อัครา พรหมเผ่า

ผลเลือกตั้งใหม่พะเยา เขต 1 น้องชายธรรมนัสชนะขาดลอย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่ติดตามข่าวการเมืองแบบเรียลไทม์ วันนี้มีอัพเดทสุดร้อนแรงมาฝากกันเลย นั่นคือ ผลเลือกตั้งใหม่พะเยา เขต 1 น้องชายธรรมนัสชนะขาดลอย แบบไม่ต้องสงสัย! เรียกได้ว่าชนะแบบท่วมท้นกันไปเลยครับ มาดูรายละเอียดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 6 บริเวณโรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา หมู่ 4 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา หลังจากปิดหีบเลือกตั้งเสร็จ บรรยากาศการนับคะแนนก็เข้มข้นสุดๆ ผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 227 คน จากผู้มีสิทธิ์รวม 439 คน คิดเป็นร้อยละ 50 กว่าๆ เลยทีเดียว แม้จะไม่เยอะมากแต่ก็เพียงพอให้เห็นทิศทางชัดเจน

ผลเลือกตั้งใหม่พะเยา เขต 1 น้องชายธรรมนัสชนะขาดลอย

มาดูผลคะแนนกันแบบเจาะลึกเลยนะครับ สำหรับ ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วย 6 ตำบลท่าวังทอง ผู้ชนะอันดับ 1 คือ นายอัครา พรหมเผ่า หรือที่รู้จักกันในนามน้องชายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.ชื่อดัง เบอร์ 3 จากพรรคกล้าธรรม ได้คะแนนโหดมากถึง 144 คะแนน ส่วนผู้สมัครอันดับ 2 คือ นายวิสา บุญนัดดา เบอร์ 2 จากพรรคประชาชน ได้เพียง 42 คะแนน เรียกได้ว่าชนะขาดลอยแบบ 3 เท่าตัวเลยครับ น่าทึ่งจริงๆ

ผลเลือกตั้งใหม่พะเยา เขต 1: คะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ

ไม่ใช่แค่ ส.ส. เขตเท่านั้นนะครับ สำหรับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรมก็ยังคงร้อนแรงไม่แพ้กัน ได้คะแนน 115 คะแนน ขณะที่พรรคประชาชนได้ 48 คะแนน ฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมในพื้นที่นี้แข็งแกร่งมาก แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่ยังคงอยู่ แม้จะเป็นการเลือกตั้งใหม่ก็ตาม

  • ส.ส. เขต: อัครา พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) 144 คะแนน
  • ส.ส. เขต: วิสา บุญนัดดา (พรรคประชาชน) 42 คะแนน
  • ส.ส. บัญชีรายชื่อ: พรรคกล้าธรรม 115 คะแนน
  • ส.ส. บัญชีรายชื่อ: พรรคประชาชน 48 คะแนน

นางปนัดดา จันทร์โชติญาน ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. จังหวัดพะเยา ได้ให้สัมภาษณ์ว่าบรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร ผู้มาใช้สิทธิ์ให้ความร่วมมือดีมาก หลังนับคะแนนเสร็จก็รวบรวมผลเพื่อส่งต่อตามขั้นตอนทันที

วิเคราะห์เบื้องหลังผลเลือกตั้งใหม่พะเยา เขต 1 น้องชายธรรมนัสชนะขาดลอย

ทำไมถึงชนะขาดขนาดนี้? คงต้องบอกว่าความนิยมของครอบครัวพรหมเผ่าในจังหวัดพะเยายังคงเหนียวแน่น พรรคกล้าธรรมที่นำโดยน้องชายธรรมนัสอย่างอัครา สามารถคว้าใจชาวบ้านได้ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทอย่างท่าวังทอง การเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้แม้จะเป็นหน่วยเดียวแต่สะท้อนแนวโน้มทั้งเขตได้ชัดเจน คะแนนที่ท่วมท้นแบบนี้ บ่งบอกว่าฐานเสียงยังเหนียวแน่น ไม่หวั่นกระแสอื่นๆ เลยครับ

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ จาก 227 เสียงที่มาใช้สิทธิ์ พรรคกล้าธรรมกวาดไปเกือบ 2 ใน 3 สำหรับ ส.ส. เขต แถมบัญชีรายชื่อก็ยังนำสบายๆ นี่คือสัญญาณบวกสำหรับพรรคในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าแน่นอน ถ้าทั่วทั้งเขตเป็นแบบนี้ เก้าอี้ ส.ส. พะเยา เขต 1 คงไม่รอดพ้นแน่

นอกจากนี้ การเลือกตั้งใหม่ในพะเยาครั้งนี้ยังเป็นบททดสอบสำคัญหลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้า (ซึ่งยังไม่เปิดเผยรายละเอียดชัด) แต่ผลออกมาแบบนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังเชื่อมั่นในตัวผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม พื้นที่ภาคเหนืออย่างพะเยา มักจะมีฐานเสียงอนุรักษนิยมสูง ชอบผู้สมัครที่มี根基ในท้องถิ่นแบบนี้แหละครับ

สำหรับคนที่สนใจการเมืองไทยแบบละเอียด ผลเลือกตั้งใหม่พะเยา เขต 1 น้องชายธรรมนัสชนะขาดลอย ถือเป็นเคสที่น่าศึกษา เพราะมันแสดงพลังของ family politics ที่ยังคงมีอิทธิพลในระดับท้องถิ่น พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมสามารถสู้กับพรรคใหญ่ได้ ถ้ามีผู้สมัครที่โดนใจ

สรุปแล้ว ผลครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่เป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของพรรคกล้าธรรมในพะเยา คุณคิดว่าผลทั้งเขตจะออกมายังไง? หรือพรรคประชาชนจะพลิกเกมได้มั้ย คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ ติดตามข่าวอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย สนับสนุนด้วยการแชร์ด้วยนะ!

ที่มา – ผลเลือกตั้งใหม่พะเยา เขต 1 น้องชายธรรมนัส จากพรรคกล้าธรรมยังชนะขาดลอย

คาดคนใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วย 6 พะเยา 50%

ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 บรรยากาศการเลือกตั้ง สส.ใหม่ที่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา คึกคักตั้งแต่เช้า ชาวบ้านทยอยออกมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง โดย ผอ.กกต.จ.พะเยา คาดคนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา 50% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้

คาดคนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา 50%

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีปัญหาการทุจริตจากเจ้าหน้าที่ กปน. ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ที่โรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา ม.4 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา หน่วยเลือกตั้งที่ 6 มีผู้มีสิทธิทั้งหมด 439 คน คณะกรรมการประจำหน่วยดูแลอย่างเข้มงวด การลงคะแนนเริ่ม 08.00 น. ถึง 17.00 น. ก่อนนับคะแนนทันที

บรรยากาศและการเตรียมความพร้อม

ประชาชนออกมาใช้สิทธิต่อเนื่องตั้งแต่เปิดหีบ ไม่พบปัญหาใดๆ กกต.จังหวัดพะเยาเตรียมพร้อมดี โดยมีการประชุมซักซ้อมและเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย นางปนัดดา จันทร์โชติญาน ผอ.กกต.จ.พะเยา กล่าวว่า ได้ขอความช่วยเหลือจากเทศบาลตำบลท่าวังทองประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด คาดการณ์ คาดคนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา 50% ซึ่งจะช่วยให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส

ครั้งก่อน นายอัครา พรหมเผ่า ผู้สมัครหมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ได้คะแนนสูงสุด แต่ยังไม่ประกาศผลเนื่องจากทุจริต การเลือกตั้งใหม่จึงสำคัญมากต่อประชาธิปไตยท้องถิ่น

  • จำนวนผู้มีสิทธิ: 439 คน
  • เวลาลงคะแนน: 08.00-17.00 น.
  • สถานที่: โรงอาหารโรงเรียนบ้านศาลา ม.4 ต.ท่าวังทอง
  • คาดการณ์ผู้มาใช้สิทธิ: 50%
  • ผลคะแนน: นับที่หน่วย ส่งที่ว่าการอำเภอเมืองพะเยา

นอกจากนี้ การเลือกตั้งในเขต 1 จ.พะเยา สะท้อนปัญหาการเมืองท้องถิ่นที่ต้องแก้ไข กกต.ได้เพิ่มมาตรการป้องกันทุจริต เช่น ตรวจสอบเอกสารเข้มงวด และมีเจ้าหน้าที่ใหม่ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ชาวบ้านส่วนใหญ่แสดงความมั่นใจในกระบวนการครั้งนี้

การเลือกตั้ง สส.ใหม่ไม่เพียงแต่แทนที่ สส.เดิม แต่ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตพื้นที่พะเยา ซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม หากผู้มาใช้สิทธิถึง 50% จะช่วยยืนยันความชอบธรรมของผลการเลือกตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของระบบประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ประชาชนให้ความสำคัญกับตัวแทนที่ซื่อสัตย์ ลองคิดดูสิถ้าทุกคนออกมาใช้สิทธิ เราจะได้ สส.ที่แท้จริง

เรียกร้องให้ทุกท่านติดตามผลและออกมาใช้สิทธิในโอกาสหน้า เพื่อประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง!

ที่มา – คาดคนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.ใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 6 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.พะเยา 50%

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และว่าที่ ส.ส. พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงประเด็นร้อนว่า “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำว่าการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายเท่านั้น สร้างความสนใจให้สื่อมวลชนและนักการเมืองติดตามอย่างใกล้ชิด

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

การสัมภาษณ์เกิดขึ้นเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอัคราได้ยืนยันจุดยืนของพรรคอย่างหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องกระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นพรรคได้ที่นั่งอันดับ 1 อาจจะยึดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นายอัครากล่าวว่า "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของพรรคกล้าธรรม มันเป็นแค่ข่าวลือ และไม่คิดว่าจะสร้างความตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล" เขาย้ำว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการมอบหมายของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพรรคใดพรรคหนึ่ง

อัครา พรหมเผ่า ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล

ท่าทีพรรคกล้าธรรมต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นอกจากประเด็นกระทรวงเกษตรแล้ว นายอัครายังพูดถึงการประชุมพรรคกล้าธรรมในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ซึ่งจะกำชับว่าที่ ส.ส. เข้าประชุมให้พร้อมเพรียง โดยยังไม่ทราบวาระแน่ชัด เพราะนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคยังไม่แจ้ง และยังไม่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เป็นบิดาและประธานที่ปรึกษาพรรค เมื่อถามถึงการยืนยันเข้าร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี นายอัคราตอบว่า ต้องเป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นมารยาททางการเมืองที่พรรคอันดับ 1 อย่างภูมิใจไทยต้องเชิญมาคุย

สำหรับดีลการเมืองที่ลือกันว่าจะจบในสัปดาห์นี้ นายอัครากล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องรอหัวหน้าพรรคและเลขาธิการ แต่เชื่อมั่นว่าทุกพรรคจะขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนรอคอยการแก้ไขปัญหา

บริบทการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยพรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่ง ส.ส. อันดับ 1 ทำให้มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามหลักการ พรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม กำลังถูกจับตาว่าจะต่อยอดพันธมิตรหรือไม่ ประเด็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นจุด敏感เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ใหญ่บ้านของประเทศ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทั้งสองพรรค การออกมาพูดของนายอัครา ถือเป็นการลดความตึงเครียด และแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ

  • พรรคกล้าธรรมยังรอประสานกับภูมิใจไทย โดยเลขาธิการพรรคจะแจ้งในที่ประชุม
  • ยืนยันไม่ตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรค เน้นมารยาทการเมือง
  • ทุกอย่างเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยไม่ยึดติดตำแหน่ง

การยืนยันจุดยืนเช่นนี้ช่วยคลายกระแสข่าวลือ และทำให้ภาพรวมการเจรจารัฐบาลราบรื่นยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมมีโอกาสได้เก้าอี้รัฐมนตรี หากแสดงความยืดหยุ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอัครา แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในพรรคกล้าธรรม ที่ไม่ยึดติดผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เน้นผลรวมของชาติ สิ่งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่มั่นคง หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองเพิ่มเติม หรืออยากรู้วิเคราะห์เจาะลึก สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำงานบริหารอยู่ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

อัครา ชู MOU หนุน “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาชีวิต

“อัครา” ชู MOU 4 กระทรวง 3 สมาคม อปท. พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย เริ่มต้นจากครอบครัว พร้อมหนุน “พม.ใกล้คุณ” เข้าถึงสิทธิสวัสดิการทั่วไทย 

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวปาฐกถา “การยกระดับและการพัฒนาคนใกล้คุณ : Family First & Care Economy” , ทิศทางงานด้านการพัฒนาสังคม และสวัสดิการ แบบ Family First , โอกาส และความท้าทายของเศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) และบทบาทหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นใกล้คุณ ในงาน “การบูรณาการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย” จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) กล่าวต้อนรับ ซึ่งมี คณะผู้บริหารกระทรวง พม. พร้อมหัวหน้าหน่วยงานทั้งส่วนกลางและภูมิภาค  และเจ้าหน้าที่ ทีม พม.ใกล้คุณ ทั่วประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายอัครา กล่าวว่า ตนขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเพียร และการไม่ทอดทิ้งกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสตรี เด็กและเยาวชน เสริมพลังครอบครัว และโอบอุ้มผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งแนวพระราชดำริของพระองค์ คือ แรงบันดาลใจในการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงกับการคุ้มครองทางสังคมในการสร้างโอกาสทางอาชีพที่วัดผลได้จริง ซึ่งวันนี้เราเป็นตัวแทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.), สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย, สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ขอร่วมสืบสานพระราชปณิธาน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เริ่มจากครอบครัวสู่ชุมชน และงอกงามเป็นความมั่นคงของชาติต่อไป

นายอัครา กล่าวว่า ตามที่ตนได้มอบนโยบายให้กับกระทรวง พม. และได้นิยามแนวทางการทำงานของกระทรวง พม. ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต เพื่อพัฒนาแนวทางการทำงานของหน่วยงานภายใต้กระทรวง พม. โดยยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง และวางแผนการพัฒนาคนแบบ Family First ที่ต้องเริ่มต้นจากครอบครัว มีการเชื่อมสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้ การติดตามแก้ไขหนี้สินแบบมุ่งเป้า และการพัฒนาอาชีพใกล้บ้าน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจใส่ใจ หรือ Care Economy ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จำเป็นต้องมีการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงาน เป็นกลไกสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาสังคม และปัญหาของกลุ่มคนเปราะบางของประเทศไทยได้ ทั้งนี้ จึงขอเชิญร่วมเป็นพันธมิตรในการทำงานในมิติใหม่แบบบูรณาการร่วมกับกระทรวง พม. ซึ่งนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และเป็นนโยบายที่มาจากปัญหาใกล้ตัว โดยประกอบด้วย 2 นโยบายสำคัญ ได้แก่ การลดรายจ่ายครัวเรือนเปราะบางทั่วประเทศ และการสร้างเศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) ด้วยการสร้างอาชีพใกล้ครอบครัวให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับการลดรายจ่ายครัวเรือนนั้น มีการส่งเสริมให้ทุกครอบครัวเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนการสร้างอาชีพให้คนในชุมชน นั้น มีการส่งเสริมหลายมิติ อาทิ การเป็นผู้ดูแลคนพิการหรือผู้สูงอายุ การใช้กลไกด้านความรับผิดชอบต่อสังคมในการระดมภาคเอกชนและประชาชน ให้เป็น Market Place ที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพสำหรับกลุ่มคนเปราะบางได้ ในขณะที่ เศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) จำเป็นต้องมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ได้รับความร่วมมือกับกระทรวง ศธ. กษ. และ กก. รวมทั้ง 3 สมาคมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการทำงานร่วมกับกระทรวง พม. ในเชิงรุก และนำภารกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วมาต่อยอดขยายผลและเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพใกล้บ้านให้กับทุกครอบครัว อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทุกๆ หน่วยงานมีการอบรมหลากหลายด้านเพื่อสร้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมด้านการเพาะปลูก การประกอบอาชีพอาหาร การท่องเที่ยวชุมชน และการขายของออนไลน์

นายอัครา กล่าวว่า วันนี้ ทั้ง 3 สมาคม อปท. จะเป็นเจ้าภาพ โดยยึดพื้นที่ (Area Base) เป็นสำคัญ เนื่องจากทั้ง 3 สมาคม อปท. ทำงานใกล้ชิดกับครอบครัวในพื้นที่ และทำงานแบบมุ่งเป้า เพื่อให้เกิดการพัฒนาแผนงาน โครงการ หรือมาตรการที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ภายหลังจากการลงนาม MOU ในช่วงบ่ายของวันนี้ เราจะมีการจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อร่วมกันดำเนินการขับเคลื่อนงานเพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการ โดยการกำหนดพื้นที่ (Area Base) ของครอบครัว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก กลุ่มครอบครัวในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่ขับเคลื่อนโดยทุกๆ หน่วยงาน และกลุ่มที่ 2 กลุ่มครอบครัวในศูนย์ สถาน บ้าน นิคม รวม 515 แห่งของกระทรวง พม.

นายอัครา กล่าวว่า การลงนาม MOU ในวันนี้ ยังเป็นโอกาสในการเริ่มต้นการพัฒนาคนในสังคมที่ใส่ใจจากหน่วยเล็กๆ จากครอบครัวสู่ชุมชน หมู่บ้านสู่ตำบล อำเภอสู่จังหวัด เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคนของชาติแบบบูรณาการร่วมกันทั้ง 7 หน่วยงาน โดยขอนำเสนอแนวทางการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สอดคล้องกับบริบทแต่ละพื้นที่ อาทิ กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ พี่น้องบนพื้นที่สูง และคนชายขอบภาคเหนือ ซึ่งบริโภคไข่ไก่ในราคาที่สูง เพราะต้องซื้อไข่มาจากที่อื่น และต้องบวกราคาในการขนส่ง เป็นปัญหาเล็กๆ ที่เรามองข้าม จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ไข่ใกล้คุณ” คือ การส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ในชุมชน โดยกระทรวง กษ. จะเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้ ปัจจัยการผลิต มาตรฐานการบริหารจัดการด้านปศุสัตว์ทั้งระบบ และกระทรวง ศธ. จะเข้ามาส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนในวัยเรียนเข้าถึงโปรตีนจากไข่ไก่ที่เลี้ยงเองในครัวเรือน รวมถึงการรวมกลุ่มที่โรงเรียน ภายใต้โครงการไข่เพื่อน้อง ในขณะที่ กระทรวง กก. จะเข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนที่มีกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วม อาทิ มีการอุดหนุนการซื้อไข่ไก่ในโครงการไข่เพื่อน้อง โดย 3 สมาคม อปท. นอกจากเข้ามาร่วมกันชี้เป้าพื้นที่แล้ว ยังเป็นหน่วยงานสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ร่วมกับกระทรวง พม. ในการเชื่อมโยงกับหน่วยงานของพื้นที่กับหน่วยงานผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ในการดูแลกลุ่มเปราะบางให้มีอาชีพใกล้บ้านได้จริง

นอกจากนี้ จะมีการขับเคลื่อนโครงการศูนย์ร่วมสุข โดยกระทรวง พม. ให้เป็นศูนย์กลางของจังหวัด เพื่อการพัฒนาโอกาสทางอาชีพและการมีรายได้, โครงการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรท่องเที่ยว และตลาดเกษตรปลอดภัย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มคนเปราะบางทุกช่วงวัย, โครงการข้าวแกงพื้นถิ่นไทย เพื่อพัฒนาทุกชุมชนและกลุ่มคนเปราะบางให้มีสูตรอาหาร มีครัว และเชื่อมโยงกับการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นสู่การแปรรูป ให้เกิดโอกาสในการจำหน่ายและยกระดับการสร้าง Content เป็นจุดเด่นของพื้นที่ นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสังคมและกลุ่มคนเปราะบางทุกช่วงวัย

สำหรับกลุ่มเปราะบางในศูนย์ สถาน บ้าน นิคม รวม 515 แห่งของกระทรวง พม. นั้น ถือว่าเป็นครอบครัวของ พม. เช่นกัน ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ เราจะทำอย่างไรให้เกิดครอบครัว และครอบครัวอุปถัมภ์ที่มีคุณภาพ มีความเข้มแข็งในการดูแลคนเปราะบาง ด้วยกลไกของการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมของภาครัฐ ตลอดจนสมาชิกครอบครัวมีรายได้ มีงานใกล้บ้าน ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัว และคนเปราะบางดีขึ้น ถือเป็น “มาตรการกันซ้ำ” หรือการไม่ให้กลุ่มเปราะบางต้องวนเวียนในการเข้า-ออก ศูนย์ สถาน บ้าน นิคม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ศูนย์ สถาน บ้าน นิคม ของกระทรวง พม. ให้สามารถดูแลกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นับว่าทั้ง 3 สมาคม อปท. เป็นด่านป้องกันคนเปราะบางก่อนกลับเข้าศูนย์ สถาน บ้าน นิคม และที่สำคัญ ต้องมีการเร่งพัฒนาบริการต่างๆ อาทิ Day Care ที่เปิดพื้นที่ของชุมชนเพื่อฟื้นฟู-พึ่งพาอาศัย ลดภาระครอบครัวช่วงทำงาน เป็นต้น

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะคนเคยทำงานในท้องถิ่น ตนมั่นใจว่า หากเรามีกระบวนการบริหารจัดการให้ 1 ครอบครัว ได้รับสิทธิสวัสดิการสังคมตามที่บริหารจัดการให้ มีการส่งเสริมให้ทุกครอบครัวมีงาน มีอาชีพใกล้บ้าน จะเป็นการลดรอยต่อในการเข้าถึงหน่วยงาน “ใกล้ตัว” ที่มีการแก้ปัญหาแบบบูรณาการได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ พม.ใกล้คุณ สามารถทำงานใกล้กับทุกๆ หน่วยงานเพื่อพัฒนาคุณภาพครอบครัว และพัฒนาสังคมได้ ทั้งนี้ ตนขอขอบคุณทุกท่านจากใจของครอบครัว พม. และทุกครอบครัวของกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของเราในวันนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนจาก “ความตั้งใจ” ให้เป็น “พลังปฏิบัติ” ที่จับต้องได้ และเราจะนำพาทุกชีวิตเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างไร้รอยต่อ มีงาน มีรายได้ใกล้บ้าน เป็นการเพิ่มโอกาสอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ความอบอุ่นเริ่มจากบ้าน แผ่สู่ชุมชน และงอกงามเป็นความมั่นคงของชาติสืบไป

อัครา ชู MOU หนุน “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

ทำไมต้อง “พม.ใกล้คุณ”

นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” มีเป้าหมายเพื่อลดรายจ่ายและสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนเปราะบางทั่วประเทศ ผ่านการสร้างอาชีพใกล้บ้านให้มากยิ่งขึ้น กระทรวง พม. มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง

โครงการต่างๆ ภายใต้นโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ได้แก่ โครงการศูนย์ร่วมสุข, โครงการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรท่องเที่ยว, และโครงการข้าวแกงพื้นถิ่นไทย ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างสังคมและกลุ่มคนเปราะบาง

การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสังคมที่ใส่ใจ จากหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว สู่ชุมชน และระดับประเทศ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมอย่างเท่าเทียมกัน มาร่วมกันสนับสนุนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแกร่งและยั่งยืนไปด้วยกัน

ที่มา – “อัครา” ชู MOU หนุนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” พัฒนาคุณภาพชีวิต เข้าถึงสิทธิสวัสดิการ

ธรรมนัส สั่งลุย! ปราบสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์

“ธรรมนัส” นั่งหัวโต๊ะ ปคม. สั่งลุยปราบ “สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์” จริงจัง พร้อมวอนสื่อสารเชิงบวกหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบภาพลักษณ์-เศรษฐกิจ

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (คณะกรรมการ ปคม.) โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าร่วม

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติและข้อสั่งการสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2568 (2025 TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างจริงจัง เน้นให้ทุกหน่วยงานดำเนินการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศเป็น วาระแห่งชาติ ป้องกันไม่ให้คนไทยถูกหลอกไปเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือในการทำงานของแก๊งสแกมเมอร์

นอกจากนี้ยังได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ตาม TIP Report ดดยมอบหมายให้นายอัคราในฐานะประธานอนุกรรมการฯ จัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะตามรายงาน TIP Report ปี 2025 ของสหรัฐฯ และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการของประเทศไทยกลับมาอยู่ในกลุ่ม Tier 1

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวย้ำว่า ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบระยะเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้สัมฤทธิ์ผลตามข้อสั่งการและนโยบายของนายกรัฐมนตรี และขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้ช่วยกันสื่อสาร เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ โดยเฉพาะการหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” เนื่องจากเป็นวลีที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัว รวมถึงกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศจีน พร้อมย้ำว่า ไม่ควรนำประเด็นเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ.

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ (สแกมเมอร์) และการค้ามนุษย์ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินการเชิงรุกเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาเหล่านี้ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่รัฐบาลประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การผลักดันให้ประเทศไทยกลับไปอยู่ในกลุ่ม Tier 1 ในรายงาน TIP Report ยังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การดำเนินการตามข้อเสนอแนะในรายงาน TIP Report ปี 2025 จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

แนวทางการแก้ไขปัญหาและป้องกัน

เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการเกิดอาชญากรรมเหล่านี้อย่างยั่งยืน ควรมีแนวทางดังต่อไปนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์
  • การให้ความรู้แก่ประชาชน: สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงของสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองและผู้อื่นจากภัยเหล่านี้
  • การบูรณาการความร่วมมือ: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพัฒนากลไกการช่วยเหลือเหยื่อ: จัดให้มีกลไกการช่วยเหลือและเยียวยาเหยื่อของการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ เพื่อให้เหยื่อได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

ธรรมนัส สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ ไม่ใช่แค่การประกาศ แต่เป็นการแสดงเจตจำนงที่แน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่สำหรับทุกคนได้

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่งลุยปราบสแกมเมอร์ – ค้ามนุษย์ วอนหยุดใช้คำว่า “จีนเทา” หวั่นกระทบท่องเที่ยว

อัครา ดึงเครือข่าย สร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ

“อัครา” รมว.พม. ดึงเครือข่ายจัดงาน Job and Market Fair : “มหกรรมสร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ” เตรียมแก้ประกาศกระทรวง เพิ่มโอกาสเข้าถึงสิทธิสวัสดิการมากขึ้น

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดโครงการ Job and Market Fair : “มหกรรมสร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ” เพื่อส่งเสริมศักยภาพและสร้างโอกาสให้คนพิการมีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน ด้วยการมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะดิจิทัล ด้วยการเปิดพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า และบริการ เชื่อมโยงกับสถานประกอบการเพื่อการจ้างงานคนพิการ โดยนางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (อธิบดี พก.) กล่าวรายงาน ซึ่งมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.), คณะผู้บริหารกระทรวง พม., คนพิการพร้อมครอบครัวคนพิการ, และผู้ดูแลคนพิการ, อาสาสมัคร, เครือข่ายคนพิการทั้งภาครัฐ, ธุรกิจเอกชน, และประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 5,000 คน ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการอย่างยั่งยืน ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. และบริษัท จัดหางานจ็อบท็อปกัน จำกัด, พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด) และโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล ภายใต้โครงการ WE CAN DO เพื่อยกย่องคนพิการต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจและความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนพิการ, ตลาดอาชีพและสินค้าคนพิการกว่า 300 ร้านค้า, เวทีเสวนาและเวิร์กชอปสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพ, การสาธิตอาชีพเชิงสร้างสรรค์ ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่, การแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ เก่ง ธชย, นัน อนันต์ ไมค์ทองคำ และไรอัล กาจบัณฑิต และการแสดงความสามารถของคนพิการ วงดนตรีคนพิการ S2S ถ่ายทอดบทเพลงแห่งแรงบันดาลใจ ภายใต้แนวคิด “ความพิการไม่ใช่อุปสรรคของความสามารถ”

นายอัครา กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้วยการ “สร้างรายได้ ลดรายจ่าย” ให้กับพี่น้องกลุ่มเปราะบาง และประชาชน ในการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต ผ่านการขับเคลื่อน 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่ 1) ทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่จริง ใกล้ชิดครอบครัวเปราะบางและประชาชน 2) ใช้ฐานข้อมูลเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองและวางแผนแก้ปัญหา ติดตามอย่างต่อเนื่อง 3) ลดงานซ้ำซ้อน เชื่อมโยงข้อมูลและทำงานแบบบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน และ 4) มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในมิติการลดภาระรายจ่าย สร้างงานสร้างอาชีพคนพิการและสร้างรายได้ และการฟื้นฟูครอบครัว ที่มุ่งหวังให้ทุกครอบครัวเปราะบางได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมที่พึงมีและสามารถตั้งหลักใหม่ เพื่อก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

ซึ่งสอดคล้องกับการจัดงาน Job and Market Fair : “มหกรรมสร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2568 เป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ด้วยการสนับสนุนการสร้างงานและอาชีพให้กับครอบครัวเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการในประเทศไทย ที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านร่างกาย เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อทำให้คนพิการเข้าถึงตลาดแรงงานและรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสการจ้างงานและส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืน

สร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ

สำหรับแผนระยะเร่งด่วนของกรม พก. กระทรวง พม. นั้น มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจ “เร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” ซึ่งมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) เร่งทบทวนหลักเกณฑ์การประเมินความพิการให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงโอกาสในการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และบริการของรัฐ รวมถึงการทำงานและประกอบอาชีพ 2) การปรับเปลี่ยนแนวคิดในการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐและสถานประกอบการ โดยพิจารณาศักยภาพของคนพิการเป็นลำดับแรก เพื่อนำไปสู่การกำหนดตำแหน่งงานที่เหมาะสม 3) บูรณาการทำงานร่วมกับท้องที่-ท้องถิ่น “พม.ใกล้คุณ พก.ใกล้บ้าน” โดยการเชื่อมโยงกับศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดและศูนย์บริการคนทั่วไปบนฐานการทำงานแบบมุ่งเป้า

นายอัครา กล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ตนได้มอบนโยบายในเรื่องการให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงคนพิการ ที่จะต้องเร่งในการให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคม และวันนี้ก็เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้โอกาสคนพิการ ทั้งการช่วยเหลือเรื่องการให้อาชีพ สู่การลดรายจ่าย สร้างรายได้ โดยวันข้างหน้า จะมีอาชีพเป็นของตัวเอง ด้านกระทรวง พม. และรัฐบาลจะเข้ามาส่งเสริมเรื่องการเพิ่มพื้นที่ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าจากฝีมือคนพิการ ซึ่งต้องดำเนินการร่วมกับหลายๆ กระทรวง และจะนำผลิตภัณฑ์สินค้าคนพิการมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี แล้วจะเชิญชวนให้รัฐมนตรีทุกท่านถ่ายภาพ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเพจของตนเองต่อไป นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายกับทางปลัดกระทรวง พม. และผู้บริหาร ว่า นอกจากการส่งเสริมเรื่องทักษะอาชีพให้กับคนพิการแล้ว เราจะแก้ไขเรื่องกฎหมาย ระเบียบ ประกาศของกระทรวง เพื่อคนพิการที่ยังไม่มีโอกาสสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมต่อไป

สำหรับการขับเคลื่อนมาตรการสำคัญ Quick win ในช่วง 4-6 เดือนนั้น นายอัครา ระบุว่า กระทรวง พม. โดยกรม พก. จะมีการขับเคลื่อนเรื่องการปรับเบี้ยยังชีพความพิการ 1,000 บาทถ้วนหน้า ซึ่งภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ จะมีการประชุมผู้บริหารกระทรวง พม. และจะมีการรายงานความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว ส่วนเรื่องหลักเกณฑ์ความพิการที่จะมีการปรับสำหรับคนพิการทางสายตาข้างเดียวในการเข้าถึงสิทธิมากขึ้นนั้น ที่ผ่านมาเราเคยอิงในเรื่องการประเมินทางด้านการแพทย์หรือสาธารณสุขมากเกินไป ซึ่งกระทรวง พม. เราดูแลทั้งกายภาพและจิตใจ โดยสิ่งแรกที่เราต้องทำเร่งด่วนคือ ลดอัตราความพิการทางใจของคนพิการ ด้วยการให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมมากขึ้น ซึ่งเกณฑ์ความพิการดังกล่าวเป็นประกาศกระทรวง พม. ที่ทางคณะผู้บริหารกระทรวง สามารถที่จะแก้ไขได้ โดยไม่ต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมมากขึ้น.

โอกาส สร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ ที่ยั่งยืน

การผลักดันนโยบายสร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จึงมีบทบาทสำคัญในการร่วมมือกันสร้างสังคมที่เปิดกว้างและเอื้อเฟื้อต่อผู้พิการอย่างแท้จริง

ที่มา – “อัครา” ดึงเครือข่ายจัดงานสร้างงานสร้างอาชีพคนพิการ จ่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสวัสดิการ

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด

ความชัดเจนเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมมาแล้ว! “ธรรมนัส” นั่งรองนายกฯ ควบเกษตรฯ, “นฤมล” ดูแลศึกษาฯ, “อรรถกร” คุมท่องเที่ยวฯ, และ “อัครา” ดูแลพัฒนาสังคมฯ ส่วน “ไผ่-สัมพันธ์” อดเพราะคุณสมบัติไม่ผ่าน ทำให้ “นเรศ-อามินทร์” ได้นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน ขณะที่ “องอาจ” เตรียมเป็น รมช.ศึกษา

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว 100% แล้ว โดยพรรคได้รับจัดสรร 4 รัฐมนตรีว่าการ และ 3 รัฐมนตรีช่วย ซึ่งประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอัครา พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย เดิมทีมีชื่อของนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค ที่ถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ เช่นเดียวกับนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส แต่เนื่องจากติดเงื่อนไขด้านคุณสมบัติ ทำให้พรรคเสนอชื่อนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เข้ามาแทนนายไผ่ ขณะที่นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส ซึ่งเป็นน้องชายนายสัมพันธ์ จะมาดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ แทนพี่ชาย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโควต้ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พรรคกล้าธรรมได้วางตัวนายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด

จากความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลภายในพรรคกล้าธรรม เพื่อให้การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมการเปลี่ยนแปลงในพรรคกล้าธรรมจึงน่าสนใจ?

  • การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้นั่งควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่พรรคมีต่อความสามารถในการบริหารจัดการด้านการเกษตรของท่าน
  • การที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ในการปฏิรูปการศึกษาไทย
  • การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง

อนาคตของพรรคกล้าธรรมกับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี

การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการเข้ามาบริหารประเทศ การตัดสินใจและความรับผิดชอบของรัฐมนตรีแต่ละท่าน จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของพรรคในการนำเสนอนโยบายและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด อาจจะทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในหมู่ประชาชน แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามและให้กำลังใจรัฐมนตรีทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

การที่พรรคกล้าธรรมสามารถเคลียร์ปัญหาเรื่อง กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพและความมุ่งมั่นของพรรคในการเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาฯ อย่างไรบ้าง ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

อนาคตของการเมืองไทย ยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามอีกมากมาย การเปลี่ยนแปลงในพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงพลวัตทางการเมืองที่ยังคงดำเนินต่อไป หวังว่าการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – กล้าธรรม ปิดจ๊อบเก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ต้องดึง “นเรศ-อามินทร์” นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน

ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน: เกิดอะไรขึ้น?

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน ทำให้เกิดความสงสัยถึงสาเหตุของการลาพร้อมกันครั้งนี้ โดยรัฐมนตรีที่แจ้งลาประกอบด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายสุชาติ ตันเจริญ และนายอัครา พรหมเผ่า โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน เพื่อขอมติ ครม. ในเรื่องสำคัญหลายประการ ได้แก่ การแต่งตั้งรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี (รรท.) และการขอความเห็นชอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลง ซึ่งส่งผลให้ ครม. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน

การที่รัฐมนตรีพร้อมใจกันลาประชุมถึง 7 คน ทำให้เกิดคำถามถึงเบื้องหลังของการตัดสินใจครั้งนี้ แม้ว่าจะมีการแจ้งเหตุผลว่าติดภารกิจ แต่หลายฝ่ายก็ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลาประชุมครั้งนี้ด้วย เนื่องจากรัฐมนตรีที่แจ้งลามาจากหลากหลายพรรคการเมือง ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การติดตามความคืบหน้าและผลการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เหตุผลที่รัฐมนตรีลาประชุม ครม. นัดพิเศษ

  • นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ
  • นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์
  • นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์
  • นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีทั้ง 7 ท่านได้แจ้งเหตุผลของการลาประชุมว่าเป็นเพราะติดภารกิจ แต่ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจดังกล่าว ทำให้เกิดการคาดเดาถึงสาเหตุที่แท้จริงของการลาประชุมในครั้งนี้

การลาประชุมของรัฐมนตรีจำนวนมากเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีได้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน และดำเนินการประชุมต่อไปเพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและการตัดสินใจของรัฐบาล การประชุม ครม. นัดพิเศษในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามอง และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

การที่รัฐมนตรีหลายท่านลาประชุมโดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าภารกิจเหล่านั้นมีความสำคัญเร่งด่วนกว่าการเข้าร่วมประชุม ครม. ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการตัดสินใจเรื่องนโยบายและการบริหารประเทศจริงหรือไม่ การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจของรัฐมนตรีแต่ละท่าน อาจช่วยคลายความสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้

ที่มา – ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน เพื่อไทย 3 กล้าธรรม 3 รทสช. 1

Scroll to top