อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

การดีเบตครั้งแรกก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ได้เปิดโอกาสให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคต่างๆ แสดงวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะประเด็นร้อนอย่างเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่ละคนมีมุมมองที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในการดีเบตที่จัดโดยไทยรัฐทีวี แคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 8 คน จาก 8 พรรคการเมือง ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน), นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย), นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์), นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล (พรรคพลังประชารัฐ), นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ), นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) ได้เข้าร่วมแสดงจุดยืนและนโยบายของพรรคตนเอง

คำถามสำคัญในการดีเบตคือเรื่องจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแต่ละพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะรอฟังเสียงประชาชน แต่จะเดินหน้าแก้บางเรื่องแน่นอน เช่น วุฒิสภา และการทำให้องค์กรอิสระมีความเป็นกลางมากขึ้น

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เน้นย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะผลักดันให้เรื่องการจัดการภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดมาในช่วงรัฐประหาร การแก้ไขจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ที่น่าสนใจคือ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประกาศชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมาตราใด โดยมองว่าปัญหามาจากตัวบุคคลมากกว่า

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เห็นต่าง โดยมองว่ารัฐธรรมนูญ 60 เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร การไม่แก้ระบบการเมืองจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาว่าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า ไทยสร้างไทยจะไม่แก้หมวด 1 และ 2 แต่จะแก้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของประชาชน เช่น การให้ประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระได้

จะเห็นได้ว่า แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนมีมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างทางอุดมการณ์และแนวนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางใด

การแสดง จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแคนดิเดตนายกฯ ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถกเถียงในประเด็นนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – แคนดิเดตนายกฯ เผยจุดยืนการแก้รัฐธรรมมูญ “ธีระชัย” ย้ำชัดไม่เห็นด้วยแน่นอน

ปชป. เปิดแคมเปญ ไทยหายจน สู้ศึกเลือกตั้ง

ปชป. เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 “อภิสิทธิ์” ย้ำไม่ทนความจน ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชัน พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต “กรุงเทพฟ้าใหม่ไปไกลกว่าเดิม”

วันนี้ 22 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งชื่อ “ไทยหายจน” ซึ่งจะเป็นทิศทางนโยบายของพรรคที่อาสามาเปลี่ยนแปลงให้คนไทยและประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะ “ทนหายใจ” ไปสู่ “ไทยหายจน”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความจนในที่นี้ไม่ใช่จนเงินอย่างเดียว แต่ต้องการสื่อถึงความจนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น จนปัญญา เพราะปัญหาการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ จนความคิดสร้างสรรค์ จนใจ ไม่เห็นทางแก้ปัญหา จนตรอก ไม่เห็นอนาคตที่ดีขึ้น คนไทยและประเทศไทยมีปัญหามากมาย ตั้งแต่ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะตัว คือเรื่องปากท้อง รายได้น้อย ค่าครองชีพสูงมีหนี้เยอะ ฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วม ภัยจากมิจฉาชีพ

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาในระยะยาวที่เป็นปัญหาของประเทศ คือ เศรษฐกิจอ่อนแอ เทคโนโลยีล้าหลัง การศึกษาไม่ดี ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาสังคมผู้สูงวัย หนักที่สุดและรุนแรงขึ้นทุกวัน คือ การทุจริต คอร์รัปชั่น ปัญหานักการเมืองสีเทาที่ใช้การเลือกตั้งฟอกตัว และทุนเทาที่ใช้ตลาดหุ้นฟอกเงิน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนมองไม่เห็นทางออก ทนกันไปอย่างนี้มากว่าสิบปีแล้ว อยู่ในภาวะจำยอม จำใจ ทนหายใจไปวันๆ

พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า คนไทยและประเทศไทยต้องไม่ทนอีกต่อไป ไม่ทนความจน ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชั่น และขออาสามาสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ไทยหายจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวแคมเปญแล้ว ทางพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ถึงนโยบายที่เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง เพื่อไปสู่เป้าหมาย “ไทยหายจน” ผ่านช่องทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

ปัดตอบ “การดี” นั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป.

เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ของพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปิดตัวในช่วงไหนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวสั้นๆ ว่า ภายในสัปดาห์นี้ ส่วน 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์มี ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอนาคตศึกษา (Chief Foresight Officer) แห่ง FutureTales Lab ด้วยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้นะครับ เมื่อถามย้ำว่าแคนดิเดตนายกฯ 1 ใน 3 จะมีผู้หญิงใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้นะครับ

ปชป. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต สู้ศึกเลือกตั้ง 69

ขณะเดียวกันวันนี้ (22 ธ.ค.) พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้ง สส.กทม. ทั้ง 33 เขต โดยก่อนการเปิดตัว พรรคได้เปิดวีทีอาร์ของ นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค และวีทีอาร์ “เปิดตัวกรุงเทพฟ้าใหม่ไปไกลกว่าเดิม” หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นกล่าววิสัยทัศน์ต่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรค

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อยากจะบอกว่าตัวเองอยู่กับพรรคมาเป็นเวลานาน ครั้งนี้มีผู้แสดงเจตจำนงสมัครลง สส.กทม. เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่ต้องใช้หลายกระบวนการ ตั้งแต่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครส่งคลิปแสดงวิสัยทัศน์ แสดงเจตนาถ่ายทอดความมุ่งมั่นว่าต้องการมาทำอะไร จนให้ผู้สมัครตอบคำถาม และให้พูดถึงประเด็นปัญหาของคนกรุงเทพฯ ไล่เรียงจนถึงการสัมภาษณ์ของคณะกรรมการสรรหา ก่อนส่งให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้ตัดสิน

“จุดเริ่มต้นตัวเองอยากให้ทุกคนภาคภูมิใจ เพราะประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าทางพรรคเลือกถูกคนหรือไม่ เมื่อทั้ง 33 คนสวมเสื้อตัวนี้แล้วและกำลังต้องลงสู่สนามการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ตัวเองจะใช้เวลาช่วงต้นเพื่อที่จะบอกว่าภารกิจของพวกเราคืออะไร”

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ทั้งความสำคัญของเศรษฐกิจ ความสำคัญในแง่ระบบการบริหารราชการที่ทุกคนทราบกันดี กรุงเทพมหานครตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ทางการเมืองเหมือนกับเป็นหัวใจทางการเมืองด้วย เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะของการนำกระแสไม่มากก็น้อย บางครั้งไม่นำกระแสก็สวนกระแสไปเลย เพราะอยากยืนยันบางสิ่งบางอย่าง หลายครั้งได้เห็นว่าพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นในเขตกรุงเทพมหานคร โดยหน้าที่ สส. คือผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร พี่น้องประชาชนดูจะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะในอดีตที่ผ่านมาประชาชนชาวกรุงเทพฯ แทบจะพูดได้ว่าเอาเรื่องพรรคการเมืองเป็นตัวตั้งในการตัดสินใจ เราจึงเห็นผลการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครมักจะไปแบบทางใดทางหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสครองใจคนมาหลายสมัย ชนะแบบท่วมท้น ทั้งการเลือกตั้ง สส. เราเคยมีผู้ว่าฯ ที่ชนะการเลือกตั้งสองครั้งในระยะเวลาที่ไม่นานมานี้ ซึ่งตัวเองเชื่อว่าหากลงท้ายปี พ.ศ. ด้วยเลข 9 ประชาธิปัตย์จะชนะมาตลอด ซึ่งคะแนนทุกคะแนนได้มาด้วยตนเองและได้รับการสนับสนุน จึงต้องถามว่าตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์มีอะไรให้กับสังคมบ้าง

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคไป เวลาประมาณ 2 เดือน เราปักธงชัดเจนว่าเรากับพี่น้องประชาชนจะไม่ทนอีกต่อไปและสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือการเมืองสุจริต สำหรับเรื่องอุดมการณ์ความคิด ความซื่อสัตย์สุจริต การยอมรับในกระบวนการประชาธิปไตย อย่ามองว่าเป็นเรื่องนามธรรม ทุกเรื่องย่อมกลับมาสู่ปัญหาที่ใกล้ชิดกับชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยช่วงหาเสียง ตัวเองรับรองได้ว่า “ต้องการแข่งขันเรื่องรถไฟฟ้า” ตัวเองยืนยันว่าระหว่างพรรคการเมืองที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงกับพรรคการเมืองที่ติดขัดเรื่องผลประโยชน์ที่ทับซ้อน ใครจะทำให้พี่น้องประชาชนได้ขึ้นรถไฟฟ้าในเงื่อนไขที่ดีกว่า

จากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งเราต้องเป็นกระบอกเสียงของจุดยืนพรรค และสิ่งที่เราบอกว่าจะไม่ทนจะต้องเริ่มต้น ต้องหาเสียงภายใต้กรอบกฎหมายบนความซื่อสัตย์สุจริต สำหรับตัวเองคนเป็นนักการเมืองที่ดีต้องมีเรื่องกฎกติกาและมารยาท ขอให้ยึดมั่นในแนวทางถูกต้อง สร้างกติกาทางการเมืองที่ดี จึงขอถือโอกาสนี้เปิดตัวผู้สมัครเพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนรู้จักผู้สมัครมากขึ้น

ช่วงท้ายนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวอวยพรให้กับผู้สมัครบอกว่า ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจเดินหน้าและประสบความสำเร็จในการทำงาน เอาการเมืองสุจริตมาเปลี่ยนแปลงประเทศต่อไป

ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ปชป. 70% เป็นหน้าใหม่

หลังจากนั้น นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 33 เขต โดยผู้สมัครกว่า 70% เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน และทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามานั้นเข้ามาด้วยความสามารถของตนเอง และแสดงความมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครทั้งหมดที่จะช่วยนำพาให้ “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สำหรับว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ 33 เขต ประกอบด้วย

เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี

เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร

เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช

เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง

เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค

เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร

เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์

เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา

เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์

เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ

เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์

เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ

เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์

เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ

เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร

เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี

เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์

เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล

เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง

เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล

เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ

เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี

เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย

เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล

เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มลฑาทิพย์ ทิพยธนาพัฒน์

เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา

เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์

เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา

เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์

เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ

เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร

แคมเปญ “ไทยหายจน” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามในการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน การเปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม. ชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างความหวังให้กับคนกรุงเทพฯ การจะบรรลุเป้าหมาย “ไทยหายจน” ได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการนำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมและการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – ปชป. เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต

นิด้าโพล: เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง

นิด้าโพลเผยผลสำรวจล่าสุด ชี้ คนไทยจำนวนมาก ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง พรรคประชาชน (ปชน.) ของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ คะแนนนิยมลดลง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คะแนนพุ่งสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568” โดยทำการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ จำนวน 2,500 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 4-12 ธันวาคม 2568 เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจนี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

ผลการสำรวจพบว่า เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 คือ ร้อยละ 40.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ระบุว่าเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 ระบุว่าเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 ระบุว่าเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับอื่นๆ เป็นผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ

ในส่วนของพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุน พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.36 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 25.28 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย และอันดับอื่นๆ เป็นพรรคอื่นๆ ที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่า

เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจทั้ง 4 ไตรมาส พบว่า คะแนนนิยมของพรรคประชาชนและตัวบุคคลลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังคงเป็นอันดับต้นๆ ก็ตาม ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซงกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 หลังจากที่มีการทำ MOA ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค พบว่าคะแนนนิยมทั้งในส่วนของตัวบุคคลและพรรคมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ทำไมคนถึงยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง?

ปัจจัยที่อาจส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่พอใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ หรืออาจเป็นเพราะยังไม่มีพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง อาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นจากพรรคการเมืองอื่นๆ ในขณะที่การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การเลือกตั้งครั้งหน้ายังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ พรรคการเมืองต่างๆ จะมีกลยุทธ์อย่างไรในการช่วงชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง และปัจจัยใดที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลการเลือกตั้งครั้งหน้ายังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก สิ่งที่สำคัญคือประชาชนควรศึกษาข้อมูลและนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

ที่มา – เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซงที่ 1-ปชป. คะแนนพุ่ง

อภิสิทธิ์ ดักทางรัฐบาลรักษาการ ต้องยึดกฎหมาย

“อภิสิทธิ์” ลั่น พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง เสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหาชายแดน-น้ำท่วม ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเลือกตั้งต้องยึดกฎหมาย สับสนฝ่ายอยากแก้ รธน. กลับเลือกทางจบแบบนี้

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความพร้อมในการเลือกตั้ง หลังรัฐบาลประกาศยุบสภา ว่า พรรคมีความพร้อม ไม่มีปัญหา เราเป็นพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมออยู่แล้ว ตนกำชับผู้บริหารทุกคนตั้งแต่ต้นว่า เราทำงานแข่งขันกับเวลา แต่ยอมรับว่ามีข้อจำกัดหลายเรื่อง แต่ก็มั่นใจ เราเร่งทำทั้งนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศ และการคัดผู้สมัครก็เร่งรัดทำตามขั้นตอนและเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างครบถ้วน ซึ่งมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้ามาทำการเมืองแบบสุจริตจำนวนมาก จึงต้องกลั่นกรองและคัดเลือกให้เหมาะสมที่สุด ส่วนจะสามารถเปิดตัวผู้สมัครได้เมื่อไหร่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เราทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือ ต้องเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากสาขา และตัวแทนจังหวัด ตามกฎหมายบังคับ ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และหลังจากได้รับฟังความคิดเห็นมาแล้วคณะกรรมการสรรหาก็จะเร่งประชุมเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคอนุมัติ ส่วนจะส่งตัวผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ทราบ แม้ว่าจะมีผู้ยื่นความจำนงมาแล้ว จะต้องคัดกรองอีกครั้งหนึ่ง

เสียดายชิงยุบสภาก่อนแก้ปัญหาชายแดน-น้ำท่วม

“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พรรคห่วงใย ซึ่งได้ออกแถลงการณ์ไปตั้งแต่เมื่อคืน ที่ต้องยอมรับว่า ปัญหาของประเทศในขณะนี้ มีทั้งการสู้รบตามแนวชายแดน และการฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม หากการเมืองมีเอกภาพ มีพลังและมีอำนาจเต็ม จะสามารถผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ด้วยดี ซึ่งยอมรับว่า รู้สึกเสียดาย ในการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง ที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายที่ค้างในสภา ต้องตกไปทั้งหมดเมื่อยุบสภา สิ่งที่ตนอยากจะเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ต้องมุ่งมั่นในการดำเนินภารกิจทั้ง 2 เรื่องให้เสร็จสิ้นด้วยดี แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้กระทั่งรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรี ต้องมาใช้เวลากับการรณรงค์หาเสียง การที่รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม และต้องรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามา การตัดสินใจในนโยบายใหม่ๆ ก็คงทำไม่ได้ และอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้ง จะมีเรื่องของ กกต. มาเกี่ยวด้วย ถ้าเริ่มต้นวันนี้นายกรัฐมนตรีกับรัฐบาล จะดูแลภารกิจเหล่านี้ว่าจะไม่กระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนเรื่องการเลือกตั้งก็ว่าไปตามกระบวนการของพรรคการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเลือกตั้งต้องยึดกฎหมาย

เมื่อถามว่า คิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่รัฐบาลจะอาศัยช่วงนี้เป็นรัฐบาลรักษาการยาว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะไปลากยาวด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ได้ ยกเว้นเท่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ อย่างกรณีที่ก่อนหน้านี้ที่มีการเลื่อนเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นไปตามกฎหมาย คือ กกต. เห็นแล้วว่าการจะเลือกตั้งในพื้นที่เหล่านั้น มันไม่สามารถจัดได้ เพราะต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชนมีส่วนร่วมด้วย เป็นอำนาจของ กกต. ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งทั่วไป ยังมองไม่เห็นว่ากฎหมายจะอนุญาตอย่างไร ส่วนที่เคยมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั่วไปต้องเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า มีบทบัญญัติที่พยายามมาปรับ เพื่อแก้สถานการณ์ตรงนั้นอยู่ว่าในกรณีบางพื้นที่ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรก็คงเป็นหน้าที่และอำนาจของ กกต. ที่จะวินิจฉัย

อภิสิทธิ์ชี้ รัฐบาลรักษาการต้องยึดกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลรักษาการจะอยู่ในตำแหน่งยาวนาน โดยย้ำว่าการดำเนินการใด ๆ ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมาย

สับสน ฝ่ายอยากแก้ รธน. กลับเลือกทางจบแบบนี้

เมื่อถามว่าการชิงยุบสภากะทันหันมองว่าพรรคภูมิใจไทยเอาเปรียบเพื่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่อยากถกเถียงว่า ใครเป็นคนผิดข้อตกลง แต่น่าเสียดายตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ออกแถลงการณ์ไปว่า ถ้าพรรคการเมืองจะพยายามหาทางออกร่วมกันผลักดันสิ่งที่เป็นเป้าหมายร่วมกันสักนิดก็จะหลีกเลี่ยงที่จะทำให้บางปัญหาที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ความได้เปรียบเสียเปรียบ มีอยู่แล้วตามเงื่อนไข เราให้ความเป็นธรรมกับนายกฯ เพราะนายกฯพูดมาตลอดว่าถ้าขยับอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ เขาก็จะยุบสภา เพียงแต่ว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนก็ไม่ได้บอกว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเคยถูกสอบถามก็บอกว่ารัฐบาลยังไม่มีความผิดร้ายแรง แต่พอมีปัญหาเรื่องตกลงกันไม่ได้ เรื่องสาระของรัฐธรรมนูญเลยทำให้เป็นเหตุขึ้นมา ในใจผมก็นึกว่าถ้าเราเอาเรื่องที่เป็นปัญหาใหญ่มาเป็นตัวตั้งของประเทศแล้วคุยกันเสีย เผื่อหาทางออกได้มันก็น่าจะดีกว่านี้ แต่เมื่อถึงจุดนี้ก็ต้องเดินไปตามกระบวนการ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าเสียดายหรือไม่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ ที่ค้างอยู่ในสภาฯ ไม่สามารถออกมาได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทำให้ตนมีความรู้สึกสับสนนิดหน่อยว่าฝ่ายที่ต้องการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติม หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่ดีๆ ก็เลือกเส้นทางทำให้มันจบลง แม้ว่าจะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ทำประชามติ แต่จริงๆ แล้วตรงนี้ไม่ได้ช่วยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญง่ายขึ้น เพราะจริงๆ แล้วก่อนหน้านี้คำถามที่ไปถามประชาชนจะไปถามพร้อมกับตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้จัดทำใหม่ แม้มีการทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้งแล้วผ่าน ก็ยังต้องไปทำประชามติอีกรอบอยู่ดีในวันที่ไปแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 จริงๆ แล้วก็แปลกใจอยู่ว่าแทนที่จะพยายามหาทางออกก็ไปเลือกเส้นทางที่เหมือนกับมาตั้งต้นกันใหม่

สรุปแล้ว นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง พร้อมทั้งแสดงความเสียดายต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการยุบสภา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดหลักกฎหมายในการดำเนินการของรัฐบาลรักษาการ การดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวเป็นสิ่งที่สำคัญ และต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ดักทางรัฐบาลรักษาการลากยาวต้องยึดกฎหมาย ปชป. พร้อมเลือกตั้ง

สกลธีรับกระแสดี! คนแห่ชิง สส. กทม. ประชาธิปัตย์ทะลุ 150

“สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้สนใจเสนอตัวลงชิงชัย สส. มากกว่า 150 คน เตรียมสัมภาษณ์ 15-16 ธันวาคมนี้ ก่อนเสนอ กก.บห. เคาะเลือก 24 ธันวาคม 2568

วันที่ 8 ธ.ค. 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลกรุงเทพมหานคร เปิดเผยเมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ด้านนโยบายภาพรวม ตนและนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านสตรี เยาวชน ความยั่งยืน ได้ร่วมเปิดงาน First Meet Bangkok ก้าวแรก นัดเปิดสนาม จุดพลังไอเดีย เป้าหมายเพื่อคนกรุงเทพฯ และคนไทยทุกคน ปรากฏมีผู้สนใจเข้ามาสมัครมากกว่า 150 คน เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 33 เขตในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ที่มีบุคคลให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และเกินความคาดหมายของตนเองด้วย

“พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดรับผู้สนใจในแคมเปญนี้และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีกระแสตอบรับดีมาก ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีใจรักและมีความมุ่งมั่น เพราะมีความรู้ทางวิชาการจริงๆ หวังนำองค์ความรู้เหล่านี้ ที่แต่ละบุคคลมีประสบการณ์ มาช่วยและร่วมกันพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศ” นายสกลธีกล่าว

ถือเป็นครอบครัว ปชป.

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ครั้งนี้เป็น First Meet หรือเป็นการนัดพบกันครั้งแรกของบรรดาผู้สนใจสมัคร เพื่อเป็นการระดมสมอง ระดมความคิด เพราะเชื่อว่าทุกคนที่มาร่วมกันในครั้งนี้ ต่างมาด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจสุจริต และอยากจะเห็นการเมืองสุจริตภายใต้พรรคประชาธิปัตย์เหมือนๆ กัน ซึ่งการมาพบกันรอบนี้ ไม่ได้จบเพียงครั้งนี้ แต่เรายังมีการระดมความคิดอย่างนี้อีกในครั้งถัดไป เพื่อนำไอเดียที่เกี่ยวกับกรุงเทพฯ และประเทศ มาออกแบบในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน

“ทุกท่านที่เข้ามาสมัครเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของพรรคใน 33 เขตกทม. ต่างถือว่าเราเป็นครอบครัวประชาธิปัตย์ ที่สามารถเข้ามาช่วยระดมสมองในการพัฒนากรุงเทพฯ และประเทศไปพร้อมกันได้” นายสกลธี กล่าว

ขอให้มั่นใจคัดเลือกเป็นธรรม

นายสกลธี กล่าวเสริมว่าหลังจากการพบกันครั้งแรกของผู้สมัครในวันนี้แล้ว ในวันที่ 15-16 ธันวาคมที่จะถึง จะมีการสัมภาษณ์รายบุคคล และพิจารณาจากข้อมูลส่วนตัวแต่ละท่าน ให้กรรมการคัดสรร และเสนอคณะกรรมการบริหาร เพื่อขอมติเลือกผู้เหมาะสมในวันที่ 24 ธันวาคม 2568  “ขอให้มั่นใจว่ากระบวนการคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส. เขตกทม. ของพรรคประชาธิปัตย์มีครบถ้วนทุกกระบวนการตามกฎหมาย และความชอบธรรม” นายสกลธี กล่าว

ย้ำเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่

ทั้งนี้ภายในงาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวขอบคุณผู้สมัครทุกคน พร้อมระบุว่านี่เป็นกิจกรรมรูปแบบใหม่ของพรรคที่ไม่เคยจัดมาก่อน สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างพรรคขึ้นใหม่ โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม และหลีกเลี่ยงระบบอุปถัมภ์ พร้อมเล่าย้อนถึงประสบการณ์ช่วงอายุ 27 ปีที่เข้าสู่การเมือง เพื่อยืนยันว่าพรรคเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เสมอ แม้กระบวนการคัดเลือกจะเข้มงวดตามกฎหมาย แต่ทุกคนที่มาสมัครยังมีบทบาทช่วยงานพรรคได้ แม้ไม่ได้ลงสมัครใน 33 เขตก็ตาม

หวังทุกคนร่วมพัฒนาประเทศ

เช่นเดียวกับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า เวที First Meet ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีผู้สนใจลงสมัครจำนวนมากในกรุงเทพฯ และเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคกำลังสร้างตัวใหม่ เขาย้ำว่าผู้ทำงานการเมืองต้องมีจิตสาธารณะและความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประชาชน พร้อมแชร์ประสบการณ์ว่าความรู้ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สั่งสมมาก่อนลงสมัคร เป็นแรงผลักดันให้ตัดสินใจเข้าสู่การเมือง พร้อมทิ้งท้ายแสดงความยินดีกับผู้สมัครทุกคนที่ตัดสินใจร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ และหวังว่าทุกคนจะใช้ความรู้ความสามารถร่วมพัฒนาประเทศต่อไป

“สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน

ทำไมคนถึงสนใจลงสมัคร สส. กทม. กับพรรคประชาธิปัตย์เยอะขนาดนี้?

การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในการเลือกตั้ง สส. กรุงเทพมหานคร สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรค รวมถึงความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในกรุงเทพฯ จากคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ

กระแสตอบรับที่ดีเกินคาดนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯ และมีศักยภาพในการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนและเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย

นายสกลธีเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและความยุติธรรมในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้สมัครและประชาชนทั่วไปว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

การมีผู้สนใจเสนอตัวลงชิง สส. ในกรุงเทพมหานครกับพรรคประชาธิปัตย์มากถึง 150 คน ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในกรุงเทพฯ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้น

การที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพราะคนรุ่นใหม่มีมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือโอกาสที่ดีที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพมหานครและประเทศไทย

อย่ารอช้า! หากคุณมีความสนใจในการเมืองและต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของพรรคประชาธิปัตย์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดโอกาสในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

การที่ “สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน แสดงให้เห็นถึงความหวังและความต้องการของประชาชนในการเห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

ที่มา – “สกลธี” รับกระแสประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครดีเกินคาด มีผู้เสนอตัวลงชิง สส. มากกว่า 150 คน

นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา หากจำเป็นก็ไม่มีทางเลือก

“อนุทิน” ชี้ยุบสภาฯ อยู่ที่สถานการณ์ จำเป็นก็ไม่มีทางเลือก ปัดคุยเพื่อไทย ไม่หวั่นดราม่าน้ำท่วม บอกไม่มีปัญหา ยกมือไหว้เหนือหัวคะแนนนิยมภาคใต้ได้ 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่มอง “อภิสิทธิ์” เป็นคู่แข่ง

วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวเรื่อง นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา วันที่ 12 ธ.ค. ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ว่า เรื่องยุบสภาฯ อยู่ที่สถานการณ์ทางการเมือง ทุกท่านทราบอยู่แล้วว่าสภาฯ ชุดนี้ไม่เกินวันที่ 31 ม.ค. 69 เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่ารัฐบาลประสานกับพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับเรื่องการยุบสภาฯ นายอนุทิน กล่าวว่า “ยังเลย ยังไม่มีครับ ผมยังไม่ได้คุยกับผู้บริหารพรรคไหนเลย อย่าว่าแต่พรรคเพื่อไทยเลย พรรคไหนก็ไม่ได้คุย เราบริหารราชการไปโดยมีไทม์ไลน์ของเราอย่างไรก็รักษาคำพูด เรามีเอ็มโอเอ ผมเชื่อว่าตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ได้ทำทุกอย่างตามเงื่อนไขเอ็มโอเอกับพรรคประชาชน วันนี้เราเป็นรัฐบาลแล้วก็ไม่อยากพูดคำว่าเอ็มโอเอเยอะเพราะเป็นเรื่องของ 2 พรรค วันนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลและประเทศแล้ว ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เราบอกแล้วว่าวันที่ 31 ม.ค. 69 เราจะยุบสภา ตอนนี้มีสถานการณ์อะไรต่าง ๆ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากขอให้พวกเราทุกคนไปช่วยพี่น้องประชาชนบรรเทาทุกข์ให้พวกเขาออกจากความทุกข์ร้อน พาพวกเขากลับบ้าน ฟื้นฟูคืนบ้านเมืองให้พวกเขา หายใจอีกแปร๊บเดียวก็ยุบสภาฯแล้ว” เมื่อถามว่าล่าสุดพรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีจะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตอนนี้ นายอนุทิน ยิ้ม ก่อนกล่าวว่า ถ้ายุบสภาฯ ในช่วงที่มีภัยพิบัติเรื่องฉุกเฉินต่าง ๆ รัฐบาลจะทำงานช่วยเหลือประชาชนลำบาก แต่ถ้าเกิดมีความจำเป็นหากไม่มีทางเลือกก็ไม่มีทางเลือก เราก็ต้องมีความพร้อม

ไม่ประเมินตัวเองแต่ก็มั่นใจทำทุกอย่างถูกทาง

เมื่อถามว่ากำลังใจตอนนี้เป็นอย่างไรเพราะตอนนี้มีกระแสดราม่ามาก นายอนุทิน กล่าวว่า “ผมไม่มีปัญหาอะไรกับกระแสดราม่าเลยแม้แต่น้อย เพราะผมและคณะรัฐมนตรีของผม ยึดถือความทุกข์ของประชาชน ถ้าประชาชนทุกข์หนึ่งเท่า พวกผมทุกข์สิบเท่า เพราะเราต้องดูแลเขา และแสวงหาความร่วมมือช่วยพวกเขา“ เมื่อถามว่าได้ประเมินกระแสนิยมพรรคภูมิใจไทยบ้างหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ”ไม่ได้ประเมินเลยพูดจริง ๆ ผมก็ทำงานของผม ตั้งแต่ทำงานการเมืองมา 20 ปีไม่เคยประเมิน เวลาสื่อถามว่าประเมินคะแนนตัวเองเท่าไหร่ ก็พูดเล่นๆว่าให้ 10 เต็ม 10 เพราะผมทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเลย จริง ๆ คนประเมินผมคือประชาชน“ เมื่อถามว่าประชาชนอาจมองว่ารัฐบาลติดลบในการแก้วิกฤติน้ำท่วม บั่นทอนความรู้สึกหรือไม่ นายอนุทิน ส่ายศีรษะ ก่อนตอบว่า ”ไม่รู้สึก เพราะคนพูดเช่นนี้อาจติดตามข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง อย่างพวกผมก็ไปลุยน้ำเท่าอกเหมือนกัน ยังมีปัญหาเรื่องผิวหนังอยู่เลย แต่ไม่มีปัญหาเพราะลงไปแล้วเราก็รู้งานใครพูดอะไรก็ตอบได้ แต่ไม่ต้องการไปเถียงเพราะทุกคนมีสิทธิพูด แต่ถ้าจะพูดเรื่องน้ำที่หาดใหญ่ในการช่วยเหลือประชาชนและมาตรการต่าง ๆ รัฐบาลต้องมั่นใจว่ามาถูกทางและทำทุกอย่างที่ต้องทำ“ เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยมีบ้านใหญ่พื้นที่ภาคใต้เยอะ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้คิดตรงนั้นตอนนี้คิดอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นต้องไปถามว่าจะกาพรรคอะไรถึงช่วยซึ่งไม่ใช่ เราไปทั้งหมดเพื่อเอาพวกเขาออกจากความทุกข์พูดได้แค่นี้

นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา จากจำเป็นก็ไม่มีทางเลือก ไม่ขอมอง “อภิสิทธิ์” เป็นคู่แข่งภาคใต้

เมื่อถามถึงผลโพลล่าสุดในพื้นที่ภาคใต้ ที่นายอนุทินมาเป็นอันดับ 3 นายอนุทิน กล่าวว่า โพลออกมาตน 15% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ได้ 25% ตนมาจาก 0.2% มาเป็น 15% ตนก็สาธุ พร้อมยกมือท่วมหัว ก่อนกล่าวว่า เช่นเดียวกับคะแนนพรรคภูมิใจไทยที่ตกมาเหลือ 11% ก่อนหน้านี้เราเคยอยู่ 0.21% ก็ขอบคุณมากแล้วได้แค่นี้ก็ดีใจตายแล้ว เมื่อถามว่าประเมินว่าจะชนะนายอภิสิทธิ์ได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไปช่วยเหลือประชาชน นายอภิสิทธิ์ มาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำให้มีการตื่นตัวมีสีสันขึ้นแต่ตนไม่ได้มองท่านเป็นคู่แข่ง เรามาทำงานให้บ้านเมืองอย่างไรก็ได้ เมื่อถามว่าการลงพื้นที่หาดใหญ่เหมือนประชาชนให้กำลังใจมากกว่าดราม่า นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ติดตามใกล้ชิดคงเห็นเราลงพื้นที่โดยไม่คิดว่าจะได้คะแนนเสียง ถ้าลงไปแล้วช่วยเหลือประชาชนได้ แล้วไม่มีคนเสียชีวิตไม่มีคนเสียหายไม่เลือกก็ได้ มีใครจะดีใจเท่ากับคนที่ทำแล้วช่วยชีวิตคนได้ ตนไม่ได้คิดตรงนั้นเลย สงขลาพรรคภูมิใจไทยมี สส. คนเดียว ตราบใดที่ไม่เสียเขาไปก็ไม่ได้ขาดอะไร ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว เมื่อถามว่าตอนนี้เหนื่อยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า 

ทำไมนายกฯ บอกเรื่องยุบสภา ถึงเป็นประเด็นสำคัญ?

การที่ นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความคาดหวังของประชาชนต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังและความเป็นไปได้ต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – นายกฯ บอกเรื่องยุบสภา จากจำเป็นก็ไม่มีทางเลือก ไม่ขอมอง “อภิสิทธิ์” เป็นคู่แข่งภาคใต้

คนใต้เลือกใคร? โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์

การเลือกตั้งครั้งหน้า คนใต้จะเลือกใคร? ผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพลเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์มาแรงแซงโค้ง! และเมื่อถามถึงบุคคลที่คนใต้จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับสองที่ได้รับความนิยมคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์

นิด้าโพลได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคใต้จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18 – 24 พฤศจิกายน 2568 เพื่อประเมินกระแสการเมืองในภูมิภาค ผลปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มตัวอย่าง

ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในภูมิทัศน์ทางการเมืองของภาคใต้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคอื่นๆ ก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ใครคือตัวเลือกนายกฯ อันดับต้นๆ ในใจคนใต้?

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนใต้จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: 32.25% ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 25.65% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 3: 15.40% นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยังคงได้รับความนิยมในภาคใต้ แต่ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร หรือยังไม่พบคนที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภาคใต้

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนใต้จะสนับสนุน พบว่า:

  • อันดับ 1: 28.60% พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 2: 28.45% ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 3: 17.80% พรรคประชาชน

จากผลสำรวจจะเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งบ่งชี้ว่าการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าในภาคใต้จะเข้มข้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุถึงพรรคอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชาติ

ปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของคนใต้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้แก่ นโยบายของพรรคการเมือง, คุณสมบัติของผู้สมัคร, และภาพลักษณ์ของพรรค

การที่ โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นว่าพรรคยังคงมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่นี้ อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองอื่นๆ ก็กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนใต้เช่นกัน

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรค ที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจความต้องการของประชาชนในภาคใต้ และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การติดตามผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายแล้ว ใครจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า? คงต้องรอติดตามผลการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดต่อไป

การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน และผลสำรวจความคิดเห็นเป็นเพียงภาพสะท้อน ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การตัดสินใจของประชาชนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์-“อภิสิทธิ์” ได้ที่ 2 คนหนุนนั่งนายกฯ

ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้

พรรคประชาธิปัตย์ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ นำทีมโดยรองหัวหน้าพรรค เพื่อจัดทำนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมประกาศว่าภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคจะไม่ทำการเมืองด้วยเงิน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมอ่าวมะนาวรีสอร์ท จังหวัดนราธิวาส นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันรับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปรวบรวมและจัดทำเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

นายชัยชนะ กล่าวว่า ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน และรัฐบาลที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ฝากความระลึกถึงพี่น้องชาวไทยมุสลิมทุกท่านใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พรรคได้มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาของประเทศในภาพรวมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ การศึกษา หรือสาธารณสุข

นายชัยชนะ ยังกล่าวอีกว่า หากเราลองจินตนาการถึงภาพลักษณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ในปัจจุบัน หากชวนใครมาเที่ยว หลายคนอาจจะไม่กล้ามา แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนไทยที่ยังมีความกังวลใจ กล้าที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทะเล ภูเขา ชายแดน ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตกว่านี้ได้ แต่ทำไมเราถึงยังไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่

ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้

“พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของท่านอภิสิทธิ์ เราจะไม่ทำการเมืองแบบพรรคอื่น ที่ลงมาแล้วบอกว่ามีความพร้อม มีเงิน ผมคิดว่าการเมืองถ้าเริ่มต้นด้วยเงิน ก็จะจบลงด้วยเงิน และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ แต่ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทุกคน ที่บอกว่าพรรคการเมืองเป็นของประชาชนทุกคน หากเราร่วมมือกัน มูลค่าทางความคิดของทุกคนที่นำเสนอมา ก็จะกลายเป็นมูลค่าในการพัฒนาประเทศชาติ” นายชัยชนะกล่าว

ทำไมนโยบาย ปชป. จึงมุ่งเน้นฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้?

การที่พรรคประชาธิปัตย์มุ่งเน้นการรับฟังเสียงของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเพราะพรรคตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายที่ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจในสภาพปัญหาและความต้องการของพื้นที่ จะมีความยั่งยืนและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

  • การรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนโดยตรง ทำให้พรรคเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่
  • การนำข้อมูลที่ได้จากการรับฟังมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ ทำให้พรรคสามารถกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด
  • การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของนโยบายและมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันผลักดันนโยบายให้ประสบความสำเร็จ

ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์นโยบายที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในพื้นที่

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าการรับฟังเสียงของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทย

ที่มา – ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ลั่น ยุคหัวหน้า “อภิสิทธิ์” ไม่ทำการเมืองด้วยเงิน

Thairath Poll: ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน แต่คนไม่เลือกเยอะ!

ผลสำรวจ Thairath Poll ชี้: ผู้อ่านโหวตให้ “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มคนที่ไม่เลือกใครเลยกลับมีสัดส่วนสูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ มาดูกันว่าผลสำรวจนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผลสำรวจของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์เผยให้เห็นว่า คะแนนความนิยมของณัฐพงษ์อยู่ที่ 31.12 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่มีคนเหมาะสมรวมกันสูงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พรรคประชาชนยังคงนำโด่งด้วยคะแนน 37.01 เปอร์เซ็นต์

ผลสำรวจ Thairath Poll ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์กว่า 36,000 คน ระหว่างวันที่ 4-15 พฤศจิกายน 2568 เกี่ยวกับความนิยมของพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าคะแนนนิยมในตัวบุคคลและพรรคการเมืองยังคงเทไปที่พรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่เลือกผู้สมัครคนใดเลยก็ยังมีสัดส่วนสูงอยู่ไม่น้อย

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

ณัฐพงษ์นำ แต่กลุ่มคนไม่เลือกก็สูงลิ่ว

ในคำถามที่ถามว่าบุคคลที่คุณสนับสนุนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากผู้ตอบแบบสอบถาม 30,495 คน พบว่า:

  • อันดับ 1: นายณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ 31.12 เปอร์เซ็นต์ (9,460 คะแนน)
  • อันดับ 2: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 11.01 เปอร์เซ็นต์ (3,347 คะแนน)
  • อันดับ 3: พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ 8.86 เปอร์เซ็นต์ (2,693 คะแนน)

สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วน 14.92 เปอร์เซ็นต์ (4,537 คะแนน) และกลุ่มที่เห็นว่าไม่มีผู้ที่เหมาะสมอยู่ที่ 14.09 เปอร์เซ็นต์ (4,282 คะแนน) เมื่อรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน จะมีสัดส่วนสูงถึง 29.01 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากนายณัฐพงษ์

พรรคประชาชนทิ้งห่างเพื่อไทยกว่าเท่าตัว

ในส่วนของคะแนนนิยมพรรคการเมือง จากผู้ตอบ 36,085 คน ผลสำรวจชี้ว่าพรรคประชาชนมีคะแนนนำพรรคอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทยมากกว่าเท่าตัว:

  • อันดับ 1: พรรคประชาชน 37.01 เปอร์เซ็นต์ (13,319 คะแนน)
  • อันดับ 2: พรรคเพื่อไทย 15.60 เปอร์เซ็นต์ (5,614 คะแนน)
  • อันดับ 3: พรรคประชาธิปัตย์ 10.36 เปอร์เซ็นต์ (3,727 คะแนน)

ขณะที่กลุ่มยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนอยู่ที่ 8.52 เปอร์เซ็นต์ (3,066 คะแนน)

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจครั้งนี้มีข้อสังเกตด้านประชากรศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีความเอนเอียงไปในบางพื้นที่และบางกลุ่มอายุอย่างชัดเจน โดยในด้านภูมิภาค ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 56.69 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในภาคกลาง (รวม กทม. ตะวันออก และตะวันตก) ในขณะที่ภาคอีสานมีสัดส่วน 18.70 เปอร์เซ็นต์

ต่อไปคือด้านอายุ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ โดยกลุ่มอายุ 46-59 ปี 33.02 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่ม 60 ปีขึ้นไป 28.95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมกันมีสัดส่วนสูงถึง 61.97 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบทั้งหมด

ผลสำรวจ Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความต้องการตัวเลือกใหม่ๆ ของประชาชน เราจะติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้พรรคประชาชนและคุณณัฐพงษ์จะได้รับความนิยม แต่ก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนจึงต้องทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

Scroll to top