ห้วยตามาเรีย

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

“นายกฯ อนุทิน” ยกมือปาดน้ำตา ขณะเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี หลังได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการบนยอดภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดลอบสังหารบุคคล บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งของการพูดคุย นายกฯ อนุทิน มีอาการตาแดง และยกมือขึ้นปาดน้ำตาขณะรับฟังอาการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารกล้าเหล่านั้น ท่านนายกฯ ได้กล่าวให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บว่า หลังจากการรักษาจนหายดีแล้ว ก็ให้กลับไปรับราชการเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่นายกรัฐมนตรีมีต่อทหารและผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

เหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจในเรื่องของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยมากยิ่งขึ้น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุอันตรายต่างๆ ยังคงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

การที่ นายกฯ อนุทิน เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การให้กำลังใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ให้มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ การที่ นายกฯ อนุทิน แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความรู้สึกและความห่วงใยที่ท่านมีต่อทหารกล้า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของประชาชน

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสียสละของทหารและผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยต่างๆ มากมาย เพื่อปกป้องความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชน เราควรให้ความสำคัญและสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

นายกฯ อนุทิน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา ขณะเยี่ยมทหาร นับเป็นภาพที่สะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ ที่มีความห่วงใยและเสียใจต่อเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวของพวกเขา เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อแสดงความขอบคุณและความเคารพต่อความเสียสละของพวกเขา

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ การที่ผู้นำประเทศแสดงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความรู้สึกของประชาชน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การกระทำของ นายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นผู้นำที่เข้าถึงประชาชนและมีความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความเสียใจที่ผู้นำประเทศมีต่อทหารกล้าและประชาชน การให้กำลังใจและการสนับสนุนแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้

ผมคิดว่าการที่ผู้นำแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขามีคนที่เข้าใจความรู้สึกของพวกเขา

ที่มา – กลั้นไม่อยู่ “นายกฯ อนุทิน” ปาดน้ำตาขณะเยี่ยมทหารบาดเจ็บจากเหตุเหยียบระเบิด (คลิป)

TMAC ประณามกัมพูชา มุ่งทำร้ายทหารไทย!

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ประณามกัมพูชา วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 หวังทำร้ายทหารไทย พร้อมไล่ไทม์ไลน์ชี้ชัด เป็นระเบิดใหม่ ทำลายลวดหนามแนวเขตไทย และลักลอบเข้ามาวาง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เปิดเผยถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนที่จะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิดวางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางบริเวณเส้นทางลาดตระเวนถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่างเข้าพิสูจน์ทราบและซ่อมแซมแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเป็นเหตุให้กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด

พ.อ.ศิวะ เผยต่อไปว่า หลังจากเกิดเหตุหน่วยในพื้นที่ได้ประสานขอรับการสนับสนุนชุดตรวจค้นหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) จากสถานีตำรวจภูธรบึงมะลู และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ จากหลักฐานที่ปรากฏพบร่องรอยหลุมระเบิดและเศษชิ้นส่วนระเบิดที่ทำงานแล้ว ซึ่งสามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ยังไม่ทำงานอยู่บริเวณใกล้เคียงกับหลุมระเบิดอีก 3 ทุ่น เป็นการลอบวางใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งทำร้ายกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำและหวังก่อให้เกิดความสูญเสียต่อฝ่ายไทย

การกระทำของฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ ปรากฏชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสันติภาพดังกล่าว รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการลอบโจมตีกำลังพลฝ่ายไทยด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ และทำลายความหมายที่แท้จริงของคำว่าสันติภาพของภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มุ่งคุกคามฝ่ายไทย และรุกล้ำอาณาเขตของไทยอย่างชัดเจนเสมอมาด้วยการใช้อาวุธทุ่นระเบิด และมีเจตนามุ่งหมายที่จะไม่ยุติความขัดแย้งระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาอย่างที่แสดงออกในเวทีโลก

“ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่แสดงออกถึงความไม่จริงใจในการร่วมกันแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และเป็นอุปสรรคสำคัญอันจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในภูมิภาค รวมทั้งเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อทุกประเด็นที่กัมพูชาเคยให้คำมั่นในปฏิญญาต่อประชาคมโลก ทั้งระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ”

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน และยังคงเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค การกระทำนี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่กัมพูชาเคยให้ไว้กับประชาคมโลก

ทำไม TMAC จึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ เนื่องจากเป็นการกระทำที่จงใจมุ่งร้ายต่อทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพที่ทั้งสองประเทศเคยลงนามร่วมกัน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ และจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคในระยะยาว การกระทำใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือสร้างความตึงเครียดควรถูกหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

“ทหารเหยียบระเบิด”: กองทัพบก” ยันลอบวางใหม่

ทหารเหยียบระเบิด” ที่ห้วยตามาเรีย กองทัพบกยืนยันเป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการละเมิดปฏิญญาร่วม และแสดงความเป็นปรปักษ์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมถึงกรณี กำลังพลประสบเหตุทหารเหยียบระเบิด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า จากรายงานล่าสุด พบว่ามีกำลังพลได้รับบาดเจ็บรวม 4 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด
  • พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด
  • พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา
  • พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด

ขณะนี้ทุกนายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว พลตรี วินธัย กล่าวต่อว่า กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนจะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา

โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิด วางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่าง เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุกำลังพลทหารเหยียบระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นายข้างต้น

หลังจากเกิดเหตุ เวลาประมาณ 15.50 น. หน่วยในพื้นที่ได้จัดกำลังร่วมกับชุดตรวจค้น นปท.3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยตรวจพบรายละเอียดดังนี้

  1. หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 ซม. ลึก 18 ซม. จำนวน 1 หลุม
  2. ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง
  3. ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร

จากหลักฐานที่ปรากฏ จึงสรุปได้ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่างๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง.

กองทัพบกยืนยันเหตุทหารเหยียบระเบิดเป็นการลอบวางใหม่

เหตุการณ์ ทหารเหยียบระเบิด ที่ห้วยตามาเรียนี้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นในกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนเป็นอย่างมาก การลอบวางระเบิดในลักษณะนี้ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล และเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน และเร่งรัดการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน การวางทุ่นระเบิด เป็นการกระทำที่สร้างความหวาดกลัว และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝั่ง การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก แต่การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีต่างหาก ที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยัน “ทหารเหยียบระเบิด” ห้วยตามาเรีย เป็นการลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง!

เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังเกิดเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิด ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จนขาขาดเป็นรายที่ 7 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารีว่าเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้า เมื่อกำลังพลเหยียบกับระเบิดในบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บถึง 2 นาย คือ จ.ส.อ. เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ซึ่งมีอาการข้อเท้าขวาขาด และ พลฯ วชิระ พันธนา ซึ่งมีอาการแน่นหน้าอกจากการถูกแรงอัด ปัจจุบันทั้งสองนายได้รับการส่งตัวโดยอากาศยานเพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์แล้ว ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ได้ทำการโพสต์ภาพพร้อมข้อความที่ระบุว่า “ด่วนที่สุด สันติภาพไม่มีอยู่จริง ทหารไทยเหยียบกับระเบิด พื้นที่ห้วยตามาเรีย บาดเจ็บ 2 นาย ปัจจุบันกำลังนำตัวออกจากพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา รายละเอียดอื่นๆ จะแจ้งให้ทราบต่อไป”

ข้อความนี้ได้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว และมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์และความคิดเห็นดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลายคนหันกลับมาพิจารณาถึงความหมายและความเป็นไปได้ของสันติภาพในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง การสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดจากการเหยียบกับระเบิดเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงความยากลำบากในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

สันติภาพที่แท้จริงคืออะไร?

คำถามที่เกิดขึ้นคือ สันติภาพไม่มีอยู่จริง อย่างที่กองทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวไว้จริงหรือไม่ หรือว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่อง? การแสวงหาสันติภาพอาจเป็นกระบวนการที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่การยอมแพ้ต่อความยากลำบากก็หมายถึงการยอมจำนนต่อความรุนแรงและความขัดแย้ง

การสร้างสันติภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา การสร้างความไว้วางใจ และการเจรจาอย่างสันติ การใช้ความรุนแรงอาจเป็นทางออกที่รวดเร็ว แต่ไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งก็เป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ต้องการความช่วยเหลือทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและให้โอกาสแก่ทุกคนเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสันติภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารที่เหยียบกับระเบิดเป็นเครื่องเตือนใจว่าสันติภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความมุ่งมั่นและความเสียสละ การร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อให้ไม่มีใครต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความสูญเสียเช่นนี้อีกต่อไป

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การรักษาสันติภาพจึงเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย การสร้างความเข้าใจ การเจรจา และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่สังคมที่สงบสุขและยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – เพจกองทัพภาคที่ 2 ชี้สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังทหารเหยียบระเบิด ขาขาดรายที่ 7

กองทัพภาคที่ 2 พบโดรนบิน 28 ลำ บริเวณชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนล่าสุด พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝั่งกัมพูชา โดยมีการตรวจพบ กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ นับเป็นจำนวนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

จากการรายงานเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พบว่ามีการบินของโดรนในบริเวณพื้นที่สำคัญต่างๆ ดังนี้ บริเวณปราสาทพระวิหารและโดนตวล พบ 12 ลำ, บริเวณปราสาทตาควาย 15 ลำ และบริเวณช่องสายตะกู 1 ลำ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ

สถานการณ์ปัจจุบัน กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง กองทัพไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ

นอกเหนือจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจากคณะมิตรประชา 01 มีนบุรี เพื่อนำไปช่วยเหลือและสนับสนุนกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 จังหวัดสุรินทร์

ในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดโครงการ “วัฒนธรรม ฟื้นฟูหัวใจ สร้างกำลังใจพี่น้องชายแดนศรีสะเกษ” เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยมีกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจและความสามัคคีในชุมชน

การแจ้งเตือนข่าวสารที่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ ทำให้ต้องมีการแจ้งเตือนและขอความร่วมมือจากประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการจากส่วนราชการเท่านั้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา

การตรวจพบโดรนจำนวนมากบริเวณชายแดนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องของกองทัพไทย เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ เป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบโดรนบินหลายพื้นที่ บริเวณชายแดน รวม 28 ลำ

Scroll to top