องค์นรสิงห์

นายกฯ ถก รมว.สธ. คงสิทธิญาติทหารชายแดน ชงครม.

นายกฯ ถก รมว.สธ. คงสิทธิญาติกำลังพลเสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา ชง ครม.พรุ่งนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องน่าติดตามจากทำเนียบรัฐบาลเลยทีเดียว นายกฯ ถก รมว.สธ. คงสิทธิญาติกำลังพลเสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา ชง ครม.พรุ่งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับครอบครัวทหารผู้กล้าหาญที่เสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดิน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่อ่อนไหวกับเพื่อนบ้านกัมพูชา

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เวลา 11.50 น. ทันทีที่มาถึงก็รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เดินทางมารอไว้ก่อนหน้านี้ การประชุมลับๆ ครั้งนี้โฟกัสไปที่ประเด็นสำคัญ คือ การปรับปรุงสิทธิรักษาพยาบาลให้กับญาติของกำลังพลทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจะคงสิทธิ์ดังกล่าวไว้ให้บิดา มารดา และทายาทต่อไป แทนที่จะสิ้นสุดลงตามปกติ

รูปจำลององค์นรสิงห์
รูปจำลององค์นรสิงห์บริเวณตึกไทยคู่ฟ้า

หลังหารือเสร็จสิ้น เวลา 13.31 น. นายกรัฐมนตรีได้แวะสักการะ องค์นรสิงห์ รูปจำลองสิงห์นรศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองทำเนียบรัฐบาลที่ระเบียงตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยปกป้องผู้นำประเทศ ก่อนออกจากทำเนียบเวลา 13.33 น. เพื่อไปเป็นประธานพิธีเปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ ณ อาคาร Saint Louis-Marie Memorial Building ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพฯ แสดงให้เห็นว่านายกฯ มีตารางงานแน่นเอี๊ยดแต่ยังไม่ละเลยเรื่องสำคัญ

รายละเอียดสิทธิรักษาพยาบาลที่กำลังจะคงไว้

สิทธิรักษาพยาบาลสำหรับครอบครัวทหารนี้ น่าจะครอบคลุมหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) หรือสิทธิข้าราชการที่ให้การรักษาฟรีหรือค่าใช้จ่ายต่ำ โดยรัฐบาลจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 หากผ่าน จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพให้ครอบครัวที่สูญเสียเสาหลักไปอย่างมาก

  • คงสิทธิให้บิดา-มารดาของทหารผู้เสียชีวิต
  • ขยายไปยังทายาท เช่น คู่สมรสและบุตร
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลระยะยาว
  • เป็นการตอบแทนการเสียสละของกำลังพลชายแดน

บริบทชายแดนไทย-กัมพูชาและความสำคัญของนโยบายนี้

ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารและทุ่งกุย มีประวัติศาสตร์ยาวนานเรื่องข้อพิพาทนำไปสู่การปะทะ ทำให้มีทหารไทยเสียชีวิตหลายราย แม้ปัจจุบันจะสงบขึ้นจากการเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ แต่การเฝ้าระวังยังจำเป็น นโยบายนายกฯ ถก รมว.สธ. คงสิทธิญาติกำลังพลเสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา ชง ครม.พรุ่งนี้ จึงเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลใส่ใจขวัญกำลังใจทหารและครอบครัว ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของ นายอนุทิน ในฐานะผู้นำที่ใกล้ชิดประชาชนและกำลังพล หลังจากที่นายพัฒนาในฐานะ รมว.สธ. ก็มีประสบการณ์ด้านสาธารณสุขมาอย่างโชกโชน การจับมือครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่การอนุมัติรวดเร็ว ช่วยเหลือครอบครัวได้ทันที

เปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนหน้า ที่เคยมีโครงการช่วยเหลือครอบครัววีรชน เช่น เบี้ยช่วยเดือนละหลายพันบาท หรือที่อยู่อาศัย แต่เรื่องสิทธิสุขภาพยังไม่ครอบคลุมเท่านี้ ถ้าผ่านครม. จะเป็นมาตรฐานใหม่ให้หน่วยงานอื่นๆ นำไปปรับใช้

องค์นรสิงห์ที่นายกฯ สักการะยังเป็นสัญลักษณ์น่าสนใจ เพราะมาจากตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แสดงถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางการเมืองที่ซับซ้อน ส่วนกำหนดการไปโรงเรียนอัสสัมชัญก็ย้ำว่ารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการศึกษาเยาวชน

มุมมองส่วนตัว: นโยบายนี้เจ๋งมากครับ แสดงว่ารัฐบาลไม่ทิ้งครอบครัวทหารไว้ข้างหลัง หวังว่าจะขยายไปยังทหารเกณฑ์หรือตำรวจชายแดนด้วย ถือเป็น insight ที่น่าชื่นชมในยุคที่งบประมาณตึงตัว คุณคิดเห็นยังไง ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้คนอื่นรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – นายกฯ ถก รมว.สธ. คงสิทธิญาติกำลังพลเสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา ชง ครม.พรุ่งนี้

อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง

อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับประชาชนชาวไทยจำนวนมาก หลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สามารถนำพรรคคว้าชัยชนะอันดับ 1 ในการเลือกตั้งปี 2569 และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรมตามประเพณี แต่ยังเป็นการแสดงถึงความเคารพและศรัทธาที่ผู้นำมีต่อพลังศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครองบ้านเมือง

อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นวันแรก จากนั้นเวลา 12.09 น. ท่านได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตาศาลยาย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาลที่ทุกคนต้องให้เกียรติ

ในการให้สัมภาษณ์สั้นๆ กับสื่อมวลชน นายอนุทินเปิดเผยว่า ตนขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นสิริมงคลทุกวัน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การมาไหว้ครั้งนี้เพราะสิ่งที่ขอประสบความสำเร็จใช่หรือไม่ ท่านตอบด้วยรอยยิ้มว่า มากราบขอบพระคุณ สิ่งที่ขอไว้ ท่านได้ให้มากกว่าสิ่งที่ตนขอ คำตอบนี้สะท้อนถึงความถ่อมตนและความกตัญญูต่อพลังเหนือธรรมชาติที่ช่วยเหลือให้พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จเกินคาด

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ นายอนุทินกล่าวว่า เราก็เชื่อไว้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องคอยเตือนสติเราให้ทำแต่สิ่งที่ดี แสดงให้เห็นว่าการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่แค่ขอพร แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้นำยึดมั่นในความถูกต้อง

อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง

กราบพ่อแม่และพรจากครอบครัว

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีอนุทินได้โพสต์ภาพการไปกราบพ่อแม่ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์ของท่าน ท่านเล่าว่า คนเป็นพ่อแม่เราก็ต้องไปกราบขอพร ขอบคุณที่ท่านให้เราเกิดมา ให้เรามีการศึกษา มีการสั่งสอนเราให้มีจิตสำนึกในการรับใช้บ้านเมือง แม้จะชนะเลือกตั้งแล้ว พ่อแม่ก็ยังคงให้คำแนะนำและพรอันประเสริฐ ทำให้ท่านมีกำลังใจในการบริหารประเทศ

ไหว้รูปปั้นนรสิงห์และต้นไผ่มงคล

หลังจากสักการะศาลพระภูมิแล้ว นายกรัฐมนตรีเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อไหว้รูปปั้นองค์นรสิงห์จำลอง ซึ่งเป็นเทวรูป守護ที่สำคัญ โดยล่าสุดมีการนำต้นไผ่มงคลมาประดับเสริมในช่วงเลือกตั้ง ต้นไผ่ตามหลักฮวงจุ้ยสื่อถึง:

  • ความเจริญรุ่งเรือง
  • ความมั่นคง
  • ความซื่อตรง
  • ความอุดมสมบูรณ์

การเพิ่มไม้มงคลนี้แสดงถึงการเตรียมตัวอย่างดีของทีมงานพรรคภูมิใจไทย ก่อนเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง

ต้นไผ่มงคลที่ตึกไทยคู่ฟ้า

เหตุการณ์ อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง นี้ ไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ แต่ยังสะท้อนวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ากับการเมืองสมัยใหม่ นายอนุทินซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมือง จากอดีตรัฐมนตรีช่วยฯ สุขภาพ สู่หัวหน้าพรรคที่พา ภท. คว้าที่นั่งมากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่สมดุลทั้งโลกีย์และนอกโลกีย์

ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความท้าทาย การมีผู้นำที่เชื่อในเครื่องเตือนสติเช่นนี้ คงช่วยให้การบริหารประเทศราบรื่นยิ่งขึ้น ผู้ติดตามข่าวการเมืองไม่ควรพลาดที่จะสังเกตว่านโยบายของรัฐบาลอนุทินจะนำพาไทยไปสู่ความเจริญอย่างไร โดยเฉพาะด้านมหาดไทยและสาธารณสุขที่เป็นจุดแข็งของท่าน

คุณคิดอย่างไรกับการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของนายกฯ อนุทิน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา!

ที่มา – “อนุทิน” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง เผยขอพรไว้ ได้มากกว่าที่ขอ

“อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และประเพณีการ “อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านอำนาจและการฟื้นฟูความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของทำเนียบรัฐบาล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายเศรษฐา ทวีสิน เคยย้ายองค์นรสิงห์ไปยังตึกแสงอาทิตย์เมื่อครั้งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

“อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า

วันที่ 26 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวจากทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถตู้เบนซ์สีดำทะเบียน 1 นช 4268 กรุงเทพมหานคร เพื่อเคลื่อนย้ายองค์นรสิงห์จำลอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของทำเนียบรัฐบาล จากตึกแสงอาทิตย์ที่ติดกับตึกนารีสโมสร กลับมาประดิษฐานยังระเบียงชั้น 2 ของตึกไทยคู่ฟ้า จุดเดิมตั้งแต่ปี 2564 ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

การย้ายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้เคลื่อนย้ายองค์นรสิงห์ไปไว้ที่ตึกแสงอาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการบริหารประเทศของเขา การเคลื่อนย้ายองค์ประกอบสัญลักษณ์เหล่านี้มักถูกตีความในแง่ของการปรับเปลี่ยนบรรยากาศและสไตล์การนำของผู้นำแต่ละคน

หลังจากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงมืออุ้มองค์นรสิงห์จำลองด้วยตัวเองเพื่อนำมาประดิษฐานยังระเบียงตึกไทยคู่ฟ้า โดยตั้งให้ชิดกับกำแพงและหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศทางของบ้านพิษณุโลก พร้อมกับคล้องพวงมาลัยดอกไม้สดเพื่อความเป็นสิริมงคล

ประวัติศาสตร์เบื้องหลังการ “อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า

องค์นรสิงห์หรือที่รู้จักกันในนามของทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่เชื่อมโยงกับราชสำนักและตระกูลขุนนางไทย เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นสมบัติของต้นตระกูลพึ่งบุญ ณ อยุธยา โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างบ้านพระราชทานแก่พระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อง พึ่งบุญ ณ อยุธยา) ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดเป็นเจ้าพระยารามราฆพ

เจ้าพระยารามราฆพมีหน้าที่บัญชาการกรมมหรสพ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มี "นรสิงห์" เป็นตราประจำกรม สิ่งนี้ทำให้องค์นรสิงห์กลายเป็นสัญลักษณ์ที่แทนความยิ่งใหญ่ อำนาจ และการปกป้อง ในบริบทของการเมืองไทย สัญลักษณ์ดังกล่าวมักถูกใช้เพื่อแสดงถึงความต่อเนื่องของอำนาชญาและการเคารพประเพณี

การที่นายอนุทินเลือกย้ายองค์นรสิงห์กลับตำแหน่งเดิม สามารถตีความได้ว่าเป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูความเชื่อมโยงกับสมัยก่อนหน้า โดยเฉพาะในยุคของพลเอกประยุทธ์ที่องค์ประกอบนี้ถูกประดิษฐานไว้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ การหันหน้าระเบียงไปทางทิศตะวันออกยังสื่อถึงการเริ่มต้นใหม่และการรับพลังบวกจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นหลักฮวงจุ้ยที่นิยมในวังหลวงไทย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง เหตุการณ์ “อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า อาจเป็นสัญญาณของการปรับโครงสร้างภายในทำเนียบเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลใหม่ ที่เน้นความมั่นคงและความต่อเนื่องมากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรงเมื่อเทียบกับสมัยนายเศรษฐา

  • องค์นรสิงห์: สัญลักษณ์ของอำนาจและการปกป้อง
  • การย้ายครั้งนี้: ใช้รถตู้เบนซ์พิเศษเพื่อความปลอดภัย
  • พิธีกรรม: คล้องพวงมาลัยและหันหน้าไปทิศตะวันออก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการย้ายครั้งนี้ได้รับการประสานงานอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานประจำวันของเจ้าหน้าที่ทำเนียบ การเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้นภายในเวลาอันสั้น โดยนายอนุทินแสดงความยินดีกับทีมงานที่ช่วยเหลือ

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยสัญลักษณ์เล็กๆ ที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ใหญ่ของผู้นำ การย้ายองค์นรสิงห์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับแต่งสถานที่ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางของรัฐบาลในอนาคต

ในฐานะนักสังเกตการณ์ ผมคิดว่าการกระทำเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้สนับสนุนรัฐบาล โดยแสดงถึงการเคารพประเพณีและการไม่ลืมรากเหง้า หากคุณสนใจข่าวการเมืองไทย ลองติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – “อนุทิน” ย้าย “องค์นรสิงห์” กลับตึกไทยคู่ฟ้า หลัง “เศรษฐา”ย้ายไปตึกแสงอาทิตย์

Scroll to top