อพยพด่วน

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนช่องอานม้า

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเลยครับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า หลังจากมีข่าวลือแพร่กระจายในโซเชียลว่ามีการปะทะใช้อาวุธจริง แต่ทางกองทัพภาคที่ 2 ออกมาชี้แจงทันที ยืนยันว่าไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น ทหารไทยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยับยั้งชั่งใจสุดๆ และยึดมั่นในกลไกความร่วมมือชายแดนอย่างเคร่งครัด

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า

จากเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ กองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ได้โพสต์ชี้แจงกรณีดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่า "ไม่ปรากฏการใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชาตามที่ถูกกล่าวอ้าง" หน่วยทหารในพื้นที่ยึดปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด และพร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน นี่คือการแสดงออกถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบของทหารไทยเลยครับ

รายละเอียดการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย

กองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่าทุกหน่วยปฏิบัติด้วย ความยับยั้งชั่งใจ สูงสุด เพื่อรักษาบรรยากาศความสงบสุขตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่敏感ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ การเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด สร้างความตึงเครียดไม่จำเป็น และกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองชาติ

  • ไม่มีรายงานการใช้อาวุธปืนใดๆ ต่อฝั่งกัมพูชา
  • ทหารไทยยึดกลไกความร่วมมือชายแดน GBC (General Border Committee) อย่างเคร่งครัด
  • พร้อมเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยกัมพูชา
  • ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ช่องอานม้าคือพื้นที่อะไร ทำไมถึงเป็นประเด็น?

ช่องอานม้า หรือที่รู้จักในชื่อ An Ma Pass ตั้งอยู่ในอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นช่องเขาธรรมชาติที่เป็นจุดผ่านแดนสำคัญระหว่างไทยกับกัมพูชา พื้นที่นี้เคยมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนมาบ้างในอดีต แต่ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายร่วมกันดูแลเพื่อป้องกันการลักลอบและรักษาความสงบ โดยมีด่านตรวจชายแดนไทยประจำการอย่างต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า จึงเป็นการยืนยันชัดเจนว่าทุกอย่างยังปกติสุข

ในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวปลอมแพร่กระจายเร็วมาก สร้างความสับสนให้ประชาชนและอาจจุดชนวนความขัดแย้งได้ กองทัพภาคที่ 2 จึงรีบออกมาชี้แจงทันที เพื่อไม่ให้ข่าวลือบานปลาย นอกจากนี้ ยังเตือนว่าการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันอาจมีผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงชายแดน

ความสำคัญของความร่วมมือชายแดนไทย-กัมพูชา

ไทยและกัมพูชามีประวัติศาสตร์ยาวนานในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนผ่านกลไกทวิภาคี เช่น JBC (Joint Boundary Committee) และ GBC ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดได้หลายครั้ง เช่น กรณีปราสาทพระวิหารในอดีต การปฏิบัติของทหารไทยในครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดี แสดงให้เห็นถึงวินัยและความเป็นมืออาชีพ

นอกจากช่องอานม้าแล้ว พื้นที่ชายแดนอื่นๆ อย่างตราด-เกาะกง หรืออุบลราชธานี-พระวิหาร ก็ต้องอาศัยความร่วมมือเช่นกัน หากทุกฝ่ายยึดมั่นในสันติภาพ เราจะมีชายแดนที่สงบสุขต่อไป

สำหรับผมแล้ว การโต้ข่าวแบบนี้ของกองทัพภาคที่ 2 เป็น insight ที่น่าสนใจมาก แสดงให้เห็นว่าทหารไทยไม่ใช่แค่รักษาชายแดน แต่ยังรักษาความจริงและความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านด้วย สุดยอดเลยครับ! ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือเห็นข่าวชายแดนแบบนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะ อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังเกิดเหตุลูกระเบิดขนาด 40 มม. จากฝั่งกัมพูชาตกลงใกล้ฐานปฏิบัติการทหารไทย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 โชคดีที่ไม่มีกำลังพลไทยบาดเจ็บ แต่เหตุการณ์นี้จุดประกายความกังวลให้ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะหมู่บ้านต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ที่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติแต่จับตาข่าวสารทุกฝีก้าว

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3

จากรายงานของกองทัพบกผ่านกองทัพภาคที่ 2 เหตุเกิดเวลาประมาณ 10.20 น. ลูกระเบิดตกใกล้ฐานไทย ทหารไทยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตามกฎการใช้กำลังทันที พร้อมประสานผู้บังคับบัญชากัมพูชาในพื้นที่ ฝั่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นความผิดวินัยของกำลังพลชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ามาประจำการ และได้ตักเตือนแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่า ยังไม่มีคำสั่งอพยพจากหน่วยงานราชการหรือฝ่ายความมั่นคง ทำให้ทุกคนยังอยู่ที่เดิม แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเคยปะทะกันมาแล้ว 2 รอบใหญ่ โดยเฉพาะกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ทำให้ชาวบ้านหวั่นเกรงว่าจะลุกลามเป็นรอบที่ 3 โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งใหญ่ของไทย ชาวบ้านมองว่ากัมพูชาอาจฉวยโอกาสช่วงที่ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านการเมือง

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน ชื่นชมทหารไทยใจสู้

นายศักดิ์ชัย เถาว์คำ ชาวบ้านในพื้นที่ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมา “ผมไม่พอใจมากที่กัมพูชาทำแบบนี้กับไทย ควรต่างฝ่ายต่างอยู่ดีกว่า ทหารไทยควรโต้ตอบบ้าง เพื่อแสดงว่าเรารักชาติ รักแผ่นดิน มีประชาธิปไตย และไม่เคยรุกรานใครก่อน” เขาไม่เชื่อคำอธิบายฝั่งกัมพูชาว่าเกิดจากไฟไหม้โดนระเบิดที่วางไว้ มองว่าเป็นการจงใจทำลายขวัญกำลังใจทหารไทย

นายศักดิ์ชัยยังชื่นชมทหารไทยว่า “อดทนและใจสู้มาก ดีกว่านักการเมืองที่พูดอย่างเดียวแต่ไม่ทำอะไร ขอให้กำลังใจทหารเต็มที่ อย่านิ่งเฉย อย่าเชื่อนักการเมืองทำตามคำพูด” เขาคาดว่าปะทะรอบ 3 อาจเกิดหลังเลือกตั้งไทย เพราะกัมพูชาควรรอให้ไทยเลือกผู้นำเสร็จ หากไม่รอแสดงถึงไร้จริยธรรมและคุณธรรม

  • จุดสำคัญของเหตุการณ์: ลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐานไทย ไม่มีผู้บาดเจ็บ
  • ไทยประสานกัมพูชาเรียบร้อย ฝั่งตรงข้ามรับผิดชอบ
  • ชาวบ้านไม่ अพยพ แต่เฝ้าดูสถานการณ์ใกล้ชิด
  • คาดปะทะรอบ 3 หลังเลือกตั้งไทย
  • ชื่นชมทหารไทยอดทน เรียกร้องให้แสดงจุดยืน

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงจุดยืนชัดเจนต่อกัมพูชา เพื่อปกป้องอธิปไตยแผ่นดิน โดยเฉพาะพื้นที่พิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน สถานการณ์แบบนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของกองทัพไทยที่คอยปกป้องชาติอย่างเงียบๆ แต่หนักแน่น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสงบสุขของเราขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของทหารและความสามัคคีของประชาชน อย่าปล่อยให้ปัญหาถูกมองข้าม คุณคิดอย่างไรกับ ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัพเดทข่าวสารชายแดนไทย-กัมพูชาเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 คาดอาจเกิดหลังเลือกตั้ง

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” บาดเจ็บจาก BM-21

จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินเรื่องราวของ “พลทหารปรียวัฒน์ จงทิพย์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ วันนี้เราจะพาไป เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า และเจาะลึกเรื่องราวชีวิตของเขา

พลทหารลี่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 สะเก็ดระเบิด BM-21 ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณคอ แม้จะได้รับบาดเจ็บหนัก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีกำลังใจดีเยี่ยมและพร้อมที่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

หลังจากการรักษาตัวเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พลทหารลี่ได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ในกรุงเทพฯ แต่เขาตัดสินใจที่จะอยู่รักษาตัวที่สุรินทร์ต่อไป เพราะเป็นห่วงครอบครัวที่บ้านเกิด ไม่อยากให้แม่และน้องๆ ต้องลำบากเดินทางไกลมาเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของพลทหารลี่ ที่บ้านหนองซำ ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ พบว่าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว สภาพค่อนข้างทรุดโทรม หลังคารั่ว ฝาบ้านทำจากแผ่นยิปซั่ม ห้องครัวยังใช้เตาฟืนในการประกอบอาหาร สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก

นางอร อินทร์สำราญ ลูกพี่ลูกน้องของแม่พลทหารลี่ เล่าว่า พลทหารลี่เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นเสาหลักของครอบครัว เมื่อได้รับเงินเดือนก็จะส่งให้แม่ใช้จ่ายเสมอ

ความเสียสละของพลทหารลี่ นักรบแนวหน้า

น.ส.นวล มหาวงศ์ แม่ของพลทหารลี่ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ลูกชายเป็นคนดี เสียสละเพื่อชาติ และเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องอธิปไตยของไทย เธอบอกว่ารู้สึกเสียใจและตกใจมากเมื่อทราบข่าวว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายปลอดภัย

พลทหารลี่ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับบาดเจ็บว่า รู้สึกชาไปทั้งตัวและคิดว่าจะไม่รอด แต่โชคดีที่เพื่อนทหารเข้ามาช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที เขาต้องเย็บแผลกว่า 200 เข็ม และยังต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาไทรอยด์เป็นพิษอีก

ถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นทหารต่อไป เขาได้สมัครเข้าโรงเรียนนายสิบ และตั้งใจที่จะกู้เงินมาซ่อมแซมบ้านให้แม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย

พลทหารลี่ยังฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เขาและทหารไทยทุกคน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

เรื่องราวของ พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ความเสียสละและความมุ่งมั่นของเขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลัง

ทุกคนสามารถร่วมเป็นกำลังใจและส่งแรงใจให้กับพลทหารลี่และทหารกล้าทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติของเราได้

พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ที่บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและความรักชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ที่มา – เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

วางตู้คอนเทนเนอร์ เสริมมั่นคง “บ้านหนองจาน”

วางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง “บ้านหนองจาน”

กองกำลังบูรพา ร่วมกับทหารช่าง เร่งติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่ “บ้านหนองจาน” เพื่อเสริมความมั่นคงชายแดน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของเครือข่าย “กำนันลี” เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนไทย

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 กองกำลังบูรพาได้ร่วมกับหน่วยทหารช่าง เร่งดำเนินการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การดำเนินการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน และใช้เป็นฐานสนับสนุนภารกิจด้านความปลอดภัย รวมถึงเป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของกำลังพลในบริเวณดังกล่าว

การติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความตึงเครียด ตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้จะถูกใช้เป็นจุดประจำการของเจ้าหน้าที่ จุดพักกำลังพล และจุดอำนวยการภารกิจต่างๆ

กองกำลังบูรพายืนยันอย่างหนักแน่นว่า การปฏิบัติการทั้งหมดดำเนินการไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ

การทลายรัง “กำนันลี” ที่บ้านหนองจาน

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน กองกำลังบูรพาได้เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่า “บ้านกำนันลี” ซึ่งเป็นของหนึ่งในผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา และเป็นอดีตสามีของเจ๊รัตน์ ที่ผ่านมาบุคคลเหล่านี้ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย และสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทำกินของบ้านหนองจาน

ก่อนหน้านี้ กองกำลังบูรพาได้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของเครือข่ายกำนันลีไปแล้วบางส่วน แต่ปฏิบัติการล่าสุดนี้มุ่งเป้าไปที่การรื้อถอนบ้านของกำนันลีโดยตรง รวมถึงบ้านของเครือข่ายที่เหลือทั้งหมด โดยใช้รถแบคโฮในการรื้อถอนจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่มีการปะทะกัน กองกำลังบูรพาได้เข้าควบคุมพื้นที่บ้านหนองจานได้อย่างสมบูรณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติไว้ได้ จึงต้องทำการทำลายสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย เพื่อเตรียมคืนพื้นที่ทำกินให้กับชาวบ้านต่อไปในอนาคต ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่มอบให้แก่คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านหนองจานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

การวางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง และการทลายรังของ “กำนันลี” ที่บ้านหนองจาน ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองกำลังบูรพาในการปกป้องผืนแผ่นดินไทยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนว่าพวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้ง และจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

การดำเนินการเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ที่คิดจะกระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติว่า จะไม่มีการยอมให้เกิดขึ้น และจะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

สำหรับชาวบ้านในพื้นที่บ้านหนองจาน การวางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง และการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการกลับคืนสู่ความสงบสุขและความมั่นคง พวกเขาสามารถกลับมาทำกินในพื้นที่ของตนได้อย่างปลอดภัย และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคุกคามจากผู้มีอิทธิพลอีกต่อไป

รัฐบาลและกองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – วางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง “บ้านหนองจาน” ทลายรัง “กำนันลี” รุกพื้นที่ไทย

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับที่พัก 31 ธ.ค.นี้

ข่าวดีสำหรับผู้อพยพ จ.สระแก้ว! กองกำลังบูรพาแจ้งให้ทราบว่า ประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่สามารถเดินทางกลับเข้าที่พักอาศัยได้ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านในพื้นที่ชายแดน

ตามที่กองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ประกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 20.20 น. ระบุว่า กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) และจังหวัดสระแก้วได้หารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการให้ประชาชนใน 4 อำเภอชายแดนของจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นผู้อพยพ จ.สระแก้ว ได้กลับเข้าสู่ที่พักอาศัยของตนเอง หลังจากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายลง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและบริบทของพื้นที่เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ กำหนดการให้ผู้อพยพ จ.สระแก้ว สามารถเดินทางกลับที่พักได้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อยกเว้นสำหรับ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน ซึ่งยังไม่อนุญาตให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าพื้นที่ในทันที เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) จะต้องเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยเสียก่อน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีการแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวทราบอีกครั้งหนึ่ง

รายละเอียดสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการกลับเข้าที่พักของผู้อพยพ

  • วันเริ่มต้นการกลับเข้าที่พัก: 31 ธันวาคม 2568
  • พื้นที่ที่ยังไม่อนุญาตให้กลับ: บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว, บ้านหนองจาน
  • เหตุผลที่ยังไม่อนุญาต: เพื่อความปลอดภัยในการเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ของชุด EOD
  • การติดตามข้อมูลข่าวสาร: ขอให้ติดตามข่าวสารและการประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน ขอความร่วมมือประชาชนรับฟังข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้เดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความระมัดระวัง

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนการเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย ขอให้ทุกท่านเดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านชายแดน

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือ

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา ศรชล.ภาค 1 มอบหมาย ศรชล.จ.ตราด กำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ตรวจเข้มเรือลากจูง พ่วงสินค้า และเรือพาณิชย์ รวมกว่า 30 ลำ สกัดการลำเลียงพลังงาน-ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

วันที่ 28 ธ.ค. 2568 ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ได้มอบหมายให้ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดตราด ปฏิบัติการตามมติของทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการกำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าพลังงาน และยุทธภัณฑ์ไปยังประเทศกัมพูชา ทาง ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสินค้าต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในทะเลอ่าวไทย

โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน สถานีตำรวจน้ำแหลมงอบ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด ด่านศุลกากรจังหวัดตราด และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตราด ห้วงระหว่างวันที่ 24–28 ธ.ค. 68 ได้เข้าตรวจสอบกลุ่มเรือยนต์ลากจูง พร้อมเรือพ่วงสินค้าที่เดินทางออกจากท่าเรือแหลมฉบัง และจอดทิ้งสมอบริเวณพื้นที่เกาะช้างใต้ จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มเรือดังกล่าวเป็นเรือลากจูง และเรือพ่วงรับสินค้าจากกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ แยกเป็นเรือลากจูง 5 ลำ และเรือพ่วงสินค้า 23 ลำ โดยทั้งหมดจอดพักรอในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ต่อมาเมื่อวันที่ 27–28 ธ.ค. 68 ศรชล.จ.ตราด ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม เรือลากจูงและเรือพ่วงขนสินค้าอีก 5 ลำ ซึ่งเดินทางมาจากอำเภอศรีราชา โดยระหว่างเดินเรือมาถึงบริเวณใกล้เกาะกูด ลูกเรือได้รับทราบสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จึงตัดสินใจจอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัย

โดยมีการเริ่มจอด ณ บริเวณอ่าวบางเบ้า ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จว.ตราด ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 68 เป็นต้นมา และยังไม่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา ในห้วงเวลานี้ จะรอจนกว่าการสู้รบจะสงบหรือนำเรือกลับ ทั้งนี้ได้ชี้แจงปัญหาและสถานการณ์ของความขัดแย้งแนวชายแดน และพื้นที่เสี่ยงอันตรายให้มีความระมัดระวัง เพราะอาจหลงเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงได้

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

สถานการณ์ล่าสุด: ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงทางทะเลและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดนทางทะเล การทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่มีต่อการเดินเรือและการขนส่งสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการและลูกเรือต้องมีความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของลูกเรือที่จอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัยเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง

การที่ ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา เป็นการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ที่มา – ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก ตรวจสกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 สร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว

ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ และ ผบ.มทบ.25 ร่วมลงพื้นที่เพื่อเตรียมสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ “พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา” เพื่อสานฝันสุดท้ายและตอบแทนความเสียสละของ “วีรบุรุษเนิน 350” ผู้กล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 จิตอาสา และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 37 หมู่ 5 ตำบลห้วยติ๊กชู อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจครอบครัวของ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ผู้ซึ่งเสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ บริเวณ “เนิน 350” การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเตรียมความพร้อมในการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของวีรบุรุษผู้กล้า

การสร้างบ้านหลังใหม่นี้ถือเป็นความตั้งใจที่จะตอบแทนความกล้าหาญและความเสียสละของพลทหาร ภานุพัฒน์ และครอบครัว เพื่อให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย

นางสาว พิชญ์สินี เสาร์สา มารดาของพลทหาร ภานุพัฒน์ และสมาชิกในครอบครัว ได้ร่วมกันเลือกแบบบ้านที่เหมาะสม และรับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการก่อสร้าง รวมถึงระยะเวลาในการก่อสร้าง โดยเน้นย้ำถึงความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการใช้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ การสร้างบ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบที่อยู่อาศัย แต่เป็นการส่งมอบความขอบคุณจากประชาชนชาวไทยทุกคนต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษผู้กล้า

โครงการนี้เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ที่ต้องการร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคม และเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350

การดำเนินการสร้างบ้านให้ครอบครัวของพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสามัคคี และน้ำใจของคนไทย ที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350: ความเสียสละที่ควรจดจำ

ความเสียสละของพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักชาติ และการทำเพื่อส่วนรวม

โครงการสานฝันวีรบุรุษเนิน 350 เป็นมากกว่าการสร้างบ้าน เพราะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย และเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของคนในชุมชน

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 นี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคีของคนในสังคม ที่พร้อมจะร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

การสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัวพลทหาร ภานุพัฒน์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างที่อยู่อาศัย แต่เป็นการเติมเต็มความหวังและอนาคตให้กับครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลักไปอย่างไม่มีวันกลับ นี่คือการแสดงความขอบคุณอย่างแท้จริงต่อวีรบุรุษผู้กล้า

ที่มา – สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 ลงพื้นที่เตรียมสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว “พลทหาร ภานุพัฒน์”

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

กองบัญชาการกองทัพไทยเปิดเผยว่า “กระทรวงกลาโหมกัมพูชา” ได้ส่งหนังสือทางการเพื่อขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC (General Border Committee) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยทางไทยได้ย้ำถึงความจำเป็นในการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลัก 3 ประการ

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เวลา 18.30 น. เพจเฟซบุ๊ก กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่กัมพูชาส่งหนังสือทางการขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC โดยทางไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิสูจน์ความจริงใจตามเงื่อนไขหลักทั้ง 3 ข้อ

ดังที่กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงจุดยืนเกี่ยวกับเงื่อนไขการหยุดยิงบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยได้ระบุว่าฝ่ายกัมพูชาจะต้องแสดงเจตจำนงผ่านการปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การประกาศหยุดยิงก่อน, การยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม

กัมพูชายื่นหนังสือขอเจรจาหยุดยิง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะเจรจาหยุดยิง ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญภายใต้กรอบเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้

ทั้งนี้ จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยฝ่ายไทยมี พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร และฝ่ายกัมพูชามี Major General Nhem Boraden เป็นหัวหน้าคณะการประชุม

กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย การที่กัมพูชายื่นข้อเสนอในการเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ทางไทยได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงความจริงใจในการหยุดยิงและยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง

การมีส่วนร่วมในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ถูกฝังไว้ตามแนวชายแดนเป็นอันตรายต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ในอนาคต

การประชุม GBC ที่จังหวัดจันทบุรีจึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะได้หารือและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนตามแนวชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงในการหยุดยิงและร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า และวัฒนธรรม จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจซึ่งกันและกัน และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

สำหรับการเจรจากัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC ในครั้งนี้ ทางฝั่งไทยเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และต้องยึดมั่นในหลักการและผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การเจรจาจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนเป็นอันดับแรก

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี

ในสถานการณ์ที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC, เราควรร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการเจรจาที่สร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เพื่อความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชาขอเจรจาหยุดยิงตามกลไก GBC นั้น จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – กองบัญชาการกองทัพไทย เผยหนังสือที่ “กัมพูชา” ส่งขอเจรจาหยุดยิง ตามกลไก GBC

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนฝั่ง จ.สระแก้ว ระบุมีกำลังพลเสียชีวิต 2 คน ขณะที่การดำเนินกลยุทธ์ยึดพื้นที่ “บ้านคลองแผง-บ้านหนองจาน” ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่จากกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันกัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการปล่อยตัวคนไทยกลับประเทศ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน โดยกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว สรุปการปฏิบัติที่สำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุดตามพื้นที่ชายแดน: กองทัพภาคที่ 1 สรุป

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: การดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่ยังคงดำเนินอยู่ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สามารถยึดครองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้วางกำลังตั้งรับตามแนวอ้างสิทธิ์ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21 ประมาณ 40 นัด, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: อยู่ระหว่างการดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่เช่นกัน โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ: มีการวางกำลังคุ้มครองพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ฝ่ายไทยได้เตรียมการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรับตัวและคัดกรองตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมายต่อไป ที่สำคัญคือจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาในการปล่อยตัวคนไทยกลับเข้าประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ อ.คลองหาด: วางกำลังคุ้มครองพื้นที่

สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเดิม 14 นาย แต่มีกำลังพลสูญเสียเพิ่มเติมคือเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 20 นาย ทำให้สรุปยอดกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน มีผู้บาดเจ็บรวม 34 นาย และเสียชีวิต 2 นาย

กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติงานตามภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการภายใต้กฎการปะทะและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จะยุติลง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะประชาชนคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการส่งคนไทยกลับประเทศ การเจรจาและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือส่งคนไทยกลับบ้าน

Scroll to top