงยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Google, OpenAI มาช่วยวางรากฐาน

ประเด็นสำคัญ 4 ด้านที่งานนี้โฟกัส ได้แก่:

  • การใช้ AI ในการศึกษา: ทำให้การเรียนสนุกและ personalize ตามแต่ละคน
  • เครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้: แอปและแพลตฟอร์มที่ช่วยเสริมทักษะ
  • ความฉลาดทางดิจิทัล: สอนเด็กให้ใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย
  • ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์: ป้องกันภัยร้ายจากอินเทอร์เน็ต

เมลาเนียกล่าวปิดท้ายว่า “ขอให้เราช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ สร้างแพลตฟอร์มใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับทุกภาคส่วน ตั้งแต่สื่อ แฟชั่น สาธารณสุข ไปจนถึงความมั่นคง” คำพูดนี้สร้างแรงฮึดให้ทุกคนมุ่งสร้างอนาคตไปด้วยกัน

ในมุมมองของผม แนวคิดเมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นี้มีศักยภาพสูงมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่ Thailand 4.0 ถ้าเรานำครูหุ่นยนต์มาใช้ จะช่วยลดช่องว่างการศึกษาในชนบทได้ดี ลองนึกภาพเด็กบ้านนอกมีครู AI สอนคณิตศาสตร์ 24 ชม. มันจะเปลี่ยนสังคมได้จริงๆ

คุณล่ะ คิดอย่างไรกับ “ครูหุ่นยนต์”? มันจะมาแทนที่ครูมนุษย์ได้ไหม หรือเป็นเครื่องมือเสริม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวล่าสุดด้าน AI กันนะครับ!

ที่มา – “เมลาเนีย ทรัมป์” ควงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว เสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์”

“บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน

“บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน ปั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการอุตสาหกรรมไทยเลยทีเดียว! นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์นอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ลูกค้าหลักอย่าง Tesla Bot, Apple, Samsung และ Huawei จะได้ประโยชน์เต็มๆ จากการผลิตที่นี่

“บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน ปั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติคำขอจาก 5 บริษัทชั้นนำจากจีน ได้แก่ Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission, Beite Technology, Sanhua Intelligent Drives, Tuopu Technology และ Xusheng Group โดยทั้งหมดจะลงทุนรวมกว่า 9,220 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) เช่น โครงร่าง ระบบเคลื่อนไหว ชุดควบคุมข้อต่อแขนและนิ้ว รวมถึงชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูงและระบบส่งกำลังประสิทธิภาพสูง

การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงนำเงินทุนมหาศาลเข้ามา แต่ยังสร้างงานให้แรงงานไทยทักษะสูงกว่า 1,000 ตำแหน่ง และใช้วัตถุดิบในประเทศปีละ 45,000 ล้านบาท ถือเป็นการจุดชนวนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในไทยให้เติบโตอย่างรวดเร็ว

รายละเอียด 5 บริษัทผู้ลงทุน

  • Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission: ผลิต Planetary Roller Screw และ Robot Ball Screw ชิ้นส่วนส่งกำลังความแม่นยำสูงสำหรับระบบขับเคลื่อนหุ่นยนต์ ลงทุน 2,120 ล้านบาท ที่ชลบุรี
  • Beite Technology: ผลิต Planetary Roller Screw สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ลงทุน 1,670 ล้านบาท ที่ชลบุรี และกำลังยื่นโครงการเพิ่ม 3,000 ล้านบาทสำหรับ Robot Ball Screw
  • Sanhua Intelligent Drives: ผลิต Actuator หรืออุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อหุ่นยนต์ ลงทุน 1,800 ล้านบาท ที่ชลบุรี ก่อนหน้านี้เคยลงทุนชิ้นส่วนยานยนต์ให้ BYD, Volvo, Tesla มูลค่า 3,200 ล้านบาท
  • Tuopu Technology: ผลิต Actuator เช่นกัน ลงทุน 930 ล้านบาท ที่ฉะเชิงเทรา และมีโครงการชิ้นส่วนยานยนต์อีก 2 โครงการมูลค่า 3,500 ล้านบาท
  • Xusheng Group: ผลิต Robot Body/Joint/Bone Components หรือโครงร่างหุ่นยนต์จากวัสดุแข็งแรง น้ำหนักเบา ทนสั่นสะเทือน ลงทุน 2,700 ล้านบาท ที่ระยอง

โอกาสทองของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในไทย

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่โตแบบก้าวกระโดด ศูนย์วิจัยคาดว่าตลาดโลกจะพุ่งถึง 200,000 ล้านบาทภายในปี 2573 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 130% ต่อปี โดยปี 2570 จะเป็นจุดเปลี่ยนที่หุ่นยนต์อย่าง Optimus ของ Tesla เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ สามารถเดิน ทำงานซับซ้อนใกล้เคียงมนุษย์

ประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การต่อยอดสู่ชิ้นส่วนหุ่นยนต์จะทำให้เราเป็น New Growth Engine ร่วมกับ EV, เซมิคอนดักเตอร์, ดิจิทัล และชีวภาพ นักลงทุนจีนมองไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตชิ้นส่วนสำคัญเหล่านี้ และคาดว่าจะมีบริษัทอื่นๆ เข้ามาเพิ่มในเร็ววัน

“ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว การลงทุนนี้จะยกระดับทักษะแรงงานไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร และดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีสูงเข้ามาอีกมาก

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาส黃金ที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยั่งยืน หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักร แต่เป็นอนาคตของแรงงานอัจฉริยะ คุณคิดว่าประเทศไทยพร้อมเป็นฮับชิ้นส่วนหุ่นยนต์หรือยัง? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – “บีโอไอ” ไฟเขียว 5 บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีน ลงทุน 9,200 ล้าน ปั้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์

Hyundai เผยโฉม New Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์


ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป เผยโฉม Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่พัฒนาโดยบอสตัน ไดนามิกส์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกภายในงาน CES 2026 ภายใต้แนวคิดการใช้หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์

ในช่วงที่ 1-2 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าบริษัทรถยนต์หลายแห่งได้ทำการวิจัยและพัฒนาการผลิต Humanoid Robot หรือ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่หน้าตาเหมือนกับมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน

ล่าสุด ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป หรือ Hyundai ก็ได้วิจัยและพัฒนา Humanoid Robot ด้วยเช่นกัน โดยภายในงาน CES 2026 ฮุนไดได้โชว์เคสการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI ภายในเครือข่ายคุณค่าของกลุ่มบริษัท (Group Value Network) พร้อมนำเสนอกลยุทธ์ที่ผลักดันการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ AI มาใช้จริงในเชิงพาณิชย์ เพื่อดึงศักยภาพจากการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ และการบูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัยในการดำเนินธุรกิจของฮุนได

Hyundai เผยโฉม New Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์

เปิดตัวหุ่นยนต์ AI รุ่นใหม่ จากบอสตัน ไดนามิกส์

สำหรับ New Atlas อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความฮือฮาภายในงาน CES 2026 คือการปรากฏตัวครั้งแรกของ New Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่โดยบอสตัน ไดนามิกส์ หรือ Boston Dynamics บริษัทในเครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป

โดย Atlas เจนเนเรชั่นใหม่นี้นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการสร้างหุ่นยนต์ที่เข้ามาเสริมความปลอดภัยและช่วยคนทำงานได้จริงในหลากหลายสถานการณ์

ฝึกฝนและขยายขีดความสามารถของหุ่นยนต์ AI ผ่านเครือข่ายกลุ่ม Partnering Human Progress

ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป ยังได้เผยแผนเชิงกลยุทธ์ด้านการเรียนรู้ การฝึกฝน และการขยายขีดความสามารถหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ AI ผ่านเครือข่ายคุณค่าของกลุ่มบริษัทและแนวทางการสร้างโรงงานที่ใช้ซอฟต์แวร์จัดการกระบวนงาน (Software-Defined Factory หรือ SDF)

โดยแนวทาง Software-Defined Factory ของฮุนได จะใช้กลยุทธ์ด้านการผลิตล้ำสมัยและโรงงานอัจฉริยะขั้นสูงที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวตลอดกระบวนการผลิต

พร้อมเดินหน้าสู่สายการผลิตแห่งอนาคต ฮุนได วางแผนจัดการห่วงโซ่ทั้งหมดตั้งแต่การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ AI ไปจนถึงการเรียนรู้ การฝึกฝน และการดำเนินงาน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในหลายมิติ ทั้งการใช้ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ระบบโลจิสติกส์ และซอฟต์แวร์

ฮุนไดกับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในอนาคต

สำหรับงาน CES 2026 ฮุนได ได้จัดนิทรรศการเพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ AI ในโลกจริง ซึ่งผู้เข้าชมบูธได้สัมผัสกับการจำลองแบบอินเทอร์แอกทีฟที่แสดงสภาพแวดล้อมการทำงานและชีวิตประจำวันที่นำหุ่นยนต์ AI มาใช้งานได้ และการโชว์การวิจัยด้านหุ่นยนต์ของฮุนได

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจเทคโนโลยีได้อย่างเห็นภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสาธิตหุ่นยนต์ AI หลากหลายรูปแบบ และการปรากฏตัวของ Atlas, Spot และ MobED ทุกชั่วโมง พร้อมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับขีดความสามารถของหุ่นยนต์แต่ละตัว

การที่ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป ให้ความสำคัญกับการพัฒนา หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งน่าจับตามองว่าในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นหุ่นยนต์เหล่านี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นแค่ไหน

ที่มา – Hyundai เผยโฉม New Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พร้อมนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เร็วๆ นี้

Scroll to top