อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์

“รองวิน” เปิดใจหลังได้ประกัน ยันไม่มีเอี่ยวปมรีด 2.5 ล้าน

หลังจากศาลอาญาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว “อัจฉริยะ” เรืองวัฒนะ และพวก ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ารีดไถเงิน 2.5 ล้านบาท พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ หรือ “รองวิน” รอง ผบก.ตชด.ภ.4 ก็ได้ออกมา“รองวิน” เปิดใจหลังได้ประกันอย่างตรงไปตรงมา ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปมรีดไถดังกล่าว และขอเดินหน้าทำหน้าที่ตำรวจต่อไป

“รองวิน” เปิดใจหลังได้ประกัน ยันไม่มีเอี่ยวปมรีด 2.5 ล้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 22 เมษายน 2567 โดย “รองวิน” ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังจากได้รับการประกันตัว เขาย้ำว่าไม่เคยได้รับผลประโยชน์หรือส่วนแบ่งจากเงิน 2.5 ล้านบาทตามที่ถูกพาดพิง ที่ผ่านมามีปัญหาขัดแย้งกับนายอัจฉริยะมาแล้ว 2 ครั้ง เคยถูกร้องเรียนและตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง แต่ทุกครั้งก็ใช้ข้อเท็จจริงต่อสู้จนเรื่องยุติ

สาเหตุที่เข้าไปเกี่ยวข้องและการให้คำแนะนำ

“รองวิน” อธิบายว่า เข้าไปเกี่ยวข้องเพราะมีบุคคลโทรมาขอคำปรึกษา เนื่องจากรู้ว่าตนมีประสบการณ์ถูก р้องเรียนมาก่อน จึงให้คำแนะนำด้วยความหวังดีในฐานะคนรู้จัก ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา ทุกอย่างที่ทำเป็นไปตามกฎหมายและด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป้าหมายคือช่วยเพื่อนพ้นปัญหาเท่านั้น ไม่เคยติดต่อหรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนายอัจฉริยะ

  • ยืนยันไม่ได้รับผลประโยชน์: ไม่เคยได้เงิน 2.5 ล้านบาทหรือส่วนแบ่งใดๆ
  • ผลกระทบที่ผ่านมา: ถูกพาดพิงจนสอบวินัยร้ายแรงนาน 3 ปี ส่งผลต่องานและครอบครัว
  • เรื่องห้องกัก ตม.: ไม่ทราบรายละเอียด เพราะไม่ได้อยู่หน่วย ตม. ในช่วงนั้น ให้หน่วยที่เกี่ยวข้องชี้แจง

สำหรับกระแสเรียกร้องให้ออกจากราชการ “รองวิน” ยินดีน้อมรับคำสั่งผู้บังคับบัญชา หากเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ สตช. และความเชื่อมั่นประชาชน แต่หากยังเห็นว่าทำประโยชน์ได้ จะทำหน้าที่ต่อเต็มที่ เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้อื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อครอบครัว

นายอัจฉริยะ หลังได้ประกันตัว

ต่อมาเวลา 18.23 น. นายอัจฉริยะ เดินออกจากศาล โบกมือทักทายสื่อ แต่ปฏิเสธสัมภาษณ์เพราะศาลห้าม หากฝ่าฝืนอาจเพิกถอนประกัน เขาบอกสั้นๆ ว่าสบายใจเพราะไม่ได้ทำผิด ก่อนเดินทางกลับทันที ศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามยุ่งพยานหรือก่ออุปสรรคการสอบสวน

คดีนี้สร้างความสนใจในสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นการรีดไถเงินจากห้องกัก ตม. ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ “รองวิน” เปิดใจหลังได้ประกัน โดยย้ำว่าความจริงจะปรากฏผ่านกระบวนการยุติธรรม สุดท้ายอยากให้เหตุการณ์แบบนี้ไม่เกิดกับใคร เพราะผลกระทบลามถึงครอบครัวและคนรอบข้าง

จากมุมมองของเรา การเปิดใจของ “รองวิน” แสดงถึงความมั่นใจในความบริสุทธิ์และเคารพกฎหมาย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีให้เจ้าหน้าที่รัฐ กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสเพื่อความเชื่อมั่นของประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวอัปเดต!

ที่มา – “รองวิน” เปิดใจหลังได้ประกัน ยันไม่มีเอี่ยวปมรีด 2.5 ล้าน ขอเดินหน้าทำหน้าที่ตำรวจต่อ

ศาลให้ประกัน “อัจฉริยะ” วงเงิน 4 แสน ห้ามยุ่งพยาน

วันนี้เรามีข่าวด่วนที่หลายคนรอคอยกันเลยทีเดียว นั่นคือ ศาลให้ประกัน “อัจฉริยะ” วงเงิน 4 แสน มีเงื่อนไขห้ามไปยุ่งกับพยานหลักฐาน ครับ! เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ศาลอาญารัชดาภิเษก หลังจากที่ตำรวจกองปราบนำตัวผู้ต้องหาทั้งสามคนมาฝากขังครั้งแรก

ศาลให้ประกัน “อัจฉริยะ” วงเงิน 4 แสน มีเงื่อนไขห้ามไปยุ่งกับพยานหลักฐาน

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยนะครับ ผู้ต้องหาที่หนึ่งคือ พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์, ที่สอง น.ส.วิภาดา และที่สาม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง และยังมีข้อหาร่วมกันกรรโชกอีกด้วย คดีนี้หนักหน่วงเพราะเป็นที่สนใจของสังคมมาก

ทางพนักงานสอบสวนจากกองบังคับการปราบปราม โดย พ.ต.ท.ปราโมทย์ ศุขศรีไพศาล ได้นำตัวมาฝากขัง 12 วัน เพราะยังสอบสวนไม่เสร็จ ต้องรอพยานอีก 15 ปาก รอผลตรวจของกลาง ลายนิ้วมือ และประวัติผู้ต้องหา ตำรวจคัดค้านประกันตัวเพราะกลัวผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิง และคดีนี้กระทบภาพลักษณ์ตำรวจและกระบวนการยุติธรรมมาก เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นกลุ่มที่แบ่งหน้าที่กันขู่เรียกเงินจากข้าราชการ ทนาย และคนในวงการกฎหมาย

เงื่อนไขประกันตัวที่ศาลกำหนดชัดเจน

แต่สุดท้ายศาลก็ตัดสินอนุญาตประกันตัวนะครับ สำหรับนายอัจฉริยะ วงเงิน 4 แสนบาท พ.ต.อ.กวินศักดิ์ 2 แสน และน.ส.วิภาดา 1 แสนบาท เงื่อนไขเข้มงวดมาก ห้ามยุ่งกับพยานหลักฐาน ห้ามกระทำการใดที่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน ห้ามเข้าใกล้ ข่มขู่ หรือยุ่งเกี่ยวผู้เสียหายและพยานในคดีที่คล้ายกัน ถ้าฝ่าฝืน ศาลเพิกถอนประกันทันที!

คดีนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเลยครับ โดยเฉพาะเรื่องการขู่กรรโชกในวงการยุติธรรม อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ เป็นบุคคลที่หลายคนรู้จักในฐานะนักเคลื่อนไหวทางสังคม แต่ครั้งนี้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในขบวนการเรียกเงินจากเจ้าหน้าที่ สื่อหลายสำนักติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมันบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

  • ผู้ต้องหาถูกฝากขังครั้งแรก 12 วัน
  • รอสอบพยาน 15 ปาก และผลตรวจหลักฐาน
  • ตำรวจคัดค้านเพราะกลัวกระทบคดี
  • ศาลให้ประกันแต่มีเงื่อนไขชัดเจน

จากที่ติดตามมาครับ คดีแบบนี้มักมีประเด็นซับซ้อนเยอะ บางคนมองว่าอัจฉริยะถูกกลั่นแกล้ง บ้างก็ว่ามีหลักฐานแน่น ต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อไป สังคมเราควรติดตามอย่างมีสติ ไม่ตัดสินก่อนได้ยินทั้งสองฝ่าย

ขยายความนิดนึงนะครับ อัจฉริยะเคยเป็นข่าวดังหลายครั้ง จากการช่วยเหลือคดีต่างๆ แต่คราวนี้พลิกผันเป็นผู้ต้องหาเอง คำถามคือ ระบบประกันตัวในไทยทำงานยังไง? ศาลพิจารณาจากความเสี่ยงต่อคดีเป็นหลัก ถ้าคิดว่าจะหนีหรือยุ่งพยาน ก็ไม่ให้ประกัน แต่ที่นี่ให้พร้อมเงื่อนไข เพื่อสมดุลสิทธิผู้ต้องหา

สำหรับคนที่สนใจกฎหมายอาญา ข้อหาข่มขืนใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 สูงสุด 3 ปี และกรรโชกมาตรา 340 สูงสุด 5 ปี รวมแล้วโทษหนักได้ ถ้าพิสูจน์ได้จริง ต้องติดตามผลสอบสวนต่อไป

ส่วนตัวผมคิดว่า คดีนี้เป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายในกระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสมากขึ้น สังคมไทยกำลังจับตา ถ้าผู้ต้องหาไม่ทำตามเงื่อนไข ก็สมน้ำหน้าครับ สุดท้ายแล้ว กฎหมายต้องอยู่เหนือใครทุกคน

คุณคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บเราครับ!

ที่มา – ศาลให้ประกัน “อัจฉริยะ” วงเงิน 4 แสน มีเงื่อนไขห้ามไปยุ่งกับพยานหลักฐาน

เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวด่วนที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยกันครับ เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาชี้แจงแล้ว หลังจากที่มีคดีใหญ่เกิดขึ้นกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และพวกร่วมกันถูกจับในข้อหาร่วมกรรโชกทรัพย์ โดยผู้เสียหายคือผู้กำกับการสถานีตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่ถูกขู่เรียกเงินสูงถึง 2.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการไม่ไลฟ์สดโจมตีเรื่องการลักลอบนำผู้ต้องหาชาวจีนออกจากห้องกัก

เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษก ตร. ได้ยืนยันว่าพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการไปยังต้นสังกัดของ พ.ต.อ. คนนี้แล้ว ให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยทันที ที่สำคัญ พ.ต.อ. คนนี้สังกัดอยู่ภาคใต้ แต่ดันมาปรากฏตัวในพื้นที่กรุงเทพฯ และเข้าไปพัวพันกับขบวนการนี้จนถูกออกหมายจับ โฆษก ตร. ชี้ว่าหลักฐานชัดเจน และจะดำเนินการรวดเร็วเด็ดขาด คาดเสร็จภายใน 5 วัน

ขั้นตอนการพิจารณาวินัยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

  • ผู้ถูกกล่าวหาต้องรายงานตัวต่อต้นสังกัด ว่าต้องคดีอาญา
  • ต้นสังกัดรายงานขึ้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  • พิจารณาด้านการปกครองและวินัย
  • หากผิดชัด สามารถสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้ทันที

นี่คือกระบวนการที่โปร่งใสและมีระเบียบชัดเจนครับ ไม่มีละเว้นใคร โฆษก ตร. ยังย้ำว่านโยบายของ ผบ.ตร. คือ “ทำดีให้รางวัล ทำชั่วฟันไม่เลี้ยง” ถ้าตำรวจทำงานดี จะส่งเสริมให้ก้าวหน้า แต่ถ้าประพฤติชั่วและมีหลักฐาน ก็ไม่ไว้หน้า

หลายคนอาจสงสัยว่าคดีนี้เกิดอะไรขึ้น? จากข้อมูล ผู้เสียหายถูกข่มขู่จากแก๊งของอัจฉริยะ ที่ขู่ว่าจะไลฟ์โจมตีการทำงานของตม. เรื่องลักลอบผู้ต้องหาจีน โดยมี พ.ต.อ. เข้าไปร่วมด้วย จนศาลอนุมัติหมายจับทั้ง 6 คน รวมอัจฉริยะแล้ว ตำรวจยืนยันว่าไม่ปิดข่าว และไม่กลัวถูกฟ้องกลับ เพราะหลักฐานผ่านการตรวจสอบจากศาลแล้ว

โฆษก ตร. ขอให้ประชาชนแยกแยะ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เน้นย้ำว่า “ขอให้ประชาชนแยกแยะ” การกระทำของบุคคลเหล่านี้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับองค์กรตำรวจทั้งหมด สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นปราบปรามตำรวจชั่ว ไม่เคยช่วยเหลือ แม้ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา จะมีข่าวตำรวจทำร้ายประชาชนหรือพัวพันกรรโชก แต่เป็นกรณีเดี่ยวๆ

คดีนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาการทุจริตในวงการตรวจคนเข้าเมืองที่ยังมีมานาน โดยเฉพาะการลักลอบช่วยเหลือชาวต่างด้าว ซึ่งกระทบความมั่นคงของชาติ การที่ตำรวจออกมาเคลื่อนไหวเร็วแบบนี้ เป็นสัญญาณดีว่าองค์กรกำลังปฏิรูประบบภายใน ลดภาพลักษณ์เสียหาย และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ในมุมมองของผม คดี เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน นี้จะเป็นตัวอย่างสำคัญในการบังคับใช้กฎวินัย หากดำเนินการเด็ดขาดจริง จะช่วยฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของตำรวจได้มาก คุณคิดเห็นอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลจริงจากแหล่งข่าวครับ!

ที่มา – เล็งให้ออกราชการ พ.ต.อ. ร่วมแก๊งรีด ตม. 2.5 ล้าน โฆษก ตร.ให้แยกแยะ ไม่เกี่ยวกับองค์กร

“อัจฉริยะ” เชื่อถูกกลั่นแกล้ง หลังโดนจับกรรโชกทรัพย์

ข่าวด่วนในวงการยุติธรรมที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรง เมื่อ “อัจฉริยะ” หรือนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ล่าสุด “อัจฉริยะ” เชื่อถูกกลั่นแกล้ง หลังโดนจับกรรโชกทรัพย์ ยันไม่กังวล มีหลักฐานชี้แจงครบถ้วน ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเบื้องหลังของคดีนี้

“อัจฉริยะ” เชื่อถูกกลั่นแกล้ง หลังโดนจับกรรโชกทรัพย์ ยันไม่กังวล มีหลักฐานชี้แจง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) บุกจับกุมนายอัจฉริยะและพวกอีก 6 คน ในข้อหาร่วมกันกรรโชกทรัพย์ โดยมีภาพจากแฟ้มข่าวยืนยันการเคลื่อนไหวครั้งนี้ นายอัจฉริยะเปิดเผยผ่านโทรศัพท์กับสื่อมวลชนขณะถูกคุมตัวที่กองปราบ ว่าไม่กังวลใจเลย เพราะมั่นใจในพยานหลักฐานที่ชี้แจงได้ทั้งหมด

นายอัจฉริยะยืนยันว่าเรื่องราวนี้น่าจะเชื่อมโยงกับการร้องเรียนก่อนหน้าที่เขายื่นต่อผู้พิพากษาและภริยา เกี่ยวกับการวิ่งเต้นประกันตัวผู้ต้องหาที่ตม.สวนพลู โดยเงินจำนวน 2.5 ล้านบาทเป็นฝีมือของภริยาผู้พิพากษา ไม่เกี่ยวกับตัวเขาและลูกน้อง แม้จะมีหมายจับออกมา แต่เขามีหลักฐานทั้งหมด เพราะ DSI (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) สอบปากคำเสร็จสิ้นแล้ว และผู้พิพากษากับภริยาถูกส่งตัวให้ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ไปแล้ว

“อัจฉริยะ” ยันไม่มีคลิปเสียงขู่กรรโชก จ่อฟ้องกลับผู้แจ้งจับ

ส่วนที่มีรายงานเรื่องคลิปเสียงขูกรรโชกทรัพย์นั้น “อัจฉริยะ” เชื่อถูกกลั่นแกล้ง หลังโดนจับกรรโชกทรัพย์ ยันไม่กังวล มีหลักฐานชี้แจง โดยยืนยันว่าไม่มีคลิปดังกล่าวจริง และไม่มีเงินโอนเข้ามาแต่อย่างใด เขาจึงมั่นใจว่าการถูกจับกุมเป็นการกลั่นแกล้งชัดเจน เมื่อถามถึงความกังวล เขาตอบแบบสบายๆ ว่า “ไม่มี เพราะไม่ได้ทำอะไร” และพร้อมดำเนินการฟ้องกลับผู้แจ้งจับทันทีที่ทราบชื่อ

เบื้องต้น ตำรวจยังไม่แจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ และไม่เล่าที่มาที่ไปของการจับกุม เพียงแสดงหมายศาลในข้อหากรรโชกทรัพย์เท่านั้น ผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 6-7 คน ถูกปฏิเสธประกันตัวในชั้นสอบสวน ต้องถูกคุมขังที่กองปราบ รอส่งฝากขังศาลอาญาในวันพรุ่งนี้ (22 เมษายน 2569) พร้อมคำร้องคัดค้านประกันตัว

  • นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ – ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม
  • พวกอีก 6 ราย รวมรองผู้การ ตชด.

คดีนี้สร้างความฮือฮาเพราะนายอัจฉริยะเป็นบุคคลที่เคยช่วยเหลือประชาชนมากมายในการต่อสู้กับอาชญากรรม แต่กลับถูกกล่าวหาในลักษณะนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงแรงจูงใจเบื้องหลัง นักกฎหมายหลายคนมองว่าหลักฐานจะเป็นตัวตัดสิน และหาก “อัจฉริยะ” มีหลักฐานชี้แจงจริง คดีอาจพลิกผันได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการร้องเรียนผู้พิพากษา ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับคดีใหญ่กว่า เช่น การทุจริตในกระบวนการยุติธรรม การติดตามพัฒนาการของคดีนี้จึงน่าสนใจมาก ผู้ติดตามข่าวควรเฝ้าดูการพิจารณาของศาลว่าจะเป็นอย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน คดีกรรโชกทรัพย์แบบนี้มักมีมิติซับซ้อน หาก “อัจฉริยะ” พิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับระบบยุติธรรมไทย อย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารจากเรา และแชร์บทความนี้หากคุณสนใจประเด็นนี้!

ที่มา – “อัจฉริยะ” เชื่อถูกกลั่นแกล้ง หลังโดนจับกรรโชกทรัพย์ ยันไม่กังวล มีหลักฐานชี้แจง

บุกรวบ “อัจฉริยะ” กรรโชกทรัพย์ ปฏิเสธข้อหา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวด่วนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลเลยนะครับ บุกรวบ “อัจฉริยะ” กรรโชกทรัพย์ หลังจากศาลอนุมัติหมายจับเรียบร้อยแล้ว ตำรวจกองปราบปรามบุกจับตัวนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมพวกร่วมอีก 6 คน รวมถึงตำรวจนายหนึ่งยศรองผู้บังคับการจากชุด ตชด. ด้วย เจ้าตัวให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเลยครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 21 เม.ย. 2569 ที่ร้านทีเฮาส์ ถนนพระรามหก แขวงพญาไท กรุงเทพฯ

บุกรวบ “อัจฉริยะ” กรรโชกทรัพย์ หลังศาลออกหมายจับ

การจับกุมครั้งนี้มาจากคำสั่งของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ที่มอบหมายให้ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. และทีมงาน นำกำลังบุกจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด ข้อหาหนักคือ ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเป็นคดีที่ร้ายแรงมากๆ ครับ หลังจากจับตัวได้แล้ว ก็พาตัวไปค้นบ้านพักย่านสุขสวัสดิ์ เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม ส่วนตำรวจนายที่เหลือกำลังไล่ล่าตัวอยู่ครับ

พื้นหลังคดีบุกรวบ “อัจฉริยะ” กรรโชกทรัพย์

เรื่องราวเริ่มต้นจากปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีผู้กำกับการห้องกัก สตม. (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) นำหลักฐานมาพบตำรวจ หลังจากที่นายอัจฉริยะไลฟ์สดแฉเรื่องขบวนการปล่อยตัวผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกคุมขังเพื่อส่งกลับประเทศ แต่ถูกอายัดตัวโดยสถานีตำรวจท้องที่อื่น บอกว่ามีคดีในพื้นที่ เมื่อปล่อยตัวให้ตำรวจท้องที่ไป ก็เกิดการยอมความกัน แล้วปล่อยตัวไปซะงั้น

หลังจากนั้น นายอัจฉริยะก็เริ่มเรียกรับเงินจาก พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน บช.สตม. สูงถึง 2.5 ล้านบาท! ผู้กำกับกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียงเลยยอมจ่ายไป แต่ผู้ร่วมขบวนการของอัจฉริยะมารับเงิน แล้วเรื่องยังไม่จบ เรียกเงินเพิ่มอีก ไม่งั้นจะไลฟ์แฉต่อ สุดท้ายผู้กำกับเลยตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดี ศาลเลยอนุมัติหมายจับทันที

  • ผู้ต้องหาหลัก: นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์
  • พวกร่วม: อีก 6 ราย รวมตำรวจยศรอง ผบก. ตชด.
  • สถานที่จับ: ร้านทีเฮาส์ ถ.พระรามหก
  • ข้อหา: ร่วมกรรโชกทรัพย์
  • สถานะ: อัจฉริยะถูกจับแล้ว ปฏิเสธ ให้การเบื้องต้น

นอกจากนี้ ตำรวจยังนำตัวไปค้นบ้านพักเพื่อหาหลักฐานสำคัญ เช่น เอกสาร โทรศัพท์ หรือเงินที่ได้จากการกรรโชก เรื่องนี้สะเทือนวงการช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมเลยครับ เพราะนายอัจฉริยะเป็นที่รู้จักจากการไลฟ์แฉเจ้าหน้าที่บ่อยๆ แต่คราวนี้กลายเป็นฝ่ายถูกจับซะเอง

การให้การของ “อัจฉริยะ” และผลกระทบ

เบื้องต้น นายอัจฉริยะให้การปฏิเสธทุกข้อหา ไม่ยอมรับว่าทำการกรรโชกทรัพย์จริง คงต้องรอผลสอบสวนเพิ่มเติมจากกองปราบปรามครับ กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการไลฟ์สดแฉต้องมีหลักฐานชัดเจน ไม่งั้นอาจถูกฟ้องกลับได้ง่ายๆ โดยเฉพาะคดีกรรโชกที่ลงโทษหนัก

เพื่อนๆ คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้างครับ? การช่วยเหลือสังคมต้องทำอย่างถูกกฎหมายนะ อย่าให้กลายเป็นอาชญากรซะเอง ผมเห็นด้วยว่าตำรวจทำดีแล้วที่เร่งจับกุม เพราะป้องกันไม่ให้เกิดการข่มขู่เพิ่ม ถ้าคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์มาในคอมเมนต์ได้เลยครับ หรือกดแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวด้วย สุดท้ายนี้ คิดว่าคดีนี้จะจบยังไง ลองคาดเดากันหน่อย!

ที่มา – บุกรวบ “อัจฉริยะ” หลังศาลอนุมัติหมายจับคดีกรรโชกทรัพย์ ด้านเจ้าตัวให้การปฏิเสธ

อัจฉริยะยื่นสอบซื้อขายตำแหน่งตำรวจอีสาน

“อัจฉริยะ” หอบหลักฐานเอาผิด “ผบ.ตร.” หลังมีผู้เสียหายนำหลักฐาน อ้างเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ 4 นายในพื้นที่ภาคอีสาน ปี 2567

วันที่ 19 พ.ย. 68 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวก ในข้อหาตามพระราชบัญญัติตำรวจ มาตรา 87 วรรคท้าย ซึ่งเทียบเท่ากับมาตรา 157 หลังมีผู้เสียหายนำหลักฐาน อ้างเป็นแชตข้อความและคลิปเสียงที่มีเนื้อหาการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

โดยบอกว่า ที่มาวันนี้ก็เป็นไปตามที่ ผบ.ตร. บอก “อยากได้หลักฐานตำรวจที่ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ และใครซื้อขายก็เป็นคนโง่”

นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ข้อความทั้งหมดที่ตัวเองนำมาเป็นหลักฐานนั้น คือเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2567 โดยปัจจุบันนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้เข้ารับราชการในตำแหน่งที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งนอกจากมีข้อความการสนทนาแล้ว ยังมีคลิปเสียงการพูดคุยระหว่างตัวเอง กับภรรยาของนายตำรวจระดับผู้บังคับการในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นผู้เสียหายและได้ร้องทุกข์กับตัวเอง พร้อมนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าถูกคุณหญิง ซึ่งแอบอ้างเบื้องสูงได้เข้ามาแอบอ้างกับตัวเองว่า สามารถช่วยให้ตำรวจได้รับตำแหน่งต่างๆได้ โดยจะต้องแลกกับค่าตอบแทนซึ่งเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินราคาแพงในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินสด , นาฬิกา และ กระเป๋าแบรนด์เนม โดยเนื้อหาที่ปรากฏเกี่ยวข้องกับนายตำรวจ 4 นาย ซึ่งต้องการจะเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเป็นผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกนำมาใช้สำหรับแลกเปลี่ยนในการแต่งตั้งทั้งหมด 24 ล้านบาท

ส่วนนี้จึงต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตาม พระราชบัญญัติตำรวจมาตรา 88 วรรคท้าย ซึ่งระบุว่า ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือแอบอ้างอำนาจของบุคคลใดหรือเรียก รับ ยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือกระทำการใดอันมิชอบ เพื่อให้มีการแต่งตั้ง หรือไม่แต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งใด ไม่ว่าการแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งนั้นจะชอบด้วยหลักเกณฑ์ ตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี

นายอัจฉริยะ ยืนยันว่า การที่ตัวเองออกมาเปิดเผยข้อมูลและแจ้งความดำเนินคดีกับผู้นำองค์กรตำรวจในระยะนี้ เนื่องจากต้องการให้สังคมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นประเด็นการทุจริต และตัวเองไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะฝั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ในวันที่ 26 พ.ย. ที่จะถึงนี้ ตัวเองก็ยังเปิดข้อมูลการทุจริตในฝั่ง พลตํารวจเอกสุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เช่นกัน ในประเด็นที่เจ้าตัวอาจจะเกี่ยวข้องกับการครอบครองทองคำ น้ำหนัก 300 บาท ซึ่งพลตํารวจเอกสุรเชษฐ์ ก็ต้องชี้แจงที่มาที่ไปต่อสังคมให้ได้

ส่วนกรณีที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวตำหนิพฤติกรรมของตนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ จากการสอบถาม ป.ป.ง. เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองรายหนึ่งนั้น หาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ไม่มีไฟเขียว ในวันนี้จะมีการยึดอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองไหม ตนเป็นสายลับ ปปง. มา 10 กว่าปี ตนจึงย่อมมีสิทธิ์ที่จะสอบถาม ปปง. เมื่อประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ อนุญาต ตนไม่ได้ใช้อำนาจอะไร ตนมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

พร้อมกับย้อนกลับไปถึง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ว่า ท่านเป็นเจ้าของสำนวนคดีนี้เอง เป็นผู้จับกุมเอง แต่กลับยึดเงินสดได้เพียง 2.1 ล้านบาท และรถยนต์ 3 คัน ไม่สามารถยึดของกลางจำพวกอาวุธปืน คอมพิวเตอร์ และเอกสารอื่น ๆ ทำไมไม่ไปถาม ผกก.สภ.เมืองสงขลา ว่า เพราะเหตุใดถึงคืนรถของกลางจำนวน 2 คันให้นักการเมือง ซึ่งได้นำรถทั้ง 2 คันไปขายต่อแล้ว

ตนเป็นเพียงแค่ประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ แต่ก็ยังทราบเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด แล้วทำไม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ถึงไม่ทราบ เมื่อท่านไม่ถาม ปปง. ตนก็ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญถามแทน ตนมีข้อมูลว่านักการเมืองคนนี้ มีทรัพย์สินใน Binance กว่าพันล้านบาท ตนจึงถามย้อนกลับไปถึง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ว่า “ตนผิดอะไร”

อัจฉริยะยื่นสอบซื้อขายตำแหน่งตำรวจอีสาน

ประเด็นสำคัญ: การสอบสวนการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

คดีซื้อขายตำแหน่งตำรวจนี้สะท้อนถึงปัญหาการทุจริตในวงการตำรวจที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การเปิดโปงข้อมูลและการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยุติธรรมในสังคม

ที่มา – “อัจฉริยะ” ยื่นหลักฐานดีเอสไอ สอบซื้อขายตำแหน่ง ตำรวจ 4 นายในภาคอีสาน

อัจฉริยะแฉ! ขบวนการซื้อขายตำแหน่ง จริงไหม?

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาเปิดประเด็นร้อน สะเทือนวงการสีกากีอีกครั้ง โดยครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ขบวนการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเตรียมหลักฐานเด็ด มัดตัวผู้เกี่ยวข้องในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ ณ กรรมาธิการตำรวจ งานนี้ทำเอาหลายคนจับตาดูว่าเรื่องนี้จะเขย่าวงการตำรวจได้ขนาดไหน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายอัจฉริยะได้เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือและหลักฐานต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ตรวจสอบตำรวจ 3 หน่วยงาน ที่มีส่วนพัวพันกับเส้นเงินเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมีทั้ง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5, อดีตผู้กำกับการกลุ่มงานสอบสวนภาค 2 และรองสารวัตรกองกำกับการ 1 สอท. โดยนายอัจฉริยะกล่าวว่ามีหลักฐานชัดเจนว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์และตบทรัพย์จากผู้ต้องหาเว็บพนันจริง

อัจฉริยะเชื่อปมร้อน ขบวนการซื้อขายตำแหน่ง เป็นเรื่องจริง

นายอัจฉริยะยังกล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้าย ว่าเป็นเรื่องจริง และตนเองมีข้อมูลหลักฐานที่จะสามารถเปิดโปงขบวนการซื้อขายตำแหน่งนี้ได้อย่างแน่นอน โดยจะนำหลักฐานไปเปิดเผยในการประชุมกรรมาธิการตำรวจในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้

หลักฐานเด็ด! เปิดโปงขบวนการซื้อขายตำแหน่ง

หลักฐานที่นายอัจฉริยะเตรียมนำไปแฉนั้น ชี้ให้เห็นว่าขบวนการซื้อขายตำแหน่งนี้ มีตั้งแต่ระดับพลตำรวจเอก พลตำรวจโท ก.ตร. และคุณหญิง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และมีเส้นทางการเงินที่บ่งชี้ว่ามีการซื้อขายตำแหน่งกันจริง โดยเฉพาะการขึ้นตำแหน่งตั้งแต่รองผู้กำกับการ เป็นผู้กำกับการ ต้องเสียเงิน 5-7 ล้านบาท และสามารถเลือกพื้นที่ทำเลทองได้

นายอัจฉริยะยืนยันว่าการออกมาเปิดโปงครั้งนี้ ไม่มีใบสั่งจากใคร และตนเองพร้อมที่จะรับผิดชอบทุกอย่าง

นอกจากนี้ นายอัจฉริยะยังกล่าวถึงกรณีที่มีการซื้อขายตำแหน่งตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน และเชื่อว่าการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการ ถึงสารวัตรในวาระประจำปี 2568 ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะต้องถูกเลื่อนออกไป หากตนเองเปิดเผยหลักฐานในวันที่ 26 พฤศจิกายน

  • ประเด็นสำคัญที่นายอัจฉริยะเน้นย้ำ:
  • ปัจจุบันยังมีการซื้อขายตำแหน่ง
  • มีพลตำรวจเอกในราชการ และพลตำรวจโท (อดีตตำรวจ) เป็นผู้เกี่ยวข้อง
  • ภรรยาน้อยของ ก.ตร. มีพฤติกรรมแอบอ้างชื่อสามีในการซื้อขายตำแหน่ง

นายอัจฉริยะยังปฏิเสธว่าไม่เคยรับเงินจากนายตำรวจระดับผู้บัญชาการ เพื่อแลกกับการไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลการทุจริตแต่งตั้งโยกย้าย

การออกมาเปิดโปงขบวนการซื้อขายตำแหน่งของนายอัจฉริยะครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนต่างรอคอยวันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่อติดตามดูว่านายอัจฉริยะจะมีหลักฐานอะไรเด็ด ๆ ออกมาแฉ และเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อวงการตำรวจมากน้อยแค่ไหน

การเปิดโปงครั้งนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปวงการตำรวจให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

ที่มา – “อัจฉริยะ” เชื่อปมร้อน “8 กิโล” เป็นเรื่องจริง เตรียมแฉหลักฐาน ขบวนการซื้อขายตำแหน่ง

อัจฉริยะแฉ! 12 เว็บพนันชนนพัฒฐ์ยังเปิดปกติ

อัจฉริยะแฉ! กลาง กมธ.มั่นคงฯ อ้างมี 12 เว็บพนันออนไลน์ เอี่ยว “สส.ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” ยังเปิดได้ตามปกติ เงินไหลเข้าระบบมหาศาล จี้ กระทรวงดีอี รีบปิด นี่คือข่าวใหญ่ที่กำลังสะเทือนวงการการเมืองและเว็บพนันออนไลน์ในขณะนี้

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาการตรวจสอบนักการเมืองที่มีชื่อเกี่ยวโยงกับเว็บพนันออนไลน์

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนเองเคยทำคดี “บัญชีม้า” ชื่อ “ชบา” ซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการเว็บพนันออนไลน์ผิดกฎหมายและยาเสพติด ในภาคใต้ และพัวพันอยู่ภาคเหนือ ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งพบว่า “บัญชีม้า” ชื่อ “ชบา” มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

และต่อมาบัญชีม้าชบา มีบุคคลเกี่ยวข้องหลายคนคือ นายพงษ์ศิริ ฐาราชวงศ์ศึก หรือบอสตาล ซึ่งเป็นประธานสโมสรฟุตบอลลำพูน วอริเออร์ และนายกันต์ชนก เจ้าของร้านอาหารหอยจ๋าอร่อยจี๋ ซึ่งถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ออกหมายจับ และขณะนี้ทราบว่าหลบหนีอยู่ประเทศอังกฤษ

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อไปว่า ตนเองได้ตามต่อในคดีนี้ว่ามีใครบ้างเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ จนทราบว่า ร.ต.อ. ณัฐศักดิธัช ซึ่งถูกแจ้งข้อหาเกี่ยวกับเว็บพนัน ไปให้การไว้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า เงินที่ได้มาทั้งหมด 1 พันล้านบาท มาจากการเปิดเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งกลุ่มของ ร.ต.อ.ณัฐศักดิธัช และบอสตาล มีความเกี่ยวพันกับ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม โดยตนเองได้รับการร้องเรียนจากตำรวจในจังหวัดสงขลา และคนที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีของ นายชนนพัฒฐ์ ซึ่งในปี 2565 มีการจับกุมนายชนนพัฒฐ์ ในคดีเว็บพนัน และยึดรถหรู 3 คัน เงินสด 2 ล้านบาท โดยยังไม่มีการแจ้งข้อหาฟอกเงิน แต่ต่อมามีการปล่อยอายัดรถหรูและเงินสด ไปหมดแล้ว

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนเองได้ไปยื่นเรื่องคดีของนายชนนพัฒฐ์ ต่อดีเอสไอ แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่าคดีนี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของดีเอสไอ ทางดีเอสไอจึงมีหนังสือไปถึงผู้อำนวยการปราบปรามเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ขอให้ทางศูนย์เป็นผู้ดำเนินคดีแทน เนื่องจากวงเงินไม่ถึง 300 ล้านบาท

นายอัจฉริยะ บอกว่า ต่อมาตนเองได้ไปตามเรื่องนี้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลายสิบครั้ง ก็ไม่ได้คำตอบ จึงทำเรื่องถึงจเรตำรวจแห่งชาติเพื่อร้องให้ตรวจสอบคณะพนักงานสอบสวนและผู้ทำคดีนี้ว่า คดีของนายชนนพัฒฐ์ มีการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งต่อมา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในขณะนั้น ได้มีคำสั่งให้จเรตำรวจแห่งชาติ ไปตรวจสอบคดีของนายชนนพัฒฐ์ และทราบว่าคดีมีมูลและมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ขณะที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้แจ้งมาที่ตนว่า มีตำรวจไปกลับคำให้การในชั้นสอบสวนว่านายชนนพัฒฐ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเว็บพนัน ทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง

นายอัจฉริยะ ยังได้กล่าวถึงความเชื่อมโยงระหว่างนายชนนพัฒฐ์ กับเว็บพนัน โดยอ้างว่าปัจจุบันเว็บพนันของนายชนนพัฒฐ์ มี 12 เว็บไซต์ ยังเปิดได้ตามปกติ อยากให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ไปดำเนินการปิดเว็บพนันดังกล่าว พร้อมย้ำว่าทั้งหมดนี้ตนเองอยากให้เห็นว่าแม้จะมีการจับกุมไปแล้ว แต่ปัจจุบันเว็บพนันออนไลน์ดังกล่าว และเครือข่ายก็ยังเปิดได้เหมือนเดิม ยังมีเงินเข้ามาในระบบมหาศาล

นายอัจฉริยะ ยังระบุอีกว่า นายชนนพัฒฐ์ มียอดเงินเข้าบัญชี ที่รับโอนมาจาก บอสตาล ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จำนวน 72 ล้านบาท และนายชนนพัฒฐ์ได้รับเงินจากเครือข่ายเว็บพนันอีก 100 ล้าน  โดยนายอัจฉริยะ อ้างว่า นายชนนพัฒฐ์ ได้เปลี่ยนแปลงเงินดังกล่าว เป็นทองคำแท่งไปยัง ภรรยา และบุคคลในครอบครัว และนายชนนพัฒฐ์ มีเงินทั้งหมดรวมเงินใต้เดินมากกว่า 1,500 ล้านบาท   

อัจฉริยะแฉ! 12 เว็บพนันชนนพัฒฐ์ยังเปิดปกติ

จากข้อมูลที่นายอัจฉริยะได้เปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการฯ ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนและขบวนการที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลในสังคม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการพนัน แต่เป็นเรื่องของความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ความเชื่อมโยงของ 12 เว็บพนันชนนพัฒฐ์ที่ยังเปิดปกติ

ประเด็นสำคัญที่นายอัจฉริยะเน้นย้ำคือ การที่ 12 เว็บพนันของนายชนนพัฒฐ์ยังคงเปิดให้บริการได้ตามปกติ แม้จะมีการจับกุมเกิดขึ้นแล้วก็ตาม นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการบังคับใช้กฎหมาย และอาจมีผู้ที่ให้การช่วยเหลือหรือรู้เห็นเป็นใจให้เว็บพนันเหล่านี้ยังคงดำเนินการต่อไปได้

  • การดำเนินการของกระทรวง DE: นายอัจฉริยะเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ดำเนินการปิดเว็บพนันดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
  • เงินหมุนเวียนในระบบ: เว็บพนันเหล่านี้ยังคงสร้างรายได้และมีเงินหมุนเวียนในระบบมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม
  • ความเชื่อมโยงกับนักการเมือง: การที่นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน ทำให้เกิดคำถามถึงจริยธรรมและความโปร่งใสในการทำงาน

สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปยังนายชนนพัฒฐ์และการเปลี่ยนทรัพย์สินเป็นทองคำแท่ง ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน การตรวจสอบเส้นทางการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า การปราบปรามเว็บพนันออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม รวมทั้งต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้

สุดท้ายนี้ เราต้องไม่ลืมว่าการพนันออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมมากมาย เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและปราศจากการพนันได้ โดยการไม่สนับสนุนและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน

ที่มา – “อัจฉริยะ” แฉกลาง กมธ. อ้างมี 12 เว็บพนัน เอี่ยว สส.ชนนพัฒฐ์ ยังเปิดได้ปกติ

ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว: สส.ใต้ สู่ ปปง. อายัดทรัพย์

เปิดประวัติ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.หนุ่มไฟแรง จ.สงขลา สู่มติ ปปง. อายัดทรัพย์สินพร้อมพวกรวม 159 ล้านบาท หลังพบเส้นทางเข้าข่ายฟอกเงิน

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้มีมติ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา เขต 4 พรรคกล้าธรรม กับพวกรวม 159 ล้านบาท หลังพบเส้นทางการเงินของบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายชนนพัฒฐ์ จึงทำให้ต้องยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว

ประวัติ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว”

นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ชื่อเล่น กฤต เกิดวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2532 ปัจจุบันอายุ 36 ปี ภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา ระดับปริญญาตรี เศรษฐศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยทักษิณ ระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

เส้นทางการเมือง

นายชนนพัฒฐ์ เข้าสู่เส้นทางการเมืองโดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในปี พ.ศ. 2566 สังกัดพรรคพลังประชารัฐ เอาชนะนายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว อดีต สส. 2 สมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ และ ร้อยตำรวจเอกอรุณ สวัสดี อดีต สส. 1 สมัย จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งนายชนนพัฒฐ์ เป็น สส.พรรคพลังประชารัฐคนเดียวของจังหวัดสงขลา ที่ได้รับการเลือกตั้ง ก่อนที่ต่อมา นายชนนพัฒฐ์ จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม และได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรค เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

เปิดเส้นทางธุรกิจของ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

ส่วนเส้นทางธุรกิจ นายชนนพัฒฐ์ เป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่างทั้งอสังหาริมทรัพย์, โรงงานผลิตเสื้อกีฬา, โรงงานผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์, ธุรกิจเปิดให้เช่าเรือท่องเที่ยว และเคยเป็นประธานสโมสรฟุตบอลนครศรีฯ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 นายชนนพัฒฐ์ เคยถูกตำรวจจับกุมพร้อมพวกที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ แต่ได้รับการประกันตัวในอีกสองวันต่อมา

ปปง. อายัดทรัพย์ตรวจสอบเส้นเงิน

ชื่อของ นายชนนพัฒฐ์ เป็นที่พูดถึงอีกครั้งเมื่อเจ้าตัวได้ออกมาชี้แจง หลัง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาแฉเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ว่า มีนักการเมือง ช. มีเอี่ยวสแกมเมอร์ พร้อมกางผังเปิดเส้นเงินโยงบัญชีม้า-เว็บไซต์พนัน 170 ล้านบาท

ในขณะนั้น นายชนนพัฒฐ์ ปฏิเสธว่าหลักฐานทุกอย่าง ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดิมแทบทั้งสิ้น และหน่วยงานต่างๆ ก็เรียกตนเองตรวจสอบหมดแล้ว เส้นเงินมันโอนไปโอนมา หลักฐานที่นายอัจฉริยะมาเปิด ก็เป็นการโอนไปโอนกลับ มันไม่ได้สื่อว่าเป็นการรับผลประโยชน์จากเว็บพนันใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าจะบอกว่าเป็นสแกมเมอร์มันต้องรับอย่างเดียว ยืนยันตนเองไม่เกี่ยวกับสแกมเมอร์

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ถึงกรณีมีการเชื่อมโยงชื่อนายชนนพัฒฐ์ สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม เกี่ยวข้องกับเส้นเงินแก๊งสแกมเมอร์ โดยบอกว่านายชนนพัฒฐ์ได้ชี้แจงไปแล้วว่าเป็นเรื่องคดีเก่าที่เขาผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ก่อนเข้าสู่การเมือง ส่วนใหญ่นักการเมืองทุกคนมีอดีต หากไปเจาะจง โจมตี แฉเรื่องอดีตของเขา ก็ไม่มีความเป็นธรรม เพราะเขาผ่านกระบวนการยุติธรรม

กระทั่งเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมการธุรกรรม ปปง. ได้มีมติให้อายัดทรัพย์สินของ นายชนนพัฒฐ์ กับพวก 159 ล้านบาท ไว้ชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน ซึ่งมีทั้งเงินสด, รถยนต์, ที่ดิน, เงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์, และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมจำนวน 69 รายการ โดยสำนักงาน ปปง. ได้ตรวจสอบ วิเคราะห์ และรวบรวมพยานหลักฐาน ของกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เว็บไซต์การพนันออนไลน์อื่นๆ พบเส้นทางการเงินของบุคคลที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายชนนพัฒฐ์ กับพวก และอาจมีการโอน จำหน่าย ยักย้าย ปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว

ทั้งนี้ ปปง. ให้เวลาผู้ถูกยึดและอายัดทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าว ประสงค์จะขอให้มีการเพิกถอนคำสั่งนั้น ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. พร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้องภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือ

การอายัดทรัพย์สินของ ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ในครั้งนี้ ถือเป็นกรณีที่น่าสนใจและต้องติดตามต่อไปถึงผลสรุปของการตรวจสอบ รวมถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของเขา

ที่มา – ประวัติ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.ใต้ไฟแรง สู่มติ ปปง. อายัดทรัพย์ หลังพบเข้าข่ายฟอกเงิน

Scroll to top