อัยการสูงสุด

โฆษกตร.ชี้หลักฐานแน่น อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณี อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์ คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ โดยยืนยันว่าหลักฐานในคดีนี้แน่นหนามาก อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งเด็ดขาดให้ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม กับพวก ใน 2 คดีใหญ่ คือ คดีฟอกเงินจาก สภ.เมืองสงขลา และคดีร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์จาก สภ.หาดใหญ่

อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์ คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์

โฆษกตร.ชี้แจงว่า คดีนี้ผ่านกระบวนการตรวจสอบมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ จนถึงชั้นอัยการสูงสุด แม้ตำรวจภูธรภาค 9 จะมีความเห็นแย้ง แต่สุดท้ายอัยการสูงสุดก็สั่งฟ้องทั้งสองคดี โดยยึดหลักฐานและข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมรวบรวมไว้ ซึ่งถือว่าผ่านการพิสูจน์แล้ว

รายละเอียดคดีฟอกเงินและพนันออนไลน์ของ สส.ชนพัฒฐ์

คดีฟอกเงินเกิดจากการสืบสวนของ สภ.เมืองสงขลา ที่พบการโอนเงินจำนวนมากเข้าบัญชีที่เกี่ยวข้องกับ สส.ชนพัฒฐ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรม ส่วนคดีพนันออนไลน์จาก สภ.หาดใหญ่ พบหลักฐานการจัดแพลตฟอร์มเว็บพนันที่ผิดกฎหมาย โดยมีผู้ต้องหาเกี่ยวข้องหลายราย อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์ คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ นี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของกระบวนการยุติธรรม

  • หลักฐานการโอนเงินต้องสงสัยจำนวนมหาศาล
  • เซิร์ฟเวอร์และเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่เชื่อมโยง
  • พยานบุคคลจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม
  • บันทึกการสื่อสารและธุรกรรมธนาคาร

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ถือว่าข้อเท็จจริงพยานหลักฐานตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ยืนยันมาตลอดถึงพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ในที่สุดข้อเท็จจริงได้ผ่านการพิสูจน์ตามกระบวนการ ในคดีนี้ถือว่าผ่านการตรวจสอบรายชั้น ไม่ว่าจะเป็นชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการ ทั้งที่ตำรวจภูธรภาค 9 ทำความเห็นแย้ง จนกระทั่งมาถึงอัยการสูงสุดที่พิจารณาและมีคำสั่งในคดีนี้ ทำให้เห็นว่าในที่สุดข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรมก็ทำหน้าที่ไปตามกระบวนการตามพยานหลักฐานอย่างถูกต้อง”

ผลกระทบต่อวงการการเมืองและสังคม

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังสะท้อนปัญหาการพนันออนไลน์ที่กำลังระบาดในไทย ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชน การที่ สส.ระดับนี้ถูก อสส.สั่งฟ้อง สส.ชนพัฒฐ์ คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักการเมืองคนอื่นๆ ที่ต้องรักษาความซื่อสัตย์

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระบบยุติธรรมไทยยังทำงานได้ดี แม้จะมีความขัดแย้งในบางชั้นการสอบสวน แต่สุดท้ายหลักฐานที่ชัดเจนจะชนะเสมอ ปัญหาฟอกเงินมักเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศในการสืบสวน

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นสัญญาณบวกต่อสังคมไทย ที่แสดงให้เห็นว่าทุกคนเท่าเทียมต่อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือประชาชนทั่วไป การปราบปรามพนันออนไลน์ต้องเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องอนาคตของชาติ คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? มาแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารอาชญากรรมและการเมืองจากเว็บไซต์ของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – โฆษก ตร.ชี้หลักฐานแน่นหนา อสส.สั่งฟ้อง “สส.ชนพัฒฐ์” คดีฟอกเงิน-พนันออนไลน์

อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีฟอกเงิน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 มีข่าวใหญ่ในวงการยุติธรรมไทย เมื่ออัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา จากพรรคกล้าธรรม กับพวก ในคดีฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์ นี่เป็นความคืบหน้าที่หลายคนรอคอย หลังจากกระบวนการสอบสวนยืดเยื้อมาหลายปี รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายไชยรัตน์ ปาวะกะนันท์ ได้ออกมาเผยรายละเอียดให้สื่อทราบ สั่งการให้ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งฟ้องศาลทันที

อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว

คดีนี้แบ่งเป็น 2 สำนวนหลัก จาก สภ.เมืองสงขลา และ สภ.หาดใหญ่ โดยเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากทรัพย์สินที่ได้มาจากการพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมมูลฐานที่หนักหน่วง อัยการสูงสุดชี้ว่าการกระทำของนายชนนพัฒฐ์ หรือที่รู้จักในชื่อกฤต กิต กริช นาคสั้ว มีการโอน รับโอน และเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินเพื่อปกปิดแหล่งที่มา แม้จะไม่ต้องรอให้คดีมูลฐานถึงที่สุดก็ตาม

รายละเอียดคดีฟอกเงินจาก สภ.เมืองสงขลา

คดีแรกเริ่มจากมูลฐานการจัดพนันออนไลน์ โดยนายชนนพัฒฐ์เป็นผู้ต้องหาที่ 1 และนายภัทรศักดิ์ แสงสว่าง ผู้ต้องหาที่ 2 อัยการจังหวัดสงขลาเคยสั่งไม่ฟ้อง แต่ บช.ภ.9 แย้ง ส่งให้อัยการสูงสุดตัดสิน หลังสอบสวนเพิ่มเติม อัยการสูงสุดเห็นว่ามีหลักฐานชัดเจน สั่งฟ้องทั้งคู่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 3,5,60 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

นอกจากนี้ ยังสั่งให้แจ้งเลขาธิการ ปปง. เพื่อดำเนินการกับรถยนต์ของกลาง 2 คัน ตามมาตรา 48 เพื่อยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง

คดีเว็บพนันออนไลน์จาก สภ.หาดใหญ่

คดีที่สองกล่าวหานายชนนพัฒฐ์และนายณัฐวุฒิ หรือบอย จันทร ฐานจัดให้เล่นพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต และนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อัยการจังหวัดไม่ฟ้อง แต่ ผบช.ภ.9 แย้งเช่นกัน หลังสอบเพิ่ม อัยการสูงสุดสั่งฟ้องฐานพนันตาม พ.ร.บ.การพนัน มาตรา 4,4ทวิ,5,12 แต่ไม่ฟ้องฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์เพราะหลักฐานไม่พอ

สำหรับนายณัฐวุฒิ ใช้อำนาจพิเศษฟ้องเกินกำหนดตามกฎหมายศาลแขวง นอกจากนี้ ยังสั่งตรวจสอบปืน 5 กระบอกที่ยึดได้ หากเกี่ยวข้องให้สืบในศาลต่อ

  • ไทม์ไลน์สำคัญ:
  • 2565: ส่งสำนวนฟอกเงิน สงขลาไม่ฟ้อง
  • 2566: แย้ง-สอบเพิ่ม
  • 2568: ส่งสำนวนครบถ้วน
  • เม.ย.2569: สั่งฟ้องทั้ง 2 คดี

ขั้นตอนต่อไป ตำรวจน่าจะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ส่งอัยการเพื่อฟ้องศาลเร็วๆ นี้ คดีนี้กระทบภาพลักษณ์ ส.ส.คนนี้อย่างหนัก เพราะเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในสงขลา

การฟอกเงินจากพนันออนไลน์เป็นปัญหาใหญ่ในไทย ปัจจุบันเว็บพนันเถื่อนลุกลามหนัก รัฐบาลเร่งปราบปรามทั้งเครือข่ายใหญ่ การสั่งฟ้องครั้งนี้แสดงถึงความเด็ดขาดของอัยการสูงสุดในการตัดสินคดีที่แย้ง

ในมุมมองผู้เขียน คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการต่อสู้กับอาชญากรรมการเงิน หากศาลพิพากษาโทษหนัก จะเป็นเครื่องเตือนใจนักการเมืองและบุคคลสาธารณะให้ยึดมั่นจริยธรรม ห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมผิดกฎหมาย

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตคดีฟอกเงินล่าสุดกับเรานะครับ!

ที่มา – อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” คดีฟอกเงิน-เว็บพนัน สั่งตำรวจนำตัวส่งฟ้องศาล

ป.ป.ช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ

วันนี้เรามีข่าวสำคัญในแวดวงการปราบปรามทุจริตที่กำลังเป็นกระแส เมื่อ ป.ป.ช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ โดยชงให้อัยการฟ้องศาลเพื่อยึดทรัพย์สินมูลค่า 321 ล้านบาทเต็มๆ! เรื่องนี้เกิดขึ้นกับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต จังหวัดนครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ซึ่งถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของการตรวจสอบทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัฐที่ ป.ป.ช. ไม่ยอมปล่อยผ่าน

ป.ป.ช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ

จากแถลงของนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2567 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดกรณีร่ำรวยผิดปกติของนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดดังกล่าวและเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมากแบบไม่สมเหตุสมผลกับรายได้ และที่มาที่ไปไม่สามารถอธิบายได้ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 321,670,858.30 บาท

คดีนี้มาจากการเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่นายจำเริญต้องยื่นแสดง ทรัพย์สินส่วนใหญ่อยู่ในชื่อตัวเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่ง ป.ป.ช. พบว่ามีการเพิ่มขึ้นผิดปกติ สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่ง

รายละเอียดทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ

มาดูกันว่าทรัพย์สินที่ตรวจพบมีอะไรบ้าง เราจัดเป็นลิสต์ให้ดูง่ายๆ:

  • เงินฝากธนาคารในชื่อนายจำเริญ: 1 บัญชี มูลค่า 1,488,514.80 บาท
  • เงินฝากธนาคารในชื่อคู่สมรส: 13 บัญชี รวม 260,846,734.80 บาท (ส่วนใหญ่เลยนะครับ!)
  • ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อคู่สมรส: 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท
  • ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ: 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์)
  • รถยนต์ในชื่อคู่สมรส: 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

เห็นมั้ยครับ เงินฝากในชื่อภรรยาเยอะสุดเกือบ 261 ล้าน แสดงให้เห็นว่าทรัพย์สินถูกกระจายเพื่อปกปิด แต่ ป.ป.ช. ไต่สวนเจอหมด!

ป.ป.ช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ ภาพแถลงข่าว

ขั้นตอนต่อไป: ชงอัยการฟ้องศาลและลงโทษไล่ออก

ป.ป.ช. ส่งสำนวนการไต่สวน พยานหลักฐานทั้งหมดไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลให้สั่งยึดทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน หากยึดไม่ได้ทั้งหมด ศาลสามารถสั่งยึดทรัพย์อื่นๆ ได้ภายใน 10 ปี ตาม พ.ร.ป. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 125

นอกจากนี้ ยังสรุปส่งผู้บังคับบัญชา ชงกระทรวงมหาดไทยลงโทษไล่ออก โดยถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา 122 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เรียกได้ว่าทั้งทางแพ่งและวินัยเต็มสูบ!

ป.ป.ช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ ชงไล่ออก

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาการทุจริตในระดับผู้บริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตที่รายได้สูง อาจมาจากผลประโยชน์จากโครงการก่อสร้างหรือสัมปทานต่างๆ ป.ป.ช. ทำงานละเอียดมากในการตรวจสอบบัญชีธนาคารและทะเบียนทรัพย์สิน

สำหรับประชาชนอย่างเรา การมีกลไกแบบนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการได้ หากเจ้าหน้าที่รู้ว่าทุกอย่างโปร่งใส จะกล้าทุจริตน้อยลง คดีนี้ยังเป็นคดีสำคัญคู่ขนานอีก 1 เรื่อง แต่โฟกัสที่ร่ำรวยผิดปกติก่อน

สุดท้าย กรณี ป.ป.ช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของคดีใหญ่ ลองติดตามกันต่อไป คุณคิดว่าศาลจะสั่งยึดได้ทั้งหมดมั้ย? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันการทุจริต!

ที่มา – ป.ป.ช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ ชงอัยการฟ้องศาลยึดทรัพย์สิน 321 ล้านบาท

ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ปัญหาส่งต่อสำนวนคดี

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่หลายคนสนใจกันดี นั่นคือ ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร ซึ่งเป็นการประชุมที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา สำหรับคนที่ติดตามเรื่องการปราบปรามการทุจริต คงรู้ดีว่าปัญหาการส่งต่อสำนวนคดีระหว่าง ป.ป.ช. กับอัยการสูงสุด เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้คดีล่าช้า บล็อกนี้เราจะมาอธิบายรายละเอียดแบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์ว่ามันจะช่วยอะไรได้บ้าง

ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก背景กันหน่อย ป.ป.ช. หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีหน้าที่ตรวจสอบ สอบสวนคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนอัยการสูงสุดคือผู้ฟ้องคดีในศาล เมื่อ ป.ป.ช. ส่งสำนวนคดีไปให้อัยการ บางครั้งก็เจอปัญหา เช่น สำนวนไม่สมบูรณ์ หรือการประสานงานไม่คล่องตัว ทำให้คดีไม่เดินหน้า สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้รับความยุติธรรม

การประชุมครั้งนี้ จัดโดยสำนักคดีของ ป.ป.ช. มีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นประธาน นายรชต พนมวัน รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต เป็นรองหัวหน้า และนางสมศิริ ชำนาญชานันท์ อธิบดีอัยการเข้าร่วมทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ สถานที่คือห้องนนทบุรี 3 อาคาร 4 ชั้น 3 สำนักงาน ป.ป.ช. วัตถุประสงค์หลักคือประสานงาน แก้ปัญหา และกำหนดแนวปฏิบัติใหม่ๆ

ประเด็นสำคัญที่ ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด

ที่ประชุมได้พูดคุยกันหลายเรื่องแบบละเอียดยิบ เพื่อแก้ ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร ให้ลุล่วง นี่คือประเด็นหลักๆ:

  • การกำหนดประเด็นและการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์: เพื่อให้สำนวนที่ส่งไปสมบูรณ์ ไม่ต้องส่งคืนซ้ำซาก
  • ข้อขัดข้องในการประชุมคณะกรรมการร่วม: แก้ปัญหาการนัดประชุมที่ล่าช้า
  • ข้อขัดข้องในการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดี หรือส่งคืนให้ ป.ป.ช. ฟ้องเอง: ชี้แจงขั้นตอนให้ชัดเจน
  • ข้อขัดข้องในการประสานงานคดีระหว่างเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และพนักงานอัยการ: สร้างช่องทางสื่อสารที่ดีขึ้น
  • ความคืบหน้าคดีที่มีการส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องคดี: ติดตามสถานะคดีเก่าๆ
  • การให้ความคุ้มครองช่วยเหลือในการแก้ต่างคดีอาญาให้กับบุคคลตามมาตรา 132: ปกป้องพยานและผู้เกี่ยวข้อง

ทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างคึกคัก มีข้อเสนอแนะมากมาย เพื่อให้การทำงานระหว่างสององค์กรราบรื่น ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด ผลการประชุมจะถูกนำไปรายงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. และกำหนดแนวทางปฏิบัติต่อไป

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ลองคิดดูสิครับ ถ้าการส่งต่อสำนวนคดีลื่นไหล คดีทุจริตจะเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษทันเวลา สังคมจะโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวคอร์รัปชันออกแทบทุกวัน การที่ ป.ป.ช. และอัยการจับมือกันแบบนี้ เป็นสัญญาณดีมาก!

จากมุมมองของผม การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน ถ้าทำได้จริง คดีใหญ่ๆ อย่างที่เราติดตามกันจะคลี่คลายเร็วขึ้นแน่นอน

คุณล่ะครับ คิดว่าการ ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร ครั้งนี้จะเปลี่ยนเกมการปราบทุจริตได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บล็อกนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องกฎหมายและการเมืองด้วย สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ป.ป.ช.หารืออัยการสูงสุด แก้ไขปัญหาข้อขัดข้องส่งต่อสำนวนคดีระหว่างองค์กร

ด่วน! อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้องบอสแซม-บอสมิน คดีดิไอคอน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวด่วนที่หลายคนรอคอยกันมานาน นั่นคือ ด่วน อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป” เรียกได้ว่าความยุติธรรมกำลังเคลื่อนไหวแล้ว! หลังจากคดีนี้สร้างความฮือฮาและความสงสัยในใจประชาชนมานับปี ในที่สุดอัยการสูงสุดก็มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองรายนี้เข้าสู่กระบวนการศาลแล้วครับ

ด่วน อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป”

ย้อนกลับไปในคดีดังกล่าว กรณีบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป ที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงประชาชนจำนวนมาก โดยนายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือ “บอสแซม” และน.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือ “บอสมิน” ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยา ถูกจับกุมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในข้อหาหนักๆ อย่างฉ้อโกงประชาชน นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ฟอกเงิน และอื่นๆ อีกหลายประการ

ตอนแรก อัยการคดีพิเศษมีคำสั่งไม่ฟ้อง เพราะเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ทั้งคู่ได้รับการปล่อยตัว แต่ DSI ไม่ยอมแพ้ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI ได้ทำความเห็นแย้ง ส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาด ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติในคดีพิเศษแบบนี้

รายละเอียดหลัง อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป”

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) อัยการสูงสุดส่งหนังสือความเห็นชี้ขาดมาที่อัยการคดีพิเศษ ยืนยันตามความเห็นของ DSI ให้ฟ้องทั้งบอสแซมและบอสมินใน 5 ข้อหาหนัก หลังจากนี้ อัยการจะนัดทั้งสองรายมาเพื่อยื่นฟ้องต่อศาล หากไม่มา DSI จะออกหมายเรียกและตามตัวมาส่งอัยการทันที แล้วยื่นฟ้องศาลอาญาเลยครับ

คดีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ ดิไอคอน กรุ๊ป หลอกลวงประชาชนนับพันราย รับเงินกู้ดอกเบี้ยโหด เอาเงินไปลงทุนผิดวัตถุประสงค์ สร้างความเสียหายมหาศาล บางคนสูญเงินหมดตัว ชีวิตพลิกผันไปเลย DSI ใช้เวลาสอบสวนนาน รวบรวมพยานหลักฐานกว่า 100 ปาก เอกสารเพียบ จนอสส. เห็นด้วยในที่สุด

  • ข้อหาที่ 1: ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
  • ข้อหาที่ 2: นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์
  • ข้อหาที่ 3: ร่วมกันฟอกเงิน
  • ข้อหาที่ 4: รับของโจร
  • ข้อหาที่ 5: กระทำผิดฐานอื่นๆ ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ คดีใหญ่ขนาดนี้ถ้าปล่อยไปจะเป็นยังไง ดีใจที่ระบบยุติธรรมไทยยังมีกลไกตรวจสอบขั้นสุดท้ายอย่างอัยการสูงสุด ช่วยให้คดีไม่จบแค่ขั้นอัยการคดีพิเศษ

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายนายทุนอื่นๆ ที่ DSI กำลังสืบต่อ อาจมีคนอื่นเดือดร้อนตามมา ประชาชนที่เคยถูกหลอกควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจได้ค่าชดเชยคืนได้ถ้าศาลตัดสินประหารชีวิต…เอ๊ย ประหารโทษจำคุกยาวๆ นั่นแหละ

ส่วนตัวผมมองว่า ด่วน อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป” เป็นสัญญาณดี แสดงว่ากฎหมายยังทำงาน แม้จะช้ากว่าที่หวัง แต่ช้าแต่ชัวร์ หวังว่าศาลจะเร่งรัดพิจารณาให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมเร็วๆ นี้

คุณล่ะคิดยังไงกับคดีนี้? เคยโดนหลอกแบบนี้บ้างไหม? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตคดีใหญ่ๆ ได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – ด่วน อสส. ชี้ขาดสั่งฟ้อง “บอสแซม-บอสมิน” ต่อศาล คดี “ดิไอคอน กรุ๊ป”

อัยการสูงสุด ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสีชมพู เข้าคูหา

ในวันสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย อัยการสูงสุด ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสีชมพู เข้าคูหา ชวนประชาชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ ได้กลายเป็นภาพที่สร้างความประทับใจและเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด พร้อมภรรยา ได้เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติด้วยวิธีที่แสนจะชิลล์และเป็นกันเอง โดยขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันสีชมพูสดใสเข้าหน่วยเลือกตั้ง ทำให้หลายคนอดยิ้มไม่ได้

อัยการสูงสุด ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสีชมพู เข้าคูหา ชวนประชาชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 18 เขตเลือกตั้งที่ 8 โรงเรียนอรรถมิตร ซอยพหลโยธิน 37 กรุงเทพฯ บรรยากาศคึกคัก ผู้มาใช้สิทธิแน่นขนัดตั้งแต่เช้า การจราจรก็ไม่ติดขัดเพราะบ้านอยู่ใกล้ อัยการสูงสุดเล่าว่ามาแบบรวดเร็วและสะดวกสบาย สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสีชมพูคันนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเรียบง่ายท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของหน้าที่

อัยการสูงสุด ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสีชมพู เข้าคูหา ชวนประชาชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ

หลังจากลงคะแนนเสร็จ นายอิทธิพร ได้ให้สัมภาษณ์สื่อด้วยรอยยิ้มว่า “บรรยากาศวันนี้คึกคักมาก การจัดการของหน่วยเลือกตั้งดีเยี่ยม ไม่มีปัญหาจราจร” เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญว่า เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะออกมาใช้สิทธิ เลือกผู้แทนเพื่อกำหนดชะตาชาติ “ประเทศเราขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะกำหนดทิศทางไปทางไหน” ท่านอัยการสูงสุดชวนทุกคน โดยเฉพาะช่วงบ่ายที่ยังมีเวลาจน 17.00 น. ให้รีบออกมาใช้สิทธิกำหนดอนาคตประเทศไทย

อัยการสูงสุด ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสีชมพู เข้าคูหา ชวนประชาชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ

ทำไมภาพนี้ถึงสร้างแรงบันดาลใจ

การที่อัยการสูงสุดเลือกขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแทนรถยนต์หรู ไม่เพียงแสดงถึงไลฟ์สไตล์ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประชาชนเห็นว่า ผู้มีตำแหน่งสูงยังให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง ในยุคที่การเมืองไทยร้อนระอุ การกระทำเช่นนี้ช่วยกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเมืองมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงค่านิยมของการเดินทางอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ทั่วโลก

ประเด็นครอบครัวและการเมือง

น่าสนใจที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ น.ส.กัญญาพร แก้วทิพย์ ลูกสาวของอัยการสูงสุด ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.นนทบุรี เขต 1 ในนามพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม นายอิทธิพร เคยย้ำชัดว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของลูกสาว เป็นเรื่องส่วนตัวของเธอเอง และยืนยันว่าตนไม่มีสีเสื้อ ไม่ยุ่งการเมือง สิ่งนี้แสดงถึงความเป็นกลางที่สำคัญของตำแหน่งอัยการสูงสุด

  • บรรยากาศเลือกตั้งคึกคักตั้งแต่เช้า
  • การเดินทางด้วยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสีชมพู สร้างสีสัน
  • ชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิกำหนดทิศทางประเทศ
  • ลูกสาวลงสมัคร ส.ส. แต่พ่อไม่ยุ่งเกี่ยว
  • เน้นหน้าที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญ

การเลือกตั้งไม่ใช่แค่สิทธิ แต่เป็นเครื่องมือกำหนดอนาคตชาติ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา หรือสิ่งแวดล้อม ทุกคะแนนมีค่า หากเราต้องการประเทศที่ก้าวหน้า ประชาชนต้องมีส่วนร่วม นอกจากนี้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมในเมืองใหญ่ เพราะช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษ เห็นตัวอย่างจากอัยการสูงสุดแล้ว คุณล่ะพร้อมขี่สกู๊ตเตอร์ไปโหวตบ้างไหม?

สุดท้ายนี้ การกระทำของอัยการสูงสุดเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิ สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง อย่าลืมเช็คบัตรประชาชนและไปโหวตให้ทันก่อนปิดคูหา!

ที่มา – อัยการสูงสุด ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสีชมพู เข้าคูหา ชวนประชาชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

“เลขาฯ กฤษฎีกา” ไม่มั่นใจ อัยการสูงสุดอุทธรณ์คดี 112 “ทักษิณ” ไม่กระทบพักโทษหรือไม่ แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี สืบทรัพย์ให้มาเป็นของแผ่นดิน

วันที่ 18 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกต ว่าการอุทธรณ์ของอัยการสูงสุด คดี 112 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะทำให้ไม่สามารถขอพักโทษจากคดีสืบเนื่องจากชั้น 14 ได้จริงหรือไม่ ว่าไม่น่าจะถูกตัดสิทธิการพักโทษ แต่ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียด ขอดูรายละเอียดก่อน จึงไม่กล้าตอบคำถาม เนื่องจากกังวลว่าอาจผิด

เลขาฯ กฤษฎีกา แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

ไม่แน่ใจกระทบพักโทษหรือไม่

ส่วนการที่สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ในคดี 112 จะส่งผลให้ไม่สามารถขอพักโทษได้ใช่หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ไม่ใช่คำพิพากษา ถือว่ายังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีอยู่ และการขอพักโทษก็น่าจะได้ ก่อนย้ำว่าการตอบคำถามของตนเป็นการตอบที่ยังไม่ได้ดูข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่าการที่จะขอพักโทษได้ ต้องรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 หรือจำคุกมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ต้องรับโทษ ก่อนจะขอพักโทษ และขั้นตอนการพักโทษก็ไม่มีหลักเกณฑ์การจำคุกขั้นต่ำกว่านี้แล้ว

เมื่อถามว่าหากนายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกมาจะสามารถเป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า อันนี้ไปไกลแล้ว ตนชักงง ขอดูรายละเอียดก่อน และไม่กล้าตอบ เพราะอาจผิดพลาดได้

ขั้นตอนการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ที่ต้องขอศาล

ส่วนที่มีกรณีศาลฎีกาพิพากษากลับในคดีภาษีของนายทักษิณ ต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการเช่นไร เลขาฯกฤษฎีกา ระบุว่า กระทรวงการคลังไม่ต้องทำอะไร แต่ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นกระบวนการปกติไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งจะสามารถยึดจากทรัพย์สินของนายทักษิณได้เลยหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกา ยืนยันว่า ดำเนินการตามขั้นตอนปกติทางกฎหมาย และทรัพย์สินที่ได้มาก็ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งถือเป็นหลักปกติ ไม่ใช่กรณีใดกรณีหนึ่ง

ส่วนจะใช้เวลาเท่าใดในการยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ปเข้าสู่คลัง เลขาฯกฤษฎีกา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการสืบทรัพย์ ซึ่งต้องถามรายละเอียดจากกรมบังคับคดี

ทำความเข้าใจขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และมีคำสั่งให้มีการชำระภาษีย้อนหลังเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท กระบวนการหลังจากนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ขั้นตอนแรกที่กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการคือการขอหมายบังคับคดีจากศาล ซึ่งเป็นกระบวนการปกติที่กฎหมายกำหนดไว้ หลังจากนั้น กรมบังคับคดีจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสืบทรัพย์สินของจำเลย และดำเนินการยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัพย์สินที่ได้จากการยึดทรัพย์ในคดีนี้ จะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปในการบังคับคดีแพ่ง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการดำเนินการยึดทรัพย์สินนั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี และความยากง่ายในการสืบทรัพย์สินของจำเลย ซึ่งในบางกรณีอาจใช้เวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี

ประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ กระบวนการบังคับคดีอาจมีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งจากฝ่ายจำเลย ซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก ดังนั้น การทำความเข้าใจในขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองในกระบวนการยุติธรรม

สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป:

  • กระทรวงการคลังต้องขอหมายบังคับคดีจากศาล
  • กรมบังคับคดีดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์
  • ทรัพย์สินที่ยึดได้ตกเป็นของแผ่นดิน
  • ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการสืบทรัพย์

การบังคับคดีเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษากฎหมายและความยุติธรรมในสังคม การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในคดีสำคัญๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – “เลขาฯ กฤษฎีกา” แจงขั้นตอนยึดทรัพย์คดีหุ้นชินคอร์ป ต้องขอศาลออกหมายบังคับคดี

เอมเผย ทักษิณเสียใจ! อสส.จ่ออุทธรณ์ ม.112

“เอม พินทองทา” เผย “ทักษิณ ชินวัตร” เสียใจเจ็บช้ำ อัยการสูงสุดจ่อยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 ลั่นสู้ต่อถ้ายังไม่ได้รับความยุติธรรม “โอ๊ค พานทองแท้” ขอบคุณกำลังใจที่มอบให้ครอบครัว รับทำให้จิตตกพอควร

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พร้อมด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกสาวและลูกชายของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ ภรรยานายพานทองแท้ เดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ต่อมาเวลา 13.35 น. น.ส.พินทองทา กล่าวภายหลังจากการเยี่ยม นายทักษิณ ว่า “ท่านก็เสียใจ เจ็บช้ำ จากกรณีที่อัยการสูงสุดจะยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112” เมื่อถามว่านายทักษิณจะมีวิธีการต่อสู้คดีอย่างไร น.ส.พินทองทา ตอบว่า “เรื่องนี้ก็คงต้องคุยและวางแผนกัน ต้องสู้ค่ะ เพราะว่าถ้าเกิดเรายังไม่ได้รับความยุติธรรม เราก็ต้องสู้ต่อค่ะ แต่ว่าจุดนี้ก็ยังเป็นห่วงเรื่องความรู้สึกคุณพ่อ เพราะว่าท่านอยู่ในนี้ ก็ไม่ได้มีใครอยู่กับท่านเลย พวกเราก็ได้แต่ส่งกำลังใจ อันนี้มันก็เพิ่งวันนี้ ที่เราโชคดีที่ได้เข้ามาเยี่ยมคุณพ่อ ที่คุณพ่อได้เจอกับครอบครัวในวันนี้”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจครอบครัวมากใช่หรือไม่ เพราะว่านายทักษิณ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วแต่ยังถูกคำสั่งอุทธรณ์กลับ นายพานทองแท้ ตอบว่า ก็เป็นเรื่องที่ทำให้จิตตกพอสมควร แต่ว่าเราขอบคุณทุกกำลังใจที่มีกับครอบครัวเรา อย่างไรก็ตามเมื่อให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น น.ส.พินทองทา พร้อมด้วย นายพานทองแท้ และ น.ส.ณัฐฐิญา ได้เข้าไปทักทายประชาชนที่เข้ามาให้กำลังใจ และเดินทางกลับทันที.

เอมเผย ทักษิณเสียใจ! อสส.จ่ออุทธรณ์ ม.112

จากกรณีข่าวที่เกิดขึ้น เอม พินทองทา ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการที่อัยการสูงสุดเตรียมยื่นอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีการติดตามอย่างใกล้ชิดจากประชาชนและสื่อมวลชน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจิตใจของนายทักษิณและครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสถานะของนายทักษิณที่อยู่ในระหว่างการถูกคุมขัง การที่อัยการสูงสุดตัดสินใจยื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าวจึงยิ่งเพิ่มความกดดันและความเครียดให้กับนายทักษิณและคนใกล้ชิด

ความรู้สึกของครอบครัวชินวัตรต่อกรณี อสส. จ่ออุทธรณ์ ม.112

นายพานทองแท้ ชินวัตร ได้กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้กับครอบครัว พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้จิตใจหดหู่พอสมควร การที่สมาชิกในครอบครัวต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และสภาพจิตใจของทุกคน

น.ส.พินทองทา กล่าวถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้คดี โดยยืนยันว่าจะสู้ต่อไปหากยังไม่ได้รับความยุติธรรม การต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และความถูกต้องเป็นสิ่งที่ครอบครัวชินวัตรให้ความสำคัญมาโดยตลอด และพวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่

คดีมาตรา 112 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การที่อัยการสูงสุดตัดสินใจยื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง ทั้งในแง่ของข้อกฎหมายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวม

การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 จำเป็นต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสามารถยอมรับผลการตัดสินที่เกิดขึ้นได้ การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นและนำเสนอข้อโต้แย้งอย่างเต็มที่ จะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่การต่อสู้คดีกำลังดำเนินต่อไป การให้กำลังใจและสนับสนุนซึ่งกันและกันภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่สมาชิกในครอบครัวชินวัตรยังคงยืนหยัดเคียงข้างกันและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความสามัคคีที่พวกเขามี

การติดตามความคืบหน้าของคดีและการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของทุกคน การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลและรับผิดชอบ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณและครอบครัวชินวัตรเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสังคมไทย ในการพิจารณาถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน การสร้างสังคมที่เคารพกฎหมายและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคน เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การที่เอม พินทองทา ออกมาเปิดเผยความรู้สึกของนายทักษิณ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญไปยังสังคมว่า ครอบครัวชินวัตรยังคงให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมและพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจว่า กระบวนการยุติธรรมควรเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเสมอภาค เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความคุ้มครองและสามารถใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ การสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคง

เอมเผย ทักษิณเสียใจ! อสส.จ่ออุทธรณ์ ม.112 เป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป และหวังว่าทุกฝ่ายจะได้รับความเป็นธรรมในที่สุด

ที่มา – “เอม” เผย “ทักษิณ” เสียใจเจ็บช้ำ อสส. จ่อยื่นอุทธรณ์คดี ม.112 “โอ๊ค” ขอบคุณทุกกำลังใจ

ผบช.ภ.9 เผยผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนันนักการเมือง

(แฟ้มภาพ)

ผบช.ภ.9 ยังไม่ส่งผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” กลับมาให้ อสส. ชี้ขาด เผยทาง ผบ.ตร. มีคำสั่งเร่งรัดให้รีบสรุปสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” นี้ให้เร็วที่สุด

วันที่ 7 พ.ย. 68 จากกรณีมีกระแสข่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 9 ยังไม่ส่งผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” รายหนึ่งกลับมาให้อัยการสูงสุดชี้ขาด เบื้องต้นได้สอบถามข้อเท็จจริงไปยัง พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ทั้ง 6 นาย ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงจนสามารถแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีกับนักการเมืองรายหนึ่งกับพวกทั้งหมด 3 คดี ก่อนที่จะสรุปสำนวนส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการ

แต่ต่อมามี 1 สำนวนคดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง และทางพนักงานสอบสวนเองก็ไม่ได้มีความเห็นแย้ง สำหรับในเรื่องนี้ช่วงแรกทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงพนักงานสอบสวนทั้ง 6 นาย เกี่ยวกับเรื่องการทำสำนวนคดีที่เร่งรีบ บกพร่องขาดความรอบคอบ จนทำให้พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนคณะกรรมการจเรตำรวจแห่งชาติ มีมติว่า ให้นายตำรวจทั้ง 6 นาย มีความผิดฐานกระทำผิดวินัย และมีการลงโทษทางวินัยกับตำรวจทั้ง 6 นายเรียบร้อยแล้ว

ก่อนที่ต่อมาผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาในขณะนั้น ได้ลงนามในหนังสือรายงานผลการดำเนินการทางวินัย  โดยมีคำสั่งให้ยุติเรื่องการดำเนินการทางวินัย ว่ากล่าวตักเตือน และลงโทษภาคทัณฑ์ สำหรับนายตำรวจทั้ง 6 นาย

จึงถือว่าการดำเนินการลงโทษทางวินัยพนักงานสอบสวนทั้ง 6 นายเสร็จสิ้นแล้ว ยังคงเหลือเพียงรายละเอียดในส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการมาให้ตรวจสอบว่าสาเหตุใดที่อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้นไม่เห็นแย้ง ในความเห็นของอัยการ 

ซึ่งหากว่าทางตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มีความเห็นแย้งก็จะต้องส่งเรื่องไปที่อธิบดีอัยการสูงสุด แต่ในเมื่อก่อนที่อัยการจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ทางตำรวจไม่เห็นแย้งเป็นอันว่าคดีถึงสิ้นสุด จึงเป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการมาให้ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเหตุใดจึงไม่เห็นแย้ง เนื่องจากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนสามารถเอาผิดกับผู้ต้องหาได้

สำหรับในคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ในสมัยนั้นตนเองยังไม่ได้มาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 จึงไม่ทราบในข้อเท็จจริงว่าเหตุใดรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ท่านนั้นจึงไม่มีความเห็นแย้งต่ออัยการ ซึ่งหากมีการตรวจสอบจนทราบข้อเท็จจริงแล้วว่าสาเหตุที่ทางรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ดังกล่าวนั้นไม่มีความเห็นแย้งเพราะเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ถูกต้องก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุด

สามารถสรุปได้ว่าสำหรับในส่วนของคดีนี้จากพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนทั้ง 6 คนเห็นว่าสามารถส่งฟ้องได้ แต่ท้ายสุดแล้วอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ภายหลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วก็ได้ส่งสำนวนกลับมาที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เผื่อว่าจะทำความเห็นแย้งหรือไม่แย้ง ปรากฏว่ามี 1 คดีจากจำนวน 3 คดีที่ทางพนักงานสอบสวนไม่มีความเห็นแย้ง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ให้ตรวจสอบว่าเหตุใด ทางพนักงานสอบสวนจึงไม่มีความเห็นแย้งในความเห็นของอัยการ

นอกจากนี้หลังจากที่ตนเองมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 แล้วก็ยังคงเหลืออีก 2 สำนวนคดีที่ขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการและมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ตนเองก็เห็นแย้งทั้งหมด ขณะนี้ก็ยังคงอยู่ในระหว่างที่อัยการสูงสุดให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม

สำหรับตนเองหลังจากที่ย้ายมาดำรงตำแหน่งก็เห็นว่าทั้ง 2 สำนวนที่อยู่ในชั้นอัยการขณะนี้มีพยานหลักฐานครบถ้วนจนสามารถเอาผิดได้ จึงมีความเห็นแย้งและตอนนี้ทางอัยการได้มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งก็ถือว่าสำหรับอีก 2 สำนวนคดีนี้ยังไม่สิ้นสุดถึงขั้นส่งฟ้อง ยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการ

ตอนนี้จึงถือว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้ง 3 คดี ซึ่งสำหรับใน 1 คดีนี้อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปแล้วจึงถือว่าสิ้นสุด ส่วนอีก 2 สำนวนคดี อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งทางพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ได้มีคำสั่งเร่งรัดโดยตรงมายังตนเองแล้วว่าต้องเร่งรีบในการสรุปสำนวนคดีนี้เพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการให้แล้วเสร็จ ก่อนจะเสนอส่งกลับไปที่อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาโดยเร็วที่สุด.

ผบช.ภ.9 เผยผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนัน “นักการเมือง”

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีเว็บพนันนักการเมือง

สถานการณ์คดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของการสอบสวนเพิ่มเติมจะเป็นอย่างไร และจะมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไปหรือไม่

ที่มา – ผบช.ภ.9 เผยผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ยังไม่ส่งกลับให้ อสส. ชี้ขาด

Scroll to top