อนุกูล พฤกษานุศักดิ์

“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้ลาทำเนียบ รองนายกฯ คืนรถ

สองรองโฆษกรัฐบาล สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบอำลาตำแหน่ง “รองนายกฯ-รมต.” ทยอยคืนรถหลวงแล้ว ขณะที่ ตึกไทยคู่ฟ้าทำความสะอาดตรวจเช็คสิ่งของ-อุปกรณ์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตา ศาลยาย และพระพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลในโอกาสพ้นจากตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ทยอยส่งคืนรถประจำตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่กองสถานที่ ยานพาหนะและรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตรวจเช็คและบำรุงรักษาต่อไป ขณะที่ตึกไทยคู่ฟ้าได้มีการทำความสะอาดห้องต่างๆ และตรวจเช็คอุปกรณ์และสิ่งของภายในให้พร้อมใช้งานรอรับรัฐบาลชุดใหม่

“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบ- รองนายกฯ ทยอยคืนรถหลวง

การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การที่“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบ ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่และผู้ที่เคยร่วมงานกันมา และยังเป็นการส่งสัญญาณถึงการสิ้นสุดบทบาทของตนเองในรัฐบาลชุดปัจจุบัน

การส่งมอบรถประจำตำแหน่งและการเตรียมความพร้อมของตึกไทยคู่ฟ้า

การที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทยอยคืนรถประจำตำแหน่ง แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และเป็นการเปิดทางให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการได้อย่างราบรื่น การตรวจเช็คและบำรุงรักษารถยนต์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต

ขณะเดียวกัน การทำความสะอาดและตรวจเช็คอุปกรณ์ภายในตึกไทยคู่ฟ้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นสถานที่ทำงานหลักของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี การเตรียมความพร้อมของสถานที่จึงเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาลชุดใหม่

“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบ เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน การส่งมอบงานและการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต การที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือและปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม

การที่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับ น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ และนายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีและความทรงจำร่วมกันที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน การจากลาจึงเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความอาลัยและความหวังสำหรับอนาคต

การ“ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบและการทยอยคืนรถหลวงของรองนายกฯ และรัฐมนตรี เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมในทุกด้าน จะช่วยให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การเปลี่ยนผ่านทุกครั้งย่อมมาพร้อมความเปลี่ยนแปลง แต่การเคารพธรรมเนียมและการเตรียมความพร้อมที่ดี จะช่วยให้เราก้าวผ่านทุกช่วงเวลาได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “ศศิกานต์-อนุกูล” ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ลาทำเนียบ- รองนายกฯ ทยอยคืนรถหลวง

คุรุสภาจ่อพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.

คุรุสภา เตรียมสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง 7 ขวบ 3 คน ซ้ำข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์ หากผลสอบสวนผิดจริง เพิกถอนใบอนุญาตพร้อมดำเนินคดี

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา กรณีครูชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองแค จ.สระบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงอายุ 7 ขวบ จำนวน 3 ราย และข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์นั้น

ทั้งนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่นักเรียนทุกคน สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของบุคคลที่เป็นข่าว พบว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู มีใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู

“การดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง โดยในเบื้องต้น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน ทั้งนี้ หากการสอบสวนแล้วเสร็จ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งกรณีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง มีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ”

นายอนุกูล กล่าวย้ำด้วยว่า ครูต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณวิชาชีพครู มีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้และปกป้องลูกศิษย์ การที่ครูประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นเรื่องร้ายแรง จะต้องเร่งจัดการทันที โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน ซึ่งในขั้นแรกคุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตฯ ไว้ก่อน แต่หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป พร้อมทั้งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

คุรุสภาจ่อสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.

ความคืบหน้ากรณีครูสระบุรี ล่วงละเมิดนักเรียนหญิง

จากกรณีข่าวสะเทือนใจ ครูชายในจังหวัดสระบุรีถูกจับกุมข้อหาล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงวัย 7 ขวบถึง 3 ราย และข่มขู่ด้วยการถ่ายภาพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเบื้องต้นพบว่าครูผู้ถูกกล่าวหามีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจริง

ขณะนี้เรื่องดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว เนื่องจากเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้พิจารณาพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน หากผลการสอบสวนแล้วเสร็จและพบว่ามีความผิดจริง จะมีการพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ผลกระทบต่อวิชาชีพครู

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพครู ครูมีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ความรู้และปกป้องลูกศิษย์ การประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อครู โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวิชาชีพครูโดยรวม ครูทุกคนควรตระหนักถึงความรับผิดชอบและหน้าที่ของตนเองในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน และรักษาจรรยาบรรณของวิชาชีพ

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดของคุรุสภาในกรณีนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการกระทำผิดทางจรรยาบรรณวิชาชีพครูจะไม่ได้รับการปล่อยปละละเลย และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

ขั้นตอนการดำเนินการต่อไป

ในขั้นแรก คุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิดไว้ก่อน หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป พร้อมทั้งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การดำเนินการนี้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและปกป้องสิทธิของเด็กนักเรียน

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนในการตระหนักถึงความสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพ และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน

เราต้องร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนของเรา

ที่มา – คุรุสภาจ่อสั่งพักใช้ใบอนุญาตครูสระบุรี ล่วงละเมิด นร.หญิง 7 ขวบ 3 คน ถ่ายภาพข่มขู่

ครม.อนุมัติงบ 363 ล้าน ฟื้นฟูน้ำท่วมเชียงราย

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลาง 363 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย เป็นจำนวน 18 โครงการ ถือเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ครม.อนุมัติงบ 363 ล้าน ฟื้นฟูน้ำท่วมเชียงราย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงมติ ครม. ที่อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ให้จังหวัดเชียงรายนำไปใช้ในการดำเนินโครงการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวน 18 โครงการ วงเงินรวม 363.62 ล้านบาท โดยให้จังหวัดเชียงรายเบิกจ่ายเงินจากสำนักงบประมาณ (สงป.) ตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม 2567 ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งรวมถึงจังหวัดเชียงราย ครม. จึงได้อนุมัติงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งก่อนหน้านี้ ครม. ได้เห็นชอบในหลักการโครงการเร่งด่วนของจังหวัดเชียงรายเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย (29 พฤศจิกายน 2567) ทำให้จังหวัดเชียงรายเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก สงป. จำนวน 19 โครงการกรอบวงเงินรวม 397.59 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติในที่สุด

รายละเอียดโครงการฟื้นฟูน้ำท่วมเชียงราย

โครงการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยของจังหวัดเชียงรายที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณ 363 ล้านบาท มีรายละเอียดดังนี้:

  1. โครงการหลงแสงเวียง เจียงฮาย (Light Festival) วงเงิน 9.68 ล้านบาท
  2. โครงการฟื้นฟูและป้องกันทางหลวงที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยงานฟื้นฟูทางหลวง ทางหลวงหมายเลข 131 ตอนควบคุม 0100 ตอนทางเลี่ยงเมืองเชียงราย ระหว่าง กม.8+700 – กม.9+300 วงเงิน 45.00 ล้านบาท
  3. โครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และก่อสร้างรางระบายน้ำสาธารณะ ถนนภายในชุมชนเหมืองแดง หมู่ที่ 2 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วงเงิน 52.23 ล้านบาท
  4. โครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และก่อสร้างรางระบายน้ำสาธารณะ ถนนในชุมชนเกาะทราย หมู่ที่ 7 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วงเงิน 24.04 ล้านบาท
  5. โครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และก่อสร้างรางระบายน้ำสาธารณะ ถนนในชุมชนไม้ลุงขน หมู่ที่ 10 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วงเงิน 53.20 ล้านบาท
  6. โครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และก่อสร้างรางระบายน้ำสาธารณะ ถนนสายลมจอย – ดอยเวา ชุมชนดอยเวา หมู่ที่ 1 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วงเงิน 12.18 ล้านบาท
  7. โครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก และก่อสร้างรางระบายน้ำสาธารณะ ถนนในชุมชนป่ายางชุม หมู่ที่ 6 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย วงเงิน 12.18 ล้านบาท
  8. โครงการก่อสร้างถนน ค.ส.ล. สายเลียบสายคลองชลประทาน หมู่ที่ 4 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการสัญจรและลดผลกระทบจากอุทกภัย (ชร.ถ.56 – 054) วงเงิน 3.28 ล้านบาท
  9. โครงการปรับปรุงซ่อมแซมระบบจัดการน้ำเสีย วงเงิน 17.65 ล้านบาท
  10. โครงการบูรณาการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายจากสถานการณ์อุทกภัย วงเงิน 9.33 ล้านบาท
  11. โครงการฟื้นฟูและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ทางหลวงหมายเลข 1232 ตอนควบคุม 0100 ตอน อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย – เวียงชัย ระหว่าง กม.0+000 – กม.2+000 วงเงิน 45.00 ล้านบาท
  12. โครงการปรับปรุงซ่อมแซมเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณสวนสาธารณะ ริมแม่น้ำกกชุมชนฝั่งหมิ่น, ร่องเสือเต้น, ป่าแดง วงเงิน 25.00 ล้านบาท
  13. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำภายในเขตเทศบาลนครเชียงราย วงเงิน 17.63 ล้านบาท
  14. โครงการปรับปรุงซ่อมแซมเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณสวนสาธารณะเกาะลอย วงเงิน 14.23 ล้านบาท
  15. โครงการปรับปรุงทางเท้าถนนกองคำ ชุมชนน้ำลัด วงเงิน 5.00 ล้านบาท
  16. โครงการปรับปรุงระบบกลบฝังขยะมูลฝอย วงเงิน 15.00 ล้านบาท
  17. โครงการปรับปรุงผิวจราจรด้วย Asphaltic Concrete และทางเดินเท้าถนนไกรสรสิทธิ์ วงเงิน 1.80 ล้านบาท
  18. โครงการส่งเสริมและพัฒนาช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน วงเงิน 1.19 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำกก หมู่บ้านธนารักษ์ กองทัพบก หมู่ที่ 3 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย วงเงิน 29.10 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างขออนุญาตใช้พื้นที่ราชพัสดุจากกรมธนารักษ์

การอนุมัติงบประมาณ 363 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูน้ำท่วมเชียงรายครั้งนี้ ถือเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญจากรัฐบาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พี่น้องชาวเชียงรายสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานโครงการต่างๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง การอนุมัติงบประมาณฟื้นฟูน้ำท่วมเชียงรายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของรัฐบาลต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาจังหวัดเชียงรายให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต หวังว่าการฟื้นฟูน้ำท่วมเชียงรายครั้งนี้ จะเป็นไปอย่างราบรื่นและสำเร็จลุล่วงด้วยดี

ที่มา – ครม. อนุมัติงบกลาง 363 ล้าน ฟื้นฟูน้ำท่วม จ.เชียงราย

กยศ. ปรับหนี้ใหม่ แนะนำลงทะเบียนขอเงินคืน!

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ทำการปรับปรุงยอดหนี้ใหม่สำหรับผู้กู้ยืมเงินจำนวน 550,000 บัญชี และแนะนำให้ผู้กู้ยืมตรวจสอบยอดหนี้ผ่านแอปพลิเคชัน “กยศ. Connect” พร้อมทั้งเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินคืนผ่านทางเว็บไซต์ของ กยศ.

กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชี แนะผู้กู้ยืมเงินลงทะเบียนขอเงินคืนผ่านเว็บไซต์

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า กยศ. ได้คำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 รวมถึงประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง การปรับปรุงยอดหนี้ของผู้กู้ยืมเงิน

การดำเนินการนี้เริ่มต้นจากกลุ่มผู้กู้ยืมเงินจำนวน 556,000 บัญชี ซึ่ง กยศ. ได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว และจะแสดงยอดหนี้ในแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับผู้กู้ยืมที่ระบบแจ้งว่ามีการชำระเงินเกินจากยอดหนี้ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ที่เว็บไซต์ของ กยศ. ส่วนผู้ที่ยังมียอดหนี้คงเหลือ สามารถชำระเงินผ่าน Mobile Banking ของทุกธนาคารโดยการสแกน QR code หรือช่องทางอื่น ๆ ที่ กยศ. กำหนด

ลงทะเบียนขอเงินคืน กยศ. อย่างไร?

ระบบจะทำการลดหนี้ภายใน 3 วันทำการ และผู้กู้ยืมสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th

นายอนุกูลยังกล่าวอีกว่า กยศ. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการคำนวณยอดหนี้ใหม่ให้ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบคอบในทุกขั้นตอน ก่อนที่จะนำข้อมูลขึ้นในระบบ เพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินมั่นใจได้ว่ายอดหนี้ที่แสดงนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ และยืนยันว่าผู้กู้ยืมจะไม่เสียสิทธิตามกฎหมายอย่างแน่นอน การกยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชีครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้จำนวนมาก

ทำไม กยศ. ถึงต้องปรับยอดหนี้ใหม่? การปรับปรุงยอดหนี้ครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่ต้องการให้การคำนวณหนี้เป็นธรรมและถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้กู้ยืมเงินในระยะยาว นอกจากนี้ การปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ยังช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถวางแผนการชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบยอดหนี้ของตนเอง แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน กยศ. Connect และลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลโดยเร็ว หากพบว่ามีการชำระเงินเกิน สามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินคืนได้ทันที การกยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชีครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่ผู้กู้ยืมควรใช้ประโยชน์

การที่ กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชี แนะผู้กู้ยืมเงินลงทะเบียนขอเงินคืนผ่านเว็บไซต์ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบของกองทุนต่อผู้กู้ยืมเงินทุกคน การปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้กู้ยืมเงินว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมตามกฎหมาย

ที่มา – กยศ. ปรับยอดหนี้ใหม่ 5.5 แสนบัญชี แนะผู้กู้ยืมเงินลงทะเบียนขอเงินคืนผ่านเว็บไซต์

ครม.อนุมัติ ช่วยเกษตรกรนาปี/นาปรัง 2568 ไร่ละ 1,000

ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ทั้งนาปีการผลิต 2568/69 และนาปรังปี 2568 โดยช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 61,697.06 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 51,232.50 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 10,464.56 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

โครงการสำคัญที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่:

  • โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 45,398.81 ล้านบาท
  • โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท
  • โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2568/69: วงเงินรวม 642 ล้านบาท

ชดเชยราคาข้าวนาปรังด้วย

นายอนุกูลยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกนาปรังด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. อนุมัติยกเว้นการไม่ถือปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ในกรณีให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร เฉพาะสินค้าข้าว
  2. เห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 (โครงการฯ นาปรัง ปี 2568) และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 (โครงการฯ นาปีปีการผลิต 2568/69) และการใช้เงินทุน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการทั้ง 2 โครงการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีวงเงิน 7,286.77 ล้านบาท และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวงเงิน 37,917.23 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจาก ธ.ก.ส.

เกษตรกรนาปี-นาปรัง ได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พันบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้:

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีกลุ่มเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท

โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีกลุ่มเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

มาตรการช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้เกษตรกรมีกำลังใจในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพต่อไป

ที่มา – ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาท


กรมศิลป์ยัน! ไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

กรมศิลป์ยืนยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม และใช้วิจารณญาณก่อนแชร์ข้อมูล

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุด โดยเฉพาะเรื่อง “กรมศิลปากรอนุญาตให้ทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารได้เพราะสามารถบูรณะใหม่ได้” ซึ่งรองลงมาคือข่าวลือเรื่องการจับสายลับกัมพูชา ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและเข้าใจผิดในสังคม

นายอนุกูลย้ำว่า กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่เคยมีนโยบายหรืออนุญาตให้มีการทำลายโบราณสถานใดๆ เพื่อประโยชน์ทางทหาร การทำลายโบราณสถานเป็นการละเมิดหลักการอนุรักษ์ระดับสากลอย่างชัดเจน แม้จะมีความสามารถในการบูรณะให้ใกล้เคียงของเดิมได้ แต่ก็ไม่อาจทดแทนคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของสถานที่ดั้งเดิมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างร้ายแรง

กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร

ข่าวลือที่ว่ากรมศิลปากรมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหารนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด กรมศิลปากรยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีการอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำดังกล่าว การรักษาโบราณสถานเป็นหน้าที่สำคัญที่กรมศิลปากรให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา โบราณสถานเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นสมบัติของชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของโลก การทำลายโบราณสถานจึงเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้ และขัดต่อหลักการอนุรักษ์สากล

ผลกระทบของการเผยแพร่ข่าวปลอมเรื่องนโยบายทำลายปราสาท

การเผยแพร่ข่าวปลอมเกี่ยวกับนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเข้าใจผิดของประชาชน ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความไม่ไว้วางใจต่อหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนานาชาติ การบิดเบือนข้อมูลและความจริงเกี่ยวกับโบราณสถานสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

โบราณสถานแต่ละแห่งมีเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน การอนุรักษ์จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่เป็นการรักษาคุณค่าทางจิตใจและเรื่องราวที่สืบทอดกันมา การทำลายโบราณสถานไม่เพียงแต่เป็นการทำลายสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการทำลายความทรงจำและเอกลักษณ์ของชาติ

การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทและความรับผิดชอบของกรมศิลปากรในการอนุรักษ์โบราณสถานเป็นสิ่งสำคัญ ข่าวสารที่ถูกต้องจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความร่วมมือในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อ
  • อย่าแชร์ข้อมูลที่ไม่แน่ใจว่าเป็นความจริง
  • ใช้สติและวิจารณญาณในการตัดสินใจ

ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นละเอียดอ่อนทางสังคมและวัฒนธรรม ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีความถูกต้อง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัย การใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลและการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ต่อ คือหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองดิจิทัล

ที่มา – กรมศิลป์ยันไม่เคยมีนโยบายทำลายปราสาทเพื่อประโยชน์ทางทหาร เตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม

Scroll to top