อธิปไตยไทย

ไทยยึดผลประโยชน์ชาติ เดินหน้า UNCLOS ไม่ใช่เจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

ในยุคที่ประเด็นเรื่องดินแดนและเขตแดนทางทะเลได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง รัฐบาลไทยได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและหนักแน่นว่าการที่ ไทยยึดผลประโยชน์ชาติ เดินหน้า UNCLOS ไม่ใช่เจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน อย่างที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตหรือมีความกังวลใจ โดยประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ทุกคนควรทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

ไทยยึดผลประโยชน์ชาติ เดินหน้า UNCLOS ไม่ใช่เจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

การเข้าสู่กระบวนการตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) นั้น เป็นกลไกหลักที่รัฐบาลไทยเลือกใช้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่การจัดตั้งเขตพัฒนาทรัพยากรร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านแต่อย่างใด แต่เป็นการใช้มาตรฐานสากลมาเป็นตัวตัดสินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด

เหตุผลที่รัฐบาลต้องย้ำเรื่อง ไทยยึดผลประโยชน์ชาติ เดินหน้า UNCLOS ไม่ใช่เจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมรัฐบาลต้องย้ำเรื่องนี้บ่อยครั้ง คำตอบก็คือเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกย่างก้าวมีความรอบคอบ ดังนี้:

  • เพื่อกำหนดเขตแดนที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศเป็นอันดับแรก
  • เพื่อป้องกันการตีความที่คลาดเคลื่อนว่าเป็นการตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ทางทรัพยากร
  • เพื่อยืนยันว่าการเดินหน้าครั้งนี้คือการปกป้องอธิปไตยของชาติในระยะยาว

ทางรัฐบาลได้ย้ำเสมอว่า การตัดสินใจเข้าร่วมกระบวนการครั้งนี้ ไม่ใช่การยอมรับข้อเรียกร้องหรือผลประโยชน์ใดๆ ของฝ่ายอื่นล่วงหน้า แต่เป็นการใช้เวทีสากลเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่รอบด้านที่สุด โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญทั้งฝ่ายกฎหมายและความมั่นคงร่วมตรวจสอบอย่างเคร่งครัด

ท้ายที่สุด การทำงานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่เราเชื่อมั่นว่าหากยึดมั่นในความถูกต้องและรักษาอธิปไตยเป็นที่ตั้ง ประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านประเด็นข้อพิพาทนี้ไปได้อย่างสง่างามโดยไม่เสียเปรียบและไม่สูญเสียทรัพยากรของชาติไปโดยไม่จำเป็นครับ

ที่มา – รัฐบาลย้ำ ไทยยึดผลประโยชน์ชาติ เดินหน้า UNCLOS ไม่ใช่เจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา

เจ้าหน้าที่ ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา ระหว่างลาดตระเวนเข้มงวดตามแนวชายแดน จังหวัดสระแก้ว สร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานความมั่นคงทันที โดรนลำนี้ถูกไฟไหม้เสียหายหนัก ตกริมถนนศรีเพ็ญ ใกล้ฐาน ชค.ตชด.12 ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเก็บกู้ซากเพื่อตรวจสอบที่มาและวัตถุประสงค์ หวั่นเป็นเครื่องมือของกลุ่มผิดกฎหมาย

ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ชุดเคลื่อนที่เร็วของร้อยฉก.ตชด.3 นำโดย ด.ต.เอกชัย พรจันทร์ รอง ผบ.มว.ตชด.1253 ออกลาดตระเวนเดินเท้าตั้งแต่จุดตรวจตระเวนที่ 16 ไปยังจุดที่ 17 ในพื้นที่บ้านตาพระยา หมู่ 1 ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว พื้นที่ชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชาโดยตรง ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการกระทำผิดกฎหมาย

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายโดรนตกอยู่ด้านหลังฐาน ชค.ตชด.12 ใกล้ถนนศรีเพ็ญ สภาพโดรนไหม้เกรียม ชิ้นส่วนหลอมละลาย ไม่สามารถบินได้ และไม่มีใครอ้างตัวเป็นเจ้าของในบริเวณนั้น ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องสืบสวนทันที

รายละเอียดการตรวจพบโดรนปริศนา

โดรนลำนี้ไม่ใช่ของเล่นธรรมดา แต่เป็นอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ที่อาจถูกใช้ในภารกิจลับ เจ้าหน้าที่พบว่ามันถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง อาจเกิดจากระบบขัดข้อง การถูกยิง หรืออุบัติเหตุอื่นๆ การตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบหมายเลขทะเบียนหรือข้อมูลผู้ผลิตชัดเจน แต่ซากทั้งหมดถูกส่งไปยังกองบังคับการร้อยฉก.ตชด.3 เพื่อวิเคราะห์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ GPS และข้อมูลบันทึก

ภัยคุกคามชายแดนที่ต้องเฝ้าระวัง

พื้นที่ชายแดนบ้านตาพระยาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากมีช่องทางธรรมชาติและเส้นทางลับเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน การลาดตระเวนของตชด.มุ่งป้องกันปัญหาต่างๆ ดังนี้

  • การลักลอบเข้า-ออกเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • ขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ใช้โดรนสำรวจเส้นทาง
  • การลำเลียงยาเสพติดและอาวุธสงคราม
  • สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าหนีภาษี
  • การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมาย

ในยุคที่โดรนราคาถูกและใช้งานง่าย กลุ่มอาชญากรสามารถนำมาใช้สอดแนม ลักลอบขนของ หรือแม้แต่โจมตีได้ ทำให้ ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเทคโนโลยี

บทบาทสำคัญของตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12

ตชด.12 รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสระแก้วและ周边 ซึ่งเป็นแนวชายแดนยาวหลายสิบกิโลเมตร การลาดตระเวนเข้มข้นแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการรักษาความมั่นคง พวกเขาต้องเผชิญทั้งภูมิประเทศยากลำบาก สภาพอากาศแปรปรวน และภัยจากกลุ่มอาชญากร transboundary เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ที่ปกป้องชายแดนไทยอย่างไม่ลดละ

นอกจากนี้ จังหวัดสระแก้วยังมีปัญหายาเสพติดไหลทะลักจากชายแดน การใช้โดรนอาจช่วยเหลือขบวนการค้ายาในการสำรวจจุดลักลอบ ขณะที่สแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชาก็พยายามขยายฐาน การพบโดรนจึงอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายเหล่านี้

ผลกระทบและมาตรการต่อไป

หลังเก็บกู้ เจ้าหน้าที่จะตรวจ DNA ดิจิทัลจากหน่วยความจำ หากพบข้อมูลการบินจากชายแดนกัมพูชา อาจนำไปสู่การประสานงานกับหน่วยงานทหารและตำรวจกัมพูชา เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่ควรแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

เหตุการณ์ ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงชายแดนต้องอาศัยเทคโนโลยีและกำลังพลร่วมกัน ในมุมมองผู้เขียน การลงทุนในโดรนตรวจการณ์ของไทยเองจะช่วยพลิกเกมได้ หากคุณสนใจข่าวความมั่นคงชายแดน ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์เพื่อสร้างความตระหนักร่วมกัน!

ที่มา – ตชด.12 ลาดตระเวนเข้มชายแดนบ้านตาพระยา พบ “โดรนปริศนา” ถูกไฟไหม้ ตกริมถนน

“อนุทิน” หวังตีไข่แตกภูเก็ต: เดินสายมู เคาะระฆัง

“อนุทิน” หวังตีไข่แตกภูเก็ต: เดินสายมู เคาะระฆัง 37 ครั้ง

“อนุทิน” หวังตีไข่แตกภูเก็ต ปลื้มแม่ค้าชมแก้ปัญหาชายแดนดี โต้กลับคนติภูมิใจไทยโหนกระแสชาตินิยม ถามกลับคนไทยหรือเปล่า รักชาติผิดตรงไหน ก่อนเดินสายมูต่อเนื่อง ไหว้ศาลเจ้าเก่าแก่ภูเก็ต เคาะระฆัง 37 ครั้ง สักการะ “คุณหญิงจัน-คุณมุก” หาเสียงต่อเนื่องพังงาบ่ายนี้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 ม.ค. 2569 ที่ตลาดเกษตรภูเก็ต อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในพื้นที่จ.ภูเก็ต พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เก้าอี้เลย มีแนวทางอย่างไรในครั้งนี้ ว่า ต้องขยันลงพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ก็ทำมาโดยตลอด ส่งผู้สมัครทั้ง 3 เขตเป็นคนในพื้นที่ เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง มีความเข้าใจในความต้องการของประชาชน อย่างในจ.ภูเก็ตต้องการอะไร และวันนี้มาเดินตลาดก็ดีเหมือนกันพี่น้องประชาชนสะท้อนว่าไม่มีความสุขกับพวกรถซิ่งรถแว้น โดยต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยว ขับแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย เขาก็บอกยกเลิกฟรีวีซ่าเลย นี่คือสิ่งที่เราต้องอธิบายให้เขาฟังว่าไม่เกี่ยวกับฟรีวีซ่า เกี่ยวกับเราต่างหาก เราต้องไปกำชับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะตำรวจที่ดูแลเรื่องการจราจร ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด นี่คือการแก้ปัญหา ไม่ใช่ยกเลิกฟรีวีซ่าอย่างเดียว

เมื่อถามถึงเสียงเรียกร้องของพ่อค้าแม่ค้าชาวภูเก็ต มีหลายคนชมเรื่องของการแก้ไขปัญหาชายแดน จะเป็นจุดขายของพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ความหวงแหนแผ่นดินของพี่น้องประชาชน เรื่องนี้อยู่ในหัวใจของคนไทยที่จะไม่ยอมให้ใครเข้ามาคุกคามรุกรานอธิปไตยของเรา จังหวัดภูเก็ตห่างไกลจากพรมแดนไทย-กัมพูชาไม่รู้กี่ 1,000 กิโลเมตร เขายังรู้สึกตรงนี้ได้ ถึงบอกว่าไม่ต้องเอาเรื่องนี้มาหาคะแนน สิ่งที่เขาชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยของประเทศให้คนไทยทุกคนมีความมั่นใจว่า เกียรติภูมิของประเทศ อธิปไตยของประเทศ พื้นดินของประเทศจะไม่ถูกรุกล้ำ จะไม่ถูกยึดครองโดยคนต่างชาติ

อนุทิน

เมื่อถามย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนสีส้มเป็นสีน้ำเงินได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้อง Hope for the best (หวังว่าจะดีที่สุด)

เมื่อถามว่า จะมีการปิดกั้นชายแดนต่อหรือไม่ หากจัดการปัญหาชายแดนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ ต้องทำอะไรให้ดีที่สุด ก็คือเสมอ ๆ แฟร์ ๆ อย่าไปคิดหาแต้มต่อ ตนไม่เคยคิดทำอะไรที่เป็นแต้มต่อ ตีกอล์ฟกับแชมป์ยังไม่ขอเขาต่อแต้มเลย จะได้ตั้งใจ ถ้ามีแต้มต่อเดี๋ยวก็ลดความขยัน ลดความเข้มข้น ลดความตั้งใจ ทั้ง 400-500 เขตที่ส่ง แม้แต่กับจ.บุรีรัมย์ จ.อุทัยธานี ก็ต้องเดินแบบนี้เหมือนกัน ไม่มีแต้มต่อ แฟร์ ๆ

เมื่อถามต่อว่าการที่หลายคนมองว่า พรรคภูมิใจไทยปลุกกระแสเรื่องชาตินิยมนั้น จะชี้แจงอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเราไม่ชาตินิยมไทยของเราเอง และคำว่าชาตินิยม คนที่พูดกระแสชาตินิยมไม่ดี เป็นคนไทยหรือเปล่า เห็นแก่ชาติอื่นดีกว่าประเทศไทยหรือเปล่า ถ้าเห็นแบบนี้จะมาอาสาทำงานเพื่อบ้านเมือง พูดได้เต็มปากอย่างไร ชาตินิยมแปลว่าอะไร ไม่ใช่รักชาติรักแผ่นดินอย่างเดียว ต้องสนับสนุนสินค้าไทย ใช้สินค้าไทยเยอะ ๆ ต้องท่องเที่ยวในเมืองไทย ต้องไม่ไปต่างประเทศ ไม่เอาเงินไทยไปใช้ต่างประเทศ ต้องรักสามัคคีกันในหมู่คนไทยด้วยกันเอง ไม่ด้อยค่ากัน นี่คือชาตินิยม พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนแนวนี้เสียหายตรงไหน เดี๋ยวถามแล้วยิ่งได้คะแนนพอแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงสโลแกนของนายอนุทิน หลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ใช้สโลแกน “พิพัฒน์ หยัดได้ (เชื่อถือได้)” นายอนุทิน เลยบอก ว่า “เลือกนายกฯ ติดดิน อนุทิน ชาญวีรกูล” ก่อนจะหันมาถามผู้สื่อข่าวว่าใช้ได้หรือไม่

อนุทิน

อนุทินเดินสายมู หวังตีไข่แตกภูเก็ต

เดินสายมูต่อเนื่อง ไหว้ศาลเจ้าเก่าแก่ภูเก็ต เคาะระฆัง 37 ครั้ง

ต่อมาเวลา 09.37 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนางสาวธนนท์ นิรามิษ ภริยา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำในพื้นที่ภาคใต้ และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมาที่ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ย ซึ่งเป็นศาลเจ้าเก่าแก่และมีอายุยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต

นายอนุทินและคณะ ได้ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำศาลเจ้า และประตูทองคำกิวอ๋องไต๋เต๋ เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จ มีอำนาจวาสนา และแคล้วคลาดปลอดภัย ก่อนที่นายอนุทินจะปิดทองที่ประตูศาลเจ้า จากนั้นติดทองที่รั้ว พร้อมกล่าวว่า ต้องสร้างรั้วด้วย ตามนโยบาย พรรคภูมิใจไทย “รั้วทองคำ”

จากนั้น นายอนุทินได้เดินมารับพรที่จุดเดิม ที่ได้อวยพร ให้นายอนุทินมีสุขภาพแข็งแรง สมหวังดังปรารถนา ก่อนกล่าวขานรับตามธรรมเนียมจีนว่า “โฮ้ โฮ้ โฮ้”

ต่อมา นายอนุทินได้ตีระฆังทั้งสิ้น 37 ครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ซา จับ ฉิก” ซึ่งแปลว่า 37 ในภาษาจีนแต้จิ๋ว เป็นหมายเลขของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

ภายหลัง นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า การติดทองบนรั้วมีความหมายว่า ประเทศไทยมีรั้วเป็นทองคำ ซึ่งต่อให้ถูกเผาก็ยังเป็นทอง ใครทำอะไรไม่ได้ ส่วนการเคาะระฆังจำนวน 37 ครั้งนั้น ทำเพื่อความสบายใจว่า ตนเองไม่ได้มู

อนุทินหวังตีไข่แตกภูเก็ต ด้วยพลังศรัทธา

จากนั้น นายอนุทิน เดินทางสักการะอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ร่วมกับผู้สมัคร สส.ภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดแลนด์มาร์กสำคัญ ถือเป็นการเบิกฤกษ์เบิกชัย ในการหาเสียงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ก่อนที่จะเดินทางไปหาเสียงต่อในพื้นที่จังหวัดพังงาช่วงบ่ายวันนี้

อนุทิน

การเดินสายมูของนายอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะตีไข่แตกภูเก็ตให้ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ชัยชนะทางการเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน และความสามารถในการบริหารประเทศด้วย

ที่มา – “อนุทิน” หวังภูมิใจไทยตีไข่แตกภูเก็ต เดินสายมู เคาะระฆัง 37 ครั้ง

นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน



นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นล่าสุด นายกฯ อนุทินได้เปิดเผยถึงการหารือกับทูตพิเศษจีนเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงความต้องการที่จะเห็นสันติภาพชายแดนและความชัดเจนในจุดยืนของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้การต้อนรับ นายเติ้ง ซีจวิน (H.E. Mr. Deng Xijun) เอกอัครราชทูตและผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน และนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีประเด็นหลักคือความต้องการที่จะสร้าง สันติภาพชายแดน ให้เกิดขึ้น

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า การพบปะครั้งนี้เป็นการพูดคุยถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยทูตพิเศษจีนได้เดินทางไปพบกับฝ่ายกัมพูชาก่อนที่จะมาพบกับประเทศไทย จีนแสดงบทบาทเป็นกลางและไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ทางจีนเพียงเเต่ต้องการให้เกิด สันติภาพชายแดน

เมื่อถูกถามว่าจีนได้เสนอข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า จีนไม่ได้เรียกร้องข้อตกลงใดๆ เป็นพิเศษ เพียงแต่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพ ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้าร่วมประชุมและกลับมาให้รายงานผลการประชุมต่อไป

กำลังใจจากประชาชนคือสิ่งสำคัญ

นายอนุทินยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไม่สงบในขณะนี้ โดยขอให้ประชาชนส่งกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

“กองทัพไทยทำการปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างสุดความสามารถทุ่มเทเสียสละเป้าหมายที่กองทัพไทยได้คาดการณ์ไว้วางแผนวางปฏิบัติการไว้เรามีต้นทุนที่เสียไป แต่เป้าหมายยังดำรงอยู่ ขอให้ประชาชนเป็นกำลังใจให้นักรบแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทเสียสละไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหารและเจ้าหน้าที่ในการปกป้องแผ่นดิน รวมถึงการให้ความร่วมมือในการพักพิงในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้เพื่อความปลอดภัย ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

สำหรับสถานการณ์ สันติภาพชายแดน ที่ยังไม่แน่นอนนี้ ทางรัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อนำสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจุดยืนที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และกองทัพ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ การมีมิตรประเทศที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างจีน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือเเละเข้าใจซึ่งกันเเละกันเพื่อสร้าง สันติภาพชายแดน ที่ยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ หารือทูตพิเศษจีน ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน ย้ำไทยมีจุดยืนชัดเจน

เพื่อไทยแนะ ปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชา

“จุลพันธ์”แจงจุดยืน5ข้อเพื่อไทยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา แนะปกป้องอธิปไตย-ตอบโต้อย่างมีสติ สร้างความชอบธรรมในเวทีโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมกัมพูชา”

วันที่ 15 ธ.ค.2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคนไทยคนหนึ่ง ผมติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกเจ็บปวดและเศร้าใจทุกครั้งที่ทราบข่าวความสูญเสีย มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตแล้วเกือบ 20 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น มีประชาชนอพยพมากกว่า 2.6 แสนคน ในศูนย์พักพิง 996 แห่งทั่วทั้ง 8 จังหวัด โรงพยาบาลต้องปิดบริการ 12 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมประจำตำบล ต้องปิด 218 แห่ง

ในนามของพรรคเพื่อไทย ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เราคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อป้องกันประเทศ อธิปไตย และสังคมของเรา และขอย้ำถึงจุดยืนของพรรค 5 ข้อ ว่า

1. ปกป้องอธิปไตยไทย การวางกับระเบิดใหม่ที่ชายแดนเป็นการละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา ทำลายหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่สิ่งที่มิตรประเทศควรทำต่อกัน เราต้องปกป้องอธิปไตยและเอกราชของชาติไทย

2. ตอบโต้อย่างได้สัดส่วน  แม้เราจะปกป้องอธิปไตยอย่างมั่นคง แต่เราต้องตอบโต้อย่างมีสติ มีเหตุมีผล ได้สัดส่วนที่เหมาะสม ยึดหลักการสากล การตอบโต้ที่ชาญฉลาดนั้น สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและแสนยานุภาพของเรา แต่เราจะไม่ประมาทในการคุ้มครองประชาชนและผลประโยชน์ของชาติ

3. โลกล้อมกัมพูชา  ยึดกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด เร่งสื่อสารกับนานาชาติอย่างโปร่งใส น่าเชื่อถือ เน้นให้เห็นถึงข้อเท็จจริง เพื่อให้เข้าใจถึงความจำเป็นในการปกป้องตนเองและการตอบโต้ สร้างความชอบธรรมเพื่อเป็นเกราะกำบังประเทศไทยในเวทีโลกในระยะยาว ภายใต้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมกัมพูชา”

4. ชีวิตคนไทยต้องมาก่อน  สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนคนไทย ทั้งคนในพื้นที่ชายแดนและคนไทยที่ไปทำมาหากินในกัมพูชา รัฐบาลต้องดูแลทุกด้าน ทั้งการอพยพ ที่พักชั่วคราว สาธารณูปโภค โรงพยาบาล โรงเรียน และการเยียวยารายได้ ต้องไม่ทิ้งผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางไว้ในพื้นที่เสี่ยง เราตระหนักดีว่า ในทุกวันของความขัดแย้งและปะทะ ก็ยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

ผมจึงได้มอบหมายให้นายสรวงศ์ เทียนทอง นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ และอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยอีกหลายคน ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนแล้ว หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรคเพื่อไทยได้

และ 5. ขอขอบคุณทหารไทยทุกนาย ที่เสียสละปกป้องแผ่นดิน พิทักษ์อธิปไตยและความมั่นคงของชาติ คือกำแพงที่แข็งแกร่งของประเทศ เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

ตนและพรรคเพื่อไทย ขอส่งกำลังใจให้ทหารไทยทุกหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เพื่อไทย แนะปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน การตอบโต้อย่างได้สัดส่วนและการสร้างความชอบธรรมในเวทีโลกถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้

ทำไมต้อง ปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชา อย่างมีสติ?

การปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ ไม่ได้หมายถึงการเพิกเฉยต่อการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของไทย แต่เป็นการดำเนินการด้วยความรอบคอบและมีเหตุผล โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตอบโต้อย่างรุนแรงอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย การดำเนินการทางการทูตและการเจรจาจึงเป็นทางออกที่ควรให้ความสำคัญ

พรรคเพื่อไทยย้ำว่าการปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาต้องมาพร้อมกับการดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการอพยพ การจัดหาที่พักพิงชั่วคราว และการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน การสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

  • การดำเนินการทางการทูตและการเจรจา
  • การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ
  • การสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ
  • การดูแลและช่วยเหลือประชาชน

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสร้างความเข้าใจและความสามัคคีในชาติเป็นสิ่งสำคัญในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อเรามีความเข้มแข็งและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราจะสามารถปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – เพื่อไทย แนะปกป้องอธิปไตยไทย-ตอบโต้กัมพูชาอย่างมีสติ

“สุทิน” ชี้ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ!

“สุทิน” ห่วงสถานการณ์ชายแดน ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้ “นายกฯ อนุทิน” เร่งเจรจาช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชา หวั่นกลายเป็นตัวประกัน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานเปิดสำนักงานกฎหมายคลังแสง ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 67/26 หมู่ 8 ตลาดอู้ฟู่ ถ.มิตรภาพ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งนายกำพลศักดิ์ คลังแสง ประธานบริษัทสำนักงานกฎหมายคลังแสง ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีคณะทำงานด้านกฎหมาย รวมทั้งนักการเมืองทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่นร่วมแสดงความยินดี

จากนั้น นายสุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในฐานะที่อดีตเคยเป็น รมว.กลาโหม ได้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ และกำลังทหารทุกหน่วยในช่วงที่ผ่านมา มีความเป็นห่วงในเหตุการณ์เช่นนี้ที่ไม่น่าเกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้นในทุกประเทศ เพราะการแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งของมนุษย์นั้นมีหลายวิธีที่ควรทำ ดีกว่ามาใช้กำลัง เสียดายที่ผ่านมาเราทำไม่สมบูรณ์ในบางขั้นตอน จนทำให้เกิดการเลยเถิดมาจนถึงทุกวันนี้

“เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วประเทศไทยเราก็ถอยไม่ได้ ไทยก็ต้องเดินหน้าเต็มที่เพื่อปกป้องอธิปไตย และต้องทำให้ศัตรูหรือข้าศึกนั้นต้องเข็ดหลาบ แต่การสู้รบสมัยใหม่นั้นสู้ด้วยกำลัง สู้ด้วยทางการทูต สู้ด้วยจิตวิทยาสังคมที่ต้องช่วงชิงกัน กองทัพและรัฐบาลจะต้องคำนึงประเด็นดังกล่าวให้ดี เราอาจจะต้องชนะทุกคนและทุกเรื่องไปพร้อมกัน โดยส่วนตัวก็ต้องให้กำลังใจทหาร ให้กำลังใจรัฐบาล การจบด้วยสันติวิธีโดยที่ไทยเรานั้นจะต้องไม่เสียเปรียบ”

นายสุทิน ยังเผยอีกว่า ไทยเราเจรจาไม่รอบคอบในหลายประเด็น เราเปิดช่องโหว่ให้มีการเล็ดลอด มีการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นเมื่อมีการเล็ดลอดเกิดขึ้นก็เกิดข้อพิพาททันที ทำให้การเจรจาต่างๆ ไม่สำเร็จ การเจรจาระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ จะต้องคุยกันให้ลึกและปิดรอยรั่ว เพราะหากไม่ทำจริงจังก็จะเกิดปัญหาเช่นนี้กลับคืนมาอีก

“รัฐบาลรักษาการของคุณอนุทิน (ชาญวีรกูล) ทำได้เกือบทุกเรื่องตามกรอบกฎหมายที่กำหนด แต่เรื่องข้อพิพาทระหว่างประเทศและสงครามที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลรักษาการก็ต้องยึดถึงความมั่นคงเป็นหลัก อย่าคิดให้เป็นประเด็นหรือประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งจังหวะแบบนี้ถ้าคนคิดไม่ดีก็จะเอาเป็นประโยชน์ทางการเมืองได้ จึงต้องช่วยกันเตือนสติรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วย”

ในช่วงท้าย นายสุทิน ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ถ้ารัฐบาลมีการประเมินแล้วว่าจะมีสถานการณ์สู้รบเกิดขึ้น จะต้องรีบจัดการในเรื่องเหล่านี้ก่อน รัฐบาลและทหารจะรู้กันก่อนว่าหากเกิดการสู้รบก็ต้องอพยพประชาชนของตนเองออกมาก่อน แต่มาวันนี้กัมพูชาไม่ให้คนไทยเกือบ 7,000 คนออกมาจากประเทศ แบบนี้ไทยเสียหายและเสียเปรียบในดุลทางทหารด้วย เพราะหากกลายเป็นการจับพลเรือนไทยเป็นตัวประกัน เราเสียเปรียบชัดเจน.

“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดนายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยย้ำว่า ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทำไม “สุทิน” ถึงมองว่าไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ?

นายสุทินมองว่าการเจรจาที่ผ่านมายังไม่รอบคอบ ทำให้เกิดช่องโหว่และการละเมิดข้อตกลง ดังนั้นการตอบโต้ที่แข็งกร้าวเพื่อปกป้องอธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ การที่กัมพูชาไม่อนุญาตให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศยังเป็นการเสียเปรียบในดุลทางทหาร โดยหากคนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน สถานการณ์จะยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปอีก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาที่โปร่งใสและรอบคอบ รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน การที่“สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความสูญเสีย

ที่มา – “สุทิน” ชี้ ไทยถอยไม่ได้ ต้องทำให้ข้าศึกเข็ดหลาบ จี้นายกฯ เร่งช่วยคนไทยในกัมพูชา

ไทยไม่หวั่น! กัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 หรือ?

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ออกมาตอบโต้กรณีที่กัมพูชาบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการของกองทัพไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องเครื่องบินขับไล่ F-16 โดยยืนยันว่าไทยไม่ได้กังวลในเรื่องข้อเท็จจริง แต่ห่วงใยมากกว่าในเรื่องของเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ของกัมพูชา และเรียกร้องให้กลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ว่า ปฏิบัติการของ F-16 ในช่วงที่มีการปะทะบริเวณชายแดนนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและพลเรือนผู้บริสุทธิ์ โดยมุ่งเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไทยมิใช่ฝ่ายที่เริ่มก่อน แต่มีความจำเป็นต้องตอบโต้ด้วยการคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนและเหมาะสมแก่สถานการณ์

ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้กังวลในเรื่องข้อเท็จจริงแต่อย่างใด และพร้อมที่จะอธิบายและชี้แจงโดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือ เจตนารมณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงออกมาผ่านทางการบิดเบือนข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ประเทศไทยยังคงต้องการให้กัมพูชากลับมาเจรจาร่วมกันบนพื้นฐานของความจริงใจและสุจริตใจ เพื่อร่วมกันแสวงหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น

ประเด็น MOU ปี 2543 และการประชุม JBC

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก MOU ปี 2543 (MOU43) ว่า การที่ประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ระหว่างไทยและกัมพูชาในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ จะไม่ทำให้ไทยเสียสิทธิในการยกเลิก MOU ดังกล่าวแต่ประการใด การประชุม JBC เป็นกลไกทวิภาคีที่จำเป็นต้องมีเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน

ขณะนี้ประเทศไทยได้มีหนังสือเชิญไปยังกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับใดๆ กลับมา อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเดินหน้าสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางเกี่ยวกับ MOU-43 ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลอย่างครบถ้วน หากต้องตัดสินใจลงประชามติในปลายปีนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับ F-16 หรือประเด็นอื่น ๆ สร้างความเข้าใจผิด และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้ การสื่อสารด้วยความจริงใจและเปิดเผยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ประเทศไทยควรเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ และส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในข้อมูลของตนเอง แต่การที่ยังคงห่วงใยในเจตนาของอีกฝ่าย ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความระมัดระวังและความปรารถนาดีที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ การรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการมีเพื่อนบ้านที่ดี ย่อมดีกว่าการมีเพื่อนบ้านที่ไม่เข้าใจกัน

ที่มา – ไทยไม่หวั่นกัมพูชาบิดเบือนข้อมูล F-16 แต่ห่วงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์มากกว่า

หลักฐานชัด! บ้านหนองหญ้าแก้ว อธิปไตยไทย MOU43

กองทัพไทยยืนยันชัดเจนว่า “บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน)” ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างแน่นอน ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนตามที่มีข้อกังขา โดยมีหลักฐานรับรองจากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจน

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย พลตรี วิทัย ลายถมยา ได้ออกมาอธิบายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลักเขตแดนที่ 42 นั้นตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ตำบลโคกสูง ส่วนหลักเขตแดนที่ 43 ตั้งอยู่ที่บ้านโนนหมากมุ่น ตำบลเดียวกัน การกำหนดแนวเขตแดนในบริเวณนี้เป็นเส้นตรงที่ลากจากหลักเขตแดนที่ 41 ไปยังหลักเขตแดนที่ 42 และต่อเนื่องไปยังหลักเขตแดนที่ 43 จากนั้นแนวเขตแดนจะเลาะไปตามคลองระลมระสือจนถึงหลักเขตแดนที่ 44

หลักฐานยืนยัน บ้านหนองหญ้าแก้ว ในเขตอธิปไตยไทย

กระบวนการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน Terms of Reference (TOR) โดยชุดสำรวจร่วมไทย–กัมพูชาได้ทำการสำรวจสภาพและที่ตั้งของหลักเขตแดนทั้งหมด 74 หลัก เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 สำหรับหลักเขตแดนที่ 42 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ได้รับการสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2549 ซึ่งผลการสำรวจพบว่าหลักเขตยังอยู่ในสภาพดี แต่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นต่างกันเล็กน้อยในเรื่องที่ตั้ง ประมาณ 80 เมตร ในส่วนของหลักเขตแดนที่ 43 ได้สำรวจในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2549 พบว่าหลักเขตล้มและถูกฝังอยู่ในดิน แต่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่ตั้งที่ถูกต้องร่วมกันได้ และได้สร้างหมุดชั่วคราว (Temporary Marker: TM) ไว้ ณ ตำแหน่งนั้น

ผลการสำรวจร่วมของหลักเขตแดนทั้งหมด รวมถึงหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 ได้รับการรับรองในการประชุม JBC ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการสำรวจแนวเขตแดนในส่วนของเส้นตรงที่ลากเชื่อมระหว่างหลักทั้งสอง แต่ในหลักฐานบันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดน ซึ่งเป็นไปตามที่ระบุไว้ใน MOU ปี 2543 ได้กำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักทั้งสองไว้อย่างชัดเจน

บันทึกวาจาและแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 จัดทำขึ้นโดยข้าหลวงปักหลักเขตแดนระหว่างประเทศสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ. 1908–1909 โดยใช้ต้นไม้หรือเสาไม้ติดแผ่นโลหะเป็นหลักเขตแดน ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1919–1920 ได้มีการเปลี่ยนเป็นหลักคอนกรีตทดแทน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหลักไม้หรือเสาไม้เดิม และในแผนผังแสดงที่ตั้งหลักเขตแดนของบันทึกวาจาทั้งสองช่วง ได้กำหนดแนวเขตแดนเป็นเส้นตรงระหว่างหลักที่ 42 และ 43 โดยแนวเส้นตรงดังกล่าวผ่านกึ่งกลางของหลักเขตแดนทั้งสองอย่างชัดเจน

MOU 2543 ยืนยัน บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นของไทย

กองทัพไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า บ้านหนองหญ้าแก้ว (บ้านไปรจัน) ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อนที่เกิดจากความแตกต่างของการลากเส้นตรงระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 และ 43 การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการรับรองร่วมกันแล้ว ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU 2543) และการหารือในระดับคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และประเด็นนี้ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากหลักฐานและกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ

ที่มา – หลักฐานชัด “บ้านหนองหญ้าแก้ว” อยู่ในเขตอธิปไตยไทย สอดคล้อง MOU43

รัฐบาลยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่ม

รัฐบาลยืนกราน! ข่าวลือเรื่องการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่เป็นความจริง มีแต่จะสร้างเพิ่มในเขตอธิปไตยของไทยเท่านั้น พร้อมเชื่อว่ามีผู้ไม่หวังดีพยายามปั่นกระแสสร้างความแตกแยก ขณะที่การประชุม RBC กับกัมพูชาถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาตอบโต้กระแสข่าวลือที่ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะสั่งให้มีการรื้อรั้วลวดหนามตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ว่า ข่าวดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” ที่ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด รัฐบาลไม่มีความคิดที่จะรื้อรั้วลวดหนาม มีแต่จะทยอยวางรั้วลวดหนามเพิ่มเติมในเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยืนยัน! ไม่รื้อรั้วลวดหนาม มีแต่สร้างเพิ่มในเขตไทย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะรื้อรั้วลวดหนาม แต่กลับมีนโยบายที่จะสร้างรั้วเพิ่มเติม เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยโดยบางเพจที่จงใจปั่นกระแส เพื่อหวังเรียกยอดไลก์และยอดผู้ติดตาม โดยใช้วิธีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างเรื่องราวเท็จ อ้างว่ารัฐบาลจะเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และมีการเสนอให้ยกเลิกรั้วลวดหนามบริเวณชายแดนทั้งหมด ซึ่ง “ไม่เป็นความจริง” เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงยึดตามข้อตกลงหยุดยิงหลังเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ว่า “อยู่ตรงไหน ให้อยู่ตรงนั้น” และประเทศไทยยังคงต้องรักษาอธิปไตยของตนเอง การล้อมรั้วลวดหนามจึงเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการยืนยันสิทธิ์ในเขตแดน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยจะไม่หวั่นไหวต่อการปลุกปั่นหรือการกดดันจากฝ่ายใด และขอยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลจะไม่มีการรื้อรั้วลวดหนามในทุกเขตแดนที่วางไว้ตลอด 7 จังหวัด แต่จะมีเเต่การเสริมสร้างให้เเข็งเเรงยิ่งขึ้น

กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC เป็น 27 สิงหาคม

นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศบ.ทก. ได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาว่า ขอเลื่อนการประชุม RBC สมัยวิสามัญในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 จากเดิมวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เพื่อให้มีเวลาในการเตรียมการประชุมมากขึ้น ทั้งนี้ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำเรียน พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งท่านก็ไม่ได้ขัดข้องและเห็นชอบให้เลื่อนการประชุมตามที่กัมพูชาได้ร้องขอมา

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้กำหนดการหารือใหม่ดังนี้:

  • วันที่ 25–26 สิงหาคม 2568: ประชุมกองเลขาฯ
  • วันที่ 27 สิงหาคม 2568: ประชุม RBC สมัยวิสามัญ
  • สถานที่ประชุม: พื้นที่กึ่งกลางบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยยังคงยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การเสริมสร้างรั้วลวดหนามเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเหล่านั้น และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ที่มา – รัฐบาลปฏิเสธข่าวลือรื้อรั้วลวดหนาม ลั่นไม่มีวันรื้อมีแต่จะสร้างเพิ่ม ในเขตอธิปไตยของไทย

Scroll to top