อธิบดีดีเอสไอ

อัยการสั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีลุงเปี๊ยก

เชื่อว่าคงไม่มีใครลืมเหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับนายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” ที่ตกเป็นเหยื่อในคดีมหากาพย์การฆาตกรรมป้าบัวผัน จนกลายเป็นประเด็นสังคมที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญออกมาแล้ว เมื่ออัยการสั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีลุงเปี๊ยกถูกคลุมถุงดำบังคับสารภาพฆ่าป้าบัวผัน ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาครั้งสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการทรมานและอุ้มหายในประเทศไทย

อัยการสั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีลุงเปี๊ยกถูกคลุมถุงดำบังคับสารภาพฆ่าป้าบัวผัน

เหตุการณ์คดีพิเศษที่ 9/2567 นี้เริ่มต้นจากการที่ลุงเปี๊ยกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.อรัญประเทศ กักขังและทรมานด้วยการคลุมถุงดำรวมถึงการปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นจัดเพื่อบีบบังคับให้เขารับสารภาพ ผิดกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กระทั่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รวมรวมพยานหลักฐานและส่งสำนวนให้อัยการ จนนำมาสู่การสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 7 รายในความผิดหลายข้อหา

รายละเอียดการสั่งฟ้อง 7 ตำรวจและข้อหาความผิด

สำหรับมูลเหตุที่ อัยการสั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีลุงเปี๊ยกถูกคลุมถุงดำบังคับสารภาพฆ่าป้าบัวผัน นั้น ได้มีการระบุข้อหาที่ครอบคลุมดังนี้:

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157: เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
  • กฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 310: ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น และการหน่วงเหนี่ยวกักขัง
  • พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565: ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับสำคัญในการปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเจ้าหน้าที่รัฐ

รายชื่อเจ้าหน้าที่ทั้ง 7 ราย ได้แก่ ร.ต.อ.พงศภัค, พ.ต.ท.พิชิต, พ.ต.ท.นิติธร, ร.ต.อ.พชร, ด.ต. ภิเศก, จ.ส.ต.ทวีศักดิ์ และ ส.ต.อ.ชัยศิริ โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ได้นัดสอบคำให้การในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่จะถึงนี้

บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมไทยกำลังก้าวข้ามการใช้อำนาจมืดอย่างไม่ถูกต้อง การที่ผู้กระทำผิดถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการศาลจะช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐคนใดที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบจะต้องได้รับผลของการกระทำนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้บริสุทธิ์และรักษาศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมเอาไว้

ที่มา – อัยการสั่งฟ้อง 7 ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ คดีลุงเปี๊ยกถูกคลุมถุงดำบังคับสารภาพฆ่าป้าบัวผัน

พบ 4 โรงกลั่นน้ำมันย่อยและคลังกักตุนน้ำมัน

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนแบบนี้ ข่าวการพบ 4 โรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน อาจเข้าข่ายกักตุนน้ำมันยิ่งทำให้หลายคนกังวลใจ เพราะมันกระทบตรงถึงกระเป๋าตังค์ของเราเลยนะครับ ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2567 ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง DSI ตำรวจ กรมการค้าภายใน และกรมธุรกิจพลังงาน ได้แถลงผลปฏิบัติการตรวจสอบ 4 จุดใหญ่ในจังหวัดระยอง ปทุมธานี สมุทรสาคร และขอนแก่น พบความผิดปกติหลายอย่างที่เข้าข่ายกักตุนน้ำมันชัดเจน

พบ 4 โรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน อาจเข้าข่ายกักตุนน้ำมัน

ปฏิบัติการนี้มาจากคำสั่งนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยใช้ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานอื่นๆ ผลที่ได้คือพบพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดขาดแคลนน้ำมัน เช่น รถบรรทุกน้ำมันรับของจากคลังแต่ไม่ส่งปั๊ม หรือคลังใช้ไฟฟ้าผิดปกติช่วงราคาน้ำมันขึ้น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เล่าว่าตรวจรถ 11,067 คัน พบ 1 เคสในอุดรธานีที่รถ 10 คันกักน้ำมัน 400,000 ลิตร แถมปั๊มแจ้งไม่มีของแต่จริงๆ มีรถส่ง ในระยองก็เจอคลังเก่าที่เคยเป็นปั๊ม ใช้ไฟพุ่งสูงผิดปกติ

รายละเอียดความผิดปกติในแต่ละพื้นที่

มาดูกันทีละจุดครับ ในระยอง พบโรงกลั่นขนาดย่อยที่เป็นผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 แต่ไม่จดทะเบียนครบถ้วน มีจำหน่ายน้ำมันทดแทนอุตสาหกรรมเกินกำหนด ยังรับจ้างขนส่งโดยไม่จดทะเบียนอีก ส่วนสมุทรสาคร โรงกลั่นเล็กผลิตดีเซล มีปั๊มในตัวแต่ไม่ขออนุญาต ถังเก็บเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไม่แจ้ง เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างน้ำมันส่งแล็บตรวจด้วย ปทุมธานี คลังใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติช่วง 9-10 มี.ค. และ 26 มี.ค. ที่ราคาขึ้น ขอนแก่นก็เกี่ยวข้องกับรถเบี่ยงทาง

  • กวดขันการประวิงขนส่งทางทะเลจากโรงกลั่นกรุงเทพ แหลมฉบัง มาบตาพุด ไปคลังใหญ่
  • เข้มงวดคลังใหญ่ปฏิเสธขายให้ปั๊มปลายทาง
  • ปราบการขนน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI บอกว่าทุกกรณีอาจผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการฯ รวมถึงห้ามทำให้ราคาผันผวนโดยจงใจ จะเสนอบอร์ดคดีพิเศษพิจารณา นายวุฒิทัต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ย้ำโทษหนัก เช่น จำคุก 6 เดือน-2 ปี ปรับ 50,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นกับมาตรา

จากข้อมูลทั้งหมด จะขยายผลต่อ ตรวจคลัง 92 แห่ง รถทุกคัน และปั๊มทุกแห่ง เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ประชาชนอย่างเราต้องช่วยแจ้งเบาะแสด้วยนะครับ

ในมุมผมคิดว่าการกักตุนน้ำมันแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ทำลายความเชื่อมั่นระบบพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ราคาพุ่ง ประชาชนเดือดร้อน ลองนึกภาพปั๊มแห้งเหือดตอนเราต้องการใช้รถด่วนๆ สิครับ เจ้าหน้าที่ทำดีมากที่เร่งมือ หวังว่าจะจับตัวการใหญ่ได้หมด

คุณเคยเจอปั๊มน้ำมันขาดแคลนบ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบ เพื่อเฝ้าระวังกันนะครับ!

ที่มา – พบ 4 โรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน อาจเข้าข่ายกักตุนน้ำมัน

อธิบดี DSI แจงรอ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดคดีอั้งยี่ สว.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสุดร้อนอธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ คดีนี้กำลังเป็นที่จับตาของคนทั้งประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันและเครือข่ายการเมืองใหญ่ๆ ถ้าคุณกำลังตามข่าวฮั้วเลือกตั้ง สว. อยู่ บทความนี้ตอบโจทย์แน่นอน เราจะเจาะลึกทุกมุมให้เข้าใจง่ายๆ

อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 (ตามข่าว) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดๆ ว่าความคืบหน้าของคดีพิเศษที่ 24/2567 เรื่องอั้งยี่และฟอกเงินของ สว. ยังต้องรอผลมติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ก่อน DSI กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมกับอัยการคดีพิเศษทันทีที่ได้ผลมติมา

ทำไมต้องรอ? เพราะอัยการคดีพิเศษสั่งให้ DSI รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สอบสวนกลุ่มบุคคล 7 กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ทั้งเส้นทางการเงิน การวิเคราะห์บัญชี ทุกอย่างต้องเป๊ะ เพื่อให้คดีเดินหน้าต่อได้อย่างมีน้ำหนัก อธิบดียอมรับตรงๆ ว่าการรอนี้เป็นส่วนสำคัญที่อัยการกำชับไว้

พื้นหลังคดีฮั้วเลือก สว. ที่นำไปสู่ DSI

ย้อนกลับไปเมื่อ 12 มีนาคม 2567 กกต. รายงานความคืบหน้า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด คณะที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิด โดยแบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 138 ราย และเครือข่ายพรรคการเมือง ส.ส. อีก 91 ราย แต่มีมติเสียงข้างน้อย 2 คน เสนอชี้มูล สว. 134 รายจาก 138 ราย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่

ส่วนคดีอาญาของ DSI รับมาจากการฟ้องล็อตแรก 8 ราย (สว.จริง 2 + เครือข่าย 6) แต่สำนวนถูกตีกลับจากอัยการ เพราะต้องสอบเพิ่มและรวมข้อมูล กกต. เข้ามา นี่คือจุดที่อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นั่นเองครับ

อั้งยี่และฟอกเงินคืออะไร? ทำไมคดีนี้ใหญ่โต

สำหรับมือใหม่ อั้งยี่คือการรวมกลุ่มลับเพื่อกระทำผิดกฎหมาย เช่น ฮั้วประมูลเลือกตั้ง ส่วนฟอกเงินคือการทำให้เงินสกปรกดูสะอาด เช่น ใช้บัญชีม้าโอนเงินค่าซื้อเสียง คดีนี้เชื่อมโยงกับการเลือก สว. ที่ใช้เงินมหาศาลหลายพันล้านบาท หากชี้มูลได้ จะกระทบ สว. หลายคนที่กำลังมีอิทธิพลในรัฐธรรมนูญ

  • ผู้เกี่ยวข้องหลัก: สว. 138 ราย + เครือข่าย 91 ราย รวม 229 ราย
  • มติอนุ กกต.: 5 ต่อ 2 ไม่มีมูล แต่เสนอชี้มูล 134 ราย
  • DSI ทำอะไร: รวบรวมเส้นเงิน + รอ กกต.
  • อัยการสั่ง: สอบเพิ่มให้ครบ + ประชุมร่วม

DSI ยังคงทำงานต่อเนื่อง แม้รอ กกต. ก็ไม่นิ่งนอนใจ กำลังวิเคราะห์เส้นทางการเงินทุกบัญชีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พร้อมฟ้องรอบสอง

มุมมองและความเห็นส่วนตัว

ในฐานะคนติดตามข่าว ผมเห็นด้วยกับอธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพราะกระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสและครบถ้วน ถ้ารีบฟ้องโดยข้อมูลไม่齊 อาจถูกตีกลับอีก สะท้อนให้เห็นว่าระบบเลือกตั้ง สว. ยังมีช่องโหว่ใหญ่ หวังว่ามติ กกต. ครั้งนี้จะช่วยให้คดีชัดเจน เปิดทางให้ DSI ดำเนินคดีได้เต็มที่ เพื่อความยุติธรรมต่อประชาชน

สุดท้าย ถ้าคุณสนใจคดีการเมืองแบบนี้ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างนะครับ! ติดตามอัปเดตข่าวอื่นๆ ได้ที่บล็อกเรา "จะได้ไม่พลาดข่าวสำคัญ" สนับสนุนการตรวจสอบ权力ด้วยกันครับ

ที่มา – อธิบดี DSI แจง ต้องรอมติ กกต.ชุดใหญ่ ชี้ขาดปมสอบคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

“อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าวเด้งกรุ ยังทำหน้าที่ปกติ

กระแสข่าวลือในแวดวงการเมืองและยุติธรรมกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อมีข่าวว่า “อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าว เตรียมถูกเด้งเข้ากรุ แต่ตัวอธิบดีเองกลับออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจน เพื่อคลายข้อกังวลของประชาชน ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ว่า ตนทราบเรื่องนี้จากข่าวสารเช่นเดียวกัน และยังไม่ได้รับข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ ในขณะนี้

ข่าวลือดังกล่าวระบุว่าอาจมีการคำสั่งย้ายอธิบดี DSI ไปดำรงตำแหน่งอื่น พร้อมแต่งตั้งบุคคลใหม่มาทำหน้าที่แทน ซึ่งเป็นกระแสที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเสถียรภาพของหน่วยงานสำคัญอย่าง DSI ที่รับผิดชอบคดีพิเศษ สังคมออนไลน์และสื่อต่างพากันวิเคราะห์ สาเหตุอาจมาจากผลงานคดีสำคัญที่กำลังดำเนินการ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

“อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าว เตรียมถูกเด้งเข้ากรุ

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 15.30 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ ได้ยืนยันชัดเจนว่า “อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าว เตรียมถูกเด้งเข้ากรุ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีมูลความจริงที่ชัดเจน ตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยเฉพาะการเร่งรัดคดีต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคดีสืบสวนเขากระโดง หรือคดีพิเศษอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

สำหรับคำว่า ‘เด้งเข้ากรุ’ นั้น เป็นศัพท์วัยที่หมายถึงการย้ายข้าราชการไปตำแหน่งว่างเปล่า ไม่มีอำนาจสั่งการ ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีแรงกดดันทางการเมืองหรือผลงานที่ขัดแย้งกับผู้มีอำนาจ อย่างไรก็ตาม อธิบดี DSI ไม่ได้แสดงความกังวล แต่เน้นย้ำถึงการทำงานต่อเนื่อง

ยังทำหน้าที่ตามปกติ เร่งรัดคดีสำคัญ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสถานะการย้าย อธิบดียุทธนา ตอบว่า ‘ยังไม่ทราบ’ และยืนยันว่ายังคงเร่งรัดทุกคดี โดยเฉพาะคดีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษตรวจสำนวนแล้วสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมกับบุคคล 7 กลุ่ม DSI ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่ม และส่งหนังสือไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว

  • คดีสืบสวนเขากระโดง: ยังอยู่ในขั้นสืบสวน ไม่ได้รับการรับเป็นคดีพิเศษ แต่ DSI ยังดำเนินการต่อเนื่อง
  • คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.: คดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและการฟอกเงิน
  • คดีอื่นๆ: DSI มุ่งมั่นไม่ปล่อยให้คดีค้างคา โดยเฉพาะคดีทุจริตและอาชญากรรมพิเศษ

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงกระแสว่าการเมืองเปลี่ยนขั้วแล้วคดีจึงเงียบ อธิบดี DSI ปฏิเสธทันที ‘ยังคงดำเนินการอยู่ครับ’ ก่อนยุติการให้สัมภาษณ์ ทำให้หลายคนชื่นชมความกล้าหาญและความโปร่งใส

บทบาท DSI ท่ามกลางพายุการเมือง

กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงยุติธรรมที่รับผิดชอบคดีพิเศษ เช่น ทุจริต ค้ามนุษย์ ยาเสพติดข้ามชาติ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้การนำของอธิบดียุทธนา แพรดำ ซึ่งมีประวัติการทำงานในสายตำรวจและ DSI มานาน DSI ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการสืบสวนคดีใหญ่ๆ ที่ตำรวจทั่วไปอาจไม่สามารถจัดการได้

ในช่วงที่ผ่านมา DSI ประสบความสำเร็จในคดีสำคัญหลายคดี เช่น คดีฟอกเงินระดับสูงและเครือข่ายมาเฟีย การที่อธิบดีออกมาแจงข่าวลือครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานโดยไม่ยอมให้กระแสภายนอกมาขัดขวาง ขณะที่สังคมไทยกำลังจับตาการตรวจสอบอำนาจในยุคใหม่หลังการเลือกตั้ง

จากมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของอธิบดี DSI เป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยยังมีบุคลากรที่ยึดมั่นในหลักกฎหมาย ไม่หวั่นเกรงอิทธิพลทางการเมือง หาก DSI สามารถปิดคดีสำคัญเหล่านี้ได้ จะเป็นขวัญกำลังใจให้ประชาชนอีกมาก

คุณคิดอย่างไรกับกระแสข่าวนี้? DSI จะเดินหน้าต่อได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ ติดตามข่าวสารการเมืองและยุติธรรมจากเราต่อไปนะครับ!

ที่มา – “อธิบดีดีเอสไอ” แจงข่าว เตรียมถูกเด้งเข้ากรุ บอกยังทำหน้าที่ตามปกติ

DSI ส่งผู้เชี่ยวชาญ ลุยสอบคดีฮั้ว สว.

อธิบดีดีเอสไอส่งสัญญาณเดินหน้าเต็มกำลัง มอบหมาย 3 ผู้เชี่ยวชาญร่วม กกต. ลุยสอบคดีฮั้ว สว. อย่างเข้มข้น หลังพบมูลความผิด สว. และคนจากพรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก

จากกรณีที่ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 4 กันยายน ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอรับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เรื่องการคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มีคำสั่งมอบหมายเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 ราย เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการดังกล่าว

DSI ส่งผู้เชี่ยวชาญร่วม กกต. ลุยสอบคดีฮั้ว สว.

เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ได้รับมอบหมาย ประกอบด้วย พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายระวี อักษรศิริ ผอ.กองคดีการฟอกเงินทางอาญา และ นายเอกรินทร์ ดอนดง ผอ.ส่วนวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์พิเศษ โดยทั้งหมดจะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้ว สว.

บทบาทของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอดังกล่าว จะเป็นการสนับสนุนการทำงานของ กกต. ในการสืบสวนสอบสวนคดีฮั้ว สว. โดยจะมีการประสานงานและหารือกันในรายละเอียดต่อไป

ทำไมต้อง DSI? สนับสนุน กกต. ลุยสอบคดีฮั้ว สว.

การเข้ามาของ DSI ในคดีนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจาก DSI มีความเชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ โดยเฉพาะคดีที่มีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล การมี DSI เข้ามาช่วยจะทำให้การสืบสวนคดีฮั้ว สว. มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แหล่งข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้ง 3 รายนี้ไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็นชุดเดิมที่เคยร่วมงานกับ กกต. ในการทำสำนวนสืบสวนและไต่สวนคดีฮั้ว สว. ขั้นที่ 1 ในนาม “คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26“ ซึ่งเคยสรุปสำนวนและเสนอความเห็นดำเนินคดีไปยังรองเลขาธิการ กกต. โดยมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ได้แก่ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 138 ราย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายของพรรค จำนวน 91 ราย ในข้อหาตามมาตรา 70 ประกอบมาตรา 36 มาตรา 62 มาตรา 76 และ มาตรา 77 (1)

คดีฮั้ว สว. ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมและการเมืองไทย การที่ กกต. ได้รับการสนับสนุนจาก DSI ในการสืบสวนสอบสวนคดีนี้อย่างจริงจัง จะเป็นสัญญาณที่ดีว่าหน่วยงานภาครัฐมีความมุ่งมั่นที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

การที่ DSI ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมลุยสอบคดีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการที่จะนำเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าผลสรุปของการสอบสวนจะเป็นอย่างไร และจะสามารถคืนความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่

ที่มา – อธิบดีดีเอสไอ ส่ง 3 ผู้เชี่ยวชาญร่วม กกต. ลุยสอบคดีฮั้ว สว. ฟันผิด สว.-คนภูมิใจไทย

ดีเอสไอเดินหน้า! คดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน ไม่หนักใจ


ดีเอสไอยืนยันไม่หนักใจ แม้การเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลง พร้อมเดินหน้าทำคดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน ตามพยานหลักฐานและกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ขณะที่พยานในจังหวัดบุรีรัมย์จำนวน 24 รายยังคงเงียบ ไม่ให้ความร่วมมือในการให้ปากคำ หากขัดขืนหมายเรียกอาจถูกแจ้งความดำเนินคดี คาดว่าจะสอบปากคำพยาน 1,200 รายจาก 45 จังหวัดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 เกี่ยวกับการตรวจสอบขบวนการอั้งยี่ ฟอกเงิน สว. ได้เปิดเผยว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนจาก 10 กองคดีดำเนินการสอบสวนพยานจำนวน 1,200 ราย ซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ 45 จังหวัด พยานเหล่านี้มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้สมัครวุฒิสภา แต่กลับไม่ได้ลงคะแนนให้ตนเอง และไปเลือกบุคคลอื่นที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา หรือเรียกว่าเป็นการพลีชีพ หรือเป็นเพียงโหวตเตอร์ จึงจำเป็นต้องมีการสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นธรรม

ดีเอสไอเดินหน้าคดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน

ก่อนหน้านี้ คณะพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกพยานไปแล้ว 72 ราย แต่มีเพียง 18 รายที่มาเข้าพบพนักงานสอบสวน ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกพยานเพิ่มเติมอีก 480 ราย หากพยานไม่ให้ความร่วมมือ ขัดขืนหมายเรียก พนักงานสอบสวนจะรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดเพื่อพิจารณาแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความขัดขืนหมายเรียกกับพยานรายใด

ความคืบหน้าล่าสุด คดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน

คาดการณ์ว่าภายในเดือนกันยายน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะสามารถทยอยสอบสวนปากคำพยาน 1,200 รายจาก 45 จังหวัดให้เสร็จสิ้น แม้ว่าการเมืองจะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร คณะพนักงานสอบสวนยืนยันว่าจะดำเนินการตามพยานหลักฐานและกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

ในส่วนของคดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน ตามกฎหมายการเลือกตั้งที่ดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ได้มีการส่งเรื่องไปยังชั้นที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบโดยรองเลขาธิการ กกต. ที่ได้รับมอบหมาย ส่วนนี้ถือเป็นพยานหลักฐานคู่ขนานกับคดีอั้งยี่ – ฟอกเงินของดีเอสไอ หาก กกต. พบความชัดเจนในกลุ่มผู้กระทำผิด ก็จะเป็นหลักฐานสนับสนุนสำนวนคดีอาญาของดีเอสไอได้ หากดีเอสไอพบหลักฐานผู้กระทำความผิด ก็สามารถทยอยส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนได้ หรืออาจรวมเป็นสำนวนกลุ่มใหญ่ภาพรวมก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและอำนาจของอธิบดีดีเอสไอ

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า การสรุปยอดหมายเรียกพยานคดีฮั้ว สว. ใน 5 จังหวัดสำคัญในภาคอีสานเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนหมายเรียกพยานทั้งสิ้น 72 ราย โดยมีเพียง 18 รายที่เข้าพบพนักงานสอบสวนให้การ แบ่งเป็น จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 24 ราย ซึ่งไม่มีพยานรายใดเข้าพบพนักงานสอบสวน จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 2 ราย มีผู้เข้าพบครบถ้วน จังหวัดชัยภูมิ มีการออกหมายเรียก 4 ราย และมีการขอเลื่อน จังหวัดอุบลราชธานี มีการออกหมายเรียก 10 ราย และมีผู้เข้าพบ 5 ราย จังหวัดอำนาจเจริญ มีการออกหมายเรียก 32 ราย และมีผู้ให้ปากคำ 11 ราย

คดีความนี้มีความซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การที่พยานบางส่วนไม่ให้ความร่วมมืออาจเป็นอุปสรรคต่อการสืบสวน แต่ดีเอสไอยืนยันที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ที่มา – ดีเอสไอยันไม่หนักใจทำคดีฮั้ว สว.-ฟอกเงิน ขณะที่พยานจังหวัดบุรีรัมย์ 24 รายยังเงียบกริบ

Scroll to top