อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า

ประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับแวดวงข้าราชการไทย เมื่อนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนให้การสอบเลื่อนตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม โดยยึดหลักการที่ว่าประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบราชการไทย

ในการสัมภาษณ์ล่าสุด นายอาสพลธ์ได้ให้กำลังใจผู้เข้าสอบทุกคนที่กำลังมุ่งมั่นก้าวสู่เส้นทางความสำเร็จ พร้อมย้ำว่าการสอบในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทุกคนได้เริ่มต้นจากจุดสตาร์ตเดียวกัน ความรู้ความสามารถจะเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว ไม่มีการใช้เส้นสายหรือการจ่ายเงินเพื่อแลกกับการเลื่อนตำแหน่งอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สังคมไทยรอคอยมานาน

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในระบบราชการไทย

ที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเรียกรับเงินใต้โต๊ะหรือการซื้อตำแหน่ง ซึ่งสร้างภาระหนี้สินมหาศาลให้กับครอบครัวของข้าราชการ แต่ในยุคสมัยนี้ ภายใต้นโยบายที่เข้มงวดของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากใครทุจริตต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น การที่ ประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า จึงไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าผู้ตรวจสอบทำงานจริงจัง

  • ระบบคัดเลือกคนเน้นความรู้ความสามารถเป็นที่ตั้ง
  • หยุดวงจรการกู้หนี้ยืมสินเพื่อซื้อตำแหน่ง
  • เพิ่มความมั่นใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการรับใช้ชาติ
  • การตรวจสอบจากทั้งภาคประชาชนและสื่อมวลชนที่เข้มข้น

ความสำเร็จของการสอบในครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การได้คนเก่งเข้าสู่ระบบงานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการกู้คืนความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทยอีกด้วย เมื่อคนเก่งและคนดีมีโอกาสก้าวหน้าโดยไม่ต้องมีตั๋วหรือจ่ายเงิน ประเทศชาติย่อมพัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม

บทเรียนสำคัญในครั้งนี้คือ การร่วมมือกันจับตาดูความโปร่งใสของทุกภาคส่วน หากสังคมไม่ยอมรับการทุจริต ระบบที่บิดเบี้ยวก็จะค่อยๆ หายไปเองในที่สุด เราหวังว่าทิศทางนี้จะกลายเป็นมาตรฐานหลักในการสอบและประเมินผลทุกประเภทในประเทศไทยต่อไป เพื่อให้คนที่ตั้งใจทำงานอย่างแท้จริงได้รับโอกาสที่สมควรได้รับ

ที่มา – ประธาน กมธ.ป.ป.ช. หนุนสอบท้องถิ่นโปร่งใส ไร้ตั๋ว ชูความสามารถตัดสินความก้าวหน้า

กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวกรณีการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เมื่อล่าสุดคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยมีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น เพื่อคลี่คลายปมปัญหาที่ว่าทำไมคะแนนถึงไม่ตรงกันระหว่างไฟล์ต้นฉบับกับรายชื่อที่ประกาศออกมาครับ

กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

การประชุมเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญเมื่อ กมธ. ป.ป.ช. ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ เข้าชี้แจง โดยประเด็นหลักคือรายชื่อผู้ผ่านการสอบกว่า 15,000 รายชื่อ ซึ่งพบความผิดปกติว่ามีการแก้ไขคะแนนในแฟลชไดรฟ์ที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะกระทบต่อนักสอบนับแสนรายที่สู้ชีวิตมาอย่างสุจริต

เปิดปมร้อน: ทำไมแฟลชไดรฟ์ถึงถูกแก้ไขข้อมูล?

จากการชี้แจงพบว่า ข้อมูลที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ผู้รับจ้าง) ตรวจสอบนั้นถูกต้อง แต่พอมาอยู่ที่ฝ่ายผู้ว่าจ้างกลับพบร่องรอยการแก้ไข นี่คือสิ่งที่ กมธ. ป.ป.ช. กำลังเร่งหาคำตอบว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการทุจริตนี้ กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเปลี่ยนคะแนนที่น่าสงสัย โดยเฉพาะประเด็นการเก็บข้อมูลไว้ในแฟลชไดรฟ์ที่ไม่มีการเข้ารหัสความปลอดภัยใดๆ

  • ลำดับการส่งมอบแฟลชไดรฟ์จาก มศว ไปยัง สถ.
  • การติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อขอให้ประทับตรามหาวิทยาลัยย้อนหลัง
  • ร่องรอยการเข้าถึงตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดี
  • ความสอดคล้องของข้อมูลระหว่างหน่วยงานตรวจสอบ

ในสัปดาห์หน้าทาง กมธ. จะเชิญทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง. รวมไปถึงกองบังคับการปราบปรามมาร่วมโต๊ะประชุม เพื่อให้เกิดความกระจ่างและลากตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหนก็ตาม เพราะการโกงสอบถือเป็นการทำลายระบบราชการและทำลายใจของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งหวังจะรับใช้ชาติอย่างแท้จริง ครับ/ค่ะ

เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และใครจะต้องรับผิดชอบต่อกรณีอื้อฉาวครั้งนี้ นี่คือบทเรียนสำคัญที่กระทรวงมหาดไทยต้องเร่งปฏิรูปกระบวนการสอบให้โปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่อย่างนั้นความเชื่อมั่นของระบบราชการไทยอาจสั่นคลอนไปมากกว่านี้ครับ

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. มีมติขอข้อมูล-เอกสารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ปมทุจริตสอบท้องถิ่น

กมธ.ป.ป.ช.สภาฯ บี้สอบโกงรับราชการ สถ. “มศว” เผยจ้างช่วง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงราชการไทย เมื่อมีการเปิดเผยถึงความผิดปกติในกระบวนการสอบเข้าทำงานที่ดูเหมือนจะมีเงื่อนงำ โดยล่าสุดทาง กมธ.ป.ป.ช.สภาฯ บี้สอบโกงรับราชการ สถ. “มศว” เผยจ้างช่วงบริษัทจัดสอบ-ตรวจข้อสอบ ซึ่งเรื่องนี้สร้างความกังวลใจให้กับผู้สมัครสอบทั่วประเทศเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความโปร่งใสในการคัดเลือกบุคลากรเข้ารับราชการ

กมธ.ป.ป.ช.สภาฯ บี้สอบโกงรับราชการ สถ. “มศว” เผยจ้างช่วงบริษัทจัดสอบ-ตรวจข้อสอบ

ในการประชุมที่อาคารรัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้เรียกตัวแทนจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงด่วน ประเด็นที่น่าตกใจคือการที่สำนักทดสอบฯ ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนภายนอกเข้ามารับช่วงในวงเงินถึง 30 ล้านบาท เพื่อจัดการเรื่องกระดาษคำตอบและการตรวจข้อสอบ ซึ่งดูเหมือนขั้นตอนเหล่านี้จะเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใส

เปิดปมร้อน กมธ.ป.ป.ช.สภาฯ บี้สอบโกงรับราชการ สถ. “มศว” กับระบบการตรวจสอบที่ล้มเหลว

นอกจากประเด็นการจ้างช่วงแล้ว ยังมีความน่าสนใจในมุมของการประทับตรารับรองผลสอบ โดยพบว่ามีการส่งแฟลชไดรฟ์บันทึกรายชื่อผู้สอบผ่านจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) มายัง มศว เพื่อให้ประทับตรา แต่ทางผู้อำนวยการสำนักทดสอบฯ กลับยอมรับว่าตนเองไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อเหล่านั้นเลย ซึ่งเปรียบเสมือนการ “เซ็นชื่อเปล่า” ให้กับการประกาศผลสอบที่อาจมีการแทรกแซงเกิดขึ้นได้

  • การว่าจ้างบริษัทเอกชนต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • กระบวนการตรวจสอบข้อมูลก่อนประกาศผลสอบถือเป็นหัวใจสำคัญ
  • ความขัดแย้งของข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สถ. และ มศว กลายเป็นจุดที่ กมธ. ต้องเร่งตรวจสอบ

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการทำงานที่หย่อนยาน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการสอบแข่งขันเข้ารับราชการให้มีความรัดกุมมากขึ้น ทั้งเรื่องขอบเขตของงาน (TOR) ที่ต้องครอบคลุมทุกมิติ เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องโหว่เหล่านี้เป็นเครื่องมือในการทุจริตของบุคคลบางกลุ่ม

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การตรวจสอบของ ป.ป.ช. และ กมธ. ชุดนี้จะนำไปสู่การเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องได้มากน้อยเพียงใด เพราะศักดิ์ศรีและความศรัทธาของระบบราชการไทยขึ้นอยู่กับกระบวนการสอบที่ต้องยุติธรรมและเสมอภาคสำหรับทุกคน ผู้สมัครสอบทุกคนมีสิทธิ์หวังว่าจะได้เห็นความโปร่งใสเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราอย่างแท้จริง

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช.สภาฯ บี้สอบโกงรับราชการ สถ. “มศว” เผยจ้างช่วงบริษัทจัดสอบ-ตรวจข้อสอบ

จี้ประธานสภาฯ ตักเตือน ประธาน กมธ. หลังเรียกสอบ TH-AI Passport ซ้อน 2 คณะ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองเมื่อ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการจัดระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ในสภาฯ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่มีการตั้งโต๊ะสอบโครงการ TH-AI Passport ซ้ำซ้อนกันจนนำไปสู่คำถามถึงความเหมาะสมและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละคณะ

จี้ประธานสภาฯ ตักเตือน ประธาน กมธ. หลังเรียกสอบ TH-AI Passport ซ้อน 2 คณะ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากกรณีที่คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพื่อเดินหน้าตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินการดังกล่าวทำให้นายอาสพลธ์มองว่าอาจเป็นการก้าวล่วงหรือปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมาธิการที่มีหน้าที่โดยตรง ซึ่งส่งผลต่อความศักดิ์สิทธิ์ของการทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติ

มุมมองต่อการตรวจสอบในกรณี จี้ประธานสภาฯ ตักเตือน ประธาน กมธ. หลังเรียกสอบ TH-AI Passport ซ้อน 2 คณะ

นายอาสพลธ์ยืนยันว่าการออกมาเรียกร้องครั้งนี้ไม่ใช่การขัดขวางการทำหน้าที่ตรวจสอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการเน้นย้ำถึงหลักการว่า:

  • การตรวจสอบต้องไม่ซ้ำซ้อนเพื่อให้ข้อมูลมีความชัดเจน
  • ทุกคณะต้องปฏิบัติหน้าที่ภายในกรอบของข้อบังคับอย่างเคร่งครัด
  • ป้องกันการก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ระหว่างกันเพื่อให้ผลการตรวจสอบมีน้ำหนัก

การป้องกันการทุจริตเป็นเรื่องสำคัญแต่ต้องทำอย่างถูกต้องตามครรลองของกฎหมาย หากปล่อยให้เกิดการตรวจสอบมั่วซั่วหรือทับซ้อนกัน สุดท้ายอาจกลายเป็นการแย่งซีนกันทำงานมากกว่าการหาข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน สิ่งที่นายอาสพลธ์ต้องการสื่อสารไปยังประธานสภาฯ คือการขอให้กำชับและตักเตือนประธานกรรมาธิการทุกคณะให้หันมาทำงานเชิงรุกตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจริงจัง ไม่ใช่การหยิบยกประเด็นที่อยู่ไกลตัวหรือข้ามสายงานขึ้นมาสร้างกระแสเพียงอย่างเดียว

ในฐานะที่ตนเป็นประธาน กมธ. ป.ป.ช. นายอาสพลธ์ยังย้ำชัดว่า หากมีข้อมูลการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport หรือโครงการอื่นใด ทางคณะกรรมาธิการของตนพร้อมเดินเครื่องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะภารกิจหลักคือการรักษาผลประโยชน์ของชาติและภาษีของประชาชนเป็นสำคัญ

มุมมองต่อกรณีนี้เห็นได้ชัดว่า การทำงานของกรรมาธิการควรเน้นไปที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้การชำแหละงบประมาณหรือการตรวจสอบโครงการรัฐบาลเป็นไปอย่างแม่นยำที่สุด การทำงานที่ทับซ้อนกันไม่เพียงแต่เปลืองงบประมาณแผ่นดิน แต่ยังอาจทำให้ประเด็นที่ควรได้รับการแก้ไขถูกเบี่ยงเบนออกไปได้ สุดท้ายแล้วความน่าเชื่อถือของสภาผู้แทนราษฎรจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อกรรมาธิการทุกชุดยึดถือระเบียบเป็นที่ตั้ง

ที่มา – จี้ประธานสภาฯ ตักเตือน ประธาน กมธ. หลังเรียกสอบTH-AI Passport ซ้อน 2 คณะ

กมธ.ป.ป.ช. ลุยภูเก็ต สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความยุติธรรมและการทวงคืนพื้นที่สาธารณะมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการจัดการกับปัญหากลุ่มอิทธิพลที่รุกรานสมบัติของชาติในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต

กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาประกาศความชัดเจนว่า ทางคณะทำงานจะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนและที่สาธารณะบริเวณหาดฟรีด้อม โดยงานนี้ถือเป็นการขานรับนโยบายของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งมั่นจะกวาดล้างกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้นอมินีและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นให้สิ้นซาก

รายละเอียดการตรวจสอบและแผนการกวาดล้างทุนสีเทา

การลงพื้นที่ครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการไปดูงานเฉยๆ แต่เป็นการทำงานเชิงรุก โดยมีการเชิญ สส. ในพื้นที่ทั้ง 3 เขตมาร่วมตรวจสอบเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และรอบด้านที่สุด เพื่อให้การทำงานโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุดครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ จะมุ่งเน้นประกอบด้วย:

  • ตรวจสอบการครอบครองที่ดินและการบุกรุกป่าสงวน
  • จัดการกับกลุ่มนอมินีที่ถือครองธุรกิจแทนทุนต่างชาติ
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าหาด
  • รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

หลายคนคงจำได้ว่าหาดฟรีด้อมเป็นพื้นที่สวยงามที่ควรจะเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง การที่ กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากว่าภาครัฐเอาจริงกับการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ และจะไม่มีการละเว้นให้กับผู้ที่ทำผิดกฎหมายเด็ดขาดครับ

ในฐานะประชาชน เราได้แต่หวังว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะนำไปสู่การทวงคืนหาดที่สวยงามกลับมาเป็นของส่วนรวมอย่างแท้จริง และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกพื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศด้วยครับ หากใครมีข้อมูลหรือเบาะแสเพิ่มเติมก็สามารถส่งต่อให้กับทางคณะกรรมาธิการฯ เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาได้นะครับ

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา

ครม.แต่งตั้งชาดาเป็นประธานวิป มอบพิพัฒน์ดูด่านชายแดน

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญในการประชุมนัดแรก โดยเห็นชอบการแต่งตั้งนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบเร่งรัดเรื่องการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้คึกคักมากขึ้น

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล

การประชุมครม. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งเน้นการประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้แถลงผลการประชุมเมื่อเวลา 20.45 น. ที่รัฐสภา โดยยืนยันว่าครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ (กอ.รมน.) ในการขยายเวลาประกาศพื้นที่ภัยต่อความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาลนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล รองประธานประกอบด้วยนายอาสพลธ์ สรรณ์ไ-triภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย การแต่งตั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายและร่างกฎหมายได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนานในพรรคภูมิใจไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง และการนั่งเก้าอี้ประธานวิปครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำสำคัญ

มอบ “พิพัฒน์” เร่งดูเรื่องเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

อีกประเด็นสำคัญจากที่ประชุมครม. คือ การมอบหมายงานให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไปเจรจาและดำเนินการปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการให้ขยายเวลาการค้าขายและการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการเปิดให้บริการในเวลาจำกัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนที่เคยคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและผลไม้จากมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการขยายเวลาเปิดด่านให้เร็วขึ้นและปิดช้าลง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนชายแดน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวแบบข้ามพรมแดน

นายพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม จะต้องประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหาทางออกที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะมีข้อสรุปเบื้องต้น โดยอาจเริ่มทดลองปรับเวลาในบางด่าน เช่น ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดค้าขายหลัก

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง แต่มีศักยภาพสูงในด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากดำเนินการได้สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการนโยบายรัฐ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมือง

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล และมอบหมาย “พิพัฒน์” ดูแลด่านชายแดน จะส่งผลดีต่อภาพรวมการบริหารประเทศ โดยวิปรัฐบาลที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจผ่านสภาได้เร็วขึ้น เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่เน้นการฟื้นฟูชายแดน

ส่วนการปรับด่านชายแดน จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบา นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวข้ามแดนฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่าการขยายเวลาด่านต้องควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลจัดการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของครม.ครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หากประชาชนและภาคเอกชนร่วมมือกัน คาดว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้อย่างแน่นอน ท่านคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

Scroll to top