อาชญากรรม

รวบ! 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

ทหารพรานสกัดจับ 9 คนไทยแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย! ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์ จ่ายค่าหัวคนละ 6,000 บาทเพื่อลักลอบข้ามแดน

จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ร่วมกับชุดควบคุมทหารพรานที่ 12, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 2 พัน 1 รอ. และหมวดลาดตระเวน ม.พัน.30 ได้ร่วมกันปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจตราตามช่องทางธรรมชาติ บริเวณไร่อ้อยบ้านผ่านศึก ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้ทำการสกัดจับกลุ่มคนไทยจำนวน 9 คน เป็นชาย 5 คน และหญิง 4 คน ขณะกำลังลักลอบเดินเท้าข้ามแดนจากประเทศกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ทั้งหมดเป็นชาวไทยที่มาจากหลากหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร สกลนคร พิษณุโลก และอ่างทอง โดยทั้งหมดให้การยอมรับว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา หลังจากที่ได้ทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต และต้องการที่จะกลับบ้านเกิดเนื่องจากรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงานในลักษณะดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดให้ข้อมูลว่า พวกเขาได้จ่ายเงินค่าหัวคนละ 6,000 บาท ให้กับผู้นำพาชาวกัมพูชาเพื่อช่วยนำพาข้ามแดนกลับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุม ไม่พบตัวผู้นำพาในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนเพียง 100 เมตรเท่านั้น

ทำไมถึงตัดสินใจเป็น แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมคนเหล่านี้ถึงตัดสินใจไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต? คำตอบส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นเรื่องของค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับงานในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ชีวิตในต่างแดนไม่ได้สวยงามเสมอไป หลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความเหงา และความเสี่ยงต่างๆ นานา การถูกหลอกลวง การเอารัดเอาเปรียบ และสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่หลายคนต้องเจอ

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวคนไทยทั้ง 9 คน ซึ่งไม่มีเอกสารการเดินทาง (Passport) ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา “ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ต่อไป

การลักลอบข้ามแดนเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าที่คิด การตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด การทำความเข้าใจข้อกฎหมาย และการเตรียมตัวให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ

ที่มา – จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์

ตร. จัดพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนปี 2568

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีต่างๆ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5, พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ, พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนนายร้อยตำรวจ

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 24 นาย โดยในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ หอประชุมชุณหะวัณ นั้น ผบ.ตร.ได้เชิญผู้บังคับบัญชา สมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ยืนสงบนิ่งและไว้อาลัยวีรชนทั้ง 24 นาย

ผบ.ตร.กล่าวว่า การทำงานตำรวจมีความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจสูงมาก แม้จะเป็นงานที่มีความตรากตรำ เสี่ยงภัย เผชิญอันตรายอยู่ทุกวัน แต่ตำรวจทุกนายยังคงยืนหยัดปกป้องชีวิตประชาชน ขจัดอริราชศัตรู ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 24 นาย ยังความโศกเศร้าและอาลัยเป็นอย่างยิ่ง ขอให้คุณงามความดีที่ผู้กล้าเหล่านั้นได้กระทำ เป็นเครื่องเตือนสติและให้พวกเราทุกคนได้ระลึกถึงความกล้าหาญเสียสละ ที่สมควรยกย่องเป็นวีรชนแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนหยัดปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน 

ซึ่งธงชาติไทยที่คลุมร่างผู้กล้าเหล่านั้น เปรียบเสมือนผืนแผ่นดินที่ได้โอบกอดร่างของตำรวจกล้าไว้ด้วยใจของพวกเราทุกคน เสียงปืนยิงสลุตที่ดังขึ้นในแต่ละนัดถือเป็นการสดุดีจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจผู้กล้า ที่จะส่งเสียงกึกก้อง ดังอยู่ในใจเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัวทุกคน

ตร.จัดพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

ปิดท้ายอย่างสมเกียรติเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 คือพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี ผบ.ตร.เป็นประธานตรวจพลสวนสนาม และกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัย

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเครื่องหมายของสามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักใจสำคัญของบ้านเมือง เพื่อย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการพิทักษ์ปกป้องสถาบัน และดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สังคม และประเทศชาติ

ความสำคัญของพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงพันธสัญญาที่ตำรวจมีต่อประชาชนและประเทศชาติ การได้เห็นข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจแสดงความเคารพต่อธงชัย แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติหน้าที่

การมีตำรวจที่เข้มแข็งและพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสงบและความปลอดภัยของสังคม พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 จึงเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าและควรได้รับการสนับสนุน

พิธี กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – ตร.จัดพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

บิ๊กต่ายย้ำ! วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด ทำงานเพื่อชาติ

บิ๊กต่าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ขอบคุณตำรวจทั่วประเทศ เนื่องในวันตำรวจ 2568 ย้ำ “วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด” แต่คือวันที่ต้องทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ พร้อมให้คำมั่น “ฟื้นศรัทธาประชาชน”

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ในวันนี้ ขอขอบคุณเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจนถึงผู้ปฏิบัติงาน พวกเราได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เสียสละเวลาที่จะต้องอยู่กับครอบครัว หรือมีความสุขส่วนตัว แต่ท่านใช้เวลาดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนจนประสบความสำเร็จในหลายมิติ หลายด้าน

พร้อมกันนี้ ขอฝากถึงพี่น้องข้าราชการตำรวจทุกคน ว่า เราเป็นข้าราชการตำรวจ เรามีความจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ตามบทบาทและหน้าที่ของเรา เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีความสบายใจ สุขใจ มีความสงบสุขเกิดขึ้นในสังคม อยากให้พวกเราร่วมมือร่วมใจ และก้าวไปด้วยกันด้วยการที่เราใช้ mindset ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเกิดขึ้นจากส่วนลึกภายในใจ ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกคนยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก

ในขณะเดียวกันก็อยากจะฝากให้ทุกท่านได้มีการพัฒนาตัวเอง ในหน้าที่ของท่านเอง ทั้งเรื่องของวิชาชีพการสอบสวน สืบสวน การป้องกันปราบปราม ตลอดจนชุดปฏิบัติการพิเศษ เพราะอาชญากรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบ ให้มีมาตรการที่ดี ที่เข้มข้น ซึ่งหากจะเกิดอะไรขึ้นก็อยากให้ท่านได้ทำหน้าที่ในบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้ดีที่สุด

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังกล่าวฝากถึงพี่น้องประชาชนเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ว่า สำหรับพี่น้องประชาชน ตนจะนำพาข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาจากพี่น้องประชาชนกลับมา ในตลอดระยะเวลาที่ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่ง “วันตำรวจ” ไม่ใช่วันหยุดสำหรับตำรวจ แต่ถือว่าเป็นวันที่เราต้องทำงานเพื่อประเทศชาติและเพื่อพี่น้องประชาชน ขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้โปรดเชื่อมั่น และสามารถแจ้งข้อมูลข่าวสารมายังหน่วยงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้

โอกาสนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุข และหวังว่าในอนาคตจะมีความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศของเรา และทุกท่านอยู่ดีมีสุขตลอดไป

วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เน้นย้ำเนื่องในโอกาสวันตำรวจไม่ใช่วันหยุดว่า วันนี้เป็นวันที่ตำรวจทุกคนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อประเทศชาติและประชาชน การปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ความสำคัญของวันตำรวจไม่ใช่วันหยุด

หลายคนอาจมองว่าวันตำรวจคือวันหยุดพักผ่อน แต่ในความเป็นจริงแล้ว วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด แต่เป็นวันที่ตำรวจทุกคนต้องพร้อมปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยและช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันอาชญากรรม การสืบสวนสอบสวน หรือการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความศรัทธาของประชาชนต่อตำรวจ โดยการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในกฎหมาย นอกจากนี้ยังเน้นย้ำให้ตำรวจทุกนายพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีความพร้อมในการรับมือกับอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

การทำงานหนักและความเสียสละของตำรวจเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องและให้กำลังใจ การสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จะช่วยให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด แต่เป็นวันที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเสียสละของตำรวจในการปกป้องและดูแลประชาชน พวกเราทุกคนควรให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของตำรวจ เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อความสงบสุขของสังคมไทยนะคะ

ที่มา – บิ๊กต่าย ย้ำ “วันตำรวจไม่ใช่วันหยุด” แต่คือวันที่ต้องทำงาน เพื่อประเทศชาติและประชาชน

ทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนพระนคร ยึด 5 ล้าน!

ตำรวจ ปคบ. ร่วมกับ อย. บุกทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนคร ยึดของกลางมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท! งานนี้เตือนผู้บริโภคให้ระวัง อย่าหลงเชื่อสินค้าไม่ได้มาตรฐาน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้สนธิกำลังกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าตรวจค้นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้รับอนุญาต ในพื้นที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้นสามารถยึดผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาได้ถึง 21,320 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5,000,000 บาท และจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย

การบุกทลายครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ได้รับการประสานงานจาก อย. ให้ตรวจสอบกรณีมีการลักลอบจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรหลายชนิดผ่านช่องทางออนไลน์ แถมยังกระจายสินค้าไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ ที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นไม่มีเลขทะเบียนสมุนไพร และยังอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ชวนให้หลงเชื่อ เช่น บำรุงสมอง, บำรุงหัวใจ, ใช้ได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และสตรีมีครรภ์, แก้อัมพาต, แก้ปวดตามข้อ, แก้เส้นเอ็นพิการ, สมานกระดูกที่แตกหรือหัก, แก้ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก, แก้ถอนพิษแมลงกัดต่อย, แก้คันตามผิวหนัง และใช้ใส่แผลสดหรือทาริดสีดวงทวารได้ เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

ทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนคร

หลังจากรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่จึงได้ขอหมายค้นจากศาลอาญา และเข้าตรวจค้นร้านสมุนไพรแห่งหนึ่งในพื้นที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร พบ น.ส.รุ่ง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี กำลังจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดกฎหมายให้กับประชาชน เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยารวม 16 รายการ เช่น ยาหม่องคลายเส้น, ยาหม่องสมุนไพร, ยาดมสมุนไพรไทย, น้ำมันว่าน, และครีมนวดสมุนไพรไทย รวมทั้งสิ้น 21,320 ชิ้น นอกจากนี้ ร้านค้าดังกล่าวยังไม่มีใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรอีกด้วย เรียกได้ว่าผิดกฎหมายเต็มๆ

รายละเอียดการทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนคร

จากการสอบสวน น.ส.รุ่งฯ ให้การว่า ได้เรียนรู้และปรับปรุงสูตรสมุนไพรต่างๆ ร่วมกับเพื่อน ก่อนจะนำมาผลิตและจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วไป ทั้งเปิดหน้าร้านและขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอ้างว่าทำเลที่ตั้งร้านใกล้แหล่งท่องเที่ยว ทำให้มีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดของกลาง 56 รายการ รวม 21,320 ชิ้น มูลค่ากว่า 5,000,000 บาท

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา น.ส.รุ่งฯ ในข้อหา “ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา” และ “ไม่มีใบอนุญาตขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร” ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.คงกฤช ฯ ผบก.ปคบ. ได้ออกมาเตือนประชาชนให้ใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อรักษาโรค ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจาก อย. เท่านั้น และซื้อจากร้านค้าที่ได้รับอนุญาตขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งกำชับไปยังผู้ที่ลักลอบผลิตและขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที หากตรวจพบจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะการกระทำดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย และเสียโอกาสในการได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หากประชาชนพบเบาะแสที่น่าสงสัย สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน บก.ปคบ. 1135 หรือ เพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค

การทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนครครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปฏิบัติการสำคัญที่ช่วยปกป้องผู้บริโภคจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบเลขทะเบียน อย. ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและคนที่ท่านรัก

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ถูกต้องตามกฎหมายนะคะ อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง และอย่าเสี่ยงกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการรับรอง เพราะสุขภาพของเราสำคัญที่สุดค่ะ

ที่มา – ทลายแหล่งขายสมุนไพรเถื่อนย่านพระนคร อวดอ้างเกินจริง ยึดของกลาง มูลค่า 5 ล้านบาท

ร้านใจเด็ด! สู้โจรลักสายไฟม้วนใหญ่ จับแล้ว

เจ้าของร้านใจเด็ด สู้โจรบุกร้านชิงสายไฟม้วนใหญ่กลางวันแสกๆ ล่าสุดตำรวจจับกุมตัวได้แล้ว พบประวัติก่อคดีมาเพียบ เรื่องราวเจ้าของร้านใจเด็ด สู้โจรลักสายไฟม้วนใหญ่ กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 23 ก.ย. 68 พ.ต.อ.ประภาส อุบลศรี ผกก.สภ.ห้างฉัตร อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง คุมตัวนายวิชัย อายุ 46 ปี ชาวบ้าน ต.ต้นธงชัย อ.เมือง จ.ลำปาง ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังก่อเหตุตระเวนลักทรัพย์ในหลายพื้นที่ และที่ผ่านมาได้ขโมยรถจักรยานยนต์ที่จอดทิ้งไว้หน้าร้านขายของชำแห่งหนึ่งใน ต.หนองหล่ม อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

โดยผู้ต้องหารับว่า ก่อนก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ที่ยืมเพื่อนผ่านหน้าร้านขายของชำ และเห็นว่ามีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งจอดเสียบกุญแจทิ้งไว้ จึงได้นำรถจักรยานยนต์ที่ยืมเพื่อนมาจอดไว้ที่ข้างวัด และไปขโมยรถจักรยานยนต์คันที่จอดเสียบกุญแจทิ้งไว้และขี่หลบหนีไป

จากนั้นในช่วงบ่ายวันที่ 20 ก.ย. 68 ได้เข้าไปขโมยสายไฟฟ้า ที่ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าแห่งหนึ่ง บริเวณถนนวังขวา เขตเทศบาลนครลำปาง อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพนาทีที่เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ใจกล้าสู้โจรที่บุกมาชิงสายไฟฟ้าไปถึงหน้าร้าน

ในภาพจะเห็นผู้ก่อเหตุ สวมหมวกผ้าปิดบังใบหน้าขี่รถจักรยานยนต์สีแดงมาจอดที่หน้าร้าน แล้วเดินไปหยิบสายไฟฟ้าม้วนใหญ่ยาวหลายร้อยเมตร มูลค่ากว่า 8,000 บาทไปอย่างหน้าตาเฉย ก่อนที่จะเดินกลับมายังรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่หน้าร้าน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับเฮียเจ้าของร้านเดินออกไปดูเพราะคิดว่าเป็นลูกค้า แต่ต้องตะลึงเพราะผู้ก่อเหตุได้ขโมยสายไฟฟ้าไปต่อหน้าต่อตากลางวันแสกๆ

เจ้าของร้านจึงรีบวิ่งไปที่รถและผลักผู้ก่อเหตุ แล้วประเคนบาทาให้อีกรอบ แต่ผู้ก่อเหตุก็พยายามจูงรถจักรยานยนต์หนี แต่ทางเจ้าของร้านก็พยายามไปแย่งสายไฟฟ้าคืน จนมีอยู่ช่วงหนึ่งทั้งรถและคนต่างล้มลงบนถนนและเหมือนจะต่อสู้กันอีกรอบ

ทั้งนี้ เจ้าของร้านยังเปิดเผยอีกว่า ระหว่างที่มีการต่อสู้กันนั้นคนร้ายได้ชักใบมีดคัตเตอร์ออกมาขู่และพยายามจะแทง แต่โชคไม่เข้าข้างผู้ก่อเหตุ ทำให้ใบมีดคัตเตอร์ตก เมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงรีบสตาร์ทรถจักรยานยนต์ขี่หลบหนีไปทางสะพานพัฒนาภาคเหนือ

เบื้องต้น ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ก่อนหน้านั้นมีอาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง ไม่มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่ง เงินที่หามาได้บางครั้งก็จะนำไปซื้อยาบ้ามาเสพ ตอนหลังตกงานจึงออกตระเวนลักทรัพย์ทั้งในตัวเมืองลำปาง อ.เกาะคา และใน อ.ห้างฉัตรหลายแห่ง และเมื่อก่อเหตุจะอาศัยไปหลับนอนตามกระท่อมของชาวบ้านตามหัวไร่ปลายนาและใช้ชีวิตหลบซ่อนอยู่ในป่า จนมาถูกเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเข้ามาควบคุมตัวดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรห้างฉัตรแจ้งข้อกล่าวหา ลักทรัพย์ผู้อื่น นำตัวส่งพนักงานสอบสวน พร้อมทั้งได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องมาอายัดตัวทำการสอบสวนขยายผลต่อไป

เจ้าของร้านใจเด็ด สู้โจรลักสายไฟม้วนใหญ่

เหตุการณ์เจ้าของร้านใจเด็ด สู้โจรลักสายไฟม้วนใหญ่นี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวของเจ้าของร้านที่ไม่ยอมให้คนร้ายมากระทำการอุกอาจต่อหน้าต่อตา แม้ว่าคนร้ายจะมีอาวุธมีดคัตเตอร์ก็ไม่หวั่นเกรง นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคม และเป็นการเตือนให้ผู้ร้ายรู้ว่าอย่าคิดที่จะก่อเหตุร้าย เพราะอาจจะต้องเจอกับการต่อต้านที่แข็งขัน

บทเรียนจากเหตุการณ์ เจ้าของร้านใจเด็ด สู้โจรลักสายไฟม้วนใหญ่

เหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า:

  • อย่าประมาทในการดูแลทรัพย์สินของตนเอง
  • ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ
  • หากพบเห็นเหตุการณ์ร้าย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าช่วยเหลือ
  • การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคมเป็นสิ่งที่ดี

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหายาเสพติด ปัญหาการว่างงาน เป็นต้น การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

การกระทำของเจ้าของร้านใจเด็ด สู้โจรลักสายไฟม้วนใหญ่นี้เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่ก็ควรระลึกเสมอว่าความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก หากประเมินแล้วว่าสู้ไม่ได้ หรือมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตราย ควรหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรง และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

ที่มา – เจ้าของร้านใจเด็ด สู้โจรลักสายไฟม้วนใหญ่ ล่าสุดจับได้แล้ว ก่อคดีมาเพียบ

จับชายต่างชาติ ลากตู้ ATM เลียนแบบหนัง เหตุเงินหมด

เรื่องราวสุดเหลือเชื่อเกิดขึ้นเมื่อชายชาวต่างชาติรายหนึ่ง ก่อเหตุสุดอุกอาจด้วยการจับชายต่างชาติ ลากตู้ ATM เลียนแบบหนังดัง สาเหตุมาจากปัญหาเรื่องเงินทองที่รุมเร้า

จับชายต่างชาติ ให้เมีย 10 ล้านเปิดบาร์ สุดท้ายเงินหมด ขับกระบะลากตู้ ATM เลียนแบบหนัง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 21 กันยายน 2568 พ.ต.อ.ภาคภูมิ เดชะเรืองศิลป์ ผกก.สภ.บ้านเป็ด เปิดเผยถึงกรณีการจับชายต่างชาติ อายุ 60 ปี ชาวฮอลแลนด์ พร้อมของกลางเป็นตู้ ATM, อุปกรณ์ของธนาคาร, รถยนต์กระบะสีดำ ทะเบียนขอนแก่น, รอก และโซ่

ก่อนการจับกุม สืบเนื่องจาก เวลา 02.00 น. วันที่ 21 กันยายน 2568 มีพลเมืองดีแจ้งว่า พบชายชาวต่างชาติแต่งชุดดำ ผมทอง ขโมยตู้เอทีเอ็มหน้าร้านศรีสวัสดิ์ สาขาชุมชนบ้านทุ่ม ม.2 ริมถนนมะลิวัลย์ ต.บ้านทุ่ม อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น

เจ้าหน้าที่ตำรวจรุดไปยังที่เกิดเหตุ พบรถยนต์สีดำไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจอดอยู่หน้าอาคารร้านไทยไซโย สาขาบ้านทุ่ม ท้ายรถมีโซ่คล้องตู้เอทีเอ็มไว้ พบชายชาวต่างชาติสวมชุดดำหลบอยู่ในพงหญ้า จึงควบคุมตัว

ผกก.สภ.บ้านเป็ด กล่าวว่า ได้ประสานตำรวจท่องเที่ยว และ ศพฐ.4 ขอนแก่น ตรวจตู้เอทีเอ็มและเก็บลายนิ้วมือ พบรอยครูดลากตู้เอทีเอ็มไปตามถนนประมาณ 20 เมตร เหมือนในหนัง Fast.5 เร็ว แรงทะลุนรก

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าชายผู้ก่อเหตุเลียนแบบภาพยนตร์ มาอยู่ที่ไทย 6 ปี ให้เงินภรรยา 10 ล้านบาท เปิดร้านอาหารริม ถ.ประชาสำราญ ในเมืองขอนแก่น แต่ระยะหลังเงินหมด

ก่อนเกิดเหตุ มีปากเสียงกับภรรยาเรื่องเงิน สามีจึงขับรถออกไป ภรรยาทราบเรื่องจากตำรวจ ภรรยาไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ

รถยนต์เป็นของญาติที่ใช้ร่วมกัน อุปกรณ์ต่างๆ เช่น รอกและโซ่ จะสอบสวนขยายผลต่อไป

ทำไมชายชาวต่างชาติถึงตัดสินใจ “จับชายต่างชาติ ให้เมีย 10 ล้านเปิดบาร์ สุดท้ายเงินหมด ขับกระบะลากตู้ ATM เลียนแบบหนัง”?

แรงจูงใจหลักมาจากการขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก ประกอบกับความเครียดจากปัญหาครอบครัว ทำให้เขาตัดสินใจก่อเหตุอุกอาจนี้ การเลียนแบบภาพยนตร์อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความคิดที่ต้องการหาทางออกอย่างสิ้นหวัง

เบื้องต้นแจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้น และใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด ธนาคารได้แจ้งความไว้แล้ว และตำรวจคัดค้านการประกันตัว

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงผลกระทบของปัญหาทางการเงินที่สามารถนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และการก่ออาชญากรรมได้ ดังนั้น การบริหารจัดการเงินอย่างรอบคอบ และการขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญกับปัญหา จึงเป็นสิ่งสำคัญ

เรื่องราวการจับชายต่างชาติครั้งนี้ สอนให้รู้ว่าการลงทุนและความฝัน ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และสติเสมอ

ที่มา – จับชายต่างชาติ ให้เมีย 10 ล้านเปิดบาร์ สุดท้ายเงินหมด ขับกระบะลากตู้ ATM เลียนแบบหนัง

AI ตรวจพบรถต้องสงสัย เครือข่ายยาบ้า ยึดไอซ์ 100 กก.

AI ตรวจพบรถต้องสงสัย เครือข่ายแก๊งค้ายา ยึดไอซ์ 100 กก. ยาบ้า 3.7 ล้านเม็ด

ตำรวจสืบสวนภาค 5 ใช้เทคโนโลยี AI สุดล้ำตรวจจับรถต้องสงสัยพัวพันเครือข่ายยาเสพติด ก่อนนำไปสู่การไล่ล่าระทึก ยิงยางสกัด และจับกุมได้ในที่สุด ผลการตรวจค้นพบไอซ์จำนวนมหาศาลถึง 100 กิโลกรัม และยาบ้าอีกกว่า 3.7 ล้านเม็ด! พบว่าเป็นเครือข่ายยาเสพติดของ “นายเสือ” ซึ่งมีพฤติการณ์ซุกซ่อนยาบ้าในรถบรรทุกกะหล่ำปลีเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และตัวแทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายอนุสรณ์ มาสุข อายุ 24 ปี ชาวจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ พร้อมของกลางยาบ้า 3,730,000 เม็ด ยาไอซ์ 100 กิโลกรัม และรถกระบะอีซูซุ สีเทา ทะเบียนนครราชสีมา ที่ใช้ในการขนส่งยาเสพติด

AI สุดล้ำ ตรวจจับรถต้องสงสัยได้อย่างไร?

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นจากการทำงานของระบบไลเซนส์เพลต ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาโดยสืบสวนภาค 5 โดยระบบสามารถตรวจพบรถกระบะต้องสงสัยที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รถคันดังกล่าวมีลักษณะมุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอแม่แตง อำเภอสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนอย่างมีพิรุธ

ต่อมาในวันที่ 13 กันยายน ชุดปฏิบัติการได้เฝ้าสังเกตการณ์และพบรถยนต์อีซูซุ สีเทา ทะเบียนนครราชสีมา มีผ้าใบคลุมกระบะท้าย ขับไปตามถนนเชียงใหม่-พร้าว มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ ลักษณะเป็นการบรรทุกสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก โดยมีรถยนต์อีซูซุ สีเทาอีกคันหนึ่ง ป้ายทะเบียนกรุงเทพมหานคร ขับนำทาง มุ่งหน้าไปยังจังหวัดลำพูน

ในเวลาประมาณ 22.00 น. รถคันดังกล่าวขับมาถึงบริเวณตลาดแม่ทา อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ก่อนถึงด่านตรวจแม่ทาประมาณ 100 เมตร รถคันดังกล่าวกลับรถอย่างกะทันหันและขับเข้าไปในพื้นที่ตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน กระทั่งเวลาประมาณ 03.50 น. ของวันที่ 14 กันยายน พบรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าวขับออกจากพื้นที่หมู่บ้านหล่ายทา ตำบลทาสบเส้า มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองลำพูน ชุดปฏิบัติการจึงได้ไล่ติดตาม ผ่านอำเภอเมืองลำพูน อำเภอสารภี อำเภอเมืองเชียงใหม่ และขับไปตามถนนเชียงใหม่ – พร้าว ฝ่าไฟแดงแยกรวมโชค แยกหนองจ๊อม แยกแม่โจ้ และแยกโรงพยาบาลสันทราย

การไล่ล่าสิ้นสุดลงในเวลาประมาณ 04.30 น. เมื่อชุดปฏิบัติการตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงยาง จนสามารถหยุดรถยนต์คันดังกล่าวได้บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อสาขาบ้านไร่สหกรณ์ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พบนายอนุสรณ์ หรือ สนุ๊ก มาสุข เป็นคนขับ จากการตรวจค้นภายในรถพบของกลางยาเสพติดจำนวนมาก ทั้งยาบ้าและไอซ์ จึงจับกุมตัวพร้อมของกลางส่งดำเนินคดี ส่วนรถยนต์อีซูซุ สีเทา ทะเบียนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นรถนำสำรวจเส้นทาง ได้หลบหนีมุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่แตง และหลุดการติดตาม เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มเติม

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ได้พัฒนาเทคโนโลยีในการตรวจและติดตาม AI ตรวจพบรถต้องสงสัย ที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ ถือเป็นนวัตกรรม AI ที่นำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติด สำหรับการจับกุมผู้ต้องหาคดีนี้พบว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันกับกลุ่มนายเสือ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้เมื่อสองปีก่อนพร้อมของกลางยาบ้า 6 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 30 กิโลกรัม ซุกรถกระบะขนกะหล่ำปลี การใช้ AI ตรวจพบรถต้องสงสัย ครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้น

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการปราบปรามยาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ระบบ AI ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับรถต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้แพร่กระจายไปในสังคม และ AI ตรวจพบรถต้องสงสัย จะเป็นเครื่องมือสำคัญต่อไป

ที่มา – AI ตรวจพบรถต้องสงสัย เครือข่ายแก๊งค้ายา ยึดไอซ์ 100 กก. ยาบ้า 3.7 ล้านเม็ด

ทรัมป์เล็งโทษประหารคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี

โดนัลด์ ทรัมป์ เล็งใช้โทษประหารชีวิตกับคนร้ายคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี อ้างเป็นการป้องปรามที่แข็งแกร่ง ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมอเมริกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 ว่า เขากำลังหาทางลงโทษประหารชีวิตคนร้ายคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อเป็นมาตรการป้องปรามที่เด็ดขาด

คำพูดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางหลายร้อยคนถูกส่งเข้าไปประจำการในเมืองหลวงของสหรัฐฯ แห่งนี้ ตามคำสั่งของนายทรัมป์ ซึ่งอ้างว่า วอชิงตัน ดีซี เป็นเมืองที่ไร้กฎหมายอย่างสิ้นเชิง และบอกใบ้ว่าจะทำแบบเดียวกันนี้ที่เมืองชิคาโกและเมืองอื่นๆ ด้วย การตัดสินใจส่งทหารเข้าไปในเมืองหลวงนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย

น.ส.มูริเอล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดีซี พยายามตอบโต้คำกล่าวหาของนายทรัมป์เกี่ยวกับอาชญากรรมในเมืองแห่งนี้ โดยตามสถิติอย่างเป็นทางการชี้ว่า ตัวเลขอาชญากรรมในเมืองหลวงลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2566 อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนยังคงรู้สึกไม่ปลอดภัย

“หากใครสักคนสังหารใครบางคนในเมืองหลวงกรุงวอชิงตัน ดีซี แห่งนี้ เราจะหาทางลงโทษด้วยการประหารชีวิต” นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวและสมาชิกคณะรัฐมนตรี “และนั่นคือมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งมาก” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทรัมป์ในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ คดีฆาตกรรมเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวอชิงตัน ดีซี จะถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายท้องถิ่น แต่ในทางทฤษฎี อัยการสามารถเรียกร้องขอให้ผู้พิพากษาลงโทษด้วยการประหารชีวิต สำหรับความผิดที่เข้าข่ายภายในกฎหมายรัฐบาลกลางได้

อย่างไรก็ตาม โทษประหารชีวิตจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะลูกขุน ทำให้การบังคับใช้ประหารชีวิตอย่างที่นายทรัมป์ต้องการเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากวอชิงตัน ดีซี มีประชากรที่ต่อต้านโทษประหารมากที่สุดในประเทศ การหาเสียงสนับสนุนโทษประหารในพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าเขาจะบังคับใช้โทษประหารดังกล่าวอย่างไร แต่มีความเป็นไปได้ที่เขาจะพยายามผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลกลางในการดำเนินคดี

อนึ่ง นายทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร นำโทษประหารกลับมาใช้งานอีกครั้งตั้งแต่วันแรกที่เขารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม หลังจากบทลงโทษดังกล่าวถูกกระทรวงยุติธรรมในสมัยของโจ ไบเดน สั่งพักการสำเร็จโทษ

ในคำสั่งดังกล่าวของนายทรัมป์ อธิบายว่า โทษประหารชีวิตคือเครื่องมือสำคัญเพื่อป้องปราม และลงโทษผู้ที่ก่ออาชญากรรมอย่างชั่วร้ายที่สุด และการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนชาวอเมริกันจนมีผู้เสียชีวิต

การที่ทรัมป์ เล็งใช้โทษประหารชีวิตกับคนร้ายคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเขาจะดำเนินนโยบายที่เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย

ทรัมป์เล็งใช้โทษประหารชีวิตกับคนร้ายคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการบังคับใช้โทษประหาร:

  • ลดอาชญากรรม?
  • เพิ่มความขัดแย้งในสังคม
  • ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน

ความท้าทายในการบังคับใช้โทษประหารสำหรับคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี

การบังคับใช้โทษประหารจริงนั้นมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความเห็นต่างอย่างมากเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต

นโยบายของทรัมป์ในการ เล็งใช้โทษประหารชีวิตกับคนร้ายคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นอย่างไร ต้องติดตามดูกันต่อไป

การ เล็งใช้โทษประหารชีวิตกับคนร้ายคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี ของทรัมป์ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของเขาในการใช้มาตรการที่รุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของมาตรการนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

ที่มา – ทรัมป์เล็งใช้โทษประหารชีวิตกับคนร้ายคดีฆาตกรรมในวอชิงตัน ดีซี

วิธีดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก: เคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณแม่ต้องรู้

สวัสดีค่ะคุณแม่ทุกคน! การดูแลเสื้อผ้าของลูกน้อยเป็นเรื่องที่คุณแม่หลายท่านให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะผิวของเด็กบอบบางและแพ้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เสื้อผ้าที่ไม่สะอาดอาจก่อให้เกิดผื่นคัน หรืออาการแพ้ต่างๆ ได้ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ในการ วิธีดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก มาฝากกันค่ะ

วิธีดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก

1. แยกซักเสื้อผ้าเด็กออกจากเสื้อผ้าผู้ใหญ่: ข้อนี้สำคัญมากๆ ค่ะ เพราะเสื้อผ้าของผู้ใหญ่อาจมีแบคทีเรีย หรือสารเคมีจากน้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ ที่อาจระคายเคืองผิวลูกน้อยได้ ควรแยกตะกร้าผ้าสำหรับเสื้อผ้าเด็กโดยเฉพาะ และซักแยกกันเสมอ

2. เลือกใช้น้ำยาซักผ้าสูตรอ่อนโยน: มองหาน้ำยาซักผ้าที่ระบุว่า “สำหรับเด็ก” หรือ “สูตรอ่อนโยน” เพราะน้ำยาซักผ้าเหล่านี้มักปราศจากสารเคมีรุนแรง น้ำหอม หรือสารฟอกขาว ที่อาจก่อให้เกิดการแพ้ได้

3. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม: ถึงแม้ว่าน้ำยาปรับผ้านุ่มจะทำให้เสื้อผ้าหอมนุ่มน่าสัมผัส แต่สารเคมีในน้ำยาปรับผ้านุ่มอาจตกค้างบนเสื้อผ้า และระคายเคืองผิวลูกน้อยได้ หากต้องการให้เสื้อผ้านุ่มขึ้น อาจลองใช้น้ำส้มสายชูเล็กน้อยแทนได้ค่ะ

เคล็ดลับเพิ่มเติมในการดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก

4. ซักเสื้อผ้าใหม่ก่อนใส่: เสื้อผ้าใหม่มักมีสารเคมีที่ใช้ในการผลิตติดอยู่ ดังนั้นควรซักเสื้อผ้าใหม่ทุกครั้งก่อนให้ลูกน้อยสวมใส่ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพ้

5. ขจัดคราบสกปรกทันที: หากเสื้อผ้าลูกน้อยเปื้อนคราบต่างๆ เช่น คราบนม คราบอาหาร ให้รีบขจัดคราบออกทันที เพื่อป้องกันไม่ให้คราบฝังแน่น ซักออกยาก

6. ตากแดดให้แห้งสนิท: แสงแดดเป็นตัวช่วยฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติ ควรตากเสื้อผ้าเด็กให้แห้งสนิทในที่ที่มีแสงแดดส่องถึง หากไม่สะดวกตากแดด อาจใช้เครื่องอบผ้า แต่ควรตั้งอุณหภูมิต่ำ เพื่อป้องกันเสื้อผ้าหดตัว

7. รีดเสื้อผ้าด้วยความร้อนต่ำ: การรีดผ้าจะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อาจหลงเหลืออยู่บนเสื้อผ้าได้ ควรใช้ไฟอ่อนๆ หรือไฟสำหรับรีดผ้าเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้เสื้อผ้าไหม้ หรือเสียรูปทรง

8. ทำความสะอาดเครื่องซักผ้าอย่างสม่ำเสมอ: เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค และแบคทีเรียในเครื่องซักผ้า ควรทำความสะอาดเครื่องซักผ้าอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องซักผ้า หรือน้ำส้มสายชู

การใส่ใจใน วิธีดูแลความสะอาดเสื้อผ้าเด็ก เป็นการดูแลสุขภาพของลูกน้อยอีกทางหนึ่ง คุณแม่ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะคะ รับรองว่าลูกน้อยของคุณจะมีเสื้อผ้าที่สะอาด ปลอดภัย ใส่สบายอย่างแน่นอน

การเลือกผลิตภัณฑ์ซักผ้าและปรับผ้านุ่มที่เหมาะสมสำหรับเด็กเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและอาการแพ้ต่างๆ ลองมองหาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากแพทย์ผิวหนังหรือกุมารแพทย์เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยของลูกน้อยนะคะ

ที่มา –

Scroll to top