อรรถกร ศิริลัทธยากร

อรรถกรย้ำ! โหวตหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ คนที่ 32

“อรรถกร” ย้ำ มติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการโหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เท่าที่ดูสมาชิกพรรคก็ยังยืนยันว่ายึดมติเดิม ซึ่งหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะต้องมีการเรียกประชุมพรรคกันอีกครั้ง แต่ตอนนี้ยังเป็นไปตามมติเดิม

ส่วนคำถามว่าจะเกิดปัญหาเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยในอนาคตหรือไม่ นายอรรถกรตอบว่า ตนทำตามเสียงส่วนใหญ่ของพรรค ส่วนเรื่องรวมเสียงได้เท่าไหร่คงขึ้นอยู่กับผู้บริหารพรรคแต่ละพรรค ขณะที่การเลือกนายกรัฐมนตรีจะจบเมื่อไหร่นั้นต้องถามทางสภาฯ เพราะจะได้นายกรัฐมนตรีก็ต้องมาจากสภาฯ เรายึดมั่นระบบนั้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อ คณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) จะหารือเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 กันยายน 2568 เลยหรือไม่ นายอรรถกรระบุว่า ตนไม่ได้เป็นวิป ต้องขอโทษด้วยเพราะอาจจะตอบแทนวิปไม่ได้.

“อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่กำลังจะเกิดขึ้น การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ

ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคในการสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่ามติของพรรคยังคงเหมือนเดิม และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงสนับสนุนอนุทิน?

แม้ว่านายอรรถกรจะไม่ได้ลงรายละเอียดถึงเหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุนนายอนุทินอย่างชัดเจน แต่การที่พรรคกล้าธรรมยังคงยึดมั่นในมติเดิมแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ว่าจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่เหมาะสมได้

การยืนยันจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต เพราะเสียงสนับสนุนจากพรรคต่างๆ มีผลต่อการตัดสินใจของ ส.ส. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นายอรรถกรได้กล่าวว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะมีการเรียกประชุมพรรคเพื่อหารือกันอีกครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการปรับตัวของพรรคกล้าธรรมต่อสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอน การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่กำลังจะเกิดขึ้น มติของพรรคกล้าธรรมที่ยังคงสนับสนุน “อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่สุดท้ายแล้วผลการโหวตจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอดูกันต่อไป

การเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อน การตัดสินใจของนักการเมืองล้วนมีผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – “อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต

“อรรถกร” พร้อม “ปกรณ์” สส.กล้าธรรม ลุย จ.แม่ฮ่องสอน ดูความเสียหายน้ำท่วมจากพายุคาจิกิ ประสานเร่งเยียวยาผู้ประสบภัย-พื้นที่เกษตร ย้ำ ยังทำหน้าที่ รมว.เกษตรฯ สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องอนาคต

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม (กธ.) ตรวจสอบความเสียหายจากเหตุอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้บ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรเสียหายอย่างหนัก โดยมีการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ เหตุอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม รับฟังปัญหาอุปสรรค และหารือแนวทางแก้ไข ณ สถานีพัฒนาที่ดินแม่ฮ่องสอน ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ด้วย

นายอรรถกร ได้พูดคุยและให้กำลังใจกับประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จำนวนมาก พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงได้กำชับทุกภาคส่วนของกระทรวงเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ขอให้เร่งบูรณะซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชนให้กลับสู่สภาพเดิมอย่างเร็วที่สุด พร้อมประสานกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอยาสามัญประจำบ้านให้ส่งด่วนมาตามที่ประชาชนในพื้นที่ร้องขอด้วย ส่วนความเสียหายของโรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน ต.ผาบ่อง จะประสานกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โดย นางนฤมล พร้อมที่จะช่วยกันทำงานแน่นอน แต่ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งตรวจสอบพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย และหามาตรการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนอย่างเร่งด่วน

“สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร ก็ถือเป็นเรื่องของอนาคต แต่วันนี้ผมยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งชัดเจนมาตั้งแต่สมัย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่า เราทำงานทุกวัน และเมื่อ สส.ปกรณ์ ประสานมาว่าชาวบ้านในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อน จึงไม่สามารถรอได้ ทั้งนี้ ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจากนี้ผมจะอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ที่จะมาทำหน้าที่คนใหม่ก็จะดูแลพี่น้องประชาชนแบบนี้เช่นกัน”

ทางด้าน นายปกรณ์ กล่าวว่า อุทกภัยครั้งนี้ทำให้บ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรจำนวนมากถูกน้ำท่วมเสียหาย หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านมาอยู่ในที่พักพิงชั่วคราว ตนในฐานะ สส.แม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่มาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุเพื่อช่วยประสานงานและเร่งให้ความช่วยเหลือ

“ผมต้องขอขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ที่ลงมาดูแลชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องเครื่องอุปโภคบริโภค การตั้งโรงครัว ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน โรงเรียน และพื้นที่เกษตร เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผมขอย้ำว่าจะเร่งประสานงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วที่สุด” กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้พี่น้องชาวแม่ฮ่องสอนมั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตนจะติดตามและผลักดันจนกว่าความเดือดร้อนจะคลี่คลาย และมั่นใจว่า พวกเราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ พร้อมด้วย นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดเเม่ฮ่องสอน เพื่อดูความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ โดยได้มีการเร่งประสานงานเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยเเละฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย

สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องอนาคต เเต่ปัจจุบันต้องทำหน้าที่

นายอรรถกรยังย้ำว่า สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องของอนาคต เเต่ในปัจจุบันยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ผู้ที่จะมารับหน้าที่ต่อจากตนก็จะดูเเลประชาชนอย่างเต็มความสามารถเช่นกัน

นายปกรณ์ สส.แม่ฮ่องสอน ได้กล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ รวมถึงมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เเละให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าจะเร่งผลักดันให้ความช่วยเหลือเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วที่สุด

อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่เเละทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก การเยียวยาเเละฟื้นฟูจึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต เป็นการตอกย้ำว่าการทำงานเพื่อประชาชนสำคัญกว่าเรื่องการเมือง

เหตุการณ์ อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่การดูแลประชาชนคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ

ที่มา – “อรรถกร” ควง สส.กล้าธรรม ดูความเสียหายน้ำท่วม ย้ำสถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องอนาคต

ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน: เกิดอะไรขึ้น?

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน ทำให้เกิดความสงสัยถึงสาเหตุของการลาพร้อมกันครั้งนี้ โดยรัฐมนตรีที่แจ้งลาประกอบด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายสุชาติ ตันเจริญ และนายอัครา พรหมเผ่า โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน เพื่อขอมติ ครม. ในเรื่องสำคัญหลายประการ ได้แก่ การแต่งตั้งรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี (รรท.) และการขอความเห็นชอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลง ซึ่งส่งผลให้ ครม. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน

การที่รัฐมนตรีพร้อมใจกันลาประชุมถึง 7 คน ทำให้เกิดคำถามถึงเบื้องหลังของการตัดสินใจครั้งนี้ แม้ว่าจะมีการแจ้งเหตุผลว่าติดภารกิจ แต่หลายฝ่ายก็ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลาประชุมครั้งนี้ด้วย เนื่องจากรัฐมนตรีที่แจ้งลามาจากหลากหลายพรรคการเมือง ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การติดตามความคืบหน้าและผลการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เหตุผลที่รัฐมนตรีลาประชุม ครม. นัดพิเศษ

  • นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ
  • นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์
  • นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์
  • นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีทั้ง 7 ท่านได้แจ้งเหตุผลของการลาประชุมว่าเป็นเพราะติดภารกิจ แต่ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจดังกล่าว ทำให้เกิดการคาดเดาถึงสาเหตุที่แท้จริงของการลาประชุมในครั้งนี้

การลาประชุมของรัฐมนตรีจำนวนมากเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีได้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน และดำเนินการประชุมต่อไปเพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและการตัดสินใจของรัฐบาล การประชุม ครม. นัดพิเศษในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามอง และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

การที่รัฐมนตรีหลายท่านลาประชุมโดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าภารกิจเหล่านั้นมีความสำคัญเร่งด่วนกว่าการเข้าร่วมประชุม ครม. ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการตัดสินใจเรื่องนโยบายและการบริหารประเทศจริงหรือไม่ การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจของรัฐมนตรีแต่ละท่าน อาจช่วยคลายความสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้

ที่มา – ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน เพื่อไทย 3 กล้าธรรม 3 รทสช. 1

รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ”

“อรรถกร” รมว.เกษตรฯ สั่งระดมกำลังเฝ้าน้ำ 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ” กำชับกรมชลฯ พร่องน้ำเขื่อน-ระบายน้ำให้เป็นระบบ แจ้งข่าวประชาชน ลดความเสียหายพื้นที่ท้ายน้ำและพื้นที่การเกษตร

เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนคาจิกิ (KAJIKI) จากอิทธิพลดังกล่าวจะทำให้ในช่วงวันที่ 24-27 สิงหาคมนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ ว่า ตนได้กำชับให้กรมชลประทานเตรียมรับมือ “พายุคาจิกิ” สถานการณ์น้ำหลาก น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม รวมถึงน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่เสี่ยงภัยเดิม ได้แก่ น่าน, พะเยา, แพร่, บึงกาฬ, หนองคาย, เลย และจังหวัดใกล้เคียงที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ

นายอรรถกร กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ทางกรมชลประทานได้พร่องน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าไว้แล้ว เพื่อให้สามารถรองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารชลประทาน รวมถึงคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งาน รวมถึงกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวก พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรกล และเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยการบริหารจัดการน้ำได้บูรณาการเชื่อมโยงการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ท้ายน้ำ

รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ”

“ผมได้กำชับให้ทางกรมชลประทานเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง และปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงสามารถเตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าว

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวม 50,913 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 25,593 ล้าน ลบ.ม. โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเขื่อนหลัก 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,527 ล้าน ลบ.ม. (70% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 7,344 ล้าน ลบ.ม.

การเตรียมพร้อมรับมือ “พายุคาจิกิ” ของกรมชลประทาน

เพื่อให้การรับมือ “พายุคาจิกิ” เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทานได้ดำเนินการดังนี้:

  • พร่องน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า: เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝนที่คาดว่าจะตกลงมา
  • ตรวจสอบและซ่อมแซมอาคารชลประทาน: เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานมีความแข็งแรงและพร้อมใช้งาน
  • กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ: เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว
  • จัดเตรียมเครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่: เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง: เพื่อติดตามสถานการณ์และปรับแผนการจัดการน้ำให้เหมาะสม
  • ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน: เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์

คำแนะนำสำหรับประชาชนในการรับมือ “พายุคาจิกิ”

เพื่อความปลอดภัยของตนเองและทรัพย์สิน ขอแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็น และวางแผนอพยพ
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • หากอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้เตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูง
  • หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่

การรับมือกับพายุคาจิกิ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถลดผลกระทบจากภัยพิบัติให้เหลือน้อยที่สุด การเตรียมพร้อมและการรับมืออย่างมีสติจะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – รมว.เกษตรฯ สั่งเฝ้า 24 ชม. รับมือ “พายุคาจิกิ” พร่องน้ำเขื่อน-อ่างเก็บน้ำแล้ว

อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ: โรงงานรับซื้อ 9 บาท

วิกฤตราคาข้าวโพดตกต่ำส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างมาก ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งแก้ไขปัญหาด้วยการจับมือกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ ประกาศเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคาประกัน 9 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นความหวังใหม่ของเกษตรกรในการพยุงราคาผลผลิต

อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ: โรงงานรับซื้อ 9 บาท

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ นำโดยนายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์ (PIA) และผู้แทนจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญ

นายอรรถกรเน้นย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีเป้าหมายเดียวกัน คือการช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ การที่สมาคมฯ ยืนยันที่จะเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่าจะมีตลาดรองรับผลผลิตอย่างแน่นอน มาตรการอรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมจากกระทรวงเกษตรฯ

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในพื้นที่ปลูกข้าวโพด ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับซื้อผลผลิต โดยจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เพื่อดูแลราคาให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงกรมปศุสัตว์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียน หากพบกรณีพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อ และจะประสานไปยังโรงงานเพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรการนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอขอบคุณสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ มาโดยตลอด”

นายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวเสริมว่า สมาคมฯ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอย่างเต็มที่ ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับรัฐบาล โดยการรับซื้อผลผลิตจะดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐอย่างเคร่งครัด สมาคมฯ ตระหนักถึงความสำคัญของ อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ และพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการที่จะช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น

การที่โรงงานเปิดรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาท เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำอย่างยั่งยืน รัฐบาลและภาคเอกชนยังคงต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และการแปรรูปข้าวโพดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และเพื่อให้ อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ เป็นรูปธรรม

  • ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาด
  • พัฒนาระบบการตลาดให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • ส่งเสริมการแปรรูปข้าวโพดเพื่อเพิ่มมูลค่า
  • สนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นสหกรณ์
  • ควบคุมและตรวจสอบการซื้อขายข้าวโพดให้เป็นธรรม

การแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยจับมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด

สุดท้ายนี้ การแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำไม่ใช่เพียงแค่การพยุงราคา แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจโดยรวม เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ที่มา – “อรรถกร” แก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ ให้โรงงานเปิดรับซื้อ 9 บาทต่อกิโลกรัม

Scroll to top