อัตราดอกเบี้ย

ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังตกอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อล่าสุดมีการรายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่สร้างความสนใจให้กับนักลงทุนทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ หรือ FOMC ได้เลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 เพื่อรอดูสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

วิเคราะห์เหตุผลที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะท่ามกลางกระแสกดดันจากสงครามอิหร่านที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและราคาสินค้าทั่วโลก เฟดต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารนโยบายการเงิน โดยรายงานระบุว่ามีกรรมการบางส่วนไม่เห็นด้วยและต้องการให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับนี้สะท้อนให้เห็นว่าทางคณะกรรมการยังคงต้องการประเมินผลกระทบก่อนที่จะตัดสินใจขั้นต่อไป

ผลกระทบและแนวโน้มในอนาคตหลังจาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

ปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% มาอย่างต่อเนื่องหลายปีสร้างความกังวลให้กับครัวเรือนอย่างหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย นักวิเคราะห์การเงินหลายสำนักมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า:

  • เงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง
  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เฟดควบคุมไม่ได้
  • มีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น

หากมองในมุมของนักลงทุน การคงอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นช่วงจังหวะหายใจสั้นๆ ก่อนที่จะต้องเผชิญกับมาตรการที่ดุดันขึ้นในอนาคต หากเงินเฟ้อไม่ยอมลดระดับลงตามความต้องการของธนาคารกลาง สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนควรติดตามคือราคาพลังงานโลก เพราะนั่นคือดัชนีชี้วัดสำคัญที่จะกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สุดท้ายแล้วบทเรียนจากเหตุการณ์นี้คือความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่พร้อมจะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ทุกเมื่อ

ที่มา – ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% หลังสงครามดันเงินเฟ้อพุ่งสูง

ฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ในช่วงที่ความผันผวนของตลาดการเงินโลกกำลังรุมเร้าแบบนี้ คงไม่มีประเด็นไหนที่ร้อนแรงไปกว่าเรื่องของราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่กำลังเผชิญกับการฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ ซึ่งถือเป็นโซนราคาที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างตาไม่กะพริบ เพราะนี่คือบทพิสูจน์สำคัญว่าเทรนด์ขาขึ้นระยะยาวจะยังคงแข็งแกร่งอยู่หรือไม่

วิเคราะห์การฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

ราคาทองคำได้ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดเดิมที่ระดับ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาแกว่งตัวในระดับ 4,000 ดอลลาร์ และมีจังหวะหลุดลงมาแตะ 3,900 ดอลลาร์ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นสัญญาณเตือน แต่ในมุมของ คุณพวรรณ์ นววัฒนธรรม จาก YLG Bullion International ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แม้จะเป็นช่วงของการพักฐานตามหลัก Elliott Wave แต่ภาพรวมของวัฏจักรระยะยาว หรือ Grand Supercycle ที่กินระยะเวลา 70 ปีนั้นยังคงดำเนินต่อไป โดยเราเพิ่งผ่านไปเพียง 50 ปีเท่านั้น

ปัจจัยหนุนและแรงกดดันส่งผลต่อการฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ

ปัจจุบันตลาดกำลังต่อสู้กันระหว่างสองแรงผลักดันหลัก:

  • แรงขายระยะสั้น: นักลงทุนเทขายทองคำเพื่อไปพักเงินในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, ธุรกิจ AI และสินทรัพย์ดิจิทัล อีกทั้งกองทุน ETF ก็มีการลดสัดส่วนการถือครองอย่างต่อเนื่อง
  • แรงซื้อจากธนาคารกลาง: ในขณะที่รายย่อยขาย แต่ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ยังคงเดินหน้ากว้านซื้อสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้ราคาร่วงหลุดกรอบไปไกลกว่าที่ควรจะเป็น

หากวิเคราะห์ตามสถานการณ์ปัจจุบัน หากราคาสามารถยืนเหนือ 3,900 ดอลลาร์ได้ ตลาดก็มีโอกาสรีบาวด์กลับไปในรูปแบบ Sideways แต่หากหลุดแนวรับนี้ไปได้ แนวรับถัดไปที่ต้องเฝ้าระวังคือ 3,500 ถึง 3,700 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นเพียงการปรับฐานใน Worst Case เท่านั้น ไม่ใช่จุดจบของวัฏจักรทองคำแต่อย่างใด

กลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับนักลงทุนคือการมองหาจังหวะ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” แทนที่จะตื่นตระหนกและเทขาย โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 4,200 ดอลลาร์ หากผ่านไปได้เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ 4,350 ดอลลาร์ ส่วนใครที่เก็งกำไรระยะสั้น ควรหาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้านแทนที่จะไล่ราคาครับ

สุดท้ายนี้ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ แต่การเข้าใจภาพใหญ่ของวัฏจักรจะช่วยให้คุณวางแผนรับมือความผันผวนนี้ได้อย่างมั่นคง ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครับ!

ที่มา – ฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ปลด “ลิซา คุก” พ้นบอร์ดเฟด ขัดรัฐธรรมนูญ

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลกเลยทีเดียวครับ เมื่อล่าสุดศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ปลด “ลิซา คุก” พ้นบอร์ดเฟด ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้สถานการณ์ภายในธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งหลังจากเกิดมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง ซึ่งถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของฝ่ายที่ต้องการรักษาความเป็นอิสระขององค์กรการเงินแห่งนี้ครับ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ปลด “ลิซา คุก” พ้นบอร์ดเฟด ขัดรัฐธรรมนูญ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศปลดลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยกล่าวหาว่าเธอมีคดีความเรื่องการทุจริตจำนอง อย่างไรก็ตาม ทางศาลสูงสุดมองว่ากระบวนการดังกล่าวขาดความชอบธรรมตามหลักนิติธรรม ส่งผลให้ ลิซา คุก สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายยังคงดำเนินอยู่ครับ

เปิดปมเหตุการต่อสู้ทางกฎหมายที่สำคัญ

ทำไมการที่ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ปลด “ลิซา คุก” พ้นบอร์ดเฟด ขัดรัฐธรรมนูญ ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่? นั่นเพราะนี่คือการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการแทรกแซงธนาคารกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยประเด็นหลักที่ศาลเน้นย้ำคือ:

  • การกระทำของทรัมป์ล้มเหลวในการให้ความคุ้มครองทางกระบวนการยุติธรรมแก่ ลิซา คุก
  • ผู้ที่ถูกกล่าวหาควรมีโอกาสโต้แย้งข้อกล่าวหาอย่างเหมาะสมก่อนถูกปลดจากตำแหน่ง
  • ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการรักษาเสถียรภาพของบอร์ดบริหารธนาคารกลางสหรัฐฯ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมรัฐบาลของทรัมป์ถึงจ้องโจมตีธนาคารกลาง? วิเคราะห์กันง่ายๆ ก็คือความขัดแย้งเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยครับ ทรัมป์มักจะกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ย แต่ทางเฟดกลับตัดสินใจดำเนินนโยบายในทิศทางของตนเอง ทำให้เกิดแรงเสียดทานมาโดยตลอดทั้งปี การที่ศาลตัดสินให้ ลิซา คุก ยังคงอยู่ในตำแหน่งได้ จึงเป็นเหมือนกำแพงที่ขวางไม่ให้ฝ่ายการเมืองมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจทางการเงินมากเกินไปนั่นเองครับ

หากเรามองในมุมของเศรษฐกิจ การรักษาความอิสระของธนาคารกลางคือหัวใจสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกครับ การที่ศาลแสดงจุดยืนปกป้องกฎระเบียบเช่นนี้ ถือว่าช่วยยับยั้งความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้นหากทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนเพียงคนเดียว ถึงแม้ว่าในวันเดียวกันศาลจะอนุญาตให้มีการปลดเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานอื่นได้ แต่นั่นก็ยืนยันชัดเจนว่า “เฟด” มีสถานะพิเศษที่ได้รับความคุ้มครองอย่างเหนียวแน่นกว่าใคร

สรุปแล้วเหตุการณ์นี้สอนให้เราเห็นว่า แม้อำนาจทางการเมืองจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่เมื่ออยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ หลักกฎหมายและการตีความที่ยุติธรรมย่อมมีความสำคัญสูงสุดครับ สถานการณ์นี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางฝ่ายการเมืองจะมีท่าทีอย่างไร และผลกระทบต่อตลาดเงินจะเป็นอย่างไรในระยะยาวครับ

ที่มา – ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ ทรัมป์ปลด “ลิซา คุก” พ้นบอร์ดเฟด ขัดรัฐธรรมนูญ

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

เชื่อว่าหลายคนต้องขยี้ตาเมื่อเห็นข่าวล่าสุด เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นผู้นำประเทศออกมาพูดถึงสภาวะเศรษฐกิจในแง่บวกท่ามกลางวิกฤต โดยประเด็นสำคัญที่โลกกำลังจับตามองคือเรื่อง เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ” ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์และประชาชนทั่วโลกต่างพากันตั้งคำถามถึงทิศทางเศรษฐกิจหลังจากนี้

สถานการณ์ เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ได้ประกาศตัวเลข CPI ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 4.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นอัตราที่น่ากังวลที่สุดในรอบหลายปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนคือท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขารู้สึกชื่นชอบตัวเลขเงินเฟ้อนี้อย่างมาก

ผลกระทบที่คนอเมริกันกำลังเจอ เพราะ เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

  • ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ เป็น 4.15 ดอลลาร์ต่อแกลลอนภายในเวลาไม่กี่เดือน
  • ค่าครองชีพพื้นฐาน เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารักษาพยาบาล และค่าบริการสื่อสาร ปรับตัวสูงขึ้นถ้วนหน้า
  • ครัวเรือนเริ่มรัดเข็มขัดเนื่องจากค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานและก๊าซหุงต้มกินสัดส่วนรายได้มากขึ้น

ภาวะนี้ทำให้ Fed หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้น พวกเขาอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อชะลอการใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการลงทุนไปทั่วโลก นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า แม้ผู้นำจะมองเป็นเรื่องบวก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาระที่ตกอยู่กับประชาชนนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ามองข้ามเลยสักนิด

หากเรามองในมุมของนักลงทุน การที่ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูงจากปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งตอกย้ำว่าภาวะเงินเฟ้อนี้อาจจะอยู่กับเราไปอีกนานจนถึงปี 2570 ดังนั้นการวางแผนการเงินในยุคที่ข้าวของแพงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงเป็นทักษะที่ทุกคนต้องหยิบขึ้นมาให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกที่ไม่แน่นอนเช่นนี้

ที่มา – เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องคนเก่งบริหาร

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย อย่างความมั่นคงทางพลังงานที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ โดยเสี่ยงเผชิญภาวะ stagflation หรือเศรษฐกิจชะงักงันถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูง นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ได้ออกมาเตือนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่งตั้งบุคคลที่มีความสามารถ ประสบการณ์และซื่อสัตย์มาบริหารประเทศ เพื่อรับมือวิกฤติเศรษฐกิจยุคสงคราม

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้ให้สัมภาษณ์ที่เวลา 16.30 น. โดยชี้ว่าความมั่นคงทางพลังงานคือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน การเมืองไทยต้องมุ่งแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจ พรรคประชาชนพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง ขณะที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแต่งตั้งคนเก่งมาดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงานที่ราคากำลังพุ่งสูงจากวิกฤติสงคราม

ปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าปรับตัวขึ้นกว่า 35% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1983 โรงกลั่นในตะวันออกกลางหลายแห่งหยุดผลิต และมีโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่าน หากราคาทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลต้องปรับนโยบายอุดหนุนราคาใหม่ เพื่อป้องกันผลกระทบฐานะการคลังและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสี่ยง stagflation ในเศรษฐกิจไทย

“อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย โดยชี้ว่าประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าสูง อาจเจอ stagflation ร่วมกับชาติเอเชียอื่นๆ เงินเฟ้อจะพุ่งจากต้นทุนอุปทาน แทนที่ภาวะเงินฝืดก่อนหน้า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอาจติดลบอีกครั้ง หลังจากเคยติดลบสูงสุด 1.3 แสนล้านบาทในปี 2565 รัฐบาลต้องเตรียมงบรับมือวิกฤติยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากนโยบายญี่ปุ่นที่ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำนาน ทำให้เกิด Yen Carry Trade นักลงทุนกู้เงินเยนลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เมื่อเงินเฟ้อญี่ปุ่นพุ่ง ธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ย ส่งผล unwind carry trade ขายสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดการเงินโลกผันผวนต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นที่กระทบหนัก

นโยบายพลังงาน 4 แผนหลักรับมือวิกฤติ

เพื่อแก้ปัญหา นายอนุสรณ์เสนอให้เดินหน้า 4 แผนหลักควบคู่กัน ดังนี้

  • แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน: เสริมสร้างความมั่นคง ลดการพึ่งพานำเข้า
  • แผนอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ: ส่งเสริมการประหยัด ลดการบริโภค
  • แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก: ลงทุนโซลาร์ PV พลังงานหมุนเวียน
  • แผนลดก๊าซเรือนกระจก: ร่วมรับมือ climate change ขณะแก้ปัญหาพลังงาน

ไทยมีพลังงานสำรองต่ำ การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์และระบบ Solar PV จะช่วยเพิ่มความมั่นคง อุดหนุนดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเป็นทางออกระยะสั้น แต่ต้องเน้นอนุรักษ์ระยะยาว

สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากสงครามและราคาพลังงานผันผวน ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องมีผู้นำที่ชำนาญ การแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารจะช่วยนำพาประเทศฝ่าฟันวิกฤติได้ หากล่าช้า ผลกระทบจะรุนแรงยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเตือนของ “อนุสรณ์” นี้เป็นสัญญาณสำคัญที่ทุกฝ่ายควรถือเป็นจุดเปลี่ยน อย่ารอช้า ควรผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีทีมเศรษฐกิจแข็งแกร่งทันที เพื่อปกป้องประชาชนจากเงินเฟ้อและถดถอยทางเศรษฐกิจ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมจากเรา!

ที่มา – “อนุสรณ์” เตือนจุดเปราะบางเศรษฐกิจไทย เรียกร้องแต่งตั้งคนมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ

ลดค่าเงินบาท สร้างโอกาส: ปี 69 เศรษฐกิจไทยใหม่?

ลดค่าเงินบาท สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมกันถึง 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามคำร้องขอของรัฐบาลหรือไม่ ผลสรุปคือมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งหมด 3 ครั้ง ตรึงไว้ 2 ครั้ง และก่อนจะปิดปี 2568 กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในที่สุด

แบงก์ชาติให้เหตุผลในการปรับลดครั้งล่าสุดว่า เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ทั้งการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่ได้รับผลกระทบ และภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงแข่งขันยาก ทำให้ต้องการผ่อนคลายดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว บรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง SMEs และรายย่อย ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินฝืด

อันที่จริงแบงก์ชาติน่าจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้และอาจต่ำกว่า 2% เพราะมองเห็นการบริโภคที่ลดลงและความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังรับรู้สถานการณ์ผ่านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางยังคงเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดสภาพคล่องจนหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) มากขึ้น

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่เศรษฐกิจไปต่อไม่ไหว ที่สุดแบงก์ชาติโดย กนง. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวและเสริมมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ ในเวลาเดียวกันก็ยังยืนยันจะรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) โดยการยืนหยัดว่าจะเก็บโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งผ่านสู่เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพที่สุด

ว่ากันตามจริง เหตุผลของการเก็บกระสุนหรือโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่แบงก์ชาติเห็นว่าเหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดมันมักจะล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น หรือควรจะลดในทุกๆ ครั้ง ทั้งที่มีเหตุผลสำคัญมากมายที่รอให้ภาวะทางการเงินเข้าช่วยผ่อนคลายตลอดทั้งปี 2568 ถ้าจะพูดว่า แบงก์ชาติมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิบากกรรมมาตลอด ก็คงจะพูดได้ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและจำต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผู้บริหารแบงก์ชาติกลับไม่ให้ความร่วมมือด้วย

มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปี 2569 ปีที่สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทำนายทายทักตรงกันว่า ประเทศและคนไทยจะเผชิญความยากลำบากหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันหยิบยกเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถกเถียงกันว่า ต่อให้แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0% ก็ไม่อาจช่วยชะลอการล้มลงทีละหน่วยของภาคเศรษฐกิจไทยได้ในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลเพราะ It’s too late… หรือช้าเกินไปแล้วนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป โดยเฉพาะกับการซื้อเวลาสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของปี 2568 ที่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย ตรงกันข้ามเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในยามนี้ก็คือ “ลดค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คำว่าลดค่าเงินบาทนั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครจะกล้าหาญประกาศออกมา เพราะแน่นอนว่าต้องมีคน ดาหน้าออกมาคัดค้านกันจมกระเบื้อง ด้วยเหตุว่าสินค้านำเข้าอย่างพลังงานจะมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรก็จะแพงตามไปด้วย

แต่การอ่อนค่าของเงินบาทแบบควบคุมได้ มีแนวโน้มช่วยภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของ GDP ได้จริงถ้าไม่ลดค่าเงินแรงหรือเร็วเกินไป ในเชิงทฤษฎีนั้นการส่งออกจะดีขึ้นเพราะสินค้าไทยราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ และกำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นบาทจะเพิ่มขึ้น แม้ในทางปฏิบัติผลอาจไม่แรงเท่าเดิมเพราะสินค้าไทยจำนวนมากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและการค้าโลกชะลอตัว แต่สำหรับผลต่อการท่องเที่ยวนั้นจะชัดเจนและได้ผลเร็วกว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามาไทยแล้วคุ้มค่าขึ้น ค่าโรงแรมและอาหารราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

หากมองในมิติของ GDP ผลเชิงบวกจะมีแน่นอนเพราะการส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติพยายามรักษาเป้าหมายไว้ที่ 0-3% นั้น ผลจากการไม่ยอมลดดอกเบี้ยนานเกินไปทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อจะติดลบเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ที่ -0.1 ถึง 0.0% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 0.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ต่ำมาก

คำถามคือทำไมธนาคารกลางทั่วโลกไม่ค่อยพูดว่าอยากให้ค่าเงินอ่อน นั่นก็เพราะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น การบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) รวมถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าออก แบงก์ชาติไทยจึงเลือกที่จะ “ดูแลความผันผวนโดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงิน”

ทว่าคำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐมิติจากฮาร์วาร์ด กระทรวงการคลัง ระบุว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 34.5 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้จุดสมดุลดีที่สุดแถวๆ 35 บาท +/- 0.5) เป้าหมายนี้ไม่ใช่การตรึงราคา แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อชดเชยแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์ พยุง GDP และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

จากการคำนวณคร่าวๆ หากเจอภาษี 10% เราต้องการค่าเงินอ่อน 8-10% เพื่อซับแรงกระแทก ซึ่งระดับ 35-36 บาทนั้นช่วยพยุงผู้ส่งออกได้โดยไม่สร้างเรื่องช็อก แต่ถ้าเกิน 38 บาทจะเริ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อทันที

ประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่แท้จริง แต่มันคือ “เวลาหายใจ” (Breathing Space) ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต้องไม่แข็งเกินจนบีบผู้ประกอบการ และไม่อ่อนเกินจนทำให้ธุรกิจขี้เกียจลงทุนอัพเกรดกิจการ ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจคือเครื่องมือหลัก ค่าเงินบาทในโลกของ “ทรัมป์ 2.0” จึงไม่ใช่แค่การทำให้อ่อนที่สุด แต่คือการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยปรับตัว

หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่ทำอะไรเชิงนโยบายอย่างจริงจังภายในปี 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะลำบากเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชะลอตัวชั่วคราว ไม่ใช่เป็นปีที่ไทยจะล้ม แต่เป็นปีที่ไทยจะถูกจัดอันดับใหม่ในสายตาโลก และในสถานการณ์นั้น เงินบาทอาจอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต ไม่มี Growth Story ให้เล่าขาน

สิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้คือการที่ไทยไม่มี Narrative ดีๆ นอกจากตัวเลขโตต่ำกว่า 2% การปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรทำภายใน 12-18 เดือนข้างหน้าจึงคือการคุมลดค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 35-36 บาท เพื่อใช้เป็น Buffer พร้อมๆ กับเร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อัพเกรดอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ตลาดเห็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาชาวโลก

ทำไมการลดค่าเงินบาทถึงสำคัญต่อปี 2569?

ปี 2569 อาจเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากเราสามารถจัดการเรื่องลดค่าเงินบาทได้อย่างเหมาะสม อย่าพลาดโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา – “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

เฟดลดดอกเบี้ย! สู่ค่าต่ำสุดรอบ 3 ปี

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่ยังไม่ฟันธงว่าการประชุมครั้งต่อไปจะลดอีกหรือไม่ ขณะที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยเพิ่มอีกเท่าตัว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ โดยลดลงอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 3.50% ถึง 3.75% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามปี แม้จะมีความเห็นไม่ลงรอยกันว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี

ผู้กำหนดนโยบายของเฟดมีความเห็นไม่ตรงกันว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสร้างสมดุลระหว่างสิ่งที่สำคัญที่สุด 2 อย่างสำหรับตลาดคือ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง กับ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ได้อย่างไร โดยการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของเฟดที่เผยแพร่ในวันพุธ ชี้ว่าจะยังคงมีการลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีหน้า แต่ข้อมูลใหม่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า ธนาคารกลางต้องการเวลาเพื่อดูว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งสามครั้งของเฟดในปีนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง และเสริมว่าผู้กำหนดนโยบายจะพิจารณาข้อมูลที่เข้ามาอย่างใกล้ชิด ก่อนการประชุมครั้งต่อไปของ Fed ในเดือนมกราคม

ท่าทีของนายพาวเวลล์ทำให้ผู้ที่คาดหวังให้อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่พอใจ แต่เขายืนยันว่า เฟดกำลังเผชิญกับ “สถานการณ์ที่ท้าทายอย่างมาก” เนื่องจากต้องรับมือกับความเสี่ยงของทั้งอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและการว่างงาน

การตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายของเฟดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยมีคณะกรรมการเฟด 3 คนคัดค้าน บ่งชี้ถึงความแตกต่างทางความคิดที่กว้างขึ้นในธนาคารกลางเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ทำไมเฟดถึงตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี?

นายสตีเฟน มีแรน ซึ่งลาพักงานจากตำแหน่งผู้นำสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ โหวตให้ลดอัตราดอกเบี้ยมากถึง 0.5% ไม่ใช่แค่ 0.25% ส่วนนายออสแทน กูลสบี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาชิคาโก และนายเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแคนซัสซิตี้ โหวตให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

ด้านอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งเรียกร้องให้นายพาวเวลล์ลดอัตราดอกเบี้ยมาตลอดกล่าวหลังการประชุมเมื่อวันพุธว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้น น่าจะเพิ่มขึ้นได้ “อย่างน้อยสองเท่า” และว่าสหรัฐฯ ควรเป็นประเทศที่มี “อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในโลก”

ทั้งนี้ ผลจากการชัตดาวน์ครั้งยาวนานที่สุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ผู้กำหนดนโยบายขาดข้อมูลบางส่วน เกี่ยวกับสถานะของเศรษฐกิจ แต่ความกังวลเกี่ยวกับตลาดงานที่ชะลอตัวลง ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ตัวเลขจากกระทรวงแรงงานในรายงานฉบับล่าช้าซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน แสดงให้เห็นว่า อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4.3% เป็น 4.4% ในเดือนกันยายน การลดอัตราดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงาน ด้วยการสร้างต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลงสำหรับธุรกิจ

ความกังวลเกี่ยวกับ เงินเฟ้อที่เกิดจากภาษีศุลกากร เคยเป็นประเด็นสำคัญในช่วงต้นปีนี้ เมื่ออดีตประธานาธิบดีทรัมป์ผลักดันภาษีศุลกากรครั้งใหญ่กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดหลายรายของสหรัฐฯ

อัตราเงินเฟ้อตอนนี้ยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% ของเฟด โดยในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 3% เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนมกราคม

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า ในขณะที่ภาษีศุลกากรดูเหมือนจะผลักดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการให้สูงขึ้น แต่การอ่านค่าเงินเฟ้อที่ไม่รุนแรงอย่างที่คาดไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้เฟดสามารถมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นตลาดแรงงานโดยการลดอัตราดอกเบี้ยได้

การที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การตัดสินใจนี้อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ดังนั้น นักลงทุนและผู้บริโภคควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

การตัดสินใจของเฟดครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเเค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี

Scroll to top