อพยพชายแดน

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

กองบัญชาการกองทัพไทยเปิดเผยว่า “กระทรวงกลาโหมกัมพูชา” ได้ส่งหนังสือทางการเพื่อขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC (General Border Committee) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยทางไทยได้ย้ำถึงความจำเป็นในการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลัก 3 ประการ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 18.30 น. เพจเฟซบุ๊ก กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่กัมพูชาส่งหนังสือทางการขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC โดยทางไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลักทั้ง 3 ข้อ

ดังที่กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับเงื่อนไขการหยุดยิงบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยได้ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาจะต้องแสดงเจตจำนงผ่านการปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การประกาศหยุดยิงก่อน, การยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม

กัมพูชายื่นหนังสือขอเจรจาหยุดยิง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะเจรจาหยุดยิง ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญภายใต้กรอบเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้

ทั้งนี้ จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยฝ่ายไทยมี พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร และฝ่ายกัมพูชามี Major General Nhem Boraden เป็นหัวหน้าคณะการประชุม

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย การที่กัมพูชายื่นข้อเสนอในการเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงความจริงใจในการหยุดยิงและยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง

การมีส่วนร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ถูกฝังไว้ตามแนวชายแดนเป็นอันตรายต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ในอนาคต

การประชุม GBC ที่จังหวัดจันทบุรีจึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้หารือและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงในการหยุดยิงและร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรม จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

สำหรับการเจรจากัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ในครั้งนี้ ทางฝั่งไทยเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และต้องยึดมั่นในหลักการและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การเจรจาจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นอันดับแรก

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC, เราควรร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการเจรจาที่สร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC นั้น จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – กองบัญชาการกองทัพไทย เผยหนังสือที่ “กัมพูชา” ส่งขอเจรจาหยุดยิง ตามกลไก GBC

มท. ย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง สร้างความอุ่นใจชายแดน

สถานการณ์ชายแดนสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก กระทรวงมหาดไทย (มท.) จึงออกมาย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง–ทรัพย์สิน–สัตว์เลี้ยง สร้างความอุ่นใจประชาชนชายแดน อย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยและได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงถึงแผนการดำเนินงานในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยเน้นย้ำถึงความพร้อมในการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามแผนที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งในระยะแรกมีจำนวนกว่า 1,000 แห่ง รองรับประชาชนที่อพยพเข้ามาพักพิงกว่า 250,000 คน แม้จะพบปัญหาบ้างในช่วงเริ่มต้น แต่หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมมือกันแก้ไขและปรับปรุงการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

มท.ย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง–ทรัพย์สิน–สัตว์เลี้ยง สร้างความอุ่นใจประชาชนชายแดน

รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยมีความพร้อมในการดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง หากประชาชนยังคงพบเจอปัญหาหรือข้อขัดข้องใด ๆ สามารถแจ้งต่อผู้อำนวยการศูนย์พักพิง นายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ได้โดยตรง เพื่อให้ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยยังให้ความสำคัญกับความห่วงใยของประชาชนเกี่ยวกับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้อพยพมาด้วย โดยได้ประสานงานกับกรมปศุสัตว์ในการจัดเตรียมอาหารสัตว์อย่างเป็นระบบ และกระจายความช่วยเหลือผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร และชุดรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อให้สัตว์เลี้ยงได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ในส่วนของการดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน กระทรวงมหาดไทยได้จัดกำลังอาสาสมัคร ชรบ. ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันเหตุร้ายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าทรัพย์สินของตนจะไม่ถูกปล่อยปละละเลย

มาตรการดูแลความปลอดภัยและทรัพย์สิน

  • จัดกำลังอาสาสมัคร ชรบ. ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลาดตระเวน
  • ป้องกันเหตุร้ายและรักษาความสงบเรียบร้อย
  • ดูแลบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชน

นายชัยรัตน์ ยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยจะเดินหน้าบริหารจัดการศูนย์พักพิงและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนให้ร่วมมือกัน เพื่อก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยความเข้มแข็งและสงบเรียบร้อย

กระทรวงมหาดไทย ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของตนเองและส่วนรวม การร่วมมือกันจะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ไปได้ด้วยดี

มท.ย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง–ทรัพย์สิน–สัตว์เลี้ยง สร้างความอุ่นใจประชาชนชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร กระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเสมอ

การดูแลเอาใจใส่จากภาครัฐเช่นนี้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก การได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และการรับรู้ว่ามีผู้ที่พร้อมจะดูแลในทุกด้าน จะช่วยให้พวกเขาสามารถต่อสู้และก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปได้

ที่มา – มท.ย้ำพร้อมดูแลศูนย์พักพิง–ทรัพย์สิน–สัตว์เลี้ยง สร้างความอุ่นใจประชาชนชายแดน

ชายแดนตราดดุเดือด! ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา รายงานสถานการณ์ล่าสุด บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด ที่ยังคงตึงเครียดและมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา มาติดตามรายละเอียดกัน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 มีรายงานข่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ที่ยังคงมีการปะทะกันเป็นระยะๆ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทั้งจากการยิงด้วยปืนใหญ่ ปืน ค. และปืนเล็ก สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก สถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเช้ามืดของวันนี้

ในช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. ได้เกิดเสียงปืนดังขึ้นที่บ้านหาดเล็ก ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ฝ่ายไทยได้ทำการระดมยิงปืนใหญ่กว่า 10 นัดไปยังเป้าหมายที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะยอ บ้านปากคลอง จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา สืบเนื่องจากการข่าวที่พบว่ามีความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของฝ่ายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบฐานปืนใหญ่จำนวน 4 จุด ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทางฝ่ายไทยจึงได้ตัดสินใจดำเนินการทำลายฐานปืนใหญ่ทั้งสี่จุดจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนของกัมพูชาได้รายงานข่าวว่า กองทัพเรือของไทยได้ทำการยิงปืนใหญ่กว่า 20 นัด เข้าใส่พื้นที่บ้านปากคลอง จังหวัดเกาะกง ส่งผลให้ประชาชนในหมู่บ้านปากคลองต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน จนทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก

ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนล่าสุด: ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

สถานการณ์บริเวณชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตาจากหลายฝ่าย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การปะทะกันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่งเป็นอย่างมาก ชาวบ้านต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

การเจรจาและการพูดคุยกันระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียดและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การใช้ความรุนแรงและการตอบโต้กันไปมา จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง การส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างความเข้าใจอันดีและความร่วมมือกันระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในระยะยาวได้อีกด้วย

สถานการณ์ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการสร้างความร่วมมือกันระหว่างประเทศ การหันหน้าเข้าหากันและการพูดคุยกันอย่างเปิดอก จะเป็นหนทางสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – ชายแดนตราดดุเดือดทั้งคืน เปิดแนวรบใหม่ถึงหาดเล็ก ไทยยิงถล่มฐานปืนใหญ่กัมพูชา

**คนไทยยังกลับไม่ได้**: สภ.คลองลึกเผย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง คนไทยยังกลับไม่ได้ ล่าสุด สถานีตำรวจภูธรคลองลึก (สภ.คลองลึก) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้

จากรายงานของ สภ.คลองลึก พบว่า แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมในการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการกัมพูชา ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ อย่างที่หลายคนคาดหวัง

คนไทยยังกลับไม่ได้: สภ.คลองลึกรายงานสถานการณ์

สำหรับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมไว้สำหรับการรับคนไทยกลับประเทศนั้น ได้มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรับตัวและคัดกรองเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ คือการที่ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายในการปล่อยตัวคนไทยที่อยู่ในฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ฝ่ายไทยยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ในขณะนี้

ทำไมคนไทยยังกลับไม่ได้?

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “ตอนนี้ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายปล่อยตัวคนไทย ที่อยู่ฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ไทยยังไม่สามารถรับตัวกลับมาได้” ข้อความนี้เป็นการยืนยันว่าอุปสรรคสำคัญอยู่ที่นโยบายของทางกัมพูชา

แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกและดูแลคนไทยที่เดินทางกลับประเทศ แต่การขาดความร่วมมือจากทางกัมพูชาทำให้สถานการณ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า “ฝ่ายไทยได้เตรียมเปิดด่านและจัดเจ้าหน้าที่ ตม. พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไว้ครบแล้ว แต่ยังต้องรอการตอบรับจากกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้เป็นวันที่ 2 แล้วที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สถานการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่แน่นอนให้กับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ รวมถึงครอบครัวและญาติมิตรที่รอคอยอยู่ที่ประเทศไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความล่าช้าในการเดินทางกลับประเทศของคนไทย
  • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตสำหรับผู้ที่ต้องการกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย
  • ความกังวลและความเครียดของครอบครัวและญาติมิตร

แนวทางแก้ไขที่อาจเป็นไปได้:

  • การเจรจาและประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อหาทางออกร่วมกัน
  • การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่คนไทยที่ติดค้างอยู่ในกัมพูชา
  • การวางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดด่านอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับการอนุมัติจากกัมพูชา

ทั้งนี้ สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยืนยันว่าจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้งหากมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการติดตามและแก้ไขสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ในฐานะประชาชนคนไทย สิ่งที่เราทำได้ในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ขอให้การเจรจาและการประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปด้วยดี และหวังว่า คนไทยยังกลับไม่ได้ จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือควรตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – คนไทยยังกลับไม่ได้ “สภ.คลองลึก” เผย 2 วันแล้วยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนฝั่ง จ.สระแก้ว ระบุมีกำลังพลเสียชีวิต 2 คน ขณะที่การดำเนินกลยุทธ์ยึดพื้นที่ “บ้านคลองแผง-บ้านหนองจาน” ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่จากกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันกัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการปล่อยตัวคนไทยกลับประเทศ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน โดยกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว สรุปการปฏิบัติที่สำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุดตามพื้นที่ชายแดน: กองทัพภาคที่ 1 สรุป

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: การดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่ยังคงดำเนินอยู่ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สามารถยึดครองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้วางกำลังตั้งรับตามแนวอ้างสิทธิ์ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21 ประมาณ 40 นัด, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: อยู่ระหว่างการดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่เช่นกัน โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ: มีการวางกำลังคุ้มครองพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ฝ่ายไทยได้เตรียมการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรับตัวและคัดกรองตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมายต่อไป ที่สำคัญคือจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาในการปล่อยตัวคนไทยกลับเข้าประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ อ.คลองหาด: วางกำลังคุ้มครองพื้นที่

สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเดิม 14 นาย แต่มีกำลังพลสูญเสียเพิ่มเติมคือเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 20 นาย ทำให้สรุปยอดกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน มีผู้บาดเจ็บรวม 34 นาย และเสียชีวิต 2 นาย

กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติงานตามภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการภายใต้กฎการปะทะและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จะยุติลง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะประชาชนคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการส่งคนไทยกลับประเทศ การเจรจาและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือส่งคนไทยกลับบ้าน

แจ้งเลี่ยง! ถนนโนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

ขอแจ้งให้ทราบและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หากคุณมีแผนจะเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติ

จากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แขวงทางหลวงบุรีรัมย์ได้แจ้งให้ประชาชนเลี่ยงการเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยตลอดทั้งวันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อพยพไปยังบ้านญาติและศูนย์อพยพแล้วกว่า 80% ส่วนที่เหลือยังคงเป็นห่วงทรัพย์สินและมีผู้นำชุมชนพร้อมชุด ชรบ. คอยดูแลความปลอดภัย

นายประเสริฐ แต่งพลกรัง ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่าได้จัดเวรยามเฝ้าระวังในแต่ละหมู่บ้าน โดยมีผู้นำชุมชนและชุด ชรบ. คอยดูแลเพื่อให้ลูกบ้านที่อพยพไปแล้วรู้สึกอุ่นใจว่าทรัพย์สินจะไม่สูญหาย และยังดูแลสัตว์เลี้ยงโดยการจัดหาอาหารให้

สำหรับชาวบ้านที่ยังไม่ได้อพยพ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยของหมู่บ้าน จากการตรวจสอบพบว่ามีไม่เกิน 10 หลังคาเรือนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ ผู้นำชุมชนเข้าใจถึงเหตุผลของแต่ละครอบครัวที่ไม่สามารถอพยพได้ จึงให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกทั้งกลางวันและกลางคืน

นายอิ๊ว จันทร์ประโคน อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย เล่าว่าเขาพักอาศัยอยู่ที่หลุมหลบภัยเป็นคืนที่สองแล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านและเป็นพื้นที่ปลอดภัย สามารถเดินทางไปกลับได้สะดวก เขาและชาวบ้านประมาณ 20 คนจะมาหลบภัยที่นี่ในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่สถานการณ์รุนแรง

เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังตั้งแต่เที่ยงคืน และดังอีกครั้งในช่วงตีสี่ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนใหญ่ ผู้ที่อยู่ในหลุมหลบภัยจะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อตรวจสอบชนิดของปืน แต่โดยส่วนตัวเขามองว่าสถานการณ์เริ่มคุ้นชินแล้วและไม่ค่อยตื่นตระหนก

เส้นทางเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยัง สระแก้ว, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด สามารถใช้เส้นทางเลี่ยงดังนี้:

  • ใช้ทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม)
  • ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 (ปักธงชัย-กบินทร์บุรี)

ทางเลือกนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยและเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โปรดติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์และเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง

โปรดตรวจสอบสภาพรถและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล หากจำเป็นต้องใช้เส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

การหลีกเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) ในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ร่วมเดินทาง ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จากเหตุปะทะแนวชายแดน

ด่วน! ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายจรวด RM–70

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ฝ่ายกัมพูชา” ที่น่าจับตา โดยมีการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร พร้อมทั้งอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ “ฝ่ายกัมพูชา” ได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์

ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70

ล่าสุดเมื่อเวลา 00.09 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ทางเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความยืนยันถึงสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ในพื้นที่ช่องบกและช่องอานม้า ตรวจพบการเคลื่อนย้าย จลก. RM–70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมทั้งการอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน”

ทำไม ทหารกัมพูชา ถึงเคลื่อนย้ายจรวด RM–70?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ ทางกองทัพยังไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด แต่การเคลื่อนไหวเช่นนี้ย่อมสร้างความกังวลและความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จรวดหลายลำกล้อง RM–70 ถือเป็นอาวุธที่มีศักยภาพในการทำลายล้างสูง การที่อาวุธชนิดนี้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาใกล้ชายแดน ย่อมเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากันได้หากสถานการณ์บานปลาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ จึงอยู่ในภาวะที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ความเคลื่อนไหวของ ทหารกัมพูชา ในการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “ทหารกัมพูชา” เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

กัมพูชาอพยพ! รถถัง T-55 เคลื่อนพลแนวชายแดน

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนักเข้ามาในพื้นที่

“กองทัพภาคที่ 2” ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน ควบคู่ไปกับการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับชายแดนไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้ได้รับการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย

กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดที่ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ในพื้นที่ช่องคะนา และช่องระยี ตรวจพบการเคลื่อนย้าย ถ. T-55 ของฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่ กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย รวมทั้งการอพยพประชาชนกัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน” ซึ่งข้อมูลนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ชายแดน

การเคลื่อนไหวของทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของกัมพูชาในครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่ง

ทำไมกัมพูชาถึงอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน และการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่? มีความเป็นไปได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้น การแสดงแสนยานุภาพ หรืออาจเป็นการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หรือการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเจรจาและการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือ การให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาที่พักพิง การให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและเครื่องนุ่งห่ม รวมไปถึงการดูแลด้านสุขภาพกายและใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้าน

แม้ว่าสถานการณ์จะมีความตึงเครียด แต่การพูดคุยและการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันยังคงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การที่กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ และการเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความสงบสุขในภูมิภาคขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันของทุกฝ่าย การหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และการเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหนทางที่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “กัมพูชา” อพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน เคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่แล้ว

กองทัพภาคที่ 2 เผย ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้าย RM 70

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ได้ออกมาเปิดเผยถึงการเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” ที่นำจรวดหลายลำกล้อง RM 70 เข้ามาในพื้นที่ชายแดน ทำให้เกิดความกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชายิงใส่ฝ่ายไทย ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้ได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสุรินทร์และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ โดยคาดว่าอาจถูกยิงด้วยปืนซุ่มยิง

นอกจากนี้ ในช่วงเวลา 20.00 น. ฝ่ายกัมพูชายังได้ใช้อาวุธปืนเล็กยิงใส่กำลังพลของ พัน ร.13 ในพื้นที่ภูผาเหล็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี จำนวน 10 นัด โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากฝ่ายไทย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมถึงการอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ติดตามสถานการณ์ชายแดน

“กองทัพภาคที่ 2” ได้เน้นย้ำว่าจะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มระดับการเฝ้าระวัง และดำเนินการทุกมาตรการเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก

การเคลื่อนย้าย RM 70 และผลกระทบต่อความมั่นคง

การเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของ “ทหารกัมพูชา” เข้ามาในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจรวดชนิดนี้มีศักยภาพในการสร้างความเสียหายในวงกว้าง หากเกิดการยิงโจมตี อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความสูญเสีย

  • การเจรจาและการทูตเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้ง
  • การเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
  • การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะปฏิบัติภารกิจในการดูแลพื้นที่ชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง มุ่งมั่นรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันความรุนแรงและการสูญเสีย การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การกระทำใดๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งยวด การเจรจาและการประนีประนอมคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” เผย “ทหารกัมพูชา” เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 เข้าพื้นที่ชายแดน

Scroll to top