อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์

ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา

ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา

จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เกิดความกังวลใจแก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นกับสถานีบริการน้ำมันในจังหวัดยะลา ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ และได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เร่งลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ปฏิบัติงานและเสริมสร้างขวัญกำลังใจ

ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา อย่างเร่งด่วน โดยท่านได้เดินทางลงพื้นที่จริง ณ ปั๊มน้ำมัน PT สาขาถนนสาย 15 อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อตรวจสอบความเสียหายและให้กำลังใจผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทางรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลและจะเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยมีการบูรณาการร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ทหาร และตำรวจ อย่างเข้มข้น

  • เจ้าหน้าที่ EOD เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและพบระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนในถังดับเพลิง
  • มีการยกระดับมาตรการความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่
  • ภาครัฐเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเยียวยาประชาชนและพนักงานที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากมาตรการเยียวยาแล้ว ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยยังเน้นย้ำถึงบทบาทของหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด หรือทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนในพื้นที่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติสุขโดยเร็วที่สุด แม้เหตุการณ์ ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา ในครั้งนี้จะสร้างความเสียหาย แต่ความสามัคคีและการร่วมมือกันของหน่วยงานรัฐจะช่วยฟื้นฟูสถานการณ์ให้คลี่คลายลงได้

ในมุมมองของเรา เห็นว่าการลงพื้นที่ของท่านปลัด มท. นั้นไม่ได้เป็นเพียงการมาดูเหตุการณ์เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงกลุ่มผู้ไม่หวังดีว่าภาครัฐยังคงมีศักยภาพในการดูแลความสงบเรียบร้อย และที่สำคัญคือการแสดงออกถึงความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อุกอาจซ้ำรอยเดิมอีก

ที่มา – ปลัด มท. รับคำสั่งนายกฯ ดูเหตุวางระเบิดปั๊มน้ำมันยะลา ให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบ

ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และแวดวงราชการไทย เมื่อมีข่าว ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบท้องถิ่น หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงปริศนาที่พาดพิงถึงภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทย เชื่อมโยงไปถึงขบวนการทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 4.5 พันล้านบาท

เบื้องลึกการเดินหน้าฟ้องร้อง: ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อแอดมินเพจดัง CSI LA ได้นำคลิปเสียงความยาวกว่า 5 นาทีออกมาโพสต์แฉ พร้อมระบุข้อความที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง งานนี้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงไม่นิ่งเฉย โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทำไมเรื่องนี้ถึงบานปลาย?

การที่ ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้ต่าง แต่เป็นการปกป้องชื่อเสียงขององค์กรและตัวบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่แพร่กระจายโดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งทางตัวแทนทางกฎหมายของกระทรวงฯ ยืนยันว่าเนื้อหาเหล่านั้นคือการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: การแชร์ข้อมูลเท็จสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนทั่วไป
  • การดำเนินคดี: เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำร้องทุกข์และเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน
  • เจตนาการโพสต์: ทางกระทรวงฯ มองว่าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานจากทางกองบังคับการปราบปราม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิสูจน์ความจริงว่าคลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือการกลั่นแกล้งกันแน่ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ต้องการสร้างความวุ่นวาย

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย การเปิดโปงทุจริตเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องและหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่การนำชื่อคนอื่นไปแปดเปื้อนโดยไม่มีที่มาที่ไป หากคุณพบเห็นข้อมูลที่หมิ่นเหม่ ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก่อนแชร์ต่อ เพื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างสรรค์ขึ้น

ที่มา – ปลัดมหาดไทย แจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียง พาดพิงภรรยาโยงโกงสอบท้องถิ่น

ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีข่าวใหญ่ในแวดวงราชการไทย เมื่อนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งแบบสายฟ้าแลบ ให้จัดชุดปฏิบัติการพิเศษจากกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เข้าไปเสริมกำลังรักษาความปลอดภัยภายในพื้นที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และตำรวจ บก.ปปป. บุกเข้าตรวจค้นครั้งใหญ่เพื่อตรวจสอบการทุจริต

ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

เหตุการณ์การบุกเข้าตรวจสอบในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากกรณีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ซึ่งพบเงื่อนงำการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบสอบคัดเลือก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายและรักษาความเรียบร้อยภายในสถานที่ราชการ ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงได้มีคำสั่งให้สมาชิก อส. เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน

รายละเอียดการลงพื้นที่ของ อส. เพื่อดูแลความสงบ

สำหรับการจัดกำลังในครั้งนี้ สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดนได้ส่งสมาชิก อส. จากกองร้อยปฏิบัติการพิเศษที่ 1 กระทรวงมหาดไทย จำนวน 4 นาย พร้อมด้วยอุปกรณ์เผชิญเหตุครบมือเข้าประจำการที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทันที ซึ่งถือเป็นมาตรการเสริมความเข้มงวดภายหลังการตรวจค้นของหน่วยงานระดับประเทศ การที่ ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาความสงบและอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทุจริตดำเนินการได้อย่างเต็มที่

  • กองร้อยปฏิบัติการพิเศษประจำการ 4 นาย
  • ดูแลความเรียบร้อยภายในพื้นที่หน่วยงาน
  • เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม คำสั่ง ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เพราะประชาชนจำนวนมากต่างคาดหวังว่าการตรวจสอบทุจริตในครั้งนี้จะมีความโปร่งใสและสามารถลากตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้โดยเร็ว เพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้เข้าสอบทุกคนที่ตั้งใจทำข้อสอบอย่างสุจริต ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของหน่วยงานรัฐที่จะต้องหันมาทบทวนกระบวนการทำงานให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นเล่มนี้จะจบลงอย่างไร และจะมีบุคคลระดับไหนบ้างที่ต้องหันมาตอบคำถามต่อสังคมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝากให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติครับ

ที่มา – ปลัด มท. สั่งด่วน ให้ อส. ไป รปภ. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หลังถูกค้นครั้งใหญ่

นายกฯ แจงส่งตัวปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุสอบครบ 30 วัน

นายกฯ แจงส่งตัวปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุสอบครบ 30 วัน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่มีคำสั่งให้นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต กลับไปปฏิบัติหน้าที่ยังต้นสังกัดเดิม ท่ามกลางกระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม โดยล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ว่าการที่ นายกฯ แจงส่งตัวปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุสอบครบ 30 วัน นั้น เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติราชการอย่างเคร่งครัด

กระบวนการตรวจสอบยังคงดำเนินต่อไป

ท่านนายกรัฐมนตรีย้ำชัดเจนว่า แม้จะมีการย้ายปลัดจังหวัดกลับพื้นที่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าการสอบสวนได้ยุติลงแต่อย่างใด กระบวนการตรวจสอบวินัยและข้อเท็จจริงยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอนของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้รายงานความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะ การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของกฎระเบียบที่ครบกำหนดระยะเวลาการช่วยราชการ 30 วันพอดี ไม่ใช่การช่วยเหลือหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด

สาเหตุหลักที่ทำให้นายกฯ ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ในเรื่อง นายกฯ แจงส่งตัวปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุสอบครบ 30 วัน เพราะเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาลอย่างสูงสุด โดยในส่วนการดำเนินการนั้นสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด แต่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามกรอบกฎหมาย
  • ขั้นตอนการส่งตัวกลับเป็นไปตามกรอบเวลา 30 วันของระเบียบข้าราชการ
  • ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามหลักการ “ผิดว่าตามผิด ไม่ผิดก็ไม่ผิด” เพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่กังวลว่าเรื่องนี้จะเงียบหายไป อยากให้เชื่อมั่นในการทำงานของหน่วยงานต้นสังกัด เพราะในยุคนี้ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐ การที่ นายกฯ แจงส่งตัวปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุสอบครบ 30 วัน จึงถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและชี้แจงให้เห็นถึงกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่ง เราคงต้องติดตามบทสรุปของเรื่องนี้ต่อไปว่า ผลการสอบสวนจะออกมาในทิศทางใด แต่ที่แน่ๆ หากมีความผิดเกิดขึ้นจริง ก็จะต้องมีผู้รับผิดชอบตามกฎหมายอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ในฐานะประชาชนเราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่บิดเบือน และร่วมกันตรวจสอบการทำงานของข้าราชการเพื่อให้เกิดการพัฒนางานบริการประชาชนที่ดีขึ้นในอนาคต

ที่มา – นายกฯ แจงส่งตัวปลัดภูเก็ตกลับพื้นที่ เหตุสอบครบ 30 วัน ย้ำยังสอบต่อ หากผิดว่าตามผิด

ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ

ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อมีกระแสข่าวเกี่ยวกับคลิปเสียงปริศนาที่พยายามโยงว่าภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตการสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่น งานนี้ทำเอาเกิดคำถามมากมายในสังคม แต่ล่าสุดทางเจ้าตัวได้ออกมาเคลื่อนไหวแล้ว

สรุปประเด็นร้อน ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยมองว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เมื่อถูกถามถึงประเด็นคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ นายอรรษิษฐ์ได้ย้ำว่า ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ และยืนยันว่าสิ่งที่ไม่ได้เป็นความจริงก็ไม่รู้จะออกมาชี้แจงอะไรเพราะมันเลื่อนลอยเกินไป

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ร่วมในเหตุการณ์ด้วย ก็ได้เข้ามาช่วยเสริมและตัดจบประเด็นนี้ทันทีว่า “พอแล้ว ไม่ต้องถามแล้ว ก็สามีบอกว่าภรรยาไม่เกี่ยว” เพื่อเป็นการยุติความวุ่นวายและส่งสัญญาณถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทีมงานกระทรวงมหาดไทย

  • นายอรรษิษฐ์ ยืนยันตรวจสอบประวัติได้ ไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสีย
  • ตั้งคำถามกลับว่าข้อมูลที่นำมากล่าวหาได้รับมาจากที่ไหน
  • นายกฯ อนุทิน ยืนยันเชื่อมั่นในตัวปลัดฯ พร้อมขู่สื่อให้ “คิดก่อนถาม”

หลายคนมองว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นการดิสเครดิตกันทางการเมืองหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำถามที่ว่าปลัดฯ จะดำเนินการฟ้องร้องหรือไม่นั้น เจ้าตัวมองว่าการที่ ปลัดมท. บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ นั้น ก็เพราะไม่ต้องการให้ค่ากับข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน และมองว่าการไปไล่ตามแก้ข่าวลือที่ไร้ที่มาอาจไม่ใช่การใช้เวลาที่คุ้มค่าที่สุดในฐานะข้าราชการระดับสูงที่ต้องดูแลภารกิจของประเทศ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของกระแสข่าวในยุคโซเชียลมีเดีย ที่ข้อมูลต่างๆ สามารถถูกนำมาเชื่อมโยงกันได้ง่าย แต่ความจริงยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องรอผลสรุปอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าข่าวลือจะรุนแรงเพียงใด กระบวนการยุติธรรมและข้อเท็จจริงคือเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดเสมอ

ที่มา – “ปลัดมท.” บอก คนกล่าวหามันลอยๆ ปมคลิปเสียงภรรยาโยงโกงข้อสอบ ลั่น ไม่ให้ค่า

อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ

อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการข้าราชการไทย เมื่อมีคลิปเสียงปริศนาถูกปล่อยออกมาผ่านเพจ CSI LA กล่าวหาว่าปลัดกระทรวงมหาดไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณี อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้อและไม่มีสาระ ทั้งยังเน้นย้ำเรื่องการยึดถือข้อเท็จจริงจากการสอบสวนมากกว่าการฟังข้อมูลลอยๆ ในโซเชียลมีเดีย

จุดยืนชัดเจนของกระทรวงมหาดไทยต่อกรณีการทุจริต

นายอนุทินย้ำชัดเจนว่า หากพบการทุจริตเกิดขึ้นที่ไหน จะจัดการขั้นเด็ดขาด โดยกล่าวว่า อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ เพราะนโยบายของตนคือความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้เข้าสอบทุกคน สำหรับประเด็นเรื่องการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น แม้จะมีเสียงข้างมากในคณะกรรมการเห็นชอบให้บรรจุไปก่อน แต่หากผลการสืบสวนย้อนหลังพบว่ามีการทุจริตจริง ก็พร้อมดำเนินการทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากการทุจริตคอรัปชันไม่มีอายุความ

  • ตำรวจ ป.ป.ช. และ ปปง. เป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบ
  • ทางกระทรวงมหาดไทยได้แจ้งความดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหายแล้ว
  • มติคณะกรรมการท้องถิ่นให้บรรจุไปก่อน แต่สามารถสอยทีหลังได้หากพบหลักฐาน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบกระบวนการสอบท้องถิ่นอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ตั้งใจมาสอบบรรจุเข้ารับราชการ แม้จะต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย แต่ทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อด้วยหลักฐานทางกฎหมายและข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้เท่านั้น

ในส่วนของข้อกังวลที่โยงไปถึงการสอบนายอำเภอนั้น นายอนุทินระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับตน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาไม่มีการจัดสอบในส่วนดังกล่าว และขอให้สื่อมวลชนมุ่งเน้นคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าการนำเสนอเรื่องราวที่ยังไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัด อนุทินป้องอรรษิษฐ์ ปมคลิปทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นโกงสับเละ ครั้งนี้จึงถือเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่า ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในกระทรวงมหาดไทยยุคนี้ หากพบใครกระทำผิดจริง จะไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน

ท้ายที่สุด การทำงานภายใต้กฎระเบียบและความซื่อสัตย์คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับระบบราชการไทย การปล่อยข่าวลือที่ขาดหลักฐานอาจสร้างความเสียหาย แต่การเอาจริงกับการทุจริตอย่างมีแบบแผนจะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นตรงไหนโกงสับให้เละ ป้อง “อรรษิษฐ์” หลังคลิปว่อนกล่าวหาปลัดเอี่ยวสอบท้องถิ่น

อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้า

อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้า

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุมด่วนพร้อมรัฐมนตรีช่วยและปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อติดตามสถานการณ์อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้าอย่างจริงจัง หลังจากมีรายงานเข้ามายังทำเนียบรัฐบาลว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น

เบื้องหลังการสั่งการเด็ดขาดเพื่อจัดการกับมาเฟียภูเก็ต

การพูดคุยที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้าดูเคร่งเครียดเป็นพิเศษ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีต้องการเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้า ในครั้งนี้จึงถือเป็นการกดปุ่มเดินหน้าเต็มกำลัง โดยมีการวางแผนเชิงรุกเพื่อกวาดล้างผู้มีอิทธิพลในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของไทยให้หมดไป

สำหรับทิศทางการดำเนินงานที่กำลังจะเกิดขึ้น มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เร่งบูรณาการกำลังระหว่างหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลาง
  • การฟื้นฟูคณะกรรมการปราบปรามผู้มีอิทธิพลขึ้นมาใหม่
  • มอบหมายให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี เข้ามาดูแลรับผิดชอบขับเคลื่อนนโยบายนี้โดยตรง

หลายคนมองว่าการที่นายกรัฐมนตรีลงมาสั่งการด้วยตัวเองในประเด็น อนุทินคุยเครียดปราบมาเฟียภูเก็ต หลังปัญหาไม่คืบหน้า สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งหลังจากนี้ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า มาตรการรื้อฟื้นคณะกรรมการปราบผู้มีอิทธิพลจะสามารถคืนความสงบสู่ภูเก็ตได้สำเร็จหรือไม่

ในมุมมองของประชาชน การปราบปรามผู้มีอิทธิพลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การที่ภาครัฐแสดงออกถึงความตั้งใจและมีความต่อเนื่องในการกำกับดูแล ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าปัญหาเรื้อรังเหล่านี้กำลังถูกหยิบยกมาแก้ไขอย่างจริงจังเสียที เราหวังว่าผลจากการสั่งการครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” คุยเครียด รมต.-ปลัด มท. หลังรับรายงานปัญหามาเฟียภูเก็ต ยังไม่ได้รับการแก้ไข

มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ช่วงนี้หลายพื้นที่เริ่มกังวลกับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ล่าสุดทางกระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งสำคัญเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกได้เตรียมตัวรับมือกันครับ โดยมีเรื่อง มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง ออกมาเพื่อให้การแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นไปอย่างเป็นระบบและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำที่สุดครับ

มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง อย่างจริงจัง

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมงานในพื้นที่เพื่อให้ประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทันท่วงที การดำเนินการตามนโยบาย มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้

บทบาทสำคัญของอาสาสมัครฝนหลวงในระดับจังหวัด

การจัดตั้งอาสาสมัครฝนหลวงเข้ามามีส่วนช่วย จะทำให้การรายงานสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ทำได้รวดเร็วขึ้นครับ โดยอาสาสมัครจะเป็นตัวกลางสำคัญในการสะท้อนปัญหาจากชาวบ้านส่งตรงถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การวางแผนทำฝนหลวงเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบโจทย์พื้นที่ที่แห้งแล้งจริงๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไม มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง จึงเป็นนโยบายที่น่าจับตามองและมีประโยชน์อย่างมาก

รายชื่อ 25 จังหวัดที่ดำเนินการ ได้แก่:

  • กลุ่มจังหวัดภาคกลาง: กาญจนบุรี, ชัยนาท, นครนายก, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, ราชบุรี, ลพบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, สระบุรี, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี, อ่างทอง
  • กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก: จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ตราด, ปราจีนบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, ระยอง, สระแก้ว

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผ่านกลไกอาสาสมัครจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในอนาคต หากท่านอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากจังหวัดของท่านเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในครั้งนี้ครับ

ที่มา – มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง

“นฤชา” เอาด้วย “ไชยวัฒน์” เล็งฟ้อง “ภูมิธรรม-ปลัดมหาดไทย”

ในแวดวงการเมืองและราชการไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะกรณี“นฤชา” เอาด้วยกับ “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้อง “ภูมิธรรม-ปลัดมหาดไทย” ซึ่งเป็นเรื่องราวความขัดแย้งเรื่องการย้ายข้าราชการระดับสูงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และสรุปให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมด

“นฤชา” เอาด้วยกับ “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้อง “ภูมิธรรม-ปลัดมหาดไทย”

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองคนปัจจุบัน และอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยเห็นด้วยกับนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตอธิบดีกรมปกครอง ที่จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป หลังจากคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่าคำสั่งย้ายนายนฤชาไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายนฤชาเพิ่งทราบผลจากสื่อมวลชน หลังจากรอคอยมานานเพราะกระบวนการพิจารณาล่าช้า มีการโต้ตอบเอกสารไปมาระหว่างหน่วยงาน และต้องขยายเวลาชี้แจงหลายครั้ง สุดท้ายนายนฤชาเองต้องทำหนังสือทวงถามเพื่อให้ทราบผล ซึ่งถือเป็นชัยชนะสำคัญที่คืนความเป็นธรรมให้กับเขา

กระบวนการย้ายที่ถูกตั้งคำถาม: ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

ประเด็นหลักคือขั้นตอนการเสนอเรื่องแต่งตั้งและโยกย้าย ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ใครเป็นผู้ริเริ่ม ใครตรวจสอบ ใครสั่งการ และมีเหตุผลรองรับหรือไม่ นายนฤชาเน้นย้ำว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องรับผิดชอบต่อศาล ซึ่งจะเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างโปร่งใส

  • คำสั่งย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมติ ก.พ.ค.
  • การรอผลนานเกินไปเนื่องจากเอกสารไปมา
  • ต้องตรวจสอบดุลพินิจตั้งแต่ต้นจนจบ
  • เป็นบรรทัดฐานสำหรับผู้บังคับบัญชาที่ละเมิดกฎ

นายนฤชายังชี้ให้เห็นว่า กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในระบบราชการไทย เช่น การย้ายผู้บริหารส่วนกลางกลับไปเป็นนายอำเภอ ทำให้สูญเสียสิทธิ์และโอกาสก้าวหน้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อข้าราชการจำนวนมาก การตัดสินของ ก.พ.ค. จึงเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างบรรทัดฐาน

“นฤชา” เอาด้วยกับ “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้อง “ภูมิธรรม-ปลัดมหาดไทย” ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการยืนยันหลักการใช้อำนาจต้องคู่คุณธรรม ผู้มีอำนาจที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบต้องพึงสังวร ระบบราชการไทยจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทุกคนเคารพกฎหมายเท่าเทียม

ผลกระทบต่อระบบราชการและการเมือง

กรณีนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในกระทรวงมหาดไทย ที่มักมีการย้ายย้ายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าความเหมาะสม การตัดสินของ ก.พ.ค. จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ข้าราชการที่ทำงานตามหน้าที่ หากไม่มีการดำเนินคดีต่อ ผู้กระทำผิดจะไม่ได้รับบทเรียน

นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารบ่อยครั้ง ส่งผลให้ข้าราชการระดับสูงต้องเผชิญความไม่แน่นอน ผู้สนใจควรติดตามการหารือทีมกฎหมายของทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องจริงในศาลปกครอง

จากมุมมองของเรา กรณี“นฤชา” เอาด้วยกับ “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้อง “ภูมิธรรม-ปลัดมหาดไทย” เป็นตัวอย่างที่ดีในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม มันจะช่วยให้ระบบราชการไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น หากคุณเป็นข้าราชการหรือสนใจประเด็นนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือกดไลค์แชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลาย

สุดท้ายแล้ว การใช้อำนาจต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายเสมอ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – “นฤชา” เอาด้วยกับ “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้อง “ภูมิธรรม-ปลัดมหาดไทย”

Scroll to top