องค์กรอาชญากรรม

เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก

เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับคดีการลักลอบขนยาเสพติดไปต่างประเทศ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวโยงกับลูกเรือและนักท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดทางหน่วยงานรัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในประเด็น เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้บานปลายไปมากกว่าเดิม

เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อลากคอตัวการใหญ่ ซึ่งแม้ปัจจุบันผู้บงการจะหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว แต่เครือข่ายบางส่วนยังคงแฝงตัวอยู่ในประเทศไทย การดำเนินการในเรื่องนี้ถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการเตือนภัยสังคมเกี่ยวกับเรื่องการรับจ้างหิ้วของ

อันตรายจากการรับจ้างหิ้วของที่ไม่รู้ที่มา

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือการที่บุคคลทั่วไป นักศึกษา หรือแม้แต่พนักงานสายการบิน หลงเชื่อรับจ้างหิ้วสินค้าไปต่างประเทศโดยไม่รู้ตัวว่าภายในแอบซ่อนยาเสพติดไว้ ซึ่งท่านเลขาฯ ป.ป.ส. ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก ทั้งในแง่ของกฎหมายยาเสพติด และกฎหมายศุลกากรที่ระบุชัดเจนว่าการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าหรือส่งออกสินค้าโดยไม่สำแดงมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีเลยทีเดียว

  • การรับจ้างหิ้วของอาจนำพาคุณไปสู่คุกโดยไม่รู้ตัว
  • โทษตามกฎหมายศุลกากรมีความรุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด
  • อย่าเห็นแก่เงินค่าจ้างเพียงน้อยนิดจนเอาชีวิตไปเสี่ยง

ในฝั่งของทางด้านกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ได้สั่งการให้ AOT เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบภายในสนามบิน ทั้งการสุ่มตรวจกระเป๋า การห้ามลูกเรือประกอบอาชีพเสริมรับจ้างหิ้วของ และการนำสุนัข K9 มาช่วยดมกลิ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง แม้มาตรการนี้จะทำให้เกิดความล่าช้าบ้างในการเดินทาง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

การที่ เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีมากสำหรับประชาชนทุกคน ในยุคที่โลกออนไลน์ทำให้การหิ้วของข้ามประเทศดูเป็นเรื่องง่ายและน่าทำกำไร จนหลายคนมองข้ามความเสี่ยงด้านกฎหมายไป สิ่งสำคัญคือ “ความไม่รู้” ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้ หากวันหนึ่งคุณบังเอิญกลายเป็น “ม้าขนยา” โดยไม่ตั้งใจ ชีวิตของคุณอาจพังทลายลงในพริบตา ดังนั้น ก่อนจะรับหิ้วอะไรให้ใคร คิดให้รอบคอบและตรวจสอบให้แน่ใจเสมอก่อนจะกลายเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรข้ามชาติ

ที่มา – เลขาฯ ป.ป.ส. ลั่นเร่งล่าตัวการใหญ่คดีขนยา เตือนสายหิ้วโทษหนัก ด้าน “รุทธพล” ส่ง K9 คุมเข้ม

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการยุติธรรมและสิทธิพลเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะในบราซิลที่เต็มไปด้วยปัญหาความรุนแรงและการทุจริต

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาบราซิลมีคำพิพากษาสุดเด็ดขาด ตัดสินจำคุกโดมิงโกส อินาซิโอ บราเซา และชูเอา ฟรานซิสโก อินาซิโอ บราเซา สองพี่น้องนักการเมือง คนละ 76 ปี จากความผิดฐานเป็นผู้บงการสั่งฆ่ามาเรียลล์ ฟรังโก นักเคลื่อนไหวข้ามเพศและสมาชิกสภาเมืองริโอเดจาเนโร เมื่อ 8 ปีก่อน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในปี 2561 เมื่อคนร้ายขับรถประกบยิงรถของฟรังโก ทำให้เธอและคนขับรถ แอนเดอร์สัน โกเมส เสียชีวิตทั้งคู่ ฟรังโกเป็นผู้หญิงผิวดำและไอคอนของชุมชน LGBTQ+ ในบราซิล เธอต่อสู้เพื่อสิทธิชนชั้นล่าง โดยเฉพาะการคัดค้านโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนยากจน ซึ่งกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลมืด

รายละเอียดคดีและหลักฐานสำคัญ

ผู้พิพากษาทั้ง 4 ท่านตัดสินเป็นเอกฉันท์ว่าพี่น้องบราเซาเห็นฟรังโกเป็นภัยคุกคามต่อธุรกิจของตน ผู้พิพากษาอเล็กซานเดร เดอ โมราเอส ระบุชัดว่าพวกเขา “ไม่ใช่แค่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มมาเฟีย แต่คือมาเฟียเอง” คาร์เมน ลูเซีย ผู้พิพากษาหญิงคนเดียวในคณะ เรียกกระบวนการนี้ว่า “ความบอบช้ำทางจิตวิญญาณ” และตั้งคำถามว่า “บราซิลจะปล่อยให้มีมาเรียลล์อีกกี่คนที่ต้องตาย?”

  • ไทม์ไลน์คดี: ปี 2561 เกิดเหตุฆาตกรรม
  • ปี 2567 ตำรวจรอนนี เลสซา สารภาพเป็นมือยิง จำคุก 78 ปี 9 เดือน เอลซิโอ เดอ เควรอซ คนขับรถ จำคุก 59 ปี 8 เดือน
  • เลสซาซัดทอดพี่น้องบราเซา ทำให้จับกุมได้
  • 2569 ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 76 ปี

อานิเอเล ฟรังโก น้องสาวของมาเรียลล์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ โพสต์อินสตาแกรมยกย่อง “นี่คือการให้เกียรติความทรงจำของมาเรียลล์และแอนเดอร์สัน หลังต่อสู้ 8 ปีเพื่อความยุติธรรม”

บริบทสังคมและผลกระทบในบราซิล

คดีศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ เปิดโปงความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองกับองค์กรอาชญากรรมในริโอเดจาเนโร ชุมชนฟาเวลาเต็มไปด้วยความยากจนและอิทธิพลมาเฟีย ฟรังโกในวัย 38 ปี เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิ LGBTQ+ ผู้หญิงผิวดำ และคนยากจน การตายของเธอจุดชนวนประท้วงทั่วประเทศ สะท้อนปัญหาความรุนแรงต่อนักเคลื่อนไหว

บราซิลมีอัตราความรุนแรงสูง โดยเฉพาะต่อกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งถูกฆ่ากว่า 400 คนต่อปี คดีนี้เป็นชัยชนะของระบบยุติธรรมที่ล่าช้าแต่ยืนยันความจริง ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้ประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย ที่เผชิญปัญหาการเมืองมืดและสิทธิพลเมือง การปกป้องนักเคลื่อนไหวต้องเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิด “มาเรียลล์คนต่อไป”

คดีนี้แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมอาจช้าแต่ไม่เคยหลับใหล มันเป็นแรงบันดาลใจให้เราต่อสู้เพื่อสังคมที่เท่าเทียม ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรมปู่ซิดนีย์

ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน สร้างความตกใจให้กับสังคมออสเตรเลียและทั่วโลก เมื่อชายชราวัย 85 ปีตกเป็นเหยื่อของแก๊งอาชญากรที่บุกจู่โจมบ้านพักในย่านนอร์ทไรด์ ซิดนีย์ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การลักพาตัวธรรมดา แต่เป็นคดีที่เกิดจากการ “ผิดตัว” ซึ่งตำรวจยืนยันว่าเป้าหมายจริงคือครอบครัวที่เชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรม

ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ว่าตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ได้จับกุมชายวัย 24 และ 29 ปี ในฐานะผู้ต้องสงสัยหลักของคดีนี้ การจับกุมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงวันเดียวหลังพบชิ้นส่วนศพของนายคริส แบกซาเรียน หรือ “ปู่ซิดนีย์” บริเวณใกล้สนามกอล์ฟในย่านชานเมืองพิตต์ทาวน์ ผู้ต้องหาทั้งสองถูกนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจนอร์ทไรด์ แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ลักพาตัวปู่ซิดนีย์

  • 13 ก.พ. 2569: บ้านพักในย่านนอร์ทไรด์ถูกบุกจู่โจมตอนรุ่งสาง นายแบกซาเรียนถูกดึงตัวออกจากเตียงในสภาพอ่อนแอ
  • ช่วงหลังลักพาตัว: ตำรวจนายขอร้องให้คนร้ายปล่อยตัว เนื่องจากปู่มีปัญหาสุขภาพ ต้องกินยาทุกวัน
  • วันจันทร์: พบศพใกล้สนามกอล์ฟ หลังตามรอยรถถูกเผา 2 คันและบ้านร้างในย่านดูรัล
  • 25 ก.พ.: จับผู้ต้องสงสัย 2 คนภายใน 24 ชั่วโมง

วิดีโอที่แพร่กระจายบนโซเชียลมีเดียแสดงภาพปู่ซิดนีย์ในสภาพบาดเจ็บสาหัส ครอบครัวของเขาเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ฝันร้ายที่เหลือเชื่อ” ตำรวจยืนยันว่าปู่และครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกใต้ดินเลย ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมแก๊งอาชญากรถึงเลือกผิดเป้า

สาเหตุเบื้องหลังคดีลักพาตัวผิดคนในซิดนีย์

คดี ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน สะท้อนปัญหาใหญ่ในซิดนีย์ที่องค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่หันมาใช้วิธีจ้าง “มือปืนรับจ้าง” หรือบุคคลภายนอกแทนลูกน้องตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยง หนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald ชี้ว่าคดีแบบนี้เพิ่มขึ้น โดยปีที่แล้วมีช่างประปาวัย 23 ปีถูกยิงเสียชีวิตที่คอนเดลล์พาร์ก คดีที่คล้ายกันเป๊ะ

  • เครือข่ายยาเสพติดและการพนันผิดกฎหมายกำลังขยายตัว
  • การจ้าง outsider ทำให้เกิดความผิดพลาดบ่อย
  • ตำรวจต้องใช้เทคโนโลยีติดตามรถและ CCTV ในการสืบสวน

เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่าการชันสูตรศพกำลังดำเนินการ เพื่อยืนยันตัวตนและสาเหตุการตายอย่างแน่ชัด ขณะนี้ทีมสืบสวนกำลังขุดคุ้ยเส้นใยของผู้ต้องสงสัยทั้งสอง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับแก๊งใหญ่

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของอาชญากรรมจัดระเบียบที่ลุกลามไปถึงคนบริสุทธิ์ สังคมซิดนีย์กำลังจับตาการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมต่างประเทศ แนะนำให้ติดตามเพื่ออัปเดตข้อมูลและป้องกันตัวเองจากสถานการณ์คล้ายๆ กัน คิดเห็นของคุณเกี่ยวกับคดีนี้คืออะไร? แชร์ในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – ออสเตรเลียจับแล้ว 2 คดีฆาตกรรม“ปู่ซิดนีย์” หลังลักพาตัวผิดคน

ตร.ไซเบอร์ยึดทรัพย์ “เฉิน จื้อ” เพิ่ม 350 ล้าน


ตำรวจไซเบอร์แถลงปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ขยายผล Prince Group เครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม ยึดทรัพย์เพิ่มกว่า 350 ล้านบาท! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

ตร.ไซเบอร์ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการแถลงข่าวปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ซึ่งเป็นการขยายผลเครือข่าย Prince Group ของ “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม โดยสามารถยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมได้อีกกว่า 350 ล้านบาท

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2566 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนคดีที่เชื่อมโยงกันหลายคดี ซึ่งเป็นกรณีผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนในลักษณะ Hybrid Scam หรือ Pig Butchering Scam โดยคนร้ายจะสุ่มติดต่อประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ชักชวนพูดคุยให้เกิดความเชื่อใจ แล้วสอนการลงทุนเทรดคริปโตเคอเรนซี อ้างว่าได้ผลกำไรดี จากนั้นหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีม้า เพื่อแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินสกุลดิจิทัล โอนเข้าแอปเทรดเหรียญดิจิทัลปลอม

คดีของ สน.ศาลาแดง ที่ 452/2565 นำไปสู่ปฏิบัติการ “Trust No One” EP.1–5 ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนพร้อมเครือข่าย ยึดทรัพย์ได้กว่า 2,000 ล้านบาท และเฉลี่ยทรัพย์คืนเงินผู้เสียหายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ต่อมาในปี 2567 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนขยายผลคดีของ สน.ดินแดง ที่ 462/2564 พบว่าปลายทางของเส้นทางการเงินถูกนำไปฟอกเงินด้วยระบบการเงินใต้ดิน และพบว่าหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการเป็นกลุ่มชาวจีนและชาวจีนสัญชาติพม่า โดยเป็นผู้จ้างวานเพื่อจดทะเบียนบริษัทนอมินี และนำข้อมูลบริษัทไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินจากการกระทำความผิด แล้วนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้มาแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล โอนต่อไปหลายลำดับเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ปฏิบัติการ “The Purge” และการขยายผลสู่เครือข่าย “เฉิน จื้อ”

ตำรวจพบหลักฐานทางการเงินที่ไม่สัมพันธ์กับฐานะของเจ้าของบัญชี และมีพยานหลักฐานบ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม พบว่าบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการหลอกลวง การพนันออนไลน์ หรือยาเสพติด นำไปสู่ปฏิบัติการ “The Purge” จับกุมชาวจีนพร้อมเครือข่าย ตรวจยึดเงินสด 80 ล้านบาท พร้อมทรัพย์สินอื่นๆ รวมกว่า 250 ล้านบาท สืบสวนจนพบความเชื่อมโยงไปยังเครือข่าย “เฉิน จื้อ” (Chen Zhi)

พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า ตำรวจไซเบอร์ได้ขยายผลกรณีดังกล่าว เพื่อหาผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงคดีอาญาของ สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี ที่ 727/2564 รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้แล้ว (75 คน) และตรวจพบทรัพย์สินที่คาดว่าได้มาจากการกระทำผิดอีกจำนวนมาก จึงได้ประสานงานกับ ปปง. ออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว

ต่อมา ตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการ “The Purge 2” เข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ 4 จุด ได้แก่

  • ห้องพัก 2 ห้อง ในคอนโดหรู ซอยสุขุมวิท 61 แยก 1
  • บ้านพักมูลค่ากว่า 38 ล้านบาท ในหมู่บ้านหรู ย่านพระราม 9
  • ห้องพักในคอนโดหรู ย่านพร้อมพงษ์ ซอยสุขุมวิท 26
  • ห้องพักในคอนโดหรู ในซอยต้นสน

ผลการตรวจค้น สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินต่างๆ อาทิ ห้องพัก (อสังหาริมทรัพย์ มูลค่ารวมกว่า 166 ล้านบาท), ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ (102,900 ดอลลาร์), ธนบัตรจีน (55,000 หยวน), กระเป๋าแบรนด์เนม (33 ใบ), รองเท้า Louis Vuitton (3 คู่), รถยนต์ Toyota Alphard (1 คัน), นาฬิกาหรู (2 เรือน), สมุดบัญชีธนาคาร (10 เล่ม), อุปกรณ์บันทึกภาพกล้องวงจรปิด (3 เครื่อง), อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณ (1 เครื่อง), เมมโมรีการ์ด (2 อัน), โทรศัพท์มือถือ (4 เครื่อง), คอมพิวเตอร์ (2 เครื่อง), อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก (5 เครื่อง) และเอกสารสำคัญต่างๆ รวมทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมด รวมมูลค่ากว่า 350 ล้านบาท

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งมียอดเงินหมุนเวียนในเครือข่ายสูงกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างการเร่งสืบสวนขยายผล หากตรวจสอบแล้วพบพยานหลักฐานว่าทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด ก็จะตรวจยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาเฉลี่ยทรัพย์คืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป

การขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” และการยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมกว่า 350 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน ตร.ไซเบอร์ ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม

กมธ.กฎหมายฯ สว. ชี้ได้ข้อมูลดีทั้งเรื่องสแกมเมอร์-สตช.

คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ สว. เผยได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์-สตช. หลังจากการเชิญ “บิ๊กโจ๊ก” เข้าชี้แจงข้อมูลสำคัญ

ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหลังจากการเชิญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้าให้ข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสแกมเมอร์-สตช. ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะต้องดำเนินการกวาดล้างภายในองค์กรให้สะอาดและโปร่งใส

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.45 น. ณ รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา ได้เชิญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, สแกมเมอร์ และเว็บพนัน โดยใช้เวลาในการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ในฐานะประธาน กมธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องของการปราบปรามสแกมเมอร์ รวมถึงกระแสข่าวที่กล่าวหาว่า สตช.เป็นองค์กรอาชญากรรม กมธ. ได้รับแนวทางที่เป็นประโยชน์ว่าใครเกี่ยวข้องอย่างไร และถือเป็นหน้าที่ของวุฒิสภาในการส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังผู้บริหารประเทศเพื่อดำเนินการต่อไป

กมธ.กฎหมายฯ สว. ชี้ได้ข้อมูลดีทั้งเรื่องสแกมเมอร์-สตช.

“บิ๊กโจ๊ก” ย้ำ สตช. ต้องกวาดบ้านให้สะอาดโปร่งใส

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า บรรยากาศในการให้ข้อมูลครั้งนี้แตกต่างจากการชี้แจงต่อ กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อรองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ. เพราะวันนี้เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมือง เพื่อส่งต่อถึงผู้บริหารประเทศเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา โดยขั้นตอนต่อไปคือ ประธาน กมธ. จะนำไปสรุปรายละเอียดและนำเสนอตามหน้าที่ ส่วนกรณีองค์กรอาชญากรรมที่ตนได้ระบุไปนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้องค์กรตำรวจได้ทำการแก้ไขปรับปรุง จะไม่ยอมให้คนเพียง 200 กว่าคน มาทำให้คน 2 แสนกว่าคนต้องเสียหาย และได้กล่าวเน้นย้ำว่า สตช. ต้องไปแก้ไขให้ตรงจุด ทำให้โปร่งใสในทุกคดี ทั้งคดีเว็บพนัน และคดีของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. สงขลา พรรคกล้าธรรม ถือเป็นเรื่องที่สังคมต้องติดตามว่าเหตุใด ทั้งสแกมเมอร์ และเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงบัญชีม้ายังคงมีอยู่ เหตุใดจึงสามารถยึดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ได้เพียง 31 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ สตช. จะต้องบูรณาการทุกส่วน และทำความจริงให้ปรากฏและโปร่งใสต่อสังคม

ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ สแกมเมอร์-สตช.

การให้ข้อมูลของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในครั้งนี้ ทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบถึงข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเกี่ยวกับปัญหาสแกมเมอร์-สตช. ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรตำรวจ การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาภายในองค์กร ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ สตช. เป็นองค์กรที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของการปราบปรามสแกมเมอร์: สแกมเมอร์เป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก การปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
  • การแก้ไขปัญหาภายใน สตช.: การที่มีบุคคลากรใน สตช. เข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ทำให้องค์กรเสื่อมเสียชื่อเสียง การแก้ไขปัญหาภายในองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน
  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: ความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงานของ สตช. เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

การที่คณะกรรมาธิการได้รับข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์-สตช. ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการปรับปรุงองค์กรตำรวจให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น การติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของ สตช. อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการแก้ไขปัญหาจะดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การที่ สตช. กล้าที่จะเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการแก้ไขปัญหาภายในองค์กรแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการปรับปรุงองค์กรตำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – กมธ.กฎหมายฯ สว. ชี้ได้ข้อมูลดีทั้งเรื่องสแกมเมอร์-สตช. หลังเชิญ “บิ๊กโจ๊ก” แจง

“บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” ยึดทรัพย์แค่ 31 ล้าน?

ประธานกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรม วุฒิสภา ได้รับข้อมูลดีเรื่องปราบปรามสแกมเมอร์และปัญหาในองค์กร สตช. ด้าน “บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” ยึดทรัพย์ได้แค่ 31 ล้านบาท

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา เชิญ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สแกมเมอร์และเว็บพนัน โดยใช้เวลาประชุมกว่า 2 ชั่วโมง โดย พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ในฐานะประธาน กมธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับข้อมูลที่ดีทั้งเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ รวมถึงกระแสข่าวที่กล่าวหาว่า สตช. เป็นองค์กรอาชญากรรม กมธ.ได้รับแนวทางที่ดีว่า ใครเกี่ยวข้องอย่างไร และเป็นหน้าที่ของวุฒิสภาในการส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังผู้บริหารประเทศต่อไป

ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้บรรยากาศไม่เหมือนกับคราวที่ไปชี้แจง กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ. เพราะวันนี้เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมือง เพื่อส่งต่อถึงผู้บริหารประเทศเพื่อเร่งแก้ปัญหา ต่อไปเป็นขั้นตอนที่ประธาน กมธ. จะนำไปสรุปรายละเอียดและนำเสนอตามหน้าที่

กรณีองค์กรอาชญากรรมที่ตนระบุเพื่อต้องการให้องค์กรตำรวจได้แก้ไข จะไม่ยอมให้คน 200 กว่าคน มาทำให้คน 2 แสนกว่าคนต้องเสียหาย และบอกไปแล้วว่า สตช.ต้องไปแก้ให้ตรงจุด ทำให้โปร่งใสในทุกคดี ทั้งคดีเว็บพนัน และคดีของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ถือเป็นเรื่องที่สังคมต้องติดตาม

“บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” ยึดทรัพย์ได้แค่ 31 ล้านบาท

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ได้ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีของนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยึดทรัพย์สินที่ทำได้เพียง 31 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยในวงกว้าง

ทำไมต้องจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์”?

เหตุผลสำคัญที่ “บิ๊กโจ๊ก” แนะนำให้จับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” นั้น เป็นเพราะคดีนี้มีความเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่ในสังคมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสแกมเมอร์ เว็บพนันออนไลน์ และบัญชีม้า ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หากการดำเนินการกับผู้กระทำผิดไม่เป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้ปัญหาเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไป

“บิ๊กโจ๊ก” ยังเน้นย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต้องเร่งแก้ไขปัญหาภายในองค์กรให้ตรงจุด และสร้างความโปร่งใสในทุกคดีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชน และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างยุติธรรม

เรื่องที่สังคมต้องติดตามคือเหตุใด ทั้งสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงบัญชีม้ายังมีอยู่ เหตุใดจึงยึดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ได้เพียง 31 ล้านบาทเท่านั้น เป็นเรื่องที่ สตช.ต้องไปบูรณาการทุกส่วน และทำความจริงให้ปรากฏและโปร่งใสต่อสังคม

การที่ “บิ๊กโจ๊ก” ออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และความต้องการที่จะเห็นการทำงานของตำรวจเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ประเด็นเรื่องการยึดทรัพย์สินได้เพียง 31 ล้านบาทใน คดี “ชนนพัฒฐ์” เป็นเรื่องที่น่าสงสัยและควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย รวมถึงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การที่ทรัพย์สินที่ยึดได้มีมูลค่าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ อาจบ่งชี้ถึงความซับซ้อนของการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการซ่อนทรัพย์สินที่อาจต้องมีการสืบสวนเพิ่มเติม

ดังนั้น การติดตาม คดี “ชนนพัฒฐ์” อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส และเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย

นอกจากนี้ การที่ “บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตา คดี “ชนนพัฒฐ์” ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ที่กระทำผิดในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้การยึดทรัพย์สินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมเหล่านี้ได้

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” แนะจับตาคดี “ชนนพัฒฐ์” ข้องใจยึดทรัพย์ได้แค่ 31 ล้านบาท

ผบ.ตร. ลั่น! “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ” ผบ.ตร. เปิดใจดราม่าองค์กรตำรวจ ลั่น “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน บอกตำรวจรับเงินซื้อขายตำแหน่ง “โง่สุดๆ” ขู่ฟันไม่เลี้ยง หากมีหลักฐาน

วันที่ 18 พ.ย. 68 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ในฐานะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเหมือนหลุมระเบิด มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเราทำงาน เรามีความใกล้ชิดกฎหมาย ถือกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจจะไปกระทบกระทั่งกับคนที่ไม่เห็นด้วย หรือเห็นต่าง หรือกระทำผิด และอาจใช้โอกาสที่เห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเรื่องที่ดำเนินการเรื่องต่างๆ อยู่ และหยิบไปให้รายละเอียด แต่ไม่ครบ ซึ่งอาจทำให้คนเชื่อ โดยที่ยังได้รับข้อมูลไม่ครบ และเผยแพร่ต่อ และผู้ฟังก็มองว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ดี

ส่วนกรณีที่มีคนด้อยค่าตัวเอง ว่าเป็นลิเก เดินไปเดินมานั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ บอกว่า ผมเป็นตำรวจ คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมเติบโตมาเป็นตำรวจ และทุกวันนี้ก็ยังเป็นตำรวจ ถ้าจำความได้ไม่เคยเล่นลิเกเลย ซึ่งลิเกก็จะเป็นเรื่องบทละคร ผู้แสดงก็มีหน้าที่ให้ความสุขกับคนที่มานั่งดู แต่ตนเป็นข้าราชการตำรวจ มีหน้าที่ทำงาน ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ตนก็พยายามยืนหยัดปกป้ององค์กร และพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการปรับ mindset เราทำหน้าที่บริการ และอำนวยความสะดวก บังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรม สิ่งที่ตนพูดไม่ใช่ลิเก แต่การเป็น ผบ.ตร. ตนคิด แนะนำ สั่งการ บอกให้ทำ หน่วยปฏิบัติก็ทำตาม นั่นคือนโยบาย

ส่วนที่มีการพูดว่า ตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจทั้งหมดรู้สึกไม่ดีกับคำพูดที่ว่าเราเป็นองค์กรอาชญากรรม หลายหน่วยก็มีการออกมาปฏิญาณตน ยืนยันตนเอง บางเรื่องก็มีการฟ้องร้องกัน ผมอยากจะบอกว่า องค์กรนี้ ผมมั่นใจว่าตั้งแต่ที่ผมรักษาการ จนเป็น ผบ.ตร. ผมยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และดูแลข้าราชการตำรวจ ที่เหมือนครอบครัว ส่วนข้าราชการตำรวจคนใดที่มีพฤติกรรมแอบแฝงอยู่ ถ้ามีหลักฐานก็ต้องดำเนินการ ขอย้อนกลับไปที่ว่า ผมเป็นลิเก เดินไปเดินมา ผมจะบอกว่า การเป็น ผบ.ตร. เราใช้สมองในการทำงาน เราใช้สมองในการบอก สั่ง กำชับ ให้หน่วยปฏิบัติทำในสิ่งที่ดี ที่ชอบ ที่ควรตามกฎหมาย และต้องดูแลประชาชน ผมไม่ใช่ตัวละครลิเก ไม่ใช่ผู้กำกับหนัง บางคนอาจจะคิดว่าตัวเองกำลังเล่นลิเก เล่นละคร หรือกำกับหนังอยู่ แต่มองว่าคนอื่นเป็นลิเกด้วยหรือเปล่า แต่ตนยืนยันว่าทุกวินาทีคิดแต่จะทำให้องค์กรของตัวเองดีขึ้น แต่เจอหลุมระเบิด ผมก็ต้องพยายามทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีอย่างมั่นคงให้ได้

เมื่อถามว่า การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกตำหนิ สั่นคลอนกับตำแหน่ง ผบ.ตร. หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า ผมไม่รู้สึกแบบนั้น ผมห่วงหน่วยปฏิบัติต่างๆ เมื่อวานก็ได้เชิญ ผบ.ตร. ทั้ง 5 ท่าน และจเรตำรวจแห่งชาติอีก 1 ท่าน มาพูดคุยกันในเรื่องของการทำงาน จากการพูดคุย เรามีความหนักแน่น และจะทำงานเพื่อนำพาสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปในทิศทางที่ดี แม้บางคนจะมองว่าสิ่งที่พูดออกไปเป็นลิเก แต่ผมว่าไม่ใช่ อีกทั้งวันนี้เรายังมีพิธีสำคัญ โดยผู้บัญชาการทุกหน่วยต้องมาด้วยตนเอง ผมก็ให้ทุกคนเน้นย้ำ หนักแน่น ในการปฏิบัติที่ดีงาม ถ้าใครทำไม่ดี แล้วมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน อย่าโกรธถ้าตนจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ในฐานะผู้นำหน่วย

ในส่วนของกระแสข่าวการเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า อยากให้แยกแยะก่อน การกล่าวหาว่าตนไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รับเงินรับทอง ตนเคยประกาศนโยบายไปแล้วว่า ปูอย่ากินเลือดปู หมายความว่า เตือนไว้แล้วว่าอย่าเอาเรื่องการแต่งตั้งมาหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ ถ้าผู้ใด ดำเนินการแต่งตั้งแล้วหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง มีหลักฐานชัด ตนไม่เลี้ยงจริงๆ

เมื่อถามว่า กรณีที่จะมีการเปิดหลักฐาน พล.ต.อ. ครอบครัว และคนใกล้ชิด ที่เอี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า ทุกวันนี้เราเสพข้อมูลจากการพูดกันไปมา แต่พยานหลักฐานอยู่ไหน ข้อมูลอยู่ไหน ทุกวันนี้องค์กรเราก็จะมีคนส่งกระดาษมา 1 แผ่น ร้องเรียนตำรวจ โดยไม่มีอะไรเลย แล้วก็ตั้งกรรมการกัน ผมถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ จึงเกิดแนวคิดว่า เราจะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลที่ได้มาจากการร้องเรียนให้ครบถ้วนก่อน อย่างน้อยให้มีเชื้อที่มีพยานหลักฐานชัดเจน เรื่องที่ปรากฏตอนนี้เป็นเรื่องของการบอกข่าวสารกัน ผ่านสื่อ ผ่านโซเชียล คนที่รับฟังอาจจะบอกว่าตำรวจเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตนบอกเลยว่า ถ้ามีหลักฐาน พยาน ข้อมูลที่ชัดเจน ให้นำมาให้เราว่ามีตำรวจนายใดตั้งโต๊ะ หรือรับเงิน ผมบอกได้เลยว่า ถ้ามีตำรวจคนไหนรับเงินจากการแต่งตั้ง “โง่สุดๆ” ตนเป็น ผบ.ตร. ต้องหนักแน่นด้วยข้อมูลและหลักฐาน และถ้ามีข้อมูลผมก็ไม่เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจระดับไหน

“ผมว่าคนที่เคยทำแล้วคิดว่าคนอื่นจะทำ ผมคิดว่าจะเรามีความบริสุทธิ์ใจเพียงพอ และย้ำกับผู้บัญชาการภาค 8 ว่า ผมหนักแน่นพอ แต่ถ้าผมรู้ และปรากฏหลักฐาน จะไม่เอาท่านไว้เลย ผมไม่ได้มองในฐานะเพื่อน แต่มองในฐานะผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา จะหาว่าผมไปร่วม หรือมีส่วนได้เสีย อย่าพูดลอยๆ เอาเรื่องจริงดีกว่า คนอย่างผม ถ้าคิดจะทำแบบนี้ ผมไม่หน้าหนาพอที่จะประกาศเป็นนโยบาย และย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกหน่วยว่า คุณต้องไม่ทำ ถ้าผมทำ ผมขอปลดยศผมเองเลยจะดีกว่า ผมไม่ทำแน่ๆ” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

ผบ.ตร. ลั่น “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน

ผบ.ตร. ย้ำชัด: ไม่ใช่ลิเก ทำงานด้วยสมอง!

จากกรณีดราม่าในองค์กรตำรวจ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ออกมาตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด โดยยืนยันว่า “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน พร้อมทั้งขู่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับตำรวจที่เรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่ง

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ตำรวจถูกมองว่าเป็นองค์กรอาชญากรรม ว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ตำรวจทุกคนรู้สึกไม่ดี และเน้นย้ำว่าตนจะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ทำงานเพื่อประชาชน และดูแลข้าราชการตำรวจอย่างเต็มที่ หากพบว่ามีตำรวจคนใดประพฤติมิชอบ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผบ.ตร. ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีหลักฐานที่ชัดเจนในการกล่าวหา พร้อมทั้งเตือนตำรวจทุกนายว่าอย่าเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะถือเป็นเรื่องที่ “โง่สุดๆ” และตนจะไม่ปล่อยไว้แน่นอน

การออกมาประกาศิตของ ผบ.ตร. ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการที่จะปฏิรูปองค์กรตำรวจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผบ.ตร. จะสามารถนำพาองค์กรตำรวจไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่

ที่มา – ผบ.ตร. ลั่น “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน ขู่ฟัน ตร. รับเงินซื้อขายตำแหน่ง

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัวฆ่านักศึกษา

(ภาพจาก AKP News Agency homepage /Yonhap)

ทางการกัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ที่ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ จนจุดชนวนปัญหาระหว่างประเทศ

สำนัก โชซอน อิลโบ (Chosun Ilbo) ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางการกัมพูชาจับกุมตัวสมาชิก 3 คนขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) ในประเทศกัมพูชา พร้อมตั้งข้อหาในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุทรมานและฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

หนึ่งผู้ถูกจับกุม ถูกสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “คดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม” ในปี 2566 ที่คนร้ายแจกเครื่องดื่มยาเสพติดให้นักเรียน 13 คน ในย่านการศึกษา แดชี-ดง เขตคังนัม กรุงโซล โดยอ้างว่าเป็นการให้ชิมฟรี ซึ่งตอนนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังมุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่ชาวเกาหลีใต้และทำให้จำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำนักงานอัยการของศาลประจำจังหวัดกำปอต ในกัมพูชา เปิดเผยว่า ชาวจีน 3 คนถูกจับตัวได้ต่อเนื่องกัน และถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. จากกรณีการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ นามสมมติว่านาย “เอ” อายุ 22 ปี ผู้ถูกพบเป็นศพภายในรถยนต์คันหนึ่ง ใกล้ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) จังหวัดกำปอต เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

ในเดือนเดียวกันนั้น ตำรวจท้องถิ่นจับกุมตัวชาวจีน 2 คนได้ในที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในรถยนต์ที่พบศพของนาย เอ นอกจากนั้น ระหว่างการสืบสวนคดีในอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ภูเขาบกอร์ ซึ่งเป็นที่ที่นาย เอ ถูกขังเอาไว้ก่อนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีนได้เพิ่มอีก 1 คน และการสอบสวนยังคงดำเนินมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

ตำรวจกัมพูชาได้ค้นพบหลักฐานว่าสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนกลุ่มนี้ได้ก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) และการหลอกให้รัก หรือ โรแมนซ์สแกม (romance scams) อยู่ที่อาคารที่พักอาศัยดังกล่าว ต่อมาตำรวจท้องถิ่นได้ปิดล้อมอาคารและเข้ายึดหลักฐาน ซึ่งระหว่างนั้น มีชาวเกาหลีใต้ 14 คนที่ถูกจับตัวไว้ ได้รับความช่วยเหลือ

ผู้เสียหายอีกราย นามสมมติว่านาย บี ถูกจับไว้ที่อาคารเดียวกับนาย เอ ให้ข้อมูลกับสำนักงานของ ส.ส. พัค ชัน-แด แห่งพรรคประชาธิปัตย์เกาหลี ซึ่งติดตามคดีของนาย เอ หลังจากได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของเหยื่อ

นาย บี ระบุว่า “นาย เอ ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนหายใจแทบไม่ไหว ผมได้ยินมาว่าเขาเสียชีวิตในรถขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล”

ทั้งนี้ นาย เอ จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ได้เดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกครอบครัวว่าจะไปร่วมงานเทศกาล แต่ราว 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อก็ถูกตัดขาดไปใน 4 วันต่อมา และสุดท้าย นาย เอ ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. โดยการชันสูตรเบื้องต้นชี้ว่า เขาเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

ร่างของนาย เอ ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญมานานร่วม 2 เดือนแล้ว และเกาหลีใต้วางแผนจะส่งตำรวจไปยังกัมพูชาภายในเดือนนี้ เพื่อดำเนินการชันสูตรศพของนาย เอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” ซึ่งหมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ (10 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

เหตุการณ์ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของคดีลักพาตัวและการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องพลเมือง

ความคืบหน้า กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

ล่าสุดทางการกัมพูชาได้ดำเนินการตั้งข้อหากับผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน และมีการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมหลักฐานและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนและให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหาย

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอาชญากรรมและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังในการเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

การที่ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ นั้นเป็นสัญญาณที่ดีในการดำเนินการทางกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

Scroll to top