อันวาร์ อิบราฮิม

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ: ไม่มีใครอยากคุยด้วย

“อันวาร์ อิบราฮิม” ผู้นำมาเลเซีย ตอบนักข่าวคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ ก่อนเหน็บผู้นำบางคนคุยแบบส่วนตัว ไม่ควรปล่อยคลิปการสนทนาหลุด เหมือนที่เคยเกิดในอดีต มิเช่นนั้นจะไม่มีใครอยากสนทนาด้วย

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงปิดท้ายพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่ Plenary Hall ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ (KLCC) โดยช่วงที่เปิดให้สื่อมวลชนถาม มีนักข่าวผู้หญิงถามว่าอยากให้ช่วยบอกผู้สื่อข่าวหน่อยว่าท่านนายกฯ อันวาร์ กับประธานาธิบดีทรัมป์ พูดคุยระหว่างเดินทางจากสนามบินถึง KLCC ว่าคุยอะไรกันบ้างที่นอกจากเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ และเรื่องภาษา

หลังจบคำถาม นายกฯ อันวาร์ ตอบว่า ผมรู้ว่าทุกคนอยากจะรู้ตอนที่อยู่ข้างในรถ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ชวนไปนั่งรถด้วยกัน ซึ่งที่จริงแล้ว ในทางพิธีการทูตไม่สามารถทำได้ เมื่อเข้าไปข้างในรถ เราพบกัน ผมพยายามใช้ความสามารถในการที่จะปฏิสัมพันธ์กับท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ท่านเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟัง อธิบาย และแลกเปลี่ยนกันในประเด็นต่างๆ เรื่องประเทศของเราทั้งสอง เพื่อนบ้าน เรื่องจีน เรื่องบราซิล เรื่องแอฟริกาใต้  

เรื่องภาษี ผมก็ได้พูดคุยกับท่านประธานาธิบดี ในเรื่องภาษี 0% ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งออกของเซมิคอนดัคเตอร์ประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ผมก็ขอขอบคุณท่านประธานาธิบดี ที่ให้มาเลเซียตรงนั้น 

นายกฯ มาเลเซีย กล่าวอีกว่า บางครั้งก็หารือกันเรื่องประเทศ ซึ่งในข่าวที่รายงานว่าผมได้พบกับผู้นำฮามาสที่โดฮา ผมรู้จัก 2 คนที่นั่น ผมได้บอกผู้นำฮามาสว่า ผมสนับสนุนการริเริ่มสันติภาพ ของกลุ่มประเทศอาหรับ OIC ที่ก่อให้เกิดสันติภาพในอิสราเอล ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ โดยคำตอบของท่านประธานาธิบดีทรัมป์ ก็คือ มันเป็นแค่เฟสแรก ยังต้องทำงานกันต่อ และจะพยายามทำอย่างจริงจัง 

ผมคิดว่า ผมอยู่ในจุดที่โชคดี ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสสนทนาอย่างป็นส่วนตัว และเป็นความลับ และผมต้องสารภาพว่าท่านก็รับฟังความเห็น ผมคิดว่าผมพยายามทำดีที่สุด ที่จะนำเสนอในช่วงระยะเวลาการสนทนา และท่านก็รับฟัง ซึ่งมันก็เป็นเหมือนการประชุมทางการอื่นๆในการเจรจาทวิภาคีระหว่างมาเลเซีย-สหรัฐ และวงอาเซียน นั่นมันเป็นวิธีการทางทูตที่เหมือนกัน ผมได้ทำดีที่สุด ในการร้องขอเรื่องการริเริ่มสันติภาพ ต้องครอบคลุม ยั่งยืน เป็นกลาง และแน่นอนมีอีกหลายอย่างที่คุยกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งผมยินดีที่ได้ฟัง  

แต่การสนทนาส่วนตัวระหว่างผู้นำ คุณต้องให้ความเคารพ ซึ่งถ้ามีการปล่อยหลุดออกไปเหมือนในอดีต หรือมีการปล่อยเสียงสนทนาทางโทรศัพท์หลุดออกไป คงไม่มีใครที่อยากจะคุยกับคุณ หรือว่าเผยแพร่บทสนทนาส่วนตัว ซึ่งเราจะไม่ทำอย่างนั้น ผมจึงบอกเล่าเฉพาะหัวข้อที่คิดว่าบอกเล่าได้.

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ

ประเด็นสำคัญจากการเปิดเผยของอันวาร์ อิบราฮิมคือการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความลับในการสนทนาระหว่างผู้นำประเทศ การที่ผู้นำมาเลเซียออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลที่อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความน่าเชื่อถือของผู้นำ

นายกฯ อันวาร์ ยังได้กล่าวถึงประเด็นการสนับสนุนการริเริ่มสันติภาพในอิสราเอล โดยระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีส่วนสำคัญในการริเริ่มดังกล่าว การพูดคุยในประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของมาเลเซียในการมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระดับภูมิภาค

สิ่งที่อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถมีความสำคัญ

การที่นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม เปิดเผยรายละเอียดการสนทนากับอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและอาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ แม้ว่าจะเป็นการเล่าถึงหัวข้อที่สามารถเปิดเผยได้ แต่ก็เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำทั้งสอง

นอกจากนี้ การที่อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวถึงการให้ความเคารพต่อการสนทนาส่วนตัวระหว่างผู้นำ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้นำคนอื่นๆ ว่าควรระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลที่ได้จากการสนทนาส่วนตัว เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการที่อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวถึงการสนับสนุนการริเริ่มสันติภาพในอิสราเอล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของมาเลเซียในการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การที่อันวาร์ อิบราฮิม อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ อาจถูกมองว่าเป็นการพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเอง และอาจมีจุดประสงค์ทางการเมืองอื่นๆ แฝงอยู่เบื้องหลัง

อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างประเทศต่างๆ และความสำคัญของการรักษาความลับในการสนทนาระหว่างผู้นำ

  • ความสำคัญของการรักษาความลับในการสนทนาระหว่างผู้นำ
  • ความพยายามของมาเลเซียในการมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเผยข้อมูลที่ได้จากการสนทนาส่วนตัว

โดยสรุปแล้ว อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เป็นเรื่องที่น่าสนใจและอาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ผู้นำควรระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลที่ได้จากการสนทนาส่วนตัว และควรรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

ที่มา – อันวาร์เผยคุยอะไรกับทรัมป์บนรถ เหน็บผู้นำบางคนปล่อยคลิปเสียงหลุดจะไม่มีใครคุยด้วย

อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

“อนุทิน-ฮุน มาเนต” ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา ยึดข้อตกลง ให้คำมั่นลดตึงเครียด ถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด ฟื้นฟูเชื่อมั่น หากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งสองฝ่ายจะยอมรับการสิ้นสุดเป็นปรปักษ์

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมี ดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

ต่อมา กระทรวงการต่างประเทศ เผยถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย มีเนื้อหาว่า พวกเรา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และโดยมีประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นสักขีพยาน ได้พบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ขอประกาศ ดังนี้

1. พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 และย้ำความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่น ในการละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และการเคารพต่อเขตแดนระหว่างประเทศ และต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรือง ในภูมิภาค บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันต่อเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และอัตลักษณ์แห่งชาติของแต่ละประเทศ

2. พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในการยึดมั่นและดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้บรรลุร่วมกัน ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป

3. พวกเราได้ลงนามในเอกสารขอบเขตการจัดตั้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ซึ่งจะประกอบด้วยบุคลากรจากรัฐสมาชิกอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงหยุดยิงได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ พวกเราเรียกร้องให้รัฐสมาชิกอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม เพื่อให้ AOT ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์

4. นอกจากนี้ พวกเราได้ให้คำมั่นที่จะลดความตึงเครียด และฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ ร่วมกันระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพื่อบรรลุและสนับสนุนเป้าหมายเหล่านี้ พวกเราได้ตกลงในขั้นตอนดังต่อไปนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ และเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน :

  • ดำเนินการลดความตึงเครียดทางการทหารภายใต้การสังเกตการณ์และการยืนยันตรวจสอบโดย AOT ซึ่งรวมถึงการถอนอาวุธและยุทโธปกรณ์หนักและทำลายล้างสูงออกจากแนวชายแดน และนำกลับไปยังที่ตั้งปกติของหน่วยทหารแต่ละประเทศ ในบริบทดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะมอบหมายให้คณะทำงานของแต่ละฝ่ายร่วมกันหารือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ปฏิบัติได้และเป็นขั้นตอน ภายใต้การสังเกตการณ์โดยคณะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงชั่วคราว (IOT) และหลังจากนั้นโดย AOT ตามที่กำหนดในเอกสารขอบเขตการจัดตั้ง
  • ละเว้นการเผยแพร่หรือส่งเสริมการใช้ข้อมูลเท็จ การกล่าวอ้าง การกล่าวหา และวาทกรรมที่สร้างความเสียหาย ไม่ว่าจะผ่านช่องทางที่เป็นทางการของรัฐบาลหรือช่องทางไม่เป็นทางการ เพื่อลดความตึงเครียด บรรเทาความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารืออย่างสันติ
  • เห็นพ้องที่จะดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่นโดยทันทีและเต็มรูปแบบเพื่อฟื้นฟูและรักษาความเชื่อมั่น ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และสันติภาพตามแนวชายแดน และเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ ด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และร่วมมือเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟู ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ
  • ประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศ
  • ยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนและการจัดทำหลักเขตแดน ผ่านสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง หรือการกระทำที่เป็นการยั่วยุใดๆ และตระหนักว่า คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกทวิภาคีสำหรับการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนอย่างสันติ โดยให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกลไก โดยให้มีการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ให้เป็นไปโดยสันติซึ่งรวมถึงประเด็นการรุกล้ำพื้นที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตามแนวทางของผลการหารือในการประชุม JBC ตลอดจนจะยุติกิจกรรมทุกประเภท ที่เป็นการขยายขอบเขตข้อพิพาทและเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้น

5. เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ที่ดำเนินอยู่ นอกจากนี้เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไทยจะดำเนินการปล่อยเชลยศึกโดยพลัน

6. พวกเราตกลงที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือ การแบ่งปันข้อมูล และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของการตรวจสอบควบคุมตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองของเราทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

7. พวกเราตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแนวทางเพื่ออนาคตที่สดใสที่ไม่ยึดติดกับความขัดแย้งในอดีต รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ โดยเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาและความตกลงที่มีอยู่สภาวการณ์ต่างๆ ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ทั้งสองประเทศมองไปข้างหน้า และเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้าน ตามเจตนารมณ์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการในกฎบัตรอาเซียนเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่บทใหม่ของสันติภาพ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

8. พวกเราแสดงความเชื่อมั่นว่า การหารือครั้งนี้ ซึ่งมีประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย เข้าร่วมและให้การสนับสนุน เป็นรากฐานที่มั่นคงต่อความเคารพซึ่งกันและกันและการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค พวกเรารับทราบด้วยความขอบคุณอย่างยิ่งต่อบทบาทสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในการเสริมสร้างการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เป็นประโยชน์ระหว่าง ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย.

การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา การแก้ไขข้อพิพาทและการลดความตึงเครียดจะนำมาซึ่งเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองแก่ทั้งสองประเทศ หวังว่าการดำเนินการตามข้อตกลงนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดผลเป็นรูปธรรม

อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา

การลงนามใน “อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา” เป็นเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมา และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในอนาคต การลงนามในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน การถอนอาวุธหนัก และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ข้อตกลงนี้ยังครอบคลุมถึงการดำเนินการในด้านต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนอย่างสันติวิธี การเพิ่มพูนความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับทั้งสองประเทศ

การมีส่วนร่วมของนานาชาติ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากอาเซียนและประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การลงนามในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ การสนับสนุนจากนานาชาติแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และความมุ่งมั่นของประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

แน่นอนว่าการลงนามใน “อนุทิน-ฮุน มาเนต ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างสันติภาพและความร่วมมือที่ยั่งยืน ความท้าทายที่สำคัญคือการดำเนินการตามข้อตกลงอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และการแก้ไขปัญหาที่ยังคงค้างคาอยู่ การดำเนินการเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เปิดถ้อยแถลง “อนุทิน-ฮุน มาเนต” ลงนามสันติภาพไทย-กัมพูชา มุ่งแก้ไขข้อพิพาท-ลดตึงเครียด

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอาเซียนในการสร้างเสถียรภาพและป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาค

วันนี้ (26 ตุลาคม) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์

การลงนามครั้งนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมี นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเข้าใจเรื่องการหยุดยิงที่บรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากการเจรจาระดับสูง โดยนายอันวาร์เป็นเจ้าภาพที่เมืองปุตราจายา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมของทั้งสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้ง ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน อย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงและป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นใหม่ในเขตชายแดน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการป้องกันความขัดแย้งภายใต้การเป็นประธานของมาเลเซีย ประจำปี 2025

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงนี้ รวมถึงการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหรือทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วย

ประเทศไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเหนือพรมแดนยาว 817 กิโลเมตรมาเป็นเวลานาน และความตึงเครียดได้ปะทุเป็นความขัดแย้งทางทหารเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา การหยุดยิงที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอาเซียนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายวงกว้าง และรับประกันความปลอดภัยของพลเรือนหลายพันคน

รัฐมนตรีโมฮาหมัดกล่าวว่า แม้จะมีการหยุดยิงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงเล็กน้อย เช่น “การใช้หนังสติ๊ก” ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน ดังนั้น อาเซียนจึงหวังว่าการลงนามครั้งนี้จะสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงไว้ได้อย่างมั่นคง และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อบรรลุข้อยุติอย่างสันติในประเด็นการปักปันเขตแดน.

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง การที่ผู้นำระดับสูงจากทั้งมาเลเซียและสหรัฐอเมริกามาร่วมเป็นสักขีพยานแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของนานาชาติต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การมีส่วนร่วมของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพ การจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยป้องกันการปะทะกันในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทำไม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถึงสำคัญ?

“ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในข้อตกลง แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนและการร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับประชาชน

นอกจากนี้ “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยการเจรจาและประนีประนอม การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการเป็นคนกลางช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหาทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หากทั้งสองประเทศสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว และส่งผลดีต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

เราหวังว่าการลงนามในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – “อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำร่วมมือสันติภาพและความมั่งคั่ง

อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวเปิดการประชุมอาเซียน ระบุว่า อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้อนรับติมอร์-เลสเตเข้าสู่ “ครอบครัว”

เมื่อ 26 ต.ค. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม ในฐานะนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานเวียนของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (ASEAN) กล่าวเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวันแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยระบุว่า อาเซียนจะต้องมีความกล้าหาญในการสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ และกระชับความร่วมมือที่มีอยู่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ท่ามกลางการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน

“สันติภาพและความมั่งคั่งที่ค่อนข้างมั่นคงซึ่งอาเซียนได้รับมาตลอดเกือบหกทศวรรษนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” นายอันวาร์กล่าว “สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูผ่านความร่วมมือ และแข็งแกร่งขึ้นด้วยการมีเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือเหตุผลที่อาเซียนกำลังกระชับความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ขยายการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

นักวิเคราะห์ได้ยกให้การประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในปีนี้ เป็นการประชุมที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี เนื่องจากมีบุคคลสำคัญมากมายเข้าร่วมการประชุม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

นอกจากผู้นำอาเซียนแล้ว ผู้เข้าร่วมยังรวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางมาถึงในช่วงเช้าวันอาทิตย์ และได้รับการต้อนรับจากนายอันวาร์ที่สนามบิน, นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง, นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ, ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซีริล รามาโฟซา และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา

“ปี 2025 เป็นปีที่ต้องการสิ่งต่าง ๆ จากเรามากขึ้น โลกดูไม่มั่นคง – ระเบียบเก่าไม่แน่นอนอีกต่อไป ขณะที่ระเบียบใหม่ยังไม่ได้ถูกกำหนด” นายอันวาร์กล่าว “ทั่วทุกภูมิภาค เราเห็นการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนที่ขยายตัว ลมปะทะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทดสอบเศรษฐกิจของเราเท่านั้น แต่ยังทดสอบความมุ่งมั่นโดยรวมของเราที่จะรักษาศรัทธาในความร่วมมือ และความเชื่อที่ว่า ความเข้าใจและการเจรจายังคงสามารถมีชัยได้ในยุคที่แตกแยกนี้”

นายอันวาร์ยังยกตัวอย่างความร่วมมือใหม่ๆ ที่อาเซียนได้สร้างขึ้นและการกระชับความร่วมมือที่มีอยู่แล้วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยชี้ไปที่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ครั้งที่ 2 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน เมื่อต้นปีนี้

ประธานอาเซียนกล่าวด้วยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 5 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์นี้ ก็จะส่งเสริมเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ให้บรรลุศักยภาพสูงสุดอย่างเต็มที่

นอกจากนั้น ในการประชุมอาเซียนครั้งนี้จะมีการยกระดับ “ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน” (ATIGA) ด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างตลาดระดับภูมิภาคที่ราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและแรงงาน

อนึ่ง ATIGA มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจลดลง การค้าเพิ่มขึ้น และมีตลาดที่ใหญ่ขึ้น รวมถึงเกิดการประหยัดจากขนาดที่ใหญ่ขึ้น (economies of scale) สำหรับภาคธุรกิจ

นับจนถึงปี 2563 ที่ผ่านมา ATIGA ได้ยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ค้าขายกันภายในอาเซียนไปแล้ว 98.6 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่ประชุมอาเซียนมีเป้าหมายที่จะลดภาษีศุลกากรลงภายใต้ข้อตกลง ATIGA ลงอีก และขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิก

นายอันวาร์ยังกล่าวต้อนรับติมอร์-เลสเต เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ ทำให้อาเซียนเป็น “ครอบครัวที่สมบูรณ์” โดยเป็นการยืนยันชะตากรรมร่วมกันของเราและความรู้สึกผูกพันในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง

“ภายใต้ประชาคมนี้ การพัฒนาและความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ของติมอร์-เลสเตจะได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายอันวาร์กล่าว

การประชุมที่ว่าด้วย อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง เป็นหัวข้อที่สำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบัน

อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

สถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน ทำให้การร่วมมือกันในระดับภูมิภาคเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด การที่นายอันวาร์ อิบราฮิม เน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่งในการประชุมอาเซียน จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอาเซียนตระหนักถึงบทบาทสำคัญของตนเองในการสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ความสำคัญของการที่อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

การที่ อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง นั้นแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำอาเซียนที่มองเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ภูมิภาคกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางการเมือง หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การร่วมมือกันเท่านั้นที่จะทำให้อาเซียนสามารถก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

การเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การขยายการค้า และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจสำหรับประเทศสมาชิก การยกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของอาเซียนในการลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาค

นอกจากนี้ การต้อนรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าอาเซียนเปิดกว้างสำหรับความร่วมมือกับทุกประเทศในภูมิภาค การรวมติมอร์-เลสเตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอาเซียนจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความเป็นเอกภาพของภูมิภาค

การที่ อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับอาเซียนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา – อันวาร์เปิดประชุมอาเซียน ย้ำต้องร่วมมือกันเพื่อสันติภาพและความมั่งคั่ง

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” เพื่อสันติภาพ

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต จนสามารถลงนามสันติภาพร่วมกันได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 26 ต.ค. 2568 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง โดยมีดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และองค์การระหว่างประเทศ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวต้อนรับผู้นำอาเซียนทุกประเทศ ช่วงหนึ่งของถ้อยแถลง นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวขอบคุณ นายกรัฐมนตรีของไทยในฐานะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และกล้าหาญในการผลักดันสันติภาพชายแดนด้วยวิถีทางการทูต จนนำไปสู่การลงนาม Joint Declaration ที่จะนำไปสู่สันติภาพไทย–กัมพูชา ในวันนี้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมองว่า การลงนามฯ ของประเทศไทยและกัมพูชาจะทำให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าสันติวิธีของอาเซียนสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เพราะสันติภาพ คือ พลังแห่งความกล้าหาญ ที่ทำให้แต่ละชาติสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้

ในที่ประชุมฯ ผู้นำอาเซียนยังแสดงความยินดีกับติมอร์–เลสเต ในโอกาสเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ

“อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไม่เพียงแต่เป็นเวทีสำหรับการหารือประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะซรี อันวาร์ อิบราฮิม ได้แสดงความขอบคุณต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล สำหรับบทบาทสำคัญในการผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยวิถีทางการทูต นี่เป็นความสำเร็จที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ความสำคัญของการผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม กล่าวขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูตนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการทูตในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การลงนาม Joint Declaration ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลดีต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจในภูมิภาค

การผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอดีต แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การที่ทั้งสองประเทศสามารถตกลงกันได้ด้วยสันติวิธีถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งคล้ายคลึงกัน

นอกจากนี้ การที่ผู้นำอาเซียนให้ความสำคัญกับสันติภาพและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค การที่ติมอร์-เลสเต ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ ก็เป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการขยายความร่วมมือและส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

การที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูตนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความกล้าหาญสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับภูมิภาคได้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดขึ้นในทุกๆ สถานการณ์

ที่มา – “อันวาร์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน” กล้าหาญผลักดันสันติภาพชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยวิถีทางการทูต

“ทรัมป์” สักขีพยาน ไทย-กัมพูชา ถกสันติภาพ

“อนุทิน” บินมาเลเซีย ลงนามสันติภาพ “ไทย- กัมพูชา” มี “ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มอบ “สีหศักดิ์” ร่วมวงเอเปกแทน ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 หารือผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา เห็นพ้องปรับอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพชายแดน เตรียมตั้งกลไก AOT และนัดหารือวันเริ่มปฏิบัติอีกครั้งหลัง 26 ต.ค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า คืนวันที่ 25 ต.ค.ตนเดินทางไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามในถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ได้ประสานงาน และแจ้งถึงเหตุผลที่ขอร่นเวลาลงนามมาเป็นช่วงเช้า ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตนขอเป็นมติ ครม.คลุมไว้ก่อนหากไม่สามารถไปได้ จะมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมแทน แต่มีเรื่องที่จะหารือกับผู้นำหลายประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้น พยายามจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด เพราะนอกจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มเอเปก จะมีการเชิญผู้นำที่อยู่นอกกลุ่มมาด้วย และในส่วนของประเทศไทยช่วงนี้ได้รับการร้องขอในระดับผู้นำแบบทวิภาคีหลายราย ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ตนจะพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) มีดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รมว.กลาโหมมาเลเซีย ต้อนรับ ภารกิจวันที่ 26 ต.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์ เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนาม “Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand” ว่าด้วยแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ มีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความจริงใจของไทยต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ จะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการย้ำความตกลงเรื่องเดิมที่ไทยและกัมพูชามีการประชุม JBC-GBC ได้หารือข้อตกลง 4 ข้อของฝ่ายไทยที่เสนอไปยังกัมพูชา ทั้งการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ และการจัดระเบียบชายแดน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องได้เริ่มแล้ว ไทยหวังว่าการมีสหรัฐฯมาร่วมสังเกตการณ์จะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจ ตั้งใจจริง มีสปิริตของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ต.ค.ในประเด็นการเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ว่าด้วยการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Com mittee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแท้จริง

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์ผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ในการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมว่าสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือในการกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะทำงานร่วมประสานงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อตกลงที่มีระหว่างกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ในวันที่ 26 ต.ค. และเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้น เพื่อเตรียมงานพระบรมศพของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งยกเลิกการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.

ต่อมาช่วงเย็น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ต.ค. ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่น่าสนใจคือสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญระหว่างหลักเขต แดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น เมื่อวันที่ 24 ต.ค.กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการปักหมุดชั่วคราว และในวันนี้ พ.อ.ยุทธพล จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งจากการคำนวณจากหลักหมุดที่ 42 ถึง 47 ต้องวางหมุดชั่วคราวทั้งหมด 838 หมุด จากหลักเขตทั้งสองพื้นที่ต้องปักหมุดทุก 25-50 เมตร เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ระดับนโยบายที่จะปรับการถือครองพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการคำนวณในโปรแกรม GPS เมื่อลงพื้นที่จริง หากเดินครบ 25 หรือ 50 เมตร จะมีสัญญาณดังขึ้นแล้วปักหมุดชั่วคราว เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ และหลักหมุดอาจจะมีการทำสัญลักษณ์ เช่น กัมพูชาทาสีแดง ไทยทา สีน้ำเงิน ที่ปักหมุด ซึ่งการลงไปปักหมุดชั่วคราว จะไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผนอีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

การลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในภูมิภาคต่อไป

“ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

“ทรัมป์” มีบทบาทสำคัญในการลงนามสันติภาพ ไทย-กัมพูชา

การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน ในการลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่นานาชาติให้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับโลกอย่าง “ทรัมป์” จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การมีกลไกและมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ยังครอบคลุมถึงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในอนาคต การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับลูกหลานได้

การเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมลงนามสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

อนุทินรับอันวาร์เชิญร่วมอาเซียน ยันไม่ใครแทรกแซงได้

“อนุทิน” รับ “อันวาร์” ยกหูหาเชิญร่วมประชุมอาเซียน ยัน ไม่มีใครเคลียร์-แทรกแซงรัฐบาลได้ หลัง “ฮุน มาเนต” ขอมาเลเซียเป็นตัวกลาง

วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาเปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยเป็นการส่วนตัว โดยนายอนุทิน ยอมรับว่า เมื่อวานนายอันวาร์ได้โทรมาหา พูดคุยถึงการเชื้อเชิญว่า ถ้าหากตนได้รับตำแหน่งเรียบร้อยแล้วคงจะได้พบกันโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงเดือนหน้า

ส่วนการพูดคุยถึงสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้วนั้น นายอนุทิน ระบุว่าไม่ได้มีการพูดคุยในรายละเอียด อีกทั้งตนยังไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เนื่องจากยังไม่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงมีรัฐบาลรักษาการ เราให้เกียรติกัน

“ตนอยากรับตำแหน่งได้ ก็ต่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อน ส่วนเรื่องนโยบาย ข้อสั่งการ ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งขณะนี้เราก็ยังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้ให้มากที่สุด” นายอนุทิน กล่าวและว่า

ส่วนกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร้องขอไปยัง นายอันวาร์ เพื่อให้เข้ามาแทรกแซงการเจรจานั้น นายอนุทิน ยืนยันว่า ไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยและอธิปไตยของไทยได้

ส่วนเรื่องการพูดคุย นายอนุทิน ย้ำว่า เราสามารถทำได้ เพราะเป็นคนที่คุ้นเคยรู้จักกัน แต่เมื่อถึงจุดที่เราต้องรักษาผลประโยชน์ ตนขอให้มั่นใจว่าจะต้องยึดประโยชน์ ศักดิ์ศรี อธิปไตยของประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน และย้ำว่าจะไม่มีใครเคลียร์ได้

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการดำเนินนโยบายต่างๆ ล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการทาบทามจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียนที่จะเกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือการยืนยันของนายอนุทินว่า ไม่มีใครสามารถแทรกแซงรัฐบาลไทยและอธิปไตยของไทยได้ ซึ่งเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ แม้ว่าจะมีการพูดคุยหรือร้องขอจากผู้นำประเทศอื่นก็ตาม การเจรจาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

อนุทินรับอันวาร์เชิญร่วมอาเซียน ยันไม่ใครแทรกแซงได้

การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชน ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย การที่ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและสามารถติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลได้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินย้ำถึงการรักษาผลประโยชน์ ศักดิ์ศรี และอธิปไตยของประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

อนุทินยืนยันไม่มีใครแทรกแซงรัฐบาลไทยได้

ประเด็นที่น่าพิจารณาต่อไปคือ การที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร้องขอให้นายอันวาร์เข้ามาแทรกแซงการเจรจานั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การเจรจาและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ควรเป็นไปตามหลักการและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การที่นายอนุทินออกมาให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีใครเคลียร์ได้นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดและความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ การดำเนินนโยบายต่างประเทศและการเจรจาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

สรุปได้ว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตอบรับคำเชิญจากนายอันวาร์ อิบราฮิม เพื่อเข้าร่วมการประชุมอาเซียน และยืนยันว่าไม่มีใครสามารถแทรกแซงรัฐบาลไทยได้นั้น แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของประเทศไทยในเวทีระดับภูมิภาค รวมถึงความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติ การดำเนินนโยบายต่างประเทศและการเจรจาต่างๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวหน้าและมั่นคง

ที่มา – “อนุทิน” รับ “อันวาร์” ยกหูหาเชิญร่วมประชุมอาเซียน ยัน ไม่มีใครเคลียร์-แทรกแซงรัฐบาลได้

ฮุน มาเนต วอน “อันวาร์” ช่วยลดตึงเครียดชายแดน

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา หลังสถานการณ์บริเวณชายแดนมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้ติดต่อไปยังผู้นำมาเลเซียเพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งว่าได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปัจจุบัน เกี่ยวกับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย

เนื้อหาในโพสต์ระบุว่า ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การปะทะกันระหว่างทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน

“สถานการณ์ในวันนี้ยังคงน่ากังวลอย่างยิ่ง ผมจึงได้ขอให้ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโดยด่วน เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างทหารไทยและพลเรือนกัมพูชา โดยขอให้รักษาสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายหรือขยายขอบเขตความขัดแย้งออกไป และรอการแก้ไขปัญหาชายแดนจากคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต” ฮุน มาเนต กล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังได้กล่าวถึงการประชุมพิเศษของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างกัมพูชาและไทย

ฮุน มาเนต ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยใช้กลไกของอาเซียนเป็นช่องทางหลักในการดำเนินการ

ทำไม ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน ถึงสำคัญ?

การที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากประธานอาเซียน แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การแทรกแซงของอาเซียนอาจเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดและนำไปสู่การเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมาอย่างยาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันจากทั้งสองฝ่าย การเจรจาและการใช้กลไกทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ต่อไปนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ควรจับตา:

  • ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อข้อเสนอของฮุน มาเนต
  • การดำเนินการของอาเซียนในการแก้ไขปัญหานี้
  • ผลการประชุมของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้น ยังคงต้องรอดูกันต่อไป

ที่มา – ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดน

มาเลย์ฯ ช่วยกาซา! เพิ่มเงินกว่า 770 ล้าน


นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท! อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 100 ล้านริงกิต หรือราว 770 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นวงเงินที่เพิ่มจากงบ 100 ล้านริงกิตที่รัฐบาลอนุมัติไว้แล้วเมื่อปี 2023

นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางฝูงชนหลายพันคนที่รวมตัวกันในงานชุมนุม “Sumud Nusantara” ณ จัตุรัสเมอร์เดกา ซึ่งจัดขึ้นก่อนส่งกองเรือบรรเทาทุกข์ไปยังกาซา

นายกรัฐมนตรีกล่าวเสริมว่า “คืนนี้ผมขอประกาศว่า เราจะมอบเงินช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต” อันวา กล่าวย้ำว่า “นี่ไม่ใช่เสียงของพรรคการเมือง ไม่ใช่เสียงของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่นี่คือเสียงร่วมของประชาชนมาเลเซีย” พร้อมย้ำว่ามาเลเซียได้ทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือ ตั้งแต่การส่งอาสาสมัคร นักบวช และการรักษาผู้บาดเจ็บ ไปจนถึงการให้การศึกษาแก่เด็กปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในมาเลเซีย และกล่าวต่อว่า “คืนนี้ผมขอประกาศว่า เราจะมอบเงินช่วยเหลืออีก 100 ล้านริงกิต เพื่อเป็นการยืนยันว่า นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท จริงๆ”

กองเรือบรรเทาทุกข์ Sumud Nusantara มุ่งหน้าสู่กาซา

กองเรือบรรเทาทุกข์ Sumud Nusantara เป็นส่วนหนึ่งของกองเรือพันธมิตร Global Sumud Flotilla ซึ่งมีภารกิจลำเลียงความช่วยเหลือไปยังกาซา ที่ปัจจุบันมีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนกำลังเผชิญภาวะความอดอยากจากการปิดล้อมโดยอิสราเอล

ผู้จัดงานระบุว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อฝ่าแนวกั้นทางทะเลของกองทัพเรืออิสราเอล และเปิดเส้นทางมนุษยธรรมให้กองเรือบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือสามารถเข้าถึงกาซาได้มากขึ้น โดยมาเลเซียเป็นผู้นำทีมร่วมกับอีก 8 ประเทศ ถึงแม้ว่าจำนวนเรือที่เข้าร่วมยังไม่ชัดเจนก็ตาม

ขบวนกองเรือจะแยกออกเดินทางเป็น 2 ชุด โดยชุดแรกมีกำหนดออกเดินทางวันที่ 31 สิงหาคม และชุดที่สองในวันที่ 4 กันยายน เรือจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมุ่งหน้าไปยังสเปนเป็นจุดแวะพักที่สำคัญก่อนเดินทางต่อไปยังกาซา ขณะที่อีกชุดหนึ่งจะมุ่งหน้าไปยังตูนิเซีย ก่อนที่จะรวมกับเรือจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเดินทางช่วงสุดท้ายไปยังจุดหมายปลายทาง

อันวาร์เป็นหนึ่งในผู้นำมุสลิมที่ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาปาเลสไตน์ และมักจะใช้เวทีนานาชาติเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความเพิกเฉยของรัฐบาลตะวันตกที่ทำให้ประเทศอิสราเอลเดินหน้าการโจมตีกาซาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้เคยมีข้อสรุปเมื่อปีที่แล้วว่า มีความเป็นไปได้ที่อิสราเอลกำลังเข้าข่ายก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แม้ว่าเรื่องนี้จะยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนก็ตาม

นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียได้แสดงความเชื่อมั่นว่า “ความยุติธรรมจะต้องเกิดขึ้นในสักวันหนึ่ง เมื่อมีประเทศต่างๆ กล้าที่จะออกมาโต้แย้งความโหดร้ายของระบอบไซออนิสต์อิสราเอล” พร้อมทั้งยกตัวอย่างประเทศบราซิล สเปน และแอฟริกาใต้ที่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

อันวาร์ยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศมาเลเซียจะไม่ทอดทิ้งชาวปาเลสไตน์ “เราจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ” เขากล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือและการตะโกน “ปาเลสไตน์จงเจริญ” จากฝูงชนจำนวนมาก ทุกคนต่างสนับสนุนการที่ นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

การตัดสินใจของมาเลเซียครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประเทศอื่นๆ ในการให้ความสำคัญกับประเด็นด้านมนุษยธรรม

ที่มา – นายกฯ มาเลเซีย ประกาศช่วยเหลือกาซาเพิ่มอีกกว่า 770 ล้านบาท

Scroll to top