อภัยโทษ

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการก้าวพ้นโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวและสร้างความมั่นใจให้กับภาคประชาชนเกี่ยวกับกระแสดังกล่าว โดยยืนยันว่า อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล ซึ่งเป็นความเห็นที่สะท้อนถึงการทำงานของรัฐบาลในชุดปัจจุบันได้อย่างชัดเจนครับ

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อนายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ ณ ทำเนียบรัฐบาล ถึงประเด็นที่นายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยโทษและกำลังจะเข้าสู่กระบวนการพ้นโทษเต็มรูปแบบ โดยนายอนุทินกล่าวว่า ตนยังไม่ได้พูดคุยเป็นการส่วนตัว แต่ในฐานะคนทำงานการเมือง ย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการถอดกำไล EM ต่าง ๆ ก็นับเป็นเรื่องปกติภายใต้ระเบียบของกรมราชทัณฑ์

ความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจทางการเมือง

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่า นายทักษิณอาจมีอิทธิพลเหนือคณะรัฐมนตรี นายอนุทินได้แสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดนี้ยึดมั่นในการฟังเสียงของประชาชนเป็นหลัก การทำงานแต่ละครั้งผ่านการพิจารณาด้วยเหตุผล และความตั้งใจของนายทักษิณที่จะวางมือทางการเมืองนั้น ตนในฐานะคนที่เคยร่วมงานกับท่านมาก่อน ก็เชื่อมั่นในความตั้งใจนั้นจริง ๆ

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินยังได้ชี้แจงประเด็นการถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่า ไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งแต่อย่างใด ทุกฝ่ายมีการพูดคุยกันด้วยความเข้าใจอันดี โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลยังคงราบรื่น
  • ไม่มีอิทธิพลภายนอกเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี
  • เสียงของประชาชนคือเข็มทิศหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามอยู่เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเราในฐานะประชาชน คือการเฝ้าดูผลงานของรัฐบาลว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องชาวไทยได้ดีเพียงใด การที่นายอนุทินออกมาสื่อสารในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงเสถียรภาพภายในรัฐบาลที่หลายคนกำลังตั้งคำถามครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ “ทักษิณ” พ้นโทษ ขออย่ากังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล พร้อมเชื่อหากคิดวางมือการเมือง

“ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้รับพระราชทานอภัยโทษในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะท่าทีของพี่น้องในพรรคเพื่อไทยที่มีต่อเหตุการณ์นี้

“ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า สมาชิกพรรคทุกคนต่างรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้รับโอกาสนี้ นี่ถือเป็นข่าวดีที่สร้างพลังบวกให้กับคนในพรรคอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่าการกลับมาของท่านจะส่งผลต่อการบริหารงานภายในพรรคอย่างไร ซึ่งนายประเสริฐได้ย้ำชัดเจนว่า “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา อย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำเรื่องโครงสร้างพรรคที่แข็งแรงอยู่แล้ว

มุมมองจากคนใกล้ชิดและการเดินหน้าพรรคเพื่อไทย

ต้องยอมรับว่า คุณทักษิณเปรียบเสมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคมาโดยตลอด แต่ในส่วนของการบริหารจัดการนั้น นายประเสริฐได้ชี้แจงว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีกรรมการบริหารพรรคที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพอยู่แล้ว ซึ่งนี่คือกลไกปกติของการทำงานทางการเมืองที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจน

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์มีดังนี้:

  • การปรึกษาเรื่องงานในอนาคต: นายประเสริฐมองว่าการไปขอคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์สูงอย่างคุณทักษิณเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ทำได้
  • ความเชื่อมั่นในองค์กร: มั่นใจว่าโครงสร้างของพรรคปัจจุบันมีความเข้มแข็งและสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีการแทรกแซง
  • ความยินดีร่วมกัน: บรรยากาศภายในพรรคเป็นไปอย่างชื่นมื่นหลังจากได้รับทราบข่าวดีนี้

ท้ายที่สุด การที่ “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพในฐานะผู้อาวุโส แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพในการแยกบทบาทหน้าที่ให้คนในพรรคได้ทำงานตามกลไกที่ได้วางไว้ต่อไป ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์แบบพี่น้องและความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ยึดเหนี่ยวใจคนในพรรคเพื่อไทยไว้อย่างเหนียวแน่นครับ

ที่มา – “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

“พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ ดีใจที่สุดของครอบครัว

“พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ ดีใจที่สุดของครอบครัว

เป็นข่าวที่สร้างความตื้นตันใจให้กับครอบครัวชินวัตรเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ล่าสุดได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยทางด้าน น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยอาการน้ำตาคลอถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง

เปิดใจ พินทองทา ชินวัตร กับวินาทีได้รับข่าวดี

น.ส.พินทองทา ได้เล่าถึงความรู้สึกหลังจากทราบข่าวว่า “พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ โดยเธอกล่าวว่ารู้สึกดีใจแทนคุณพ่อและดีใจแทนครอบครัวเป็นที่สุด เพราะการได้รับอิสรภาพในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนเฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนาน เมื่อถามถึงบรรยากาศในครอบครัว เธอเผยว่าพี่น้องได้มีการพูดคุยกันด้วยความตื้นตันใจ และรู้สึกได้ว่าคุณพ่อมีความสบายใจมากขึ้น ซึ่งสำหรับลูกๆ แล้ว นี่ถือเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดและเป็นที่สุดของครอบครัวแล้วอย่างแท้จริง

นอกเหนือจากเรื่องของอิสรภาพแล้ว หลายคนยังให้ความสนใจกับชีวิตประจำวันของอดีตนายกฯ ต่อจากนี้ โดย น.ส.พินทองทา ได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นอยู่ว่า

  • คุณพ่อใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านเป็นหลัก
  • มีหลานๆ ทั้ง 7 คนแวะเวียนมาหาอย่างหนาแน่น ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและเงียบสงบ
  • ครอบครัวยังคงยึดมั่นในการทำบุญอย่างต่อเนื่อง
  • ในอนาคตคาดว่าจะสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแผนการเดินทางหรือการฉลองนั้น ทางครอบครัวยังไม่ได้มีการวางแผนอะไรเป็นพิเศษ เพราะต้องการรอขั้นตอนทางกฎหมายให้เรียบร้อยอย่างเป็นทางการก่อน

การที่ “พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสายใยความผูกพันที่แน่นแฟ้นของครอบครัวชินวัตรได้เป็นอย่างดี ซึ่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสถานการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคนในครอบครัวไว้ด้วยกันก็คือความรักและความหวังดีที่มีให้กันเสมอมา

สุดท้ายนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากที่ “พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ แล้ว จะมีทิศทางอย่างไรต่อ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ความสุขของคนในครอบครัวที่ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาแล้ว

ที่มา – “พินทองทา” น้ำตาคลอ “ทักษิณ” ได้รับอภัยโทษ บอกดีใจกับคุณพ่อ ดีใจกับครอบครัว ที่สุดของลูกๆ แล้ว

ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

นับเป็นข่าวดีและเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทย เมื่อล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เกี่ยวกับ ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

การประกาศใช้พระราชกฤษฎีกานี้ถือเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเห็นสมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสบุคคลเหล่านั้นได้กลับตัวกลับใจ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในการเป็นพลเมืองดีเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป

รายละเอียดและหลักเกณฑ์การพิจารณาในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

สำหรับผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ตาม ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 นั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่:

  • ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในการควบคุมของทางราชการในวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้
  • นักโทษเด็ดขาดจะต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษา
  • หรือหากเป็นการจำคุกที่ยาวนาน ต้องได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 8 ปี แล้วแต่กรณีใดจะเป็นคุณมากกว่า
  • ต้องผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษา และตุลาการศาลทหาร เพื่อความถูกต้องแม่นยำ

รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกันเพื่อดูแลและให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำและสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง

ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงให้โอกาสผู้ที่เคยพลาดพลั้งได้กลับตัวใหม่ นี่คือบทพิสูจน์แห่งความเมตตาที่แผ่ไพศาล เพื่อให้ทุกคนได้มีความหวังและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นได้อีกครั้งครับ

ที่มา – “ในหลวง” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ เขม โสกา อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ เขม โสกา อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจไปทั่วโลก เมื่อมีรายงานว่ากษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ เขม โสกา อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกตัดสินจำคุกยาวนานถึง 27 ปี จากคดีการเมืองที่ได้รับความสนใจอย่างสูง การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของบุคคลคนเดียว แต่ยังเป็นประเด็นที่สะท้อนถึงทิศทางและบรรยากาศทางการเมืองในกัมพูชาช่วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

เบื้องหลังการพระราชทานอภัยโทษ เขม โสกา อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

นายเขม โสกา วัย 72 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ประสบกับวิบากกรรมทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง โดยเขาถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติเพื่อล้มล้างรัฐบาลของสมเด็จฯ ฮุน เซน อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านกระบวนการยุติธรรมมาหลายระดับ และมีการยื่นอุทธรณ์ ซึ่งท้ายที่สุดศาลยังคงยืนโทษเดิม การที่กษัตริย์ได้มีพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษให้ในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับตัวเขาและครอบครัว

แม้ว่าการ กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ เขม โสกา อดีตผู้นำฝ่ายค้าน จะทำให้เขาไม่ต้องรับโทษจำคุกที่เหลืออยู่ แต่ทนายความของเขาก็ได้ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า สิทธิ์ทางการเมืองของนายเขม โสกา นั้นถูกเพิกถอนอย่างถาวร ซึ่งหมายความว่าแม้เขาจะได้รับอิสรภาพจากการกักบริเวณหรือการคุมขัง แต่เขาก็ไม่สามารถกลับมามีบทบาททางการเมือง ลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการในอนาคตได้อีกต่อไป

สรุปประเด็นสำคัญของเหตุการณ์นี้:

  • เขม โสกา อดีตผู้นำฝ่ายค้านได้รับอภัยโทษจากโทษจำคุก 27 ปี
  • แม้พ้นโทษจำคุก แต่สิทธิ์ทางการเมืองถูกเพิกถอนอย่างถาวร
  • การดำเนินการนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของสมเด็จฯ ฮุน มาเนต
  • นานาชาติยังคงจับตามองสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและการเมืองในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองกัมพูชา การเกิดขึ้นของเรื่องราวนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าการกวาดล้างกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองยังคงเป็นประเด็นที่เปราะบาง ก้าวต่อไปของกัมพูชาหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร การเมืองที่ไร้คู่แข่งที่แข็งแกร่งจะนำไปสู่ความเสถียรภาพหรือความขัดแย้งระยะยาว เป็นคำถามที่เราต้องร่วมกันติดตามกันต่อไปครับ

ที่มา – กษัตริย์กัมพูชาพระราชทานอภัยโทษ “เขม โสกา” อดีตผู้นำฝ่ายค้าน

“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต

“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะในเมียนมาที่กำลังเผชิญความไม่สงบมาอย่างยาวนาน พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เพิ่งประกาศอภัยโทษครั้งใหญ่เนื่องในเทศกาลปีใหม่ “ทิงยาน” ซึ่งเป็นวันสำคัญของชาวเมียนมา การตัดสินใจนี้ไม่เพียงเปลี่ยนโทษประหารชีวิตของผู้ต้องขังทั้งหมดให้กลายเป็นจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปล่อยตัวนักโทษกว่า 4,300 ราย และชาวต่างชาติ 179 รายด้วย

“มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต

การประกาศ “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลทหารเมียนมาได้กลับมาใช้โทษประหารอีกครั้งตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564 ตามข้อมูลจากสหประชาชาติ มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตมากกว่า 130 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองและผู้ต่อต้านรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงนี้จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญ แม้จะไม่ใช่การยกเลิกโทษประหารทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงของบทลงโทษได้

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดโทษ 1 ใน 6 สำหรับผู้ต้องขังที่มีโทษจำคุกต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาความแออัดในเรือนจำ ญาติผู้ต้องขังจำนวนมากต่างมารอหน้าคุกอินเส่งในย่างกุ้ง ด้วยความหวังว่าจะได้เจอคนในครอบครัว โดยเฉพาะนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังกว่า 30,000 ราย ตามข้อมูลจากสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP)

บริบทการเมืองเบื้องหลังการอภัยโทษ

การเคลื่อนไหวของ “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต เกิดขึ้นหลังจากเขารับตำแหน่งประธานาธิบดีโดยรัฐสภาที่กองทัพแต่งตั้ง นักวิเคราะห์มองว่านี่คือกลยุทธ์ “ฟอกขาว” ภาพลักษณ์รัฐบาลทหารให้ดูนุ่มนวลยิ่งขึ้น ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อระหว่างกองทัพกับกลุ่มกบฏชาติพันธุ์และฝ่ายประชาธิปไตย

  • รื้อฟื้นโทษประหารหลังรัฐประหาร 2564
  • ผู้ถูกตัดสินประหารกว่า 130 ราย ส่วนใหญ่คดีการเมือง
  • ปล่อยตัวนักโทษ 4,300 ราย + ชาวต่างชาติ 179 ราย
  • ลดโทษ 1/6 สำหรับโทษต่ำกว่า 40 ปี

อย่างไรก็ตาม ในอภัยโทษครั้งก่อนๆ นักโทษการเมืองได้รับการปล่อยตัวจริงเพียง 14% เท่านั้น อองซาน ซูจี ยังคงถูกคุมขัง 27 ปี โดยถูกตัดขาดจากโลกภายนอก การเลือกตั้งมกราคมที่ผ่านมา พรรค NLD ถูกยุบ ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด

เมียนมากำลังเผชิญวิกฤตสิทธิมนุษยชนที่ถูกละเมิดอย่างต่อเนื่อง กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่าง Amnesty International และ Human Rights Watch ชี้ว่ามาตรการนี้เป็นเพียงภาพลักษณ์ ไม่แก้ปัญหาต้นตอ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังดำเนินต่อไป โดยมีกลุ่มต่อต้านกองทัพที่แข็งแกร่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การอภัยโทษครั้งนี้ช่วยลดแรงกดดันจากนานาชาติได้บ้าง แต่ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ สถานการณ์สงครามกลางเมืองทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก ด้วยการสูญเสียชีวิตและการอพยพย้ายถิ่น

สุดท้ายแล้ว “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง แต่เมียนมายังต้องการการเจรจาสันติภาพที่แท้จริงและการเลือกตั้งที่โปร่งใส หากคุณสนใจข่าวเมียนมา ติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองอย่างไรกับเหตุการณ์นี้

ที่มา – “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารทั้งหมดเป็นจำคุกตลอดชีวิต

ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี

ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี เป็นข่าวดีที่สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ เมื่อรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานตัดสินใจปล่อยตัวนายเดนนิส วอลเตอร์ คอยล์ ชาวอเมริกันวัย 64 ปี ซึ่งถูกคุมขังมานานกว่าหนึ่งปีเต็ม ท่ามกลางแรงกดดันหนักหน่วงจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 (ค.ศ. 2026) ซึ่งตรงกับช่วงสิ้นสุดเทศกาลรอมฎอน โดยกระทรวงการต่างประเทศอัฟกานิสถานโพสต์แถลงการณ์บนแพลตฟอร์ม X ว่าศาลฎีกาได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัว และเห็นว่าการจำคุกของนายคอยล์นั้น “เพียงพอ” แล้ว จึงมอบอภัยโทษเป็นของขวัญเนื่องในวันอีฎิ้ลฟิตริ (Eid al-Fitr) วันหยุดสำคัญของชาวมุสลิม

นายเดนนิส คอยล์ ย้ายมาอาศัยในอัฟกานิสถานตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เพื่อศึกษาภาษาศาสตร์ท้องถิ่นและช่วยเหลือชุมชนในการพัฒนาทรัพยากรภาษา เขาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟกันที่ทุ่มเทให้กับการอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่ถูกจับกุมตัวในเดือนมกราคมปีก่อน โดยไม่มีข้อหาชัดเจน ญาติของเขายืนยันว่าเขาไม่เคยกระทำผิดกฎหมายใดๆ ทางการอัฟกานิสถานเคยกล่าวหาว่าเขาละเมิดกฎหมายบางประการ แต่ไม่เคยเปิดเผยรายละเอียด

แรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์และการปล่อยตัว

รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่งประกาศให้อัฟกานิสถานเป็น “รัฐสนับสนุนการกักขังโดยมิชอบ” เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ส่งสัญญาณกดดันหนัก นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี เดนนิส คอยล์ กำลังเดินทางกลับบ้าน” และย้ำว่าประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งมั่นยุติการกักขังชาวอเมริกันในต่างแดน นับเป็นรายล่าสุดจากกว่า 100 คนที่ได้รับการปล่อยตัวใน 15 เดือนที่ผ่านมา

บทบาทสำคัญของ UAE ในการเจรจา

การปล่อยตัวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยนายซาอิฟ อัล เกตบี ทูตพิเศษประจำอัฟกานิสถาน เดินทางไปสนามบินคาบูลเพื่อร่วมพิธี และให้สัมภาษณ์ BBC ว่าผลจากการเจรจาระหว่างวอชิงตันและคาบูล สหรัฐฯ ยังเรียกร้องให้ปล่อยพลเมืองอเมริกันอื่นๆ ที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม

หลังได้รับอิสระ นายคอยล์ให้สัมภาษณ์สั้นๆ กับ BBC ว่าเขารู้สึก “สบายดี” ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มแข็งของเขา แม้จะผ่านความยากลำบากมานาน

  • ประวัติผู้ถูกจับ: ชาวอเมริกันเชื้อสายอัฟกัน วัย 64 ปี ศึกษาภาษาศาสตร์
  • ระยะเวลาคุมขัง: นานกว่า 1 ปี โดยไม่มีข้อหาชัดเจน
  • ปัจจัยปล่อยตัว: แรงกดดันสหรัฐฯ + UAE + วันหยุดอีฎิ้ลฟิตริ
  • ผลกระทบ: สหรัฐฯ ยินดี แต่ยังเรียกร้องเพิ่ม

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นชัยชนะทางการทูต แต่ยังสะท้อนถึงสถานการณ์ในอัฟกานิสถานภายใต้ตาลีบันที่ยังคงตึงเครียดกับชาติตะวันตก การปล่อยตัว ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี อาจเป็นสัญญาณบวกสำหรับการเจรจาในอนาคต

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่แสดงให้เห็นว่าการทูตแบบกดดันผสมเจรจาสามารถประสบผลสำเร็จได้ แม้ในพื้นที่ขัดแย้ง หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศแบบนี้ ติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตล่าสุด และแบ่งปันข่าวนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้!

ที่มา – ชายสหรัฐฯ เป็นอิสระแล้ว หลังถูกตาลีบันจับนานกว่า 1 ปี

สหรัฐฯ ปล่อยตัว อดีต ปธน.ฮอนดูรัส หลังทรัมป์อภัยโทษ

สหรัฐฯ ปล่อยตัวอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส ออกจากเรือนจำในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียแล้ว หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งอภัยโทษเขาจากข้อหาค้ายาเสพติด นี่เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก หลายคนจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อฮอนดูรัสและต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ธันวาคม 2568 ว่า สหรัฐฯ ปล่อยตัวนาย ฮวน ออร์ลันโด เอร์นันเดซ อดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัสออกจากเรือนจำความมั่นคงสูง USP Hazelton ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 ธ.ค.) หลังเขาได้รับการอภัยโทษของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ การตัดสินใจครั้งนี้ของทรัมป์สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากนายเอร์นันเดซถูกตัดสินว่ามีความผิดร้ายแรง

นายเอร์นันเดซถูกตัดสินว่ามีความผิดในเดือนมีนาคม 2567 ฐานสมคบคิดนำเข้าโคเคนเข้าสู่สหรัฐฯ และครอบครองปืนกล และถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 45 ปี และถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย (ราว 256 ล้านบาท) โทษทัณฑ์ที่เข้มงวดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของข้อกล่าวหาและผลกระทบที่ยาเสพติดมีต่อสังคม

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ (28 พ.ย.) นายทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเพื่อประกาศการตัดสินใจอภัยโทษให้แก่นายเอร์นันเดซ และระบุว่าอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัสผู้นี้ได้รับการปฏิบัติที่รุนแรงและไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวหาว่า การสอบสวนนายเอร์นันเดซเป็นการจัดฉากของรัฐบาลไบเดน คำกล่าวอ้างนี้จุดประกายให้เกิดการโต้เถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับแรงจูงใจทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการอภัยโทษ

นางอานา การ์เซีย เด เอร์นันเดซ ภรรยาของนายเอร์นันเดซ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร (2 ธ.ค.) เพื่อขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับการอภัยโทษ และกล่าวว่าสามีของเธอเป็นอิสระแล้ว ครอบครัวของนายเอร์นันเดซแสดงความยินดีที่เขาได้รับการปล่อยตัว และหวังว่าเขาจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบได้

อนึ่ง นายเอร์นันเดซ เป็นสมาชิกพรรค National Party ของฮอนดูรัส ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2565 ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2565 เพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีฐานสมคบคิดค้ายาเสพติดซึ่งมีการใช้ความรุนแรงร่วมด้วย และช่วยลักลอบนำโคเคนหลายร้อยตันเข้าสู่สหรัฐฯ เรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองและอาชญากรรมในระดับนานาชาติ

ระหว่างการพิจารณาคดี อัยการในนิวยอร์กกล่าวว่า นายเอร์นันเดซบริหารประเทศฮอนดูรัสราวกับเป็น “รัฐยาเสพติด” และรับสินบนหลายล้านดอลลาร์จากผู้ค้ายาเสพติดเพื่อคุ้มครองพวกเขาจากกฎหมาย ข้อกล่าวหานี้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของฮอนดูรัสในสายตานานาชาติ

ทั้งนี้ การปล่อยตัวนายเอร์นันเดซเกิดขึ้นในขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของฮอนดูรัสกำลังประสบภาวะ “เสมอกันในทางเทคนิค” เนื่องจากนาย นาสรี อัสฟูรา ผู้สมัครฝ่ายขวา มีคะแนนห่างจากนาย ซัลวาดอร์ นัสรอลลา อดีตพิธีกรโทรทัศน์ที่ลงสมัครในนามพรรคสายกลางของประเทศ เพียง 515 คะแนน

นายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์นายนัสรอลลาว่าเป็น “กึ่งคอมมิวนิสต์” ขณะที่ชื่นชมนายอัสฟูราว่า ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย และยกย่องที่เขาหาเสียงต่อต้านประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ซึ่งถูกนายทรัมป์กล่าวโจมตีอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ นายนัสรอลลาให้คำมั่นว่าจะตัดความสัมพันธ์กับเวเนซุเอลาหากเขาชนะการเลือกตั้ง

สหรัฐฯ ปล่อยตัว อดีต ปธน.ฮอนดูรัส หลังทรัมป์อภัยโทษ: เกิดอะไรขึ้น?

การปล่อยตัวอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัสจากเรือนจำในสหรัฐฯ หลังได้รับการอภัยโทษจากอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ได้จุดประเด็นคำถามสำคัญหลายประการ:

  • ความชอบธรรมของการอภัยโทษ: การตัดสินใจของทรัมป์มีความเป็นธรรมหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากความร้ายแรงของข้อกล่าวหาที่มีต่อนายเอร์นันเดซ?
  • ผลกระทบต่อฮอนดูรัส: การปล่อยตัวนายเอร์นันเดซจะมีผลอย่างไรต่อสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของฮอนดูรัส?
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และฮอนดูรัสอย่างไร?

ทำไมทรัมป์ถึงอภัยโทษอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส?

เหตุผลที่ทรัมป์ตัดสินใจอภัยโทษนายเอร์นันเดซยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ทฤษฎีหนึ่งคือ ทรัมป์เชื่อว่านายเอร์นันเดซได้รับการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมและถูกใส่ร้ายโดยรัฐบาลไบเดน อีกทฤษฎีหนึ่งคือ ทรัมป์อาจมีแรงจูงใจทางการเมืองในการอภัยโทษนายเอร์นันเดซ เนื่องจากเขาสนับสนุนผู้สมัครฝ่ายขวาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฮอนดูรัส

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ อดีต ปธน.ฮอนดูรัส แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมืองภายใน และกระบวนการยุติธรรม การตัดสินใจใดๆ ก็ตามล้วนมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลที่จะตามมา

ที่มา – สหรัฐฯ ปล่อยตัว อดีต ปธน.ฮอนดูรัสจากคุกแล้ว หลังทรัมป์อภัยโทษ

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

สื่อของรัฐบาลพม่ารายงานว่า คณะผู้ปกครองทหารจะอภัยโทษและยกเลิกข้อหาให้แก่บุคคลรวม 8,665 คน ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนธันวาคม ซึ่งถูกประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อรวบอำนาจ โดยยังไม่ชัดเจนว่ามีนักโทษการเมืองรวมอยู่ในการปล่อยตัวครั้งนี้กี่คน

สื่อของรัฐบาลพม่ารายงานว่า คณะผู้ปกครองทหารของพม่าได้มีคำสั่งให้มีการลดหย่อนโทษหรือยกเลิกข้อหาแก่พลเรือนรวมทั้งหมด 8,665 คน เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถใช้สิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

คำสั่งดังกล่าวรวมถึงการ ลดหย่อนโทษ ให้แก่ผู้ต้องขัง 3,085 คน ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดภายใต้มาตรา 505A ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดให้การแสดงความคิดเห็นที่อาจก่อให้เกิดความกลัวหรือเผยแพร่ข่าวปลอมเป็นความผิดทางอาญา นอกจากนี้ ยังมีการ ยกเลิกข้อหา ให้แก่บุคคลอีก 5,580 คน ที่ยังหลบหนีอยู่

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า ในบรรดาบุคคลที่ได้รับการอภัยโทษและยกเลิกข้อหาเหล่านี้ มีนักโทษทางการเมืองอยู่จำนวนเท่าใด หรือการปล่อยตัวจะเกิดขึ้นเมื่อใด

ก่อนที่จะมีการประกาศอภัยโทษอย่างเป็นทางการ ซอว์ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารพม่า กล่าวเมื่อวันพุธว่า มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ของตนได้ “อย่างเสรีและเป็นธรรม” ในการเลือกตั้งที่กำลังจะจัดขึ้น

ทั้งนี้ พม่าตกอยู่ในความวุ่นวาย นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพเมื่อปี 2021 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนางออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบล ผู้ซึ่งถูกควบคุมตัวนับแต่นั้นเป็นต้นมา การประท้วงทั่วประเทศต่อต้านการรัฐประหารได้ขยายตัวกลายเป็นการต่อต้านด้วยอาวุธ โดยมีการผนึกกำลังกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม

ตามข้อมูลของ สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชน พบว่ามีประชาชนถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาทางการเมืองแล้วมากกว่า 30,000 คน นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านจำนวนมากถูกสั่งห้ามเข้าร่วม หรือประกาศบอยคอต ทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวถูกประเทศตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายแห่งมองว่าเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อรวมอำนาจการปกครองของกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศจะยกเลิกสถานะทางกฎหมายชั่วคราวสำหรับพลเมืองพม่าในสหรัฐฯ โดยอ้างว่าพวกเขาสามารถเดินทางกลับไปยังประเทศได้อย่างปลอดภัยแล้ว โดยยกเหตุผลของการเลือกตั้งที่กองทัพวางแผนไว้ว่าเป็นสัญญาณของสถานการณ์ที่ดีขึ้น

ซอว์ มิน ตุน กล่าวเมื่อวันพุธว่า การประกาศของสหรัฐฯ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก และยินดีต้อนรับพลเมืองที่อยู่ต่างประเทศให้กลับมามีส่วนร่วมในการลงคะแนนเสียง.

รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

รายละเอียดเกี่ยวกับการอภัยโทษ

การประกาศอภัยโทษครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความชอบธรรมของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพเพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติ

  • ลดหย่อนโทษให้แก่ผู้ต้องขัง 3,085 คน ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดภายใต้มาตรา 505A
  • ยกเลิกข้อหาให้แก่บุคคลอีก 5,580 คน ที่ยังหลบหนีอยู่

แม้ว่า รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีนักโทษทางการเมืองจำนวนเท่าใดที่ได้รับการปล่อยตัว และการปล่อยตัวจะเกิดขึ้นเมื่อใด สิ่งนี้สร้างความกังวลและความเคลือบแคลงใจเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของการอภัยโทษครั้งนี้

การประกาศอภัยโทษครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พม่ากำลังเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองและเศรษฐกิจมากมาย การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงเป็นการจัดฉากเพื่อรวบอำนาจของกองทัพหรือไม่? คำตอบสำหรับคำถามนี้ยังคงไม่แน่นอน แต่การดำเนินการของรัฐบาลทหารพม่าก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาอำนาจไว้

ที่มา – รัฐบาลทหารพม่าประกาศอภัยโทษกว่า 8,600 คน ก่อนการเลือกตั้ง

Scroll to top