อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองเกี่ยวกับมุมมองของ “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในการถกเถียงเรื่องร่าง พ.ร.บ. เสริมสร้างสังคมสันติสุขในขณะนี้ครับ

“อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาให้ความชัดเจนถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนยังคงยืนกรานตามหลักการเดิม คือไม่สนับสนุนการนิรโทษกรรมในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 คดีทุจริต และคดีอาญาร้ายแรง แต่ในประเด็นเรื่องเยาวชนนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าเราควรเปิดช่องทางเพื่อการบำบัดฟื้นฟู แทนที่จะเป็นการปิดกั้นทุกทาง เพราะการ “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ อย่างสิ้นเชิง อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนรุ่นใหม่กับสถาบันฯ ในระยะยาว

มุมมองต่อการนิรโทษกรรมกับการรักษาความสัมพันธ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาฯ คือความเข้าใจผิดจากการสื่อสารที่บิดเบือน นายอภิสิทธิ์ได้อธิบายว่าสิ่งที่ตนนำเสนอนั้น ไม่ใช่การนิรโทษกรรมคดี ม.112 ให้เยาวชนโดยตรง แต่เป็นการเสนอให้มีกระบวนการร้องขอเพื่อเข้าสู่แผนบำบัดฟื้นฟูตามหลักการเดียวกับศาลเยาวชน การที่สังคมจะมองว่า “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ จึงเป็นเรื่องของการสร้างความยืดหยุ่นที่เหมาะสมภายใต้กรอบของกฎหมาย

  • การนิรโทษกรรมต้องไม่เหมารวมคดีทุจริต
  • คดีอาญาร้ายแรงยังคงเป็นข้อต้องห้าม
  • เยาวชนควรได้รับโอกาสในการบำบัดฟื้นฟูแทนการผลักดันให้ห่างไกลจากสังคม

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้ดักทางประเด็นเรื่องการฮั้ว สว. โดยระบุว่าหากมีการนิรโทษกรรมให้ครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงการเลือกตำแหน่ง สว. ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการลงมติอาจเข้าข่ายกระทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง

โดยสรุปแล้ว การสร้างสันติสุขในสังคมไทยต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม ไม่ปล่อยให้เรื่องความเห็นต่างทางการเมืองกลายเป็นการปิดกั้นอนาคตของเยาวชน ซึ่งจะเป็นการดีกว่าหากเราหันมาหารือกันด้วยเหตุผลและรับฟังกันให้จบก่อนที่จะตัดสินความคิดของใครสักคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ย้ำค้านนิรโทษ ม.112 แต่หากปิดกั้นเยาวชน ก็ไม่ช่วยแก้ความสัมพันธ์สถาบันฯ

ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากที่นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคฯ ต่อการประชุมสภาฯ เรื่องร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยทางพรรคได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว. ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว.

เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจลงมติไม่เห็นด้วยนั้น นายพงศกรได้รวบรวมเหตุผลสำคัญมาให้ประชาชนได้เข้าใจถึงที่มาที่ไป ดังนี้ครับ:

  • ประเด็นเรื่องมาตรา 112: ยืนยันชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการนิรโทษกรรมในหมวดนี้
  • โอกาสในการฟื้นฟูเยาวชน: พรรคฯ มองว่าเยาวชนควรได้รับโอกาสในการบำบัดฟื้นฟูหากสำนึกผิด
  • ความสมัครใจ: กระบวนการบำบัดต้องเกิดจากความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ
  • ความผิดปกติท้าย พ.ร.บ.: ประเด็นนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว. เพราะมีการนำคดีเลือกตั้ง สว. เข้ามาเกี่ยวข้อง

ทำไมปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว. จึงสำคัญต่อบ้านเมือง?

นายพงศกรยังได้ขยายความถึงความวิตกกังวลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าหากสภาให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาเอื้อประโยชน์ต่อคดีการเมือง อาจเข้าข่ายมีความขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 114 แห่งรัฐธรรมนูญ การลงมติไม่เห็นด้วยในครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ถึงความตั้งใจของพรรคที่ต้องการรักษาหลักการที่ถูกต้องและธรรมาภิบาลทางกฎหมายไว้ให้มั่นคง

ท้ายที่สุดแล้ว การที่พรรคการเมืองออกมาตรวจสอบความโปร่งใสของกฎหมาย ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายที่จะออกมานั้น จะเป็นเครื่องมือเพื่อความสุขของทุกคนในชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางเพื่อปกป้องพวกพ้องจากการกระทำผิดที่ควรจะเป็นเรื่องของกฎหมายเลือกตั้งปกติ หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ในประเด็นนี้มากขึ้นครับ

ที่มา – ปชป. ชี้ 4 ปมไม่รับร่างกฎหมายสันติสุข ชี้ท้าย พ.ร.บ. ส่อเอื้อคดีฮั้ว สว.

สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ในบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียด การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นจุดสนใจของประชาชนอีกครั้ง เมื่อมีการหยิบยกเอา สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ขึ้นมาพิจารณาหลังจากวุฒิสภาได้ส่งร่างกฎหมายที่มีการแก้ไขกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรตัดสินใจอีกครั้ง ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วของบรรดา สส. ฝ่ายต่างๆ

สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กับประเด็น ม.112

หนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่สุดในการอภิปรายคือการที่วุฒิสภาได้แก้ไขเนื้อหาตัดการนิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 รวมถึงกรณีเยาวชนอายุ 18 ปี ออกจากการร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี จากพรรคประชาชน ได้ออกมาซัดแรงว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ใช่การสร้างความปรองดองที่แท้จริง แต่เป็นการเลือกปฏิบัติและผลักให้ผู้เห็นต่างต้องเผชิญกับสภาพที่ยากลำบากในกระบวนการยุติธรรม โดยมองว่าคดีมาตรา 112 นั้นมีปัญหาทั้งเรื่องตัวบทกฎหมาย โทษที่ไม่ได้สัดส่วน และการนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

มุมมองที่แตกต่างใน สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

ทางฝั่งพรรคเพื่อไทย นายธงธรรม เวชยชัย มองว่าแม้กฎหมายฉบับนี้จะไม่สมบูรณ์แบบและน่าเสียดายที่ไม่ได้ครอบคลุมคดี ม.112 ตามที่หลายฝ่ายหวัง แต่การรอกรรมาธิการร่วมอีก 1 ปี อาจทำให้ผู้ที่รอคอยการนิรโทษกรรมเสียโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตปกติ จึงมองว่าการเดินหน้าไปก่อนถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจเกี่ยวกับกรณีที่ สว. เพิ่มบัญชีแนบท้ายเรื่องการได้มาซึ่ง สว. เข้ามาในร่างกฎหมายนี้ ซึ่งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนงำในอนาคต

หากเราพิจารณาผ่านบทวิเคราะห์ข้างต้น จะพบว่ากระบวนการสร้างความปรองดองในไทยยังคงเต็มไปด้วยขวากหนาม ประเด็นสำคัญที่พอสรุปได้จากสถานการณ์นี้คือ:

  • ความพยายามในการก้าวข้ามความขัดแย้งมักติดหล่มเรื่องมาตรา 112 เสมอ
  • การประนีประนอมทางการเมือง บางครั้งอาจกลายเป็นการทิ้งผลประโยชน์ของกลุ่มเปราะบางไป
  • ความกังวลเรื่องการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องยังเป็นระเบิดเวลาสำหรับรัฐบาล

ท้ายที่สุด การนิรโทษกรรมควรเป็นการคืนพื้นที่ให้กับสังคมและให้โอกาสทุกคนได้เริ่มต้นใหม่ แต่ตราบใดที่ความเห็นทางการเมืองยังคงถูกมองเป็นความผิด การค้นหาจุดสมดุลที่ทุกฝ่ายยอมรับได้อาจเป็นเพียงฝันที่ไกลเกินเอื้อม หวังว่าผู้มีอำนาจจะฟังเสียงสะท้อนจากสภาฯ ให้มากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งรอบใหม่ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

ที่มา – สภาฯ เสียงแตกถกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ปชน. ซัดจงใจตัดความผิด ม.112 ออกแต่ต้น

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวทางการเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เกี่ยวกับการอภิปรายเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งมีการพาดพิงถึงแนวคิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่องสิทธิสวัสดิการของข้าราชการ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาตอกย้ำจุดยืนเรื่องการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ อย่างชัดเจนครับ

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีกระแสข่าวบิดเบือนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำการตัดบำนาญข้าราชการ ทำให้นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องรีบออกมาเคลียร์ประเด็นนี้ทันที โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่อภิสิทธิ์ได้นำเสนอไปนั้น คือการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการคลังของชาติในระยะยาว ไม่ใช่การล้มล้างสิทธิเดิมที่มีอยู่แล้ว

เปิดมุมมองการปฏิรูประบบงบประมาณที่แท้จริง

หลายท่านอาจสงสัยว่าการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ นั้นมีใจความสำคัญอย่างไร คำตอบก็คือ:

  • การสร้างระบบใหม่: มุ่งเน้นการวางโครงสร้างงบประมาณใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต
  • ความเป็นธรรม: ยึดหลักการไม่ทำลายสิทธิของคนที่เข้ามาทำงานด้วยกฎเกณฑ์เดิม เพื่อความยุติธรรมของข้าราชการปัจจุบัน
  • ความยั่งยืนทางการคลัง: เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน

พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสิทธิเดิมนั้นไม่เป็นธรรม แต่การวางแผนใหม่ด้วยวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์จะเป็นทางออกที่ดีกว่า การที่กระแสสังคมถูกปั่นหัวให้เข้าใจผิดถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะแนวคิดนี้แท้จริงแล้วคือความปรารถนาดีต่อระบบราชการไทยนั่นเองครับ

นอกเหนือจากเรื่องบำนาญแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงความห่วงใยถึงการบริหารงบประมาณในภาพรวม โดยเฉพาะการที่รัฐบาลกู้เงินก้อนโตแต่กลับไม่เห็นการลงทุนที่ชัดเจนในโครงการใหญ่ที่ได้ประโยชน์จริง รวมถึงความกังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ควรทำมากกว่าแค่การรอเยียวยา เพราะความสูญเสียเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่คุ้มค่ากับการประหยัดงบประมาณที่ไม่ถูกจุด

ในฐานะประชาชน เราควรพินิจพิเคราะห์ข้อมูลให้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจเชื่อข่าวลือทางการเมือง เพราะการที่ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคในการเสนอทางออกให้กับบ้านเมือง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เน้นสร้างความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

“อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” ช่วยคนรากหญ้า

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทาย ปัญหาหนี้สินครัวเรือนกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าและผู้ประกอบการรายย่อย ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนไปยังสภาผู้แทนราษฎร โดยเรียกร้องให้เร่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญอย่าง “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้ เพื่อเป็นทางรอดให้ผู้ที่มีภาระหนี้สินได้มีโอกาสตั้งหลักและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

“อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้

การเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ถือเป็นการเร่งเร้าให้กรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาหาจุดร่วมเพื่อยุตอุปสรรคที่ค้างคามานาน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องกรอบเวลาชำระหนี้หรือสถานะของข้าราชการที่ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย โดยนายอภิสิทธิ์เน้นย้ำว่า ความล่าช้าคือศัตรูตัวร้ายที่ทำให้คนรากหญ้าเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างแท้จริง

เหตุผลที่ต้องเร่งผ่าน “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้ถึงมีความสำคัญนัก เหตุผลหลักมีดังนี้ครับ:

  • โอกาสในการฟื้นตัว: กฎหมายนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ช่วยให้คนตัวเล็กตัวน้อยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู แทนที่จะจมอยู่ในวังวนของการถูกฟ้องร้องจนไม่สามารถลุกขึ้นทำมาหากินได้
  • ลดปัญหาเหลื่อมล้ำ: มีการถกเถียงเรื่องสถานะข้าราชการอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ของ “สองมาตรฐาน” ในสังคม
  • ความชัดเจนของมูลหนี้: การกำหนดเพดานหนี้ขั้นต่ำให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะช่วยลดภาระและป้องกันไม่ให้คนจนถูกตัดโอกาสเพียงเพราะยอดหนี้ไม่ถึงเกณฑ์

นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับเงื่อนไขในร่างกฎหมาย โดยมองว่าอะไรที่สามารถถอยคนละก้าวเพื่อให้กฎหมายบังคับใช้ได้เร็วที่สุด ควรเป็นสิ่งที่ฝ่ายการเมืองต้องรีบดำเนินการ เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การเอาชนะกันในรายละเอียด แต่คือการช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจส่วนบุคคลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม กฎหมายที่ดีต้องมีไว้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การที่ “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้ ถือเป็นการตอกย้ำว่านักการเมืองต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญของการทำงาน คือการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและเร่งคลี่คลายทุกข์ร้อนให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด หวังว่าสภาฯ จะเร่งหาข้อยุติเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร็วครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้

เจาะลึกงบฯไร้อนาคตปี 70 หนี้ทะลุ 70% เตือน 5 ปีแตะ 80%

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อย่างดุเดือด โดยขนานนามว่าเป็น “งบฯไร้อนาคต” เนื่องจากมองว่าโครงสร้างงบประมาณปีนี้สะท้อนถึงปัญหาที่หมักหมมมานาน และรัฐบาลยังไม่สามารถหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับประเทศได้

สถานการณ์งบฯไร้อนาคตปี 70 ที่น่ากังวล

เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์มองว่างบประมาณฉบับนี้เป็นงบฯไร้อนาคต คือการที่งบลงทุนถูกตัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ที่ทำได้เพียงแค่ประคับประคองงบประจำและการใช้หนี้เก่าเท่านั้น ทำให้ประเทศขาดแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

เปิดปมหนี้สาธารณะทะลุ 70% ชี้ชัดอีก 5 ปีเสี่ยงแตะ 80%

นอกจากเรื่องของงบลงทุนแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความสั่นสะเทือนคือตัวเลขหนี้สาธารณะ คุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นว่าหากรวมภาระหนี้ตามมาตรา 28 แห่งกฎหมายวินัยการเงินการคลังเข้าไปด้วย หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันได้ทะลุเพดาน 70% ไปแล้ว และหากรัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจน ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า มีโอกาสสูงที่หนี้สาธารณะจะพุ่งกระฉูดไปแตะระดับ 80% หรือ 90% ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักอึ้งของคนไทยทั้งประเทศ

  • วิกฤตงบลงทุน: งบลงทุนลดลง -13.1% ขณะที่งบบุคลากรและงบอุดหนุนกลับเพิ่มสูงขึ้น
  • ความล่าช้าด้านการปฏิรูป: การจัดเก็บภาษีต่อ GDP ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้สวัสดิการประชาชนไม่ทั่วถึง
  • การลงทุนที่ไม่ชัดเจน: งบประมาณด้าน AI หรือดิจิทัลถูกมองว่าเป็นการวิ่งตามกระแสโดยขาดกลยุทธ์สร้างมูลค่าที่แท้จริง

ในมุมมองของคุณอภิสิทธิ์ สิ่งที่รัฐบาลนำเสนอภายใต้แนวคิด 5T นั้น ดูเหมือนจะห่างไกลจากความจริง เนื้อในของ งบฯไร้อนาคต ฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการทำงบประมาณฐานศูนย์หรือการมุ่งเป้าที่แท้จริง แต่มันคือการใช้งบประมาณแบบ “หาเช้ากินค่ำ” ที่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ เท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว หากรัฐบาลยังไม่มีความกล้าหาญพอที่จะผ่าตัดโครงสร้างงบประมาณ และปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังติดหล่มและยากที่จะก้าวข้ามผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า จะสร้างอนาคตให้ประเทศได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การใช้จ่ายที่ไร้ทิศทางอย่างที่เป็นอยู่

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ตั้งชื่องบประมาณปี70 “งบฯไร้อนาคต” ปูดหนี้สาธารณะทะลุ70% อีก5 ปีหวั่นทะลุ80%

“อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง”

“อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง”

ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ สำหรับบรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกโรงปราศรัยใหญ่ช่วยนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครของพรรค พร้อมปล่อยหมัดเด็ดชวนชาวกรุงเทพฯ ร่วมตัดสินใจเลือกผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมุ่งมั่นล้างบาง “อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง” ที่ถูกกล่าวถึงอย่างหนาหูในขณะนี้

เปิดมุมมองการเมือง กทม. กับวิสัยทัศน์ที่คุณต้องรู้

นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการหาเสียงของผู้สมัครอิสระ โดยเฉพาะป้ายหาเสียงที่ระบุว่า “เลือก สก. อิสระทั้งทีม” จนเกิดเป็นคำถามตัวโตๆ ว่า อิสระที่แท้จริงคือแบบไหน และใครเป็นผู้ส่งทีมเหล่านี้ลงสมัครกันแน่ การย้ำว่า “อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง” จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้คนกรุงหันมามองความสำคัญของการบริหารแบบเป็นระบบและมีพรรคการเมืองที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้เปรียบเทียบผลงานในอดีตของพรรค ปชป. กับปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส นายอนุชา บูรพชัยศรี ได้เตรียมพร้อมนโยบายเพื่อแก้ปัญหาคาราคาซังใน กทม. ทั้งเรื่องส่วย การขออนุญาตที่ไม่โปร่งใส และการจัดการปัญหาเมืองที่ไม่ควรมีเรื่องร้องเรียนสะสมเป็นล้านรายการ การเลือกผู้ว่าฯ และ สก. จากพรรค ปชป. จึงไม่ใช่แค่การเลือกตัวบุคคล แต่คือการเลือกทีมงานที่พร้อมรับผิดชอบร่วมกัน

  • เน้นความโปร่งใส ขจัดทุจริตคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่น
  • ใช้ข้อมูลข่าวสารทางวิทยาศาสตร์ในการบริหารและแก้ปัญหาเมือง
  • สร้างเมืองที่น่าอยู่และตรวจสอบได้จริงตามหลักธรรมาภิบาล

การประกาศสงครามกับ “ระบอบอากง” ของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เอาจริงกับการปฏิรูป กทม. ให้เป็นเมืองที่เป็นมากกว่าแค่ “เมืองน่าเที่ยว” แต่ต้องเป็น “เมืองที่น่าอยู่” ในทุกมิติ ประชาชนที่เบื่อหน่ายกับปัญหาการจัดการในยุคปัจจุบันจึงมีทางเลือกที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในการใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้

ท้ายที่สุดนี้ การเลือกตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับโพลสำรวจ แต่ขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ว่าจะยอมปล่อยให้สิ่งผิดปกติคงอยู่ หรือจะกล้าเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญว่า เสียงของประชาชนจะสามารถล้างบางระบบที่ไม่โปร่งใสได้จริงหรือไม่ ถึงเวลาแล้วที่ กทม. จะต้องมีผู้นำที่กล้าตรวจสอบและมีความรับผิดชอบต่อเมืองอย่างแท้จริง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เหน็บเจ็บ อิสระแล้วใครส่ง ยันเลือกผู้ว่าฯ-สก.ปชป. เพื่อล้างบาง “ระบอบอากง”

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นสำคัญว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. ซึ่งถือเป็นแนวทางที่พรรคมีความมั่นใจว่าสอดคล้องกับหลักการและเจตนารมณ์ที่ถูกต้องตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยให้ความเห็นไว้

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

นายอภิสิทธิ์ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าประชาชนไม่ควรเป็นผู้เลือกผู้ร่างโดยตรง แต่ในส่วนของทางพรรคฯ นั้น วิธีการหยั่งเสียงผ่านตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ แล้วให้รัฐสภาคัดเลือก รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญจากฝ่ายตุลาการและวิชาการ ถือเป็นการออกแบบกระบวนการที่รัดกุม ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. อย่างแน่นอนครับ

ความคืบหน้าในการรวบรวมรายชื่อ สส.

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินงานของพรรค โดยคาดการณ์ว่าภายในสัปดาห์หน้าจะสามารถรวบรวมรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ครบถ้วน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการนำเสนอร่างแก้ไขตามกฎหมายต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้กลไกการหยั่งเสียงจากท้องถิ่นสู่ระดับสภาร่าง
  • การผสมผสานผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คนจากตุลาการและภาควิชาการ
  • การยึดโยงเจตนารมณ์จากบันทึกข้อความการแลกเปลี่ยนกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ

หากมองในมุมของการเมืองไทยยุคปัจจุบัน การแสวงหาความร่วมมือและการอธิบายเหตุผลอย่างโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญมาก การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยข้อมูลให้สังคมได้รับทราบถึงเหตุและผลของ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร. นั้น ช่วยลดความคลุมเครือและสร้างความมั่นใจให้ผู้ติดตามข่าวสารว่ากระบวนการทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในฐานะประชาชนผู้สนใจ การขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เน้นความร่วมมือหลายภาคส่วนเช่นนี้ อาจเป็นต้นแบบที่ดีในการหาทางออกให้กับประเทศในอนาคต หากทุกฝ่ายสามารถตกลงกันได้ภายใต้หลักการที่ชัดเจน เชื่อว่าความสำเร็จในการปฏิรูปกฎหมายสูงสุดของประเทศคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาธิปัตย์ ไร้ปัญหาใช้หยั่งเสียงเลือก สสร.

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะล่าสุดที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็น “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการเมืองขณะนี้

“อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการโอนงบประมาณของรัฐบาล โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวนั้นดูจะย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หากมองในมุมของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลควรจัดสรรวงเงินให้คุ้มค่าที่สุดแทนที่จะเลือกวิธีปะผุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่รัฐบาลเลือกจะกู้เงินถึง 4 แสนล้านบาทแทนที่จะโอนงบประมาณให้เต็มศักยภาพ

ผลกระทบจากการกู้เงิน 4 แสนล้านและ “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ

การผลักภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบแตะเพดานที่กำหนดไว้ ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นายอภิสิทธิ์มองว่าหากรัฐบาลมีการบริหารจัดการที่ดี การโอนงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสมกว่านี้อาจช่วยลดความจำเป็นในการกู้เงินลงได้ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารทางการคลังที่อาจไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาว

  • ความล่าช้าในการเสนอ พ.ร.บ. ต่อสภาฯ
  • สัดส่วนการโอนงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็น
  • ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจนน่ากังวล

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ หากรัฐบาลมีโครงการที่สามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้มากถึง 1 แสนล้านบาท เหตุใดจึงเลือกโอนงบประมาณเพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น? การเลือกตัดสินใจเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อแผนงานการฟื้นฟูประเทศ ท้ายที่สุดแล้ว การใช้เงินแผ่นดินทุกบาททุกสตางค์ควรต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความเป็นธรรมของคนทั้งประเทศ มากกว่าความสะดวกทางการเมืองของฝ่ายบริหาร

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สวนทางวิกฤตเศรษฐกิจ ซัดกู้ 4 แสนล้าน สร้างภาระหนี้สาธารณะ

Scroll to top