อากาศหนาวเย็น

เช้านี้หนาว! 7-10 ม.ค. อุณหภูมิลดฮวบ

เช้านี้หนาวจริง! กรมอุตุนิยมวิทยาออกมาแจ้งเตือนว่าช่วงวันที่ 7-10 มกราคม 2569 ประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิจะลดลงฮวบฮาบ 5-7 องศาเซลเซียส ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็จะสัมผัสอากาศเย็นลง 2-5 องศาเซลเซียส ใครที่รออากาศหนาว เตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม!

เช้านี้หนาว! เตรียมรับมืออุณหภูมิลด

วันที่ 7 มกราคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับลมแรง และอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน จะมีอากาศเย็นถึงหนาว ใครที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษนะคะ

สำหรับภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน จะมีอากาศเย็นในตอนเช้า เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง รวมทั้งระวังอันตรายจากอัคคีภัยเนื่องจากสภาพอากาศแห้งและลมแรง

ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ห่างฝั่งทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระมัดระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

ฝุ่นละอองในระยะนี้ ประเทศไทยตอนบนมีการสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันอยู่ในเกณฑ์น้อยถึงปานกลาง โดยมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากลมที่พัดปกคลุมมีกำลังแรงขึ้น

ช่วงวันที่ 7-10 ม.ค. 69 เตรียมตัวรับมืออากาศหนาว

ในช่วงวันที่ 7 – 10 มกราคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลง กับมีลมแรง โดยอุณหภูมิจะลดลง 5 – 7 องศาเซลเซียสในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิจะลดลง 2 – 5 องศาเซลเซียส

เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่วนในช่วงวันที่ 11 – 13 มกราคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้น กับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาว เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้จะมีกำลังอ่อนลง

สำหรับภาคใต้ในช่วงวันที่ 7 – 9 มกราคม 2569 มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณตอนล่างของภาค เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2 – 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1 – 2 เมตร ห่างฝั่งและบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ส่วนในช่วงวันที่ 10 – 13 มกราคม 2569 ภาคใต้จะมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งส่วนมากทางตอนล่างของภาค เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงที่พัดปกคลุมอ่าวไทยตอนล่าง และภาคใต้ตอนล่างมีกำลังอ่อนลง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังอ่อนลง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1 – 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ข้อควรระวัง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน และภาคใต้ตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง และระวังอันตรายจากอัคคีภัยเนื่องจากสภาพอากาศแห้งและลมแรง ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง โดยประชาชนบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ส่วนเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งไว้ด้วยตลอดช่วง

ในช่วงวันที่ 11 – 12 มกราคม 2569 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบน ระมัดระวังการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

สถานการณ์แผ่นดินไหว(ช่วงวันที่ 6 – 7 ม.ค. 69): ตรวจพบเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 3.2, 3.0, 2.6, 3.7 มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยแต่อย่างใด

ขณะที่แฟนเพจพยากรณ์อากาศประเทศไทย ระบุว่า พยากรณ์อุณหภูมิ กรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 7-15 ม.ค. เวลา 7.00 น. ดังนี้

  • วันที่ 7 ม.ค. 69 อุณหภูมิ 20.7 องศาเซลเซียส
  • วันที่ 8 ม.ค. 69 อุณหภูมิ 19.6 องศาเซลเซียส
  • วันที่ 9 ม.ค. 69 อุณหภูมิ 18.2 องศาเซลเซียส
  • วันที่ 10 ม.ค. 69 อุณหภูมิ 18.5 องศาเซลเซียส
  • วันที่ 11 ม.ค. 69 อุณหภูมิ 19.2 องศาเซลเซียส
  • วันที่ 12 ม.ค. 69 อุณหภูมิ 20.8 องศาเซลเซียส
  • วันที่ 13 ม.ค. 69 อุณหภูมิ 23.2 องศาเซลเซียส
  • วันที่ 14 ม.ค. 69 อุณหภูมิ 24.1 องศาเซลเซียส
  • วันที่ 15 ม.ค. 69 อุณหภูมิ 25.8 องศาเซลเซียส

สรุปแล้ว เช้านี้หนาวจริง ๆ อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ดี เตรียมเสื้อกันหนาวให้พร้อม และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดนะคะ เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา – เช้านี้หนาว อุตุฯ เผย 7-10 ม.ค. 69 อุณหภูมิลดวูบ 2-7 องศาฯ เช็กเลยต่ำสุดวันไหน

อุตุฯ ฉบับ 10: ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้น ยอดดอยหนาว

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศฉบับที่ 10 เตือนถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน โดยอุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อยและมีหมอกในตอนเช้า แต่บริเวณยอดดอยยังคงมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด ขอให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศดังกล่าว

อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด

ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 พายุโซนร้อน “โคโตะ” (KOTO) กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยมีศูนย์กลางห่างจากชายฝั่งเวียดนามประมาณ 300 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม พายุนี้คาดว่าจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนาม และไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง

สำหรับประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อยและมีหมอกในตอนเช้า แต่บริเวณยอดดอยและยอดภูยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวจัด โดยอุณหภูมิต่ำสุดบริเวณยอดดอยอยู่ที่ 6–11 องศาเซลเซียส และยอดภูอยู่ที่ 8–13 องศาเซลเซียส

สิ่งที่ต้องระวังจากประกาศ อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด

  • รักษาสุขภาพ: สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  • ระวังอัคคีภัย: สภาพอากาศแห้งอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย ควรระมัดระวังในการใช้ไฟ
  • ผลผลิตทางการเกษตร: เกษตรกรควรระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูง 1–2 เมตร และอาจสูงกว่า 2 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนติดตามประกาศและข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราได้ การติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

การที่ อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้เราต้องใส่ใจและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของเราเอง

ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลข่าวสารจาก อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – อุตุฯ ฉบับ 10 ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย ยอดดอยยังมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด

ไทยตอนบนและใต้ตอนบนอุ่นขึ้นแต่ยังเย็น ยอดดอยหนาวจัด

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศฉบับที่ 8 เรื่อง “อากาศหนาวเย็น” ที่ส่งผลกระทบช่วงวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคมนี้ โดย ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนบริเวณยอดดอยจะมีอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 5-10 องศาเซลเซียส

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศเรื่อง พายุ “โคโตะ” และอากาศหนาวเย็นบริเวณประเทศไทยตอนบนฉบับที่ 8 ซึ่งมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายนถึง 1 ธันวาคม 2568

ประกาศระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 พายุโซนร้อนกำลังแรง “โคโตะ” (KOTO) อยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 13.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.4 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 93 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือค่อนทางทิศตะวันออกเล็กน้อยอย่างช้าๆ ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นปกคลุมประเทศเวียดนามและทะเลจีนใต้ตอนบน คาดว่าพายุจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนาม โดยพายุนี้จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

สำหรับไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นกับมีหมอกในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวสำหรับบริเวณยอดดอยและยอดภู โดยยอดดอยจะมีอุณหภูมิต่ำสุด 5-10 องศาเซลเซียส และยอดภูมีอุณหภูมิต่ำสุด 7-11 องศาเซลเซียส

เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบนมีกำลังอ่อนลง ขอให้ประชาชนบริเวณไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน ดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงให้ระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศแห้ง เกษตรกรควรระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรด้วย

ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและห่างฝั่งของทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิสูงขึ้นแต่ยังมีอากาศเย็น ยอดดอยหนาวจัด

อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ง่าย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศที่แปรปรวน

ทำไมอากาศถึงเปลี่ยนแปลงบ่อยใน ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน?

ปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อยใน ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน เกิดจากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงของมวลอากาศเย็นที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ซึ่งเมื่อมวลอากาศเย็นอ่อนกำลังลง อุณหภูมิก็จะสูงขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงในบริเวณไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน ก็มีส่วนทำให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิในแต่ละพื้นที่ด้วย

การเตรียมตัวรับมือกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงใน ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน

  • ดูแลสุขภาพ: รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น
  • เตรียมเสื้อผ้าให้พร้อม: เตรียมเสื้อผ้าที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพอากาศ ทั้งเสื้อกันหนาวและเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
  • ติดตามข่าวสาร: ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่อาจเกิดขึ้น

การเข้าใจถึงสาเหตุและการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงใน ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถดูแลสุขภาพและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน

ที่มา – ไทยตอนบนและภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิสูงขึ้นแต่ยังมีอากาศเย็น ยอดดอยหนาวจัด 5–10 องศา

อุตุฯ เตือน! อากาศหนาวเย็น หลัง 23 พ.ย. อุณหภูมิสูงขึ้น

เตรียมตัวรับมือกับอากาศที่เปลี่ยนแปลง! กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 15 เตือนเรื่อง อากาศหนาวเย็น หลัง 23 พ.ย. นี้ ประเทศไทยตอนบนอุณหภูมิจะสูงขึ้น แต่บางพื้นที่ยังคงต้องเผชิญกับความเย็น

หลังจากวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ อุณหภูมิในประเทศไทยตอนบนจะเริ่มสูงขึ้น แต่สำหรับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีอากาศหนาวเย็นต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวดูแลสุขภาพและระมัดระวังภัยที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

อากาศหนาวเย็น หลัง 23 พ.ย. อุณหภูมิสูงขึ้น

สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้ม:

  • ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาว โดยเฉพาะบริเวณยอดดอยและยอดภู ซึ่งจะมีอากาศหนาวจัด
  • ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก: อากาศเย็นในตอนเช้า
  • ประเทศไทยตอนบน (หลัง 23 พ.ย.): อุณหภูมิจะเริ่มสูงขึ้น และมีหมอกในตอนเช้า

สิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับอากาศหนาวเย็น หลัง 23 พ.ย.

เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หากมีโรคประจำตัว ควรดูแลเป็นพิเศษ นอกจากนี้ สภาพอากาศที่แห้งอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย จึงควรระมัดระวังเรื่องการใช้ไฟเป็นพิเศษ เกษตรกรควรป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ผลกระทบต่อภาคใต้:

ถึงแม้ว่าตอนบนของประเทศจะมีอากาศหนาวเย็น หลัง 23 พ.ย. แต่ภาคใต้ยังคงต้องเผชิญกับฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่งในช่วงวันที่ 22-23 พฤศจิกายน 2568 เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันยังคงมีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 22-23 พ.ย. 68

คำแนะนำเพิ่มเติม:

  • ประชาชนในภาคใต้: ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม
  • ประชาชนในภาคใต้ฝั่งตะวันออก: ระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง
  • ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน: ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
  • เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยและห่างฝั่งของทะเลอันดามัน: ควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 22-23 พ.ย. 68

ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารและประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และวางแผนการเดินทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แม้ว่าอากาศหนาวเย็น หลัง 23 พ.ย. จะเริ่มคลายลงในบางพื้นที่ แต่การดูแลสุขภาพยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับมือกับทุกสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา – อุตุฯ ประกาศฉบับที่ 15 เตือนอากาศหนาวเย็น หลัง 23 พ.ย. ไทยตอนบนอุณหภูมิสูงขึ้น

ประกาศเตือน! ฝนตกมาก ภาคใต้ 20-23 พ.ย.

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 12 เตือนเรื่อง “อากาศหนาวเย็น” บริเวณประเทศไทยตอนบน และที่สำคัญคือ ฝนตกมากถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ในช่วงวันที่ 20-23 พฤศจิกายนนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ตามประกาศ ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอากาศเย็นถึงหนาวและลมแรง อุณหภูมิลดลงเล็กน้อย ส่วนภาคกลางรวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑลก็จะมีอากาศเย็นและลมแรงเช่นกัน บริเวณยอดดอยและยอดภูอากาศจะหนาวถึงหนาวจัด

ขอให้ประชาชนรักษาสุขภาพจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และระวังอันตรายจากอัคคีภัยเนื่องจากอากาศแห้งและลมแรง เกษตรกรควรป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับสถานการณ์ในภาคใต้ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า จะมีฝนตกมากในหลายพื้นที่ และอาจมีฝนตกมากเป็นพิเศษในบางแห่ง ตั้งแต่วันที่ 20-23 พฤศจิกายน เนื่องจากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ตอนล่าง ทำให้คลื่นลมในอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง คลื่นสูง 2-3 เมตร และสูงกว่า 3 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ประกาศฉบับ 12 เตือนจังหวัดภาคใต้ รับมือ “ฝนตกมาก”

ดังนั้น ประชาชนในภาคใต้ควรระวังอันตรายจากฝนตกมากถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันออกก็ต้องระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งด้วย ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว

จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักมาก (ปริมาณตั้งแต่ 90.1 มิลลิเมตร ขึ้นไป) ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่:

  • สุราษฎร์ธานี
  • นครศรีธรรมราช
  • พัทลุง
  • สงขลา
  • ปัตตานี
  • ยะลา
  • นราธิวาส
  • กระบี่
  • ตรัง
  • สตูล

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก (ปริมาณตั้งแต่ 35.1 ถึง 90.0 มิลลิเมตร):

20 พฤศจิกายน 2568

  • ชุมพร
  • ระนอง
  • พังงา
  • ภูเก็ต
  • กระบี่
  • ตรัง
  • สตูล

21-22 พฤศจิกายน 2568

  • นครศรีธรรมราช
  • พัทลุง
  • สงขลา
  • ปัตตานี
  • ยะลา
  • นราธิวาส

23 พฤศจิกายน 2568

  • นครศรีธรรมราช
  • พัทลุง
  • สงขลา

ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ ฝนตกมาก ในภาคใต้ครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือและการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ประกาศฉบับ 12 เตือนจังหวัดภาคใต้ รับมือ “ฝนตกมาก” เฝ้าระวังน้ำท่วม 20-23 พ.ย.

อุตุฯ เตือน! อากาศหนาวเย็น 17-23 พ.ย.นี้

ประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับที่ 1 เตือนเรื่อง อากาศหนาวเย็น บริเวณประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 17-23 พ.ย.นี้ โดยในช่วงแรกจะมีฝนเกิดขึ้น หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง ทำให้หลายพื้นที่จะมีอากาศหนาวเย็นถึงหนาว โดยเฉพาะภาคอีสานที่คาดว่าจะลดลงถึง 4-7 องศาเซลเซียส

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือนเรื่อง อากาศหนาวเย็น บริเวณประเทศไทยตอนบน โดยระบุว่าในช่วงวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีอากาศเย็นถึงหนาวและมีลมแรง โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลงมากที่สุดคือ 4-7 องศาเซลเซียส ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออก อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส

อากาศหนาวเย็น บริเวณประเทศไทยตอนบน ช่วง 17-23 พ.ย.

นอกจากเรื่องของอุณหภูมิที่ลดลงแล้ว สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องของสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและสวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นเพียงพอ

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังเตือนให้ระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงที่อากาศแห้งและมีลมแรง เกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตร

สิ่งที่ต้องระวังในช่วงอากาศหนาวเย็น

  • ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นเพียงพอ
  • ระวังอันตรายจากอัคคีภัย
  • เกษตรกรควรป้องกันความเสียหายของผลผลิต

สำหรับสถานการณ์ในภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ประกอบกับจะมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคใต้

คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีกำลังแรง โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย

รวมทั้งระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 19-23 พฤศจิกายน 2568

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด โดยสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือโทร 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ อากาศหนาวเย็น ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง การระมัดระวังเรื่องอัคคีภัย และการติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวไปได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – อุตุฯ ประกาศฉบับ 1 “อากาศหนาวเย็น” บริเวณประเทศไทยตอนบน ช่วง 17-23 พ.ย.

Scroll to top