อายัดทรัพย์

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

ขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน โยงเครือข่าย เฉิน จื้อ อายัด 600 ล้าน

วงการอาชญากรรมข้ามชาติต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินหน้าปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายกว่า 14 จุดทั่วไทย โดยเป็นการสืบเนื่องมาจากการขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนสีเทาและเครือข่ายการเงินที่ซับซ้อน งานนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเส้นทางการเงินพุ่งเป้าไปถึงเครือข่ายใหญ่ของ เฉิน จื้อ (Prince Group) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญระดับต้นๆ ของขบวนการนี้

เปิดเส้นทางปฏิบัติการระเบิดรังมังกร กับคดี หมิงเฉิน ซัน

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ มาจากการที่ผู้เสียหายจำนวนมากถูกหลอกลวงผ่านกลโกงแบบ Hybrid Scam ผ่านแพลตฟอร์มลงทุนปลอม ซึ่งสร้างมูลค่าความเสียหายรวมมหาศาล ตำรวจไทยได้ทำงานอย่างหนักในการแกะรอยเส้นทางการเงินจากบัญชีม้า จนพบว่าปลายทางของเงินเหล่านี้ถูกถ่ายโอนไปยังเครือข่ายของ หมิงเฉิน ซัน และสุดท้ายเงินจำนวนมากถูกนำไปฟอกผ่านอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัลหรูหราหลายแห่ง

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินได้มูลค่ารวมเกือบ 600 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่พบมีรายการที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • คอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงย่านลุมพินี มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท
  • บ้านจัดสรรระดับมาสเตอร์พีชย่านกรุงเทพกรีฑา ราคา 75 ล้านบาท
  • ทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ รถยนต์ซูเปอร์คาร์ วิลล่าหรู และเอกสารสิทธิ์ทางการเงินอีกจำนวนมาก

ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญ? การขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน ไม่ใช่แค่การจับกุมอาชญากรรายย่อย แต่เป็นการทลายโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน ซึ่งเครือข่ายของ เฉิน จื้อ นั้นมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทาหลายประเภท การยึดทรัพย์ครั้งนี้จึงถือเป็นการตัดวงจรทางการเงินที่สำคัญที่สุด เพื่อไม่ให้กลุ่มอาชญากรเหล่านี้ใช้ประเทศไทยเป็นที่ซุกซนหรือฟอกเงินผิดกฎหมายได้อีกต่อไป

การสืบสวนในเชิงลึกยังคงดำเนินการต่อไปอย่างเข้มข้น ตำรวจเริ่มพบความเชื่อมโยงของบุคคลและนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกหลายราย ซึ่งเชื่อว่าการขยายผลครั้งนี้จะนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกแน่นอน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับมิจฉาชีพที่คิดจะมาอาศัยช่องว่างทางกฎหมายในประเทศไทยเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายครับ

ในมุมมองของเรา นี่คือความสำเร็จก้าวสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความสามารถในการประสานงานติดตามคดีที่มีความสลับซับซ้อนสูง ผู้เสียหายที่เคยถูกหลอกอาจจะมีความหวังมากขึ้นในการได้ทรัพย์สินคืน หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือการเห็นขบวนการเหล่านี้ถูกกำจัดออกไปจากสังคมไทย ทางเราจะคอยติดตามข่าวสารความคืบหน้ามาอัปเดตให้ฟังกันต่อไปนะครับ ใครที่มีเบาะแสหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีอาญาออนไลน์ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมเป็นหูเป็นตาให้กับบ้านเมืองของเรา

ที่มา – ขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” พบการเงินโยงเครือข่าย “เฉิน จื้อ” อายัดเพิ่มเกือบ 600 ล้าน

รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

เป็นข่าวดีที่สร้างความอุ่นใจให้กับคนไทยไม่น้อยเลยครับ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเผยผลการดำเนินงานปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดทั่วประเทศ ในช่วงตลอดระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งครับ

สรุปผลปฏิบัติการรัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

จากการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลได้ดำเนินการปิดล้อมและตรวจค้นจนสามารถทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดไปได้มากกว่า 1,611 เครือข่าย โดยมีผลการตรวจยึดของกลางและสถิติที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ยาบ้ากว่า 128 ล้านเม็ด
  • ไอซ์จำนวน 9,225 กิโลกรัม
  • คีตามีน 434 กิโลกรัม
  • เฮโรอีน 140 กิโลกรัม
  • อาวุธปืน 322 กระบอก และระเบิด 1 ลูก

นอกจากของกลางเหล่านี้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 19,406 คน และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลค่ารวมกว่า 631 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังครับ

รัฐบาลยังคงเน้นย้ำนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น โดยมองว่าการทำลายเครือข่ายตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงระดับผู้จำหน่ายในพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อปกป้องเยาวชนและสังคมไทยให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด การร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนถือเป็นพลังสำคัญที่สุดในการจัดการกับปัญหานี้ให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยอย่างถาวร

สุดท้ายนี้ หากทุกคนพบเห็นเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อย่าได้นิ่งเฉยนะครับ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันส่งต่อสังคมที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานไทยในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์กว่า 631 ล้านบาท

ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน

ในกรณีคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่เป็นข่าวใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ล่าสุดมีพัฒนาการสำคัญที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน บาท แม้ว่าคดีอาญาจะยุติไปแล้ว แต่มาตรการทางแพ่งยังคงดำเนินต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับกรณีที่ปรากฏในสื่อโซเชียลว่าอัยการสั่งยุติการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย DSI ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย โดยคดีนี้เริ่มต้นจากปัญหาการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ช่วงปี 2552-2554 ซึ่งนายศุภชัย ศรีศุภอักษร และพวก ทำให้สมาชิกกว่า 13,000 ล้านบาท

จากการสอบสวนขยายผล พบเส้นทางการเงินที่พระธัมมชโยและบุคคลเกี่ยวข้องรับโอนเงินจากสหกรณ์ฯ มูลค่า 1,458 ล้านบาทโดยมิชอบ จึงแยกเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 ส่งฟ้องผู้ต้องหา 5 ราย รวมพระธัมมชโย แต่พระรูปดังกล่าวหลบหนี ทำให้ DSI ออกหมายจับ ประสานตำรวจสากลออกหมายแดง และติดตามตัวทั้งในและต่างประเทศตลอดมา

เหตุผลยุติคดีอาญา แต่ ปปง. ยังดำเนินการต่อ

ศาลฎีกาพิพากษายืนยันว่านายศุภชัยกับพวกผิดฐานฟอกเงินจริง แต่สำหรับผู้หลบหนีอย่างพระธัมมชโย อายุความคดีอาญาฐานฟอกเงิน (15 ปี) หมดลงแล้ว อัยการจึงสั่งยุติตามกฎหมายมาตรา 95 ประมวลกฎหมายอาญา อย่างไรก็ตาม นี่ไม่กระทบคดีแพ่ง โดยวัดพระธรรมกายได้คืนเงินบางส่วนแล้ว แต่ ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน ยังคงอายัดทรัพย์สินต่อเนื่อง รอศาลตัดสินคืนให้สหกรณ์ฯ

  • คดีเกิดปี 2552-2554: ทุจริตสหกรณ์คลองจั่น กว่า 13,000 ล้าน
  • ปี 2556: DSI รับคดีพิเศษ
  • ปี 2559: แยกคดีฟอกเงิน 1,458 ล้าน ส่งฟ้อง
  • ปัจจุบัน: คดีอาญายุติ แต่ ปปง. ยึดทรัพย์แพ่ง

คดีนี้สะท้อนให้เห็นระบบยุติธรรมไทยที่แยกคดีอาญากับแพ่งชัดเจน คดีอาญาพิจารณาความผิดส่วนบุคคล แต่แพ่งมุ่งคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหาย ปปง. จึงมีบทบาทสำคัญในการยึดอายัดทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพฟอกเงินซุกซ่อน

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้สมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ต้องระมัดระวังการลงทุน โดยเฉพาะในสถาบันการเงินที่ไม่มั่นคง การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานรัฐอย่าง DSI และ ปปง. จะช่วยให้เราป้องกันตนเองได้ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมอาจช้าแต่ไม่เคยหลับใหล ผู้เสียหายกว่า 13,000 รายกำลังรอรับเงินคืน หาก ปปง. สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้คดีทุจริตอื่นๆ ตามมา คุณคิดอย่างไรกับพัฒนาการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม

ที่มา – ปปง. เดินหน้ายึดทรัพย์ “วัดพระธรรมกาย” คืนให้ผู้เสียหาย 1,458 ล้าน

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลายบ.ฟอกเงิน

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน จากบริษัทจัดการกองทุนที่พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ สร้างความฮือฮาในแวดวงการเงินทั่วโลก เมื่อตำรวจและหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์บุกทลายบริษัท Capital Asia Investments (CAI) อย่างเด็ดขาด ล่าสุดมีมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยึดถึง 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 3,988 ล้านบาทไทย นี่คือปฏิบัติการใหญ่ที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินของสิงคโปร์

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน: รายละเอียดปฏิบัติการบุกตรวจค้น

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม โดยกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (SPF) และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ร่วมมือกันเข้าตรวจค้นสำนักงานของ CAI หลังจากพบพิรุธว่าบริษัทนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงินจากอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่หลอกลวงเหยื่อทั่วโลก ผลจากการตรวจสอบ พบข้อบกพร่องร้ายแรงในระบบควบคุม โดยเฉพาะการไม่ปฏิบัติตามกฎป้องกันการฟอกเงิน (AML) ทำให้สั่งอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและหลักทรัพย์ทันที

นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมผู้อำนวยการบริษัท 2 ราย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดี ข้อมูลข่าวกรองมาจากสำนักงานรายงานธุรกรรมต้องสงสัย (STRO) ที่ตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติ สิงคโปร์กำลังประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อขยายผล หาความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมในภูมิภาคเอเชีย

ที่มาของเงินสกปรก: จากสแกมเมอร์สู่นักลงทุนปลอม

เงินที่ถูกอายัดทั้งหมดมาจากกิจกรรมผิดกฎหมายในต่างประเทศ เช่น การโกงออนไลน์ การพนันผิดกฎหมาย และคอลเซ็นเตอร์ที่โทรหลอกเอาเงินจากผู้คนทั่วไป CAI ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนที่ได้รับใบอนุญาต ถูกสงสัยว่าใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน โดยดึงดูดนักลงทุนด้วยสัญญาว่าผลตอบแทนสูง แต่แท้จริงคือปกปิดแหล่งที่มาของเงินดำ

บทลงโทษหนักหน่วงสำหรับผู้กระทำผิดฟอกเงิน

สิงคโปร์มีกฎหมายเข้มงวดต่อการฟอกเงิน โดยเฉพาะภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันฟอกเงินและกฎหมายบริการทางการเงินปี 2022 ผู้กระทำผิดอาจต้องเผชิญ:

  • จำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับสูงสุด 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดฟอกเงิน
  • ปรับสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากละเมิดกฎควบคุมของ MAS
  • ค่าปรับเพิ่มเติมหากยังฝ่าฝืนต่อเนื่อง รวมถึงเพิกถอนใบอนุญาต

แถลงการณ์จากหน่วยงานยืนยันว่า “สิงคโปร์จะไม่ยอมให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมืออาชญากรรม” นี่คือสัญญาณเตือนถึงนักลงทุนทุกคน ควรตรวจสอบที่มาของกองทุนก่อนลงทุนเสมอ

ผลกระทบต่อตลาดการเงินเอเชีย

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบ CAI แต่ยังสะเทือนวงการจัดการกองทุนในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นฮับการเงินชั้นนำของโลก นักลงทุนต่างชาติเริ่มระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่ MAS เตรียมรณรงค์เพิ่มเติมเพื่อเสริมระบบตรวจสอบ สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้านครั้งนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าประเทศนี้จริงจังแค่ไหนในการรักษาความโปร่งใส

จากข้อมูลย้อนหลัง สิงคโปร์เคยบุกทลายเครือข่ายฟอกเงินหลายครั้ง โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมักมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชา ลาว หรือเมียนมาเป็นต้นทาง นักลงทุนไทยควรระวังกองทุนที่โฆษณาผลตอบแทนสูงเกินจริง เพราะอาจเป็นกับดักฟอกเงิน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์นี้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระบบการเงินสิงคโปร์ในระยะยาว แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกประเทศในภูมิภาคเข้มงวดยิ่งขึ้น หากคุณเป็นนักลงทุน สนใจติดตามข่าวสารการเงินและเคล็ดลับป้องกันการถูกหลอก อย่าลืมสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

insight: การฟอกเงินผ่านกองทุนเป็นภัยเงียบที่กำลังลุกลาม ลงทุนอย่างมีสติเพื่อปกป้องเงินของคุณ

ที่มา – สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์ยิมเลียก-เบนสมิธกว่า 13,074 ล้าน

ข่าวด่วนที่ทุกคนให้ความสนใจ! ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” มูลค่ารวมกว่า 13,074 ล้านบาท ในคดีฉ้อโกงประชาชนจากขบวนการสแกมเมอร์ยักษ์ใหญ่ ปปง. หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้เคลื่อนไหวเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เงินผิดกฎหมายหลุดรอดไปไหนมาไหน การยึดทรัพย์ชั่วคราวนี้จะช่วยปกป้องทรัพย์สินที่ได้มาจากการหลอกลวงประชาชน จนกว่าศาลจะตัดสินขั้นสุดท้าย

ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” เกิดจากอะไร

ทุกอย่างเริ่มต้นจากคณะกรรมการธุรกรรมของ ปปง. ประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้อัยการยื่นศาล เพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หลังพิจารณาคำขอเพิกถอนยึดอายัดของผู้เกี่ยวข้องแล้ว ไม่มีน้ำหนักพอ จากนั้นวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษ พิจารณา 4 คดีใหญ่ มูลค่ารวม 13,074 ล้านบาท

อัยการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งแล้ว ศาลไต่สวนพยานหลักฐาน พบมีเหตุเชื่อได้ว่าจะมีการโอนย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิด ตามมาตรา 55 พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 จึงสั่งยึดอายัดชั่วคราว โดย ปปง. เป็นผู้ดำเนินการแจ้งและดูแลทรัพย์

รายละเอียด 4 คดีที่ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน”

  • คดีที่ 1: นางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM (ยิมเลียก), นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN (เบนสมิธ), นางสาวแคทรียาฯ กับพวก คดีดำ ฟ 31/2569 สั่งยึด 26 ก.พ. 2569 มูลค่า 12,123 ล้านบาท
  • คดีที่ 2: นายเฉิน จื้อ กับพวก คดีดำ ฟ 25/2569 สั่งยึด 25 ก.พ. 2569 มูลค่า 345 ล้านบาท
  • คดีที่ 3: นายก๊ก อาน กับพวก คดีดำ ฟ 29/2569 สั่งยึด 25 ก.พ. 2569 มูลค่า 560 ล้านบาท
  • คดีที่ 4: นายเอื้ออังกูรฯ กับพวก คดีดำ ฟ 20/2569 สั่งยึด 24 ก.พ. 2569 มูลค่า 46 ล้านบาท

ทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกยึดไว้ชั่วคราว หากไม่เหมาะเก็บรักษา เช่น รถหรูหรือยอชต์ ปปง. สามารถสั่งขายทอดตลาดเก็บเป็นเงินแทนได้ตามมาตรา 57 วรรคสอง ซึ่งช่วยลดภาระรัฐและรักษามูลค่า

ขบวนการสแกมเมอร์และบทบาทของ ปปง. ในไทย

ขบวนการสแกมเมอร์ โดยเฉพาะแสลงคอลเซ็นเตอร์ มักเกี่ยวข้องชาวต่างชาติอย่างยิมเลียก (Leak Yim) ชาวกัมพูชา, เบนสมิธ (Ben Smith) ชาวอังกฤษ, เฉินจื้อ และก๊กอาน ที่ลักลอบใช้คนไทยเป็นหัวโจก หลอกลงทุน ฟอเร็กซ์ หรือแชร์ลูกโซ่ สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประชาชน ปปง. จึงใช้กฎหมายฟอกเงินเข้าปราบ เพราะเงินสกปรากนั้นมักถูกฟอกผ่านบัญชีธนาคาร ทรัพย์สินหรู หรือธุรกิจเสมือน

กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐไทยจริงจังกับการตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ ในปีที่ผ่านมา ปปง. ยึดทรัพย์สแกมเมอร์หลายพันล้านแล้ว และยังมีแผนขยายการสืบสวน หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อ อย่าลืมรวบรวมหลักฐานแจ้งความ เพราะ ปปง. จะช่วยเรียกทรัพย์คืนให้ผู้เสียหายก่อนให้ตกเป็นของรัฐ

นอกจากนี้ การยึดทรัพย์ชั่วคราวยังป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาไปขายทรัพย์หนี ทำให้กระบวนการยุติธรรมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการที่สุจริตก็วางใจได้ว่าระบบจะแยกแยะทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับความผิดได้อย่างแม่นยำ

สรุปประเด็นสำคัญ: ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” ไม่ใช่แค่ข่าว แต่เป็นก้าวสำคัญในการปราบสแกม สร้างความมั่นใจให้ประชาชน หวังว่าคดีนี้จะจบด้วยการคืนเงินให้ทุกคนที่สูญเสีย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการดำเนินการของ ปปง. ครั้งนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอาชญากรรมการเงินเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ศาลแพ่งสั่งยึด อายัดทรัพย์ “ยิมเลียก-เบนสมิธ-เฉินจื้อ-ก๊กอาน” กว่า 13,074 ล้าน

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์

ปัญหาสแกมเมอร์และทุนเทากำลังกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการฟอกเงินผ่านระบบธนาคารและตลาดทุน ล่าสุด ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์ เพื่อทวงคืนทรัพย์สินที่ได้มาจากการโกงประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และชื่นชมปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง ศปอส.ตร. กับ ปปง. ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดีอี ทำให้สามารถยึดอายัดทรัพย์ได้ถึง 9.2 พันล้านบาท

ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์

แถลงการณ์ดังกล่าวออกมาเมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 โดยพรรคประชาธิปัตย์ส่งตรงถึงเลขาธิการ ปปง. เน้นย้ำถึงความคืบหน้าของการดำเนินคดี โดยระยะเวลายึดอายัดทรัพย์ 90 วัน จะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 มีนาคม 2569 เหลือเวลาเพียง 18 วันในการส่งฟ้องอัยการเพื่อให้ศาลสั่งยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ปชป. ชี้ว่าการดำเนินการนี้เป็นการทดสอบความสุจริตของรัฐบาลไทยและความน่าเชื่อถือของตลาดทุน หากล่าช้าอาจทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางฟอกเงินของอาชญากรต่างชาติ

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าธุรกรรมผิดปกติของกลุ่มสแกมเมอร์มีหลักฐานชัดเจนในข้อหากลุ่มอั้งยี่ ซ่องโจร ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน โดยมีผู้เสียหายกว่า 700 ราย เส้นทางการเงินถูกโอนต่อเนื่องจนถึงบัญชีต้องสงสัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับคดีใหญ่ๆ เช่น การสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน ซึ่ง DSI ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไต่สวนข้าราชการและนักการเมือง 6 ราย

ปชป. ชี้เป้าทรัพย์สินกลุ่มทุนเทายังเหลืออีกเพียบ

จากการศึกษาข้อมูลของพรรค พบว่ายังมีสินทรัพย์และหลักทรัพย์ของกลุ่มผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับ Capital Asia Investment (CAI) และสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ยังไม่ถูกอายัดครบถ้วน พรรคกำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเสนอให้ ปปง. และ กลต. ขยายผลสาวลึกถึงต้นตอและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ข้อเสนอสำคัญ 3 ข้อจากแถลงการณ์ ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์ ได้แก่:

  • ข้อ 1: ยืนยันว่าการยึดอายัดตั้งแต่ 2 ธันวาคม 2568 ถูกต้องตามหลักฐาน รัฐบาลต้องเร่งขั้นตอนถัดไปเพื่อรักษาศักดิ์ศรีตลาดทุนไทย ไม่ให้ไทยเป็นฐานฟอกเงิน
  • ข้อ 2: กลุ่มนี้เชื่อมโยงคดีสแกนม่านตา DSI ส่ง ป.ป.ช. แล้ว ถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงต่อชาติ
  • ข้อ 3: พบแหล่งทรัพย์เพิ่มเติม กำลังรวบรวมหลักฐานส่ง ปปง. เพื่อยึดอายัดขยายวง

ปัญหาสแกมเมอร์ในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายนับแสนราย มูลค่าความเสียหายทะลุหมื่นล้านบาท การที่ ปปง. จัดประชุมในวันเดียวกัน (11 ก.พ.) ถือเป็นโอกาสทองในการพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้ พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะดำเนินการจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและภาพลักษณ์ประเทศในสายตาโลก

นอกจากนี้ การต่อสู้กับทุนเทายังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เช่น ธนาคาร กลต. และ DSI เพื่อปิดช่องโหว่ระบบการเงิน หากประสบความสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวของปชป. ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในการตรวจสอบรัฐบาล สร้างแรงกดดันให้หน่วยงานรัฐทำงานโปร่งใสและรวดเร็ว คุณคิดว่ารัฐบาลจะสามารถยึดทรัพย์ทั้งหมดได้ทันกำหนดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างกระแสต่อต้านสแกมเมอร์ให้ดังยิ่งขึ้น!

ที่มา – ปชป. ออกแถลงการณ์ จี้ ปปง. เร่งอายัดทรัพย์สแกมเมอร์-ทุนเทา ชี้เป้ายังมีขุมทรัพย์อีกเพียบ

อนุทินโวปราบสแกมเมอร์ ย้อนเพื่อไทยพูดไปเรื่อย

“อนุทิน” โวปราบสแกมเมอร์ยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้าน ฉุน พวกจีนเทา-สับปะรังเค ลักไฟใช้ทำรัฐสูญ 2 พันล้าน ตอกกลับเพื่อไทย ถ้าทำงานห่วยจริง ให้ย้ายจาก มท. คุม สธ. ดูแลประชาชนทำไม

วันที่ 5 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวง ถึงความรู้สึกที่เจอหลากหลายสถานการณ์ในช่วงนี้ รวมถึงเรื่องการอนุทินโวปราบสแกมเมอร์ โดยถามกลับว่าตอนนี้มีอะไรที่ถาโถม พร้อมถามต่อเรื่องการปราบสแกมเมอร์ว่าเคยมีใครเคยยึดทรัพย์และเงินทีเดียวหมื่นล้านบาท เคยมีใครประกาศชื่อ คนที่อยู่เมืองไทยมานานและมีเครือข่าย ซึ่งที่ผ่านมาทุกคนเงียบกันหมด มีรัฐบาลไหนที่ทำได้แบบนี้ ตนประกาศรายชื่อสแกมเมอร์และเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ บ้าน ที่ดิน เรือยอชต์ หุ้น รถ 386 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่ออายัดเสร็จแล้วก็มาถามว่าทำไมไม่ดำเนินคดี เพราะคนถามไม่รู้เรื่อง การอายัดต้องไปดำเนินคดีต่อตามขั้นตอน

ขณะเดียวกันก็ยังมีการจับเครื่องขุดบิดคอยน์ มูลค่า 3-4 พันล้านบาท ซึ่งคนเหล่านี้นอกจากจะทำความชั่ว ก่อให้เกิดความเสียหาย ก่ออาชญากรรมในประเทศ และยังมีการลักไฟใช้ เสียหายไปแล้วประมาณ 2 พันล้านบาท ไม่เคยมีรัฐบาลไหนไปดูแล โดยเมื่อวานนี้ (4 ธันวาคม 2568) ตนได้เชิญผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้ามาพูดคุยและให้ไปดำเนินการ ก็จะได้เห็นอีกว่ามีขาใหญ่อะไรอีกหรือไม่ที่ลักไฟใช้

“ขนาดไอ้พวกจีนเทา ไอ้จีนสับปะรังเคพวกนี้มันยังใช้ ขนาดมันเป็นคนต่างชาติ มันยังแอบใช้ไฟของคนไทยได้ แล้วขาใหญ่ประเทศไทยมีหรือเปล่าก็ต้องดู มันจะเกิดการขยายผลมากมาย นี่แหละครับ 2 เดือน ทำงานกันหมดทุกคน”

ทางด้านมาตรการเดินหน้าเชิงรุกในการปราบสแกมเมอร์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็จะดำเนินการไปเรื่อยๆ พร้อมยกตัวอย่างสแกมเมอร์ที่ข้ามฝั่งเข้ามาในประเทศไทยหลังจากถูกทรมาน และเหยียบกับระเบิดไปแล้ว ก็ถูกจับไปได้อีก 1 คน ส่วนเรื่องการเมืองก็ไม่มีอะไร การที่มาบอกว่าตนถูกปรับออกจากกระทรวงมหาดไทยเพราะทำงานช้า ไม่มีประสิทธิภาพ เขาคงลืมอ่านโพลไป ในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจาก 2 คนนี้ตนก็เป็นลำดับ 2 พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ลำดับ 2 เลย ซึ่งตนได้ลำดับที่ 2 โดยทิ้งลำดับที่ 3 ห่างด้วย

ฉะนั้นเวลาพูดก็พูดไปเรื่อย คนไม่รู้เรื่อง คิดอะไรไม่ได้ก็โทษโน่นโทษนี่ไปก่อน แต่ของตนชัดเจน และหากห่วยจริง การที่ขอมหาดไทยคืนและย้ายตนไปอยู่สาธารณสุข ถ้าห่วยจริง ไม่มีประสิทธิภาพจริง คนที่ขอให้ออกจากมหาดไทย ที่รับผิดชอบความมั่นคง จะเอาคนห่วยๆ ไปดูแลชีวิตประชาชนจะไม่ยิ่งหนักไปกว่าเดิมหรือ ฉะนั้นไม่ได้ห่วย เพราะท่านก็บอกว่าทำงานได้ดี ทุกคนก็ชม เมื่อถามว่าคะแนนเต็ม 10 ให้ตัวเองเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี หัวเราะก่อนบอกว่า “เดี๋ยวหาว่าคุย”

ผู้สื่อข่าวถามต่อกรณีที่นางสาวแพทองธาร แชร์โพสต์สตอรี่อินสตาแกรม พร้อมข้อความ “เอ๊า” หลังมีการเสนอข่าวต้องออกจากมหาดไทยเพราะไม่ให้สัญชาติ นายเบน สมิธ ว่า ท่านรู้เรื่องดีหมด เวลาที่คุยกันก็มีนายกฯ อิ๊งค์ ทุกครั้ง และมีนายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นด้วย ก็อย่าลืมว่าไม่ได้ถูกปลด และพรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล การที่มาบอกว่าตนทำงานช้า มันจับโกหกได้หลายอย่าง เพราะคะแนนโพลตนก็มาที่ 2 ซึ่งดีแล้ว โชคดีที่ไม่มาที่ 1 ถ้าทำงานไม่ดีจริงก็คงไม่ปรับไปอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลชีวิตของประชาชน การเอาคนไม่ได้เรื่องไปดูแลชีวิตประชาชน เท่ากับคนแต่งตั้งแย่ ตนจึงคิดว่าคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนั้น รอให้คนที่อยู่ในการพูดคุยมาให้ข้อมูล ให้คนที่รู้เรื่องออกมาให้ข้อมูลดีกว่า ส่วนคนที่ไม่รู้เรื่องอย่าไปฟัง เพราะเขามาไม่ถึง.

อนุทินโวปราบสแกมเมอร์ ย้อนเพื่อไทยพูดไปเรื่อย

อนุทินโวปราบสแกมเมอร์ จริงหรือ?

จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ จนสามารถยึดและอายัดทรัพย์ได้เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การอนุทินโวปราบสแกมเมอร์นั้น เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง

สิ่งที่นายอนุทินกล่าวอ้างถึงการดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์นั้น มีข้อมูลสนับสนุนจากหลายแหล่ง เช่น ข่าวการจับกุมผู้กระทำความผิด การยึดทรัพย์สิน และการดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม การประเมินประสิทธิภาพของการปราบปรามสแกมเมอร์ จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายด้าน เช่น จำนวนผู้เสียหายที่ได้รับการช่วยเหลือ มูลค่าความเสียหายที่ลดลง และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของภาครัฐ

ถึงแม้ว่าการปราบปรามสแกมเมอร์จะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง แต่การออกมากล่าวอ้างถึงความสำเร็จโดยที่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนและครบถ้วน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนได้ ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถประเมินผลการทำงานของภาครัฐได้อย่างถูกต้อง

การออกมาโต้ตอบกับพรรคเพื่อไทยของนายอนุทิน ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ การที่นายอนุทินออกมาตอบโต้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อข้อกล่าวหาที่ว่าตนเองทำงานไม่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การตอบโต้ทางการเมือง ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและสร้างความสับสนให้กับประชาชน

การอนุทินโวปราบสแกมเมอร์ จะเป็นจริงหรือไม่อย่างไรนั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่เราควรทำในฐานะประชาชนคือ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ใช้วิจารณญาณในการไตร่ตรองข้อมูล และสนับสนุนการทำงานของภาครัฐอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” โวปราบสแกมเมอร์ยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้าน ตอกกลับเพื่อไทยพูดไปเรื่อย

ทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบศรีสะเกษ ยึดทรัพย์ 19.6 ล้าน

ตำรวจศรีสะเกษทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ เข้าตรวจค้นพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ อายัดทรัพย์สินทั้งโฉนดที่ดิน รถยนต์ ฯลฯ มูลค่ารวมกว่า 19.6 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่สถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ ได้มีการแถลงผลการระดมปราบปรามหนี้นอกระบบ ซึ่งปฏิบัติการในช่วงวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2568 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 19.6 ล้านบาท ภายใต้การอำนวยการของ พลตำรวจตรีศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และทีมงาน

เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปราบปรามการฟอกเงิน ตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ และชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรกันทรลักษ์ ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดกันทรลักษ์ เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 2 จุด ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จุดแรกเป็นบ้านหลังหนึ่ง และจุดที่สองเป็นโกดังเก็บของ

ทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ

จากการตรวจค้นทั้งสองจุด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย

  • โฉนดที่ดิน 4 ฉบับ มูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท
  • สัญญากู้ยืมเงิน 35 ฉบับ รวมยอดหนี้กว่า 3 ล้าน 5 แสนบาท
  • รถยนต์ 23 คัน มูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท
  • รถจักรยานยนต์ 5 คัน มูลค่าราว 1 แสนบาท

รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ทั้งหมดกว่า 19.6 ล้านบาท

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบบุหรี่ต่างประเทศเถื่อน ซึ่งมีมูลค่าการปรับตามกฎหมายสรรพสามิตสูงถึง 1.7 ล้านบาท จึงได้ตรวจยึดไว้เพื่อนำไปดำเนินการตามกฎหมาย โดยแจ้งข้อกล่าวหา ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต

ความผิดและบทลงโทษของเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ

ความผิดดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหนี้นอกระบบและกฎหมายควบคุมธุรกิจสินเชื่อ ซึ่งมีบทลงโทษทั้งจำและปรับ ขึ้นอยู่กับลักษณะและความร้ายแรงของความผิด

พลตำรวจตรีศุภชัย ศักรินพานิชกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ จะเดินหน้าปราบปรามหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของนายทุนดอกเบี้ยโหด

พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสผู้เกี่ยวข้องกับหนี้นอกระบบ สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม 1567, DSI สายด่วน 1202 ต่อ 53610, ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ 1359, หรือสายด่วนตำรวจ 1599

การปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน จึงได้ทำการสืบสวนและนำไปสู่การจับกุมและตรวจยึดของกลางจำนวนมาก

การทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากหนี้นอกระบบ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้นอกระบบยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปราม

หากท่านกำลังประสบปัญหาหนี้นอกระบบ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พวกเขาพร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของท่าน

การดำเนินการกับผู้กระทำผิดปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า กฎหมายจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยร้ายนี้

ที่มา – ทลายเครือข่ายปล่อยกู้นอกระบบ ที่ศรีสะเกษ อายัดทรัพย์กว่า 19.6 ล้านบาท

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลง เตือนบิ๊กโจ๊ก ระวังคำพูด

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาแถลงชี้แจงทุกประเด็น หลังถูกพาดพิงในประเด็นคดีเว็บพนันและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยืนยันการทำงานตามกฎหมาย และย้ำว่า ผบ.ตร. สั่งสอบสวนเรื่องซื้อขายตำแหน่ง หากมีหลักฐานจะดำเนินการคดีทันที

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด หลังจากที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาให้ข้อมูลที่พาดพิงถึงการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งในเรื่องของการปราบปรามเว็บพนันออนไลน์, การดำเนินคดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และประเด็นการกล่าวหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในตำรวจภูธรภาค 8

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือสแกมเมอร์ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่นายกรัฐมนตรีได้กำหนดให้ยกระดับการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาล, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน ผ่านศูนย์วอร์รูมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล, สกัดกั้นความเสียหาย และเร่งติดตามเส้นทางการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้

ประเทศไทยได้จัดทำ Action Plan ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา เพื่อร่วมกันปฏิบัติการปราบปรามฐานที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ และได้ส่งข้อมูล รวมถึงเอกสารที่เป็นทางการไปยังตำรวจกัมพูชาตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอคำตอบว่าจะดำเนินการตามข้อตกลงหรือไม่ สถิติความเสียหายของเหยื่อที่ถูกหลอกลวงลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จำนวนเงินที่สามารถอายัดคืนได้ก็เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่ความเสียหายเฉลี่ยอยู่ที่วันละกว่า 70 ล้านบาท ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน โดยกรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานนำร่องในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงรูปแบบใหม่ๆ ผ่านหอกระจายข่าวทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ต่างๆ ทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลเฉลี่ยกว่า 500,000 รายต่อวัน จากเดิมที่ตำรวจเผยแพร่เพียงหน่วยงานเดียวมียอดเข้าถึงเพียงหลักหมื่น

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมจัดทำสื่อการสอนเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางดิจิทัลร่วมกับบริษัท Meta (Facebook) เพื่อให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เหมือนกับการให้ความรู้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนกราวด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังกล่าวถึงรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ว่ามีอยู่ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งแพลตฟอร์มทั่วโลกให้ความร่วมมือในการปิดกั้นได้ถึง 90% 2. เว็บพนันออนไลน์ – บุหรี่ไฟฟ้า – ของผิดกฎหมาย ซึ่งบางประเทศอนุญาตให้มีการตั้งเว็บได้ ทำให้การปิดกั้นต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางศาลไทย ซึ่งต้องใช้เวลาและมีข้อจำกัด

ในปีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เสนอให้มีการปิดกั้น URL กว่า 70,000 รายการ และจับกุมคดีพนันออนไลน์ไปแล้วกว่า 800–1,000 คดี แต่ย้ำว่าคดีพนันมีความซับซ้อน ต้องใช้ข้อมูลและพยานหลักฐานจำนวนมากก่อนที่จะขอหมายเรียกหรือหมายจับ

สำหรับคดีสแกมเมอร์นั้น ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องของนักการเมืองไทย แต่ในส่วนของประเทศกัมพูชานั้น มีบุคคลที่ถูกออกหมายจับแล้ว ได้แก่ นายก๊กอาน และ นายลียงพัด ส่วนประเด็นที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ได้กล่าวถึงการเชื่อมโยงไปยังนักการเมืองคนหนึ่งนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า เว็บไซต์จำนวน 21 เว็บไซต์ที่ถูกกล่าวถึงนั้น เป็นโดเมนที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เว็บไซต์เดียวกัน และการสอบสวนต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน ส่วนคดีเว็บพนันนั้นมีการจับกุมผู้กระทำผิดไปแล้วหลายราย การกล่าวหาว่า ผู้กำกับทุกสถานีตำรวจมีการใช้บัญชีม้า เป็นข้อกล่าวอ้างที่ร้ายแรง หากมีพยานหลักฐานว่ามีใครใช้บัญชีม้าจริง จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาทันที เพราะบัญชีม้าเป็นเครื่องมือสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันในการฟอกเงิน จึงขอให้ระมัดระวังในการให้ข้อมูลกับสังคม

เมื่อถูกถามถึงกรณีการออกหมายจับอดีตรอง ผบ.ตร. เป็นการใช้ข้อความเท็จต่อศาลหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้ ในเรื่องของการขอออกหมายจับและหมายค้น และเรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาของศาลแล้ว โดยศาลได้ยกคำร้อง และอีกศาลก็ได้ยืนยันว่าไม่ได้มีการใช้ข้อความหลอกลวงศาล และได้มีคำสั่งในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ย้ำว่าไม่เคยหลอกลวงหรือปิดบังศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้เป็นการตอบโต้กันเหมือนการโต้ปิงปอง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นความขัดแย้งภายในตำรวจ แต่เป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ vs. กลุ่มผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินเว็บพนัน” ผู้ต้องหามีสิทธิ์ให้การเพื่อปกป้องตัวเอง แต่การออกมาพูดในพื้นที่สาธารณะซ้ำ ๆ ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ เสมือนอยู่ในสงครามข่าวสาร (information warfare) จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการติดตามข่าวสาร

ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการด้านความมั่นคง สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ ผบ.ตร. เข้าชี้แจง แต่กระบวนการที่มีผู้ต้องหาและพยานในคดีร่วมซักถามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมมีการถ่ายทอดสด อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ทำให้พยานหวาดกลัว หรือข้อมูลคดีถูกเปิดเผยก่อนสู่ศาล จึงต้องให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะเข้าไปชี้แจงต่อ กมธ.ในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้

ในส่วนของคดีนักการเมืองที่ถูก ปปง.อายัดทรัพย์ 30 ล้านบาท พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สำนักงาน ปปง. ได้ทำการยึดทรัพย์เบื้องต้นไปแล้วกว่า 30 ล้านบาท พร้อมทั้งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อสืบทรัพย์เพิ่มเติม การยึดทรัพย์เป็นไปตาม พ.ร.บ.มาตรการคดีฟอกเงิน ซึ่งจะมีการขยายผลต่อไป และฝากถึงผู้ที่กล่าวอ้างว่านักการเมืองรายนี้มีทรัพย์สินมากกว่า 30 ล้านตามที่ถูกยึดได้นั้น เป็นเพียงถ้อยคำกล่าวอ้าง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐาน ซึ่งการนำเสนอข้อมูลเช่นนี้ อาจเป็นการกล่าวโทษต่อหน่วยงานราชการที่เป็นผู้ทำหน้าที่ในคดี

ส่วนกรณีที่อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวหาว่าตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า การกล่าวเช่นนี้อาจถูกนำไปขยายผลในเวทีระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ที่ประเทศไทยกำลังกดดันประเทศที่เป็นฐานของสแกมเมอร์ ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยปีละหลายล้านดอลลาร์ จึงขอให้อดีตข้าราชการตำรวจที่ออกมากล่าวพิจารณาถึงความเหมาะสมของคำพูด รองจเรตำรวจฯ กล่าวว่า หากไม่ออกมาชี้แจง ประชาชนอาจเข้าใจผิดจากข้อมูลด้านเดียว จึงต้องนำข้อเท็จจริงในสำนวน พยานหลักฐานมาเปิดเผยอย่างเหมาะสม โดยไม่มีเจตนาที่จะตอบโต้เป็นการส่วนตัว

ส่วนกรณีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจภูธรภาค 8 นั้น รองจเรตำรวจฯ เปิดเผยว่า ผบ.ตร. ได้สั่งให้ตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นใคร หากมีหลักฐานจะดำเนินการคดีทันที เพราะระบบการตรวจสอบในปัจจุบันมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะ พ.ร.บ.ตำรวจปี 2565 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และมีคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมทำหน้าที่คล้ายศาลปกครอง หากการแต่งตั้งไม่โปร่งใส ก็จะถูกลงโทษได้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดหลักกฎหมายเดียวกันกับทุกคน ไม่มีสองมาตรฐาน พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบทุกข้อกล่าวหา แต่การนำข้อมูลด้านเดียวมาขยายผล อาจสร้างมายาคติและบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ

สำหรับการเข้าชี้แจงต่อ กมธ.ความมั่นคงในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ จะพิจารณารูปแบบที่เหมาะสม โดยอยู่ระหว่างการให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อมีมติมอบหมายให้ผู้แทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าไปตอบข้อซักถาม ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะไปชี้แจงในที่ประชุมอีกครั้ง ย้ำว่า “ไม่ได้จะไม่เข้าไป แต่อยู่ระหว่างการพิจารณา”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงหลังถูกพาดพิง เตือน “บิ๊กโจ๊ก” ระวังคำพูด ให้ข้อมูลด้านเดียว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การให้ข้อมูลด้านเดียวอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ หลังถูกพาดพิง ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นการให้โอกาสประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน

การออกมาพล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน

ที่มา – พล.ต.ท.ไตรรงค์ แถลงหลังถูกพาดพิง เตือน “บิ๊กโจ๊ก” ระวังคำพูด ให้ข้อมูลด้านเดียว

Scroll to top